อัปเดตล่าสุด 2019-02-12 10:00:01

ตอนที่ 12 นรกภูมิ

สวัสดีครับ ทุกท่าน สำหรับจิตรกรรมภาพต่อไปนี้ กระผมใคร่จะเรียนให้ทุกท่านทราบว่า มันคือ ภาพสุดท้ายของพิพิธภัณฑ์ภาพวาดแห่งนี้ และบางทีมันอาจจะเป็นภาพสุดท้ายของใครหลายๆ คนที่มีแต่ สีดำในจิตใจก็เป็นได้...

ชื่อของภาพนี้คือ นรกภูมิ

นรกภูมิ...เป็นภาพที่ถูกสรรสร้างด้วยสีดำแห่งความมืดมิด อันเป็นเอกรงค์หลักเฉกเช่นเดียวกับทุกๆ ภาพก่อนหน้า หากแต่นรกภูมิที่แท้จริง...นรกที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภาพวาด จะเฝ้ารอต้อนรับบรรดาผู้คนที่มีจิตใจชั่วช้า จิตใจที่มีสีดำทมิฬไม่ต่างไปจากนรกโลกันตร์

และในเวลานี้ หากท่านพร้อมแล้ว เชิญก้าวเข้าสู่ นรกภูมิอันเป็นเรื่องเล่าแห่งจินตภาพสุดท้าย ... เชิญครับ
 

***********************************

 

นรกภูมิ

 

 

            รถจักรยานยนต์ 2-3 คันแล่นมาจอดที่หน้าบ้านของเด็กหนุ่มนาม ‘เด่นวิทย์’ ผู้ซึ่งไม่เคยมีใครเรียกชื่อจริง หากแต่คนในหมู่บ้านมักจะเรียกกันว่า ‘ไอ้เด่น’ เด่นวิทย์หรือไอ้เด่นเป็นวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเป็นนักเลงหัวไม้ มันทำทุกอย่างที่ผิดกฎหมาย ทั้งทะเลาะวิวาท ตีรันฟันแทง ลักเล็กขโมยน้อย กระทั่งปล้นจี้ ไอ้เด่นทำมาหมด ถ้าจะเรียกว่ามีดีอยู่บ้าง ก็ตรงที่มันไม่เคยสังหารหรือทำร้ายเหยื่อ และแม้ญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวในโลกนั่นคือ ‘ยายพุฒ’ จะพยายามตักเตือนให้กลับตัวกลับใจ หากแต่ไอ้เด่นกลับไม่ยี่หระ อาจเป็นเพราะมันรู้ดีว่าถึงแม้จะกระทำผิด แต่เพราะอายุที่กฎหมายให้การรับรองว่ามันยังเป็นเพียงแค่ ‘เยาวชน’ เกราะป้องกันนี้จะทำให้มันได้รับโทษเพียงเข้าสถานพินิจฯ เท่านั้น

            ด้วยเหตุดังกล่าว สถานพินิจฯ จึงเปรียบได้กับบ้านหลังที่สองของมัน...เป็นแหล่งพบปะทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนความรู้กับเหล่าเพื่อนฝูงในวงการเดียวกัน!

            …และในวันนี้ ที่บ้านของไอ้เด่น เป็นการนัดแนะรวมตัวระหว่างกลุ่มเพื่อนที่รู้จักจากสถานพินิจฯ

 

            “ยาย เด่นจะคุยกับเพื่อนในห้อง ยายไม่ต้องเข้ามายุ่งนะ” ไอ้เด่นบอกกับยายพุฒ ก่อนจะพาเพื่อนหน้าตานักเลง 3- 4 คนเข้ามาในบ้าน ยายพุฒที่ทั้งเป็นห่วงทั้งหวาดกลัวแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้แต่พยักหน้ายินยอมด้วยความจำนน

            กระนั้นยายพุฒก็ยังนึกสงสัย ด้วยเพราะปกติแล้ว ไอ้เด่นกับเพื่อนมักออกไปสุมหัวกันนอกบ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยแต่ละวันกว่าจะกลับบ้านก็เกือบเที่ยงคืน แล้วเหตุไฉนวันนี้มันจึงพาเพื่อนมาที่บ้าน และด้วยความอยากรู้อยากเห็น ยายพุฒจึงแอบเข้าไปในห้องที่อยู่ข้าง ๆ ห้องไอ้เด่น และด้วยฝากั้นอันทำจากไม้อัดที่บอบบาง เพียงแค่เอาหูแนบก็จะสามารถได้ยินการสนทนาของบุคคลที่อยู่ด้านใน

            หญิงชราถึงกับต้องกลั้นเสียงร้องอุทาน เมื่อได้ยินสิ่งที่ไอ้เด่นคุยกับพวก...มันคือแผนปล้นร้านทอง!?

            ยายพุฒจับใจความได้ว่าปฏิบัติการชั่วของพวกมันจะเริ่มพรุ่งนี้ โดยเหล่าเพื่อนหน้าโหดจะจัดเตรียมปืนเพื่อนำมาใช้ข่มขู่ และหากการปล้นเป็นไปได้ด้วยดี พวกมันวางแผนที่จะปล้นร้านทองอื่น ๆ ในละแวกนี้ด้วย

หญิงชรารีบออกจากห้อง ด้วยเพราะกำลังจะร้องไห้ออกมา ยายพุฒนึกเสียใจที่ตนเองไม่อาจอบรมสั่งสอนให้หลานชายเป็นคนดีได้ อีกทั้งยังมองไม่เห็นหนทางไหนที่จะเปลี่ยนความคิดของไอ้เด่น

เพราะแม้ไอ้เด่นจะชั่วร้ายเพียงไหน...แต่มันก็เป็นหลานชาย

เย็นวันนั้น ยายพุฒเดินตามทางในหมู่บ้านอย่างไร้จุดหมาย แม้คนที่รู้จักจะทักทาย ทว่าหญิงชราก็หาได้ตอบหรือสนใจไม่ ยายพุฒเดินเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งไปถึงวัดร้างแห่งหนึ่ง หญิงชรานึกแปลกใจอยู่ครามครัน ด้วยเพราะนึกไม่ออกว่าในเขตหมู่บ้านของตนมีวัดร้างอยู่ด้วย และด้วยความสงสัย ยายพุฒจึงเดินเข้าไปด้านใน

มันเป็นวัดร้างที่แปลกประหลาด ภายในขอบเขตรั้วเก่าคร่ำคร่านั้น มีอาคารปรากฏอยู่เพียงหลังเดียวนั่นคือโบสถ์เก่า ๆ ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ส่วนอาณาบริเวณโดยรอบที่เป็นลานกว้างนั้นหาได้มีสิ่งมีชีวิตไม่ ไม่มีสุนัข ไม่มีแมวจรจัด แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าล้วนแล้วแต่แห้งตายหมดทั้งสิ้น!

ราวกับเป็นวัดร้างแห่งความตาย!?

หญิงชราไม่เข้าใจตนเองว่าเหตุใดตนเองจึงเดินเข้าไปในวัดร้างนั้น ยายพุฒเดินเข้าไปที่โบสถ์ซึ่งอยู่ตรงกลาง ผลักบานประตูไม้เข้าไป จึงพบว่าด้านในมีพระประธานขนาดใหญ่สีเหลืองทองอร่าม แตกต่างจากอาคารที่เก่าคร่ำคร่า

ด้านในของโบสถ์มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังกราบพระอยู่ ชายคนนั้นอยู่ในชุดสูทสากลสีดำ จุดเด่นของชายผู้นั้น นั่นคือใบหน้าสีแดงเข้มราวกับตากแดดหรือโดนความร้อนอยู่ตลอด...ยายพุฒคิดว่าชายผู้นั้นน่าจะทำงานที่เกี่ยวข้องหรือสัมผัสกับความร้อน ยายพุฒมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะนั่งพับเพียบและก้มลงกราบพระประธาน

“พระคุณเจ้า หากกรรมดีของดิฉันมีจริง ดิฉันขออธิษฐานให้กุศลกรรมของดิฉัน จงดลบันดาลให้หลานชาย...ที่ชื่อเด่นวิทย์ ขอให้มันได้กลับตัวกลับใจ เป็นผู้เป็นคนกับเขาเสียที” ยายพุฒพนมมืออธิษฐานด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

หญิงชราก้มลงกราบสามครั้งก่อนที่เตรียมจะลุกขึ้นเพื่อออกจากโบสถ์

“หลานคุณยาย เป็นคนไม่ดีอย่างนั้นหรือครับ” ชายชุดดำที่นั่งข้าง ๆ เอ่ยขึ้น ยายพุฒพยักหน้าพร้อมกับยิ้มเศร้า ๆ

“ใช่จ้ะ...ยายเองก็พยายามสั่งสอนตักเตือนแล้ว แต่พยายามเท่าไร ก็ไม่ได้ผล นี่ยายกลัวเหลือเกินว่า ถ้ามันตายไปแล้ว มันคงต้องตกนรกหมกไหม้ชั่วกัปชั่วกัลป์” เป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง

“ถ้าลองพยายามเตือนอีกสักครั้ง บางทีอาจจะได้ผล” ชายในชุดดำเอ่ย หญิงชราถอนหายใจด้วยความทุกข์ สายตาหันไปมองพระประธานด้วยไม่มีที่พึ่ง

“ว่าแต่คุณคือ...” ยายพุฒถามพร้อมหันกลับไปมองชายแปลกหน้า ทว่าที่ตรงนั้นไม่มีใครอยู่อีกแล้ว และที่น่าแปลกยิ่งกว่า นั่นคือยายพุฒเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังนั่งพับเพียบอยู่ในพงหญ้าท้ายหมู่บ้าน ที่รกร้างบริเวณนี้ไม่เคยมีวัด ไม่เคยมีโบสถ์หรืออาคารใด ๆ มาก่อน

หญิงชรารู้สึกหวาดกลัวจึงรีบลุกขึ้นและเดินกลับบ้านในทันที

            ...

            ...

            แสงสว่างที่ลอดเปลือกตาปลุกเด่นวิทย์ให้ตื่นจากที่นอนด้วยมันคิดว่าเป็นเวลาอรุณรุ่ง ไอ้เด่นบิดขี้เกียจเพื่อไล่ความง่วงเหงาที่ยังรุมเร้า วันนี้เป็นวันสำคัญที่พวกมันจะต้องดำเนินการตามแผนชั่ว...แผนปล้นร้านทอง!

            ...ลุกจากที่นอน ?

            วินาทีแรกที่สายตาที่มองเห็น วินาทีแรกที่ฝ่าเท้าสัมผัสพื้น ไอ้เด่นรู้ได้ทันทีว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่ห้องนอนของตน จริง ๆ แล้วไม่ใช่ในบ้านเสียด้วยซ้ำ นั่นเพราะมันกำลังยืนอยู่บนพื้นดินที่แห้งแล้ง แข็งกระด้างและแตกระแหง ส่วนบรรยากาศรอบกายที่ปรากฏต่อจักษุโสต ไอ้เด่นถึงกับขมวดคิ้ว เพราะมันคือทุ่งกว้างอันเวิ้งว้าง พื้นผิวดินปริแตกราวกับไม่เคยสัมผัสหยาดพิรุณมานับร้อยปี ส่วนท้องฟ้าเป็นสีแดงแกมส้ม ไม่มีนก ไม่มีหมู่แมลง เช่นเดียวกับบนพื้นดินที่ไม่มีคนหรือสัตว์แม้สักชนิด จะว่าไปแม้แต่วัชพืชไอ้เด่นก็ยังหาไม่เจอแม้สักต้น สิ่งเดียวที่น่าจะ ‘เคย’ มีชีวิตในที่นี้...ก็เห็นจะมีเพียงแค่ต้นไม้ตายซากห้าหกต้นที่สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล นอกเหนือจากนั้นไม่ปรากฏสิ่งมีชีวิตแม้สักอย่างเดียว และที่พรั่นพรึง นั่นก็คือความรู้สึกสัมผัสที่ผ่านทางฝ่าเท้า...มันอุ่นและคุกรุ่นราวกับมีเชื้อไฟร้อนระอุอยู่ข้างใต้           

มันคือทุ่งร้างมรณะ...ทุ่งแห่งความตาย

            “มีใครอยู่บ้าง ?” เด่นวิทย์ลองป้องปากตะโกน

            “เฮ้! ช่วยด้วย! แถวนี้มีใครบ้าง ?” ลองอีกครั้ง ทว่าคำตอบที่ได้คือความเงียบ

            ไอ้เด่นใช้มือปาดเหงื่อที่ไหลท่วมใบหน้า มันรู้สึกหงุดหงิดและร้อนรนจากการต้องมาอยู่ในที่ไม่รู้จัก และที่น่าแปลก…เมื่อเงยหน้าดูท้องฟ้า ไอ้เด่นพบว่าแม้ท้องฟ้าเบื้องบนจะเป็นสีแดงแกมส้ม แต่กลับมองไม่เห็นดวงอาทิตย์!?

            เด็กหนุ่มสับสน เขาจะทำเช่นไร ? จะออกเดินก็ไม่รู้ทิศ ครั้นจะรออยู่กับที่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้น ?

            “จงมาทางนี้” น้ำเสียงทุ้มต่ำจากทางด้านหลัง ไอ้เด่นสะดุ้งเฮือกด้วยเมื่อครู่มันแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ด้านหลัง และเมื่อหันไปตามเสียงเรียก มันจึงได้เห็นใครคนหนึ่ง...ผู้ชายที่อยู่ในชุดสูทสากลสีดำ!?

            “คุณคือใคร ? ที่นี่ที่ไหน ?” ไอ้เด่นถามเป็นชุด มันสังเกตว่าใบหน้าของชายผู้มาใหม่มีสีแดงเข้มราวกับทำงานตากแดดมานาน

            ชายชุดดำนิ่งไปเพียงชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะตอบคำถามด้วยประโยคที่ไอ้เด่นคาดไม่ถึง

“ที่นี่คือโลกหลังความตาย ส่วนตัวเจ้าเป็นร่างวิญญาณ”

ไอ้เด่นชะงักเพียงชั่วไม่เกินสองวินาที หลังจากนั้นมันจึงหัวเราะลั่น

“ฮ่า ๆๆๆ ลุงบ้าหรือเปล่า ถ้าผมตายแล้ว ทำไมถึงยังยืนอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ”

แม้จะโดนหัวเราะใส่ ทว่าชายผู้สวมชุดสากลหาได้มีท่าทางโกรธเคืองไม่ เขาส่ายศีรษะช้า ๆ ก่อนที่จะชี้มือไปยังทิศทางหนึ่งของทุ่งร้าง

“จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม จากนี้จงตามข้ามา”

สิ้นประโยค ชายชุดดำจึงเริ่มออกเดิน และแม้ไอ้เด่นจะไม่อยากเดินตาม ทว่าขาทั้งสองของมันกลับไม่ยอมรับฟังคำสั่ง เด็กหนุ่มออกเดินตามชายในชุดดำไปติด ๆ

“จะพากูไปไหน กูไม่ไป! พากูกลับบ้าน!” ไอ้เด่นร้องโวยวาย ทว่าคราวนี้หาได้มีคำตอบจากชายชุดดำ เขาเดินนำไอ้เด่นอย่างไม่รีบร้อน

            ...

            ด้วยระยะเดินทางค่อนข้างไกล เด่นวิทย์ที่ตอนแรกแหกปากโวยวายมาตลอดทาง บัดนี้เด็กหนุ่มรู้สึกอ่อนเพลียเกินกว่าที่จะโวยวาย มันปล่อยให้ขาของตนเดินตามชายชุดดำโดยไม่อาจฝืน และแม้ไอ้เด่นจะพยายามสอบถามข้อมูลกับชายชุดดำ แต่ก็มีเพียงความเงียบที่เป็นคำตอบ

            หลายชั่วโมงในทุ่งร้างที่ไร้แววแห่งชีวิต จากท้องฟ้าสีส้มแดง บัดนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมืดครึ้ม และเมื่อเดินทางไกลออกไปอีกหน่อย ไอ้เด่นจึงพบว่าบรรยากาศบนท้องฟ้าถูกทาบทับด้วยเมฆหมอกหนาสีดำ ถึงตอนนี้ไอ้เด่นสามารถรับรู้โดยอัตโนมัติว่าการเดินทางของมันมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว นั่นเพราะเบื้องหน้าปรากฏกำแพงสูงใหญ่ตั้งตระหง่านเสียดท้องฟ้า กำแพงสีดำสูงทะลุเลยเมฆหมอกขึ้นไปจนมองไม่เห็นขอบด้านบน ส่วนสองข้าง...ด้านซ้ายและขวา ปรากฏว่ากำแพงนั้นได้ทอดยาวไกลจนสุดสายตา ด้วยเหตุนี้เด็กหนุ่มจึงไม่อาจมองเห็นขอบเขตของกำแพงยักษ์ตรงหน้า

            “กำแพง ? ที่นี่คือที่ไหน ?” ไอ้เด่นถาม

            “เข้าไปตรงนั้น” เป็นคำสั่งแทนที่จะเป็นคำตอบ ชายชุดดำชี้มือบอกสถานที่ที่ต้องไปต่อ และเมื่อมองตามปลายนิ้ว ไอ้เด่นก็พบประตูสีแดงสดตรงกำแพง ด้านข้างประตูมีชายชุดดำอีกสองคนยืนเฝ้าประหนึ่งยามระวังภัย สายตาของพวกเขาแข็งกร้าวน่ากลัวมากยิ่งกว่าชายผู้นำทาง

            เมื่อไม่มีทางเลือก เด็กหนุ่มจึงจำใจเปิดประตูสีแดงอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ และเมื่อเข้าไปข้างใน ไอ้เด่นจึงพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในห้องโถงใหญ่ มันเป็นห้องกว้างอันว่างเปล่า ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ แม้สักชิ้น ส่วนริมอีกด้านหนึ่งของห้อง ไอ้เด่นมองเห็นประตูสีแดงอีกบานหนึ่ง

            “เข้าไปในนั้น” คำสั่งอีกครั้งจากชายชุดดำ เด่นวิทย์ที่ไม่สามารถควบคุมตนเองหรือขัดคำสั่งได้ เขาเดินตรงไปยังประตูแดงฝั่งตรงข้ามของห้องโถง ตรงนั้นมีชายชุดดำยืนเฝ้าอยู่อีกสองคน ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเดินไปถึงประตูนั้น เขาหันหน้ากลับมาถามชายที่นำทาง

            “ทะ...ที่นี่คือที่ไหน”

            “ที่นี่คือโลกหลังความตาย” คำตอบเดิม ทว่าคราวนี้ไม่มีเสียงหัวเราะจากไอ้เด่น

            “และหลังประตูบานนี้คือสถานที่ลงทัณฑ์ขุมแรก” เป็นประโยคต่อเนื่องจากชายชุดดำ

            “หรือว่า...หมายถึง ‘นรก’ ใช่ไหม ?” ไอ้เด่นปากคอสั่น มันตัดสินใจถามออกไปตรง ๆ

            “ถ้าจากมุมมองของมนุษย์...ก็เป็นเช่นนั้น” เป็นคำตอบที่ยืนยันความคิดของไอ้เด่น และเมื่อได้ยินคำตอบชัด ๆ มันก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม

            “จงเข้าไปข้างใน” ชุดดำสั่ง

            “กู...กูไม่อยากไป” แม้ไอ้เด่นจะบอกอย่างนั้น ทว่ามันไม่อาจควบคุมร่างกายได้ เมื่อนายประตูทั้งสองเปิดทางเข้า ชายชุดดำผู้นำทางเดินเข้าไปก่อน ไอ้เด่นเดินตามเข้าไปติด ๆ แม้มันจะบังคับขาตัวเองไม่ได้ แต่มันก็ยังรับรู้ว่าขาสองข้างกำลังสั่นด้วยความหวาดกลัว

            เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน ไอ้เด่นพบว่ามันกำลังยืนอยู่บนทางเดินเล็กๆ ที่ทอดยาวและลอยอยู่ในอากาศ ทางเดินที่ว่านั้นสูงจากพื้นราวตึกสามหรือสี่ชั้น โดยด้านล่างนั้น ไอ้เด่นมองเห็นผู้คนจำนวนมาก ทุกร่างอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ไม่ใส่เสื้อผ้าแม้สักชิ้น และเมื่อพิจารณาดี ๆ ไอ้เด่นถึงกับตัวสั่นเทิ้ม นั่นเพราะภาพนรกเบื้องล่างช่างน่าสยดสยองยิ่ง กลุ่มคนจำนวนมากกำลังยกพวกเข้าห้ำหั่นพันตู ทำร้าย ฆ่ากันเองโดยไม่สนว่าใครเป็นใคร บ้างก็หัวขาด แขนขาขาด เลือดพุ่งกระฉูด เหตุที่เป็นเช่นนั้น นั่นก็เพราะมือและเท้าของกลุ่มคนเหล่านั้นปรากฏใบมีดคมกริบที่ยื่นยาวออกมาจากผิวหนัง และคมมีดเหล่านั้นได้ถูกนำมาใช้ฟาดฟันกันเอง และที่น่ากลัวยิ่งกว่า นั่นคือเมื่อไรที่เหล่าสัตว์นรกเริ่มเหนื่อยล้าจนหยุดพักการต่อสู้ ไอ้เด่นก็จะเห็นร่างของคนสวมใส่ชุดเกราะสีดำปรากฏตัวขึ้นจำนวนนับร้อย ทหารชุดเกราะทุกนายล้วนถืออาวุธเป็นดาบหรือไม่ก็หอก จากนั้นพวกเขาก็จะเริ่มไล่ทำร้ายจนกระทั่งไม่มีใครหลงเหลือ!

            ทว่าความตายหาใช่ความสงบสำหรับสัตว์นรกเหล่านั้น!? เพียงครู่เดียว ร่างที่แยกเป็นส่วน ๆ กลับไหลรวมเชื่อมต่อติดราวกับปาฏิหาริย์ และภาพต่อมาก็คือการเข้าห้ำหั่นกันเอง ผสมผสานกับการล่าสังหารจากทหารในชุดเกราะดำ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นวนไปเวียนมาไม่รู้จักจบสิ้น

            “นี่คือสัญชีวมหานรก...หรือจะเรียกว่า ‘แดนคืนชีพ’ ก็ได้” เป็นคำกล่าวของผู้นำทาง

            “แดนคืนชีพ ?” เด็กหนุ่มทวนคำ สายตาจ้องจับพื้นเบื้องล่าง แม้ไม่อยากเห็นภาพการทารุณอันโหดร้าย แต่มันจำต้องลืมตามอง ด้วยเพราะกลัวที่จะก้าวพลาดจากทางเดินแคบ ๆ จนอาจทำให้หล่นตกลงไปยังนรกเบื้องล่าง

            “สัญชีวมหานรกแห่งนี้มีไว้สำหรับลงทัณฑ์สัตว์นรก ที่เมื่อครั้งสมัยยังเป็นมนุษย์มีจิตใจอาฆาตพยาบาท ลักขโมยทรัพย์สิน หรือทำร้ายผู้อื่นด้วยของมีคม ส่วนพวกที่ใส่ชุดเกราะดำนั่นคือนายนิรยบาลหรือก็คือผู้คุมนรก พวกเขาคอยควบคุมและทำหน้าที่เป็นผู้ลงโทษไปพร้อมกัน” นั่นคือคำอธิบาย

            หนุ่มนักเลงผู้มาเยือนค่อย ๆ ลัดเลาะไปตามทางเดินที่คดเคี้ยว ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง บางคราวก็ชันขึ้นสูง ขณะที่บางครั้งกลับเอียงลาดลงจนต้องระมัดระวังไม่ให้ร่วงหล่นลงด้านล่าง ไอ้เด่นนึกบ่นในใจ นี่ถ้าหากมันพลาดตกลงไปยังขุมนรก มิพลอยโดนหางเลขไปด้วยหรือ

            “พวกเขาต้องถูกลงทัณฑ์อีกนานแค่ไหน” ไอ้เด่นถาม

            “กาลเวลาในพิภพนรกนั้นแม้จะมีการนับเดือน นับปีเช่นเดียวกับโลกมนุษย์ แต่ถึงอย่างนั้นห้วงเวลาก็แตกต่างกันมาก” ชายชุดดำอธิบายระหว่างที่ทั้งสองเดินบนสะพานที่ทอดข้ามนรกขุมแรก

            “อย่างเช่นมหาขุมนรกที่หนึ่งแห่งนี้จะมีระยะเวลาหนึ่งวันนรกเท่ากับเก้าล้านปีมนุษย์!”

            “หา ? เก้าล้านปี!?” ไอ้เด่นอุทาน เช่นนั้นวิญญาณที่ต้องตกนรกมิต้องทรมานอย่างไม่มีวันจบสิ้นอย่างนั้นหรือ

             “ถูกต้อง และสัตว์นรกในขุมนี้จะมีอายุขัยราว ๆ ห้าร้อยปีนรก” เป็นคำอธิบายที่ทำให้เด็กหนุ่มไม่สามารถคูณเลขในใจได้ถูกต้อง เนื่องเพราะมันมากมายมหาศาลยิ่ง

            “และนรกขุมที่ลึกลงไปมากกว่านี้ ก็จะมีระยะเวลาที่แตกต่างมากขึ้นตามลำดับ อย่างเช่นมหานรกขุมที่สองที่เรากำลังจะไป” ยมทูตชี้ประตูเหล็กที่เห็นอยู่เบื้องหน้าไม่ห่างมากนัก

            “ต...ต่อไปคือนรกขุมที่สองอย่างนั้นหรือ ?” เด็กหนุ่มถามขณะที่ทางเดินค่อย ๆ กว้างมากขึ้นเมื่อใกล้จุดหมายปลายทาง

            “มหานรกขุมที่สอง มีชื่อว่า ‘แดนเชือกดำ’ หรือ กาฬสุตตมหานรก

            “แดนเชือกดำ ?” ไอ้เด่นทวนคำ

            “เข้าไป” ชายชุดดำสั่งพร้อมส่งสัญญาณให้นายทวารผู้เฝ้าเปิดประตูเหล็กอันหนักอึ้ง

           

            เด่นวิทย์ที่ไม่สามารถบังคับขาตนเองได้ กำลังก้าวผ่านประตูนรกขุมที่สอง มันพบว่าทางที่กำลังเดินอยู่นั้นหาใช่ทางเดินลอยฟ้าไม่ หากแต่เป็นทางเดินบนพื้นราบ!...หรือมันจะต้องเดินบนพื้น เดินผ่านนรกที่เหล่าผู้คุมกำลังลงโทษวิญญาณโฉดชั่วทั้งหลาย…แค่คิดก็จะลมใส่!

            นักเรียนนักเลงพยายามตั้งสติให้มั่น และมันก็พบว่าสองข้างทางที่ถนนทอดผ่าน หาได้มีความวุ่นวายหรือมีการรบราฆ่าฟันเหมือนอย่างแดนคืนชีพที่ผ่านมาเมื่อครู่ ดินแดนเชือกดำนี้เงียบสงบอย่างคาดไม่ถึง

            “อ๊ากกกกกกกก!” เสียงใครสักคนร้องด้วยความเจ็บปวด ไอ้เด่นรีบหันไปทางต้นเสียง

            ภาพตรงหน้าชวนให้สยดสยองแกมคลื่นไส้ ร่างมนุษย์..หรือที่ชายชุดดำเรียกว่าสัตว์นรก ร่างนั้นกำลังถูกขึงพืดบนแผ่นไม้ ข้าง ๆ มีนายนิรยบาลสองคนในชุดหนังสีดำทมิฬ คนหนึ่งกำลังใช้เชือกสีดำวัดส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อวัดเสร็จจึงใช้มีดเล็ก ๆ กรีดเพื่อทำเป็นเครื่องหมายไว้

            หลังจากนั้นนายนิรยบาลอีกคนจึงเดินเข้ามาพร้อมขวานขนาดใหญ่ สายตาเย็นชาไร้ความรู้สึกจ้องจับตรงรอยแผลอันเป็นเครื่องหมายซึ่งเกิดจากมีดเล็ก

            “ไม่!” ไอ้เด่นร้องเสียงหลง มันรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ มันสามารถคาดเดาได้ว่านายนิรยบาลผู้นั้นจะใช้ขวานใหญ่ลงโทษสัตว์นรกอย่างไร

          ฉัวะ!

            “อ๊ากกกกกกกก!” ขวานแรกฟาดลงที่ต้นแขนจนขาดกระเด็น วิญญาณผู้กระทำผิดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ไอ้เด่นรู้ดีว่าความทรมานคงยังไม่หมด นั่นเพราะมันเห็นรอยมีดที่บากเป็นเครื่องหมายอยู่หลายที่ ตรงเข่า ต้นขา หัวไหล่...และแม้กระทั่งคอ!

            เด่นวิทย์หลับตาปี๋ ขาสั่นด้วยความหวาดกลัว ภาพในนรกทำให้มันขวัญหนีดีฝ่อ นี่แค่นรกขุมที่สองยังขนาดนี้ แล้วขุมหลัง ๆ มิแย่ยิ่งกว่าอีกหรือ

            “หลังจากที่สัตว์นรกตายจากการถูกตัดเป็นชิ้น ๆ ส่วนที่ขาดก็จะกลับมาต่อติดกันและคืนชีพอีกครั้งเพื่อที่จะถูกลงโทษซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะหมดสิ้นเวรกรรม” ชายชุดดำอธิบาย ขณะที่ไอ้เด่นพยายามเดินก้มหน้าอย่างเดียว มันไม่คิดที่จะดูการลงโทษวิญญาณดวงอื่น ๆ ในขุมนรกนี้อีก

            “วิญญาณในมหานรกขุมที่สองนี้จะมีอายุประมาณหนึ่งพันปี โดยหนึ่งวันในนรกจะเทียบระยะได้กับเวลาในภพมนุษย์ถึง 36 ล้านปี”

            “หา!?” เด่นวิทย์อุทาน

            “แล้วพวกเขาทำผิดอะไร ถึงได้โดนทรมานมากมายขนาดนี้”

            “สัตว์นรกเหล่านี้เป็นวิญญาณของผู้ที่เคยฆ่าหั่นศพผู้อื่น รวมถึงพระเณรที่ประพฤติผิดศีลข้อห้ามในพระพุทธศาสนา”

            เมื่อจบคำอธิบาย ทั้งสองจึงเดินผ่านกลางนรก โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่พยายามจะไม่เงยหน้ามองที่อื่นนอกจากชายชุดดำผู้นำทาง

            ...

            “ถึงมหานรกขุมที่สามแล้ว” ยมทูตพูด ไอ้เด่นเหลือบตาขึ้นมองจึงเห็นประตูเหล็กกล้าที่บัดนี้นายทวารได้เปิดรอผู้มาเยือนอยู่ก่อนแล้ว ส่วนคนนำทางก้าวเข้าไปรออยู่ด้านในเรียบร้อย และเมื่อไอ้เด่นสืบเท้าตามเข้าไป มันจึงพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนสันเขาแคบ ๆ ลึกลงไปด้านล่างเป็นหุบเหวที่ทอดขนานยาวกับเนินเขาที่มันกำลังยืนอยู่

            เด่นวิทย์เพ่งพิจารณาพื้นที่ด้านล่าง มันพบว่าในหุบเหวลึกปรากฏร่างมนุษย์แออัดกันอยู่เป็นจำนวนมาก

            “นั่นคือวิญญาณผู้ที่ตกนรกอย่างนั้นหรือ ?” นักเลงชั่วถาม

            “ถูกต้อง ทั้งหมดที่เห็นคือสัตว์นรกที่รอการลงทัณฑ์ พวกนี้สมัยเป็นคนเคยทุบตีผู้อื่น เคยนอกใจคนรัก รวมไปถึงพวกที่ขืนใจลูกเมียชาวบ้าน”

“สำหรับชื่อของมหานรกขุมที่สามนี้ก็คือ ‘สังฆาตมหานรก’ หรืออาจจะเรียกว่า...” ชายชุดดำอธิบายแต่ยังไม่ทันจบ เด็กหนุ่มพลันได้ยินเสียงแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น

ครืนนนนนนนน!

            “เหวอออออ!!...กรี๊ดดดดดดด!!” เสียงสัตว์นรกร้องโหยหวนด้วยตระหนักถึงภัยที่กำลังเผชิญ ไอ้เด่นผู้อยู่บนสันเขาที่สูงกว่าสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

            หินยักษ์กลมเกลี้ยงขนาดใหญ่กำลังกลิ้งมาตามทางในหุบเหว! ขนาดของมันใหญ่พอดีกับช่องทางเดิน ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีสัตว์นรกตนไหนสามารถหลบหลีกหินที่กำลังกลิ้งบดขยี้

            “อ๊ากกกกกก!” เสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังลั่นหุบเหว สัตว์นรกนับหมื่นแสนที่แออัดอยู่ในหุบเบื้องล่างถูกบดทับจนแบนจากหินยักษ์ที่กลิ้งผ่าน แม้พวกมันจะพยายามตะเกียกตะกายหนีแต่ก็ไม่มีทางรอดพ้นด้วยเพราะสองข้างเป็นหน้าผาสูงชัน ครั้นจะหนีไปด้านหน้าหรือด้านหลังต่างก็ติดเหล่าสัตว์นรกด้วยกันเอง

            และเพียงครู่เดียวที่หินผากลิ้งผ่านไป บริเวณที่ไอ้เด่นยืนอยู่ก็เงียบเป็นปลิดทิ้ง เบื้องล่างมีเพียงเศษซากที่จมกองเลือด แหลกเละจนจำเค้าโครงเดิมแทบไม่ได้

            “อีกชื่อของขุมนรกนี้ก็คือ ‘แดนภูเขาบด’” ช่างเป็นชื่อที่ตรงประเด็นดีแท้

            และก็เหมือนขุมนรกที่ผ่านมา เศษเนื้อของสัตว์นรกเริ่มไหลมารวมกันอีกครั้ง เพียงครู่เดียวช่องทางในหุบเหวจึงคลาคล่ำไปด้วยเหล่าวิญญาณผู้หลงผิด และแน่นอนไอ้เด่นรู้ดีว่าจะเกิดอะไรต่อไป

            ครืนนนนนนนน!!

            เสียงกลิ้งของหินยักษ์กลับมาอีกครั้ง มันทำร้ายร่างสัตว์นรกจนแหลกเหลวก่อนที่จะฟื้นคืนชีพใหม่เพื่อโดนลงทัณฑ์อย่างไม่รู้จบสิ้น

            “อายุสัตว์นรกเหล่านี้จะประมาณสองพันปีนรก และหนึ่งวันในนรกจะเท่ากับ 144 ล้านปีในโลกมนุษย์” เป็นคำอธิบายที่ทำให้ไอ้เด่นรู้ว่าการลงโทษมีวันจบสิ้น...แต่มันช่างเนินนานเสียเหลือเกิน

            ...

            เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ไอ้เด่นและชายชุดดำก็มาถึงประตูเหล็กกล้าอันมีไว้แบ่งเขตแดนนรกภูมิ เมื่อนักเลงหนุ่มก้าวเข้าไป คราวนี้จึงพบว่าตนเองอยู่กลางทางเดินคอนกรีต สองข้างถนนถูกขนาบด้วยสระน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยดอกบัวน้อยใหญ่สีสันสดสวย โดยบางดอกนั้นมีขนาดใหญ่เทียบเท่าตัวคน! ดูแล้วนรกขุมนี้ท่าทางไม่ค่อยน่ากลัวสักเท่าไร  

            “ทางซ้ายมีชื่อว่า ‘แดนคร่ำครวญ...หรือ โรรุวมหานรก’ มีไว้สำหรับคนที่เคยจุดไฟเผาสัตว์ ปล้น จี้ แอบเป็นชู้กับสามีภรรยาผู้อื่น รวมถึงพวกโกหกปลิ้นปล้อน”

            “ส่วนทางขวาคือ ‘แดนร่ำร้อง...หรือมหาโรรุวนรก’ สำหรับคนที่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือใหญ่ก็ตาม รวมไปถึงพวกฉกชิงวิ่งราวด้วย เจ้าเห็นไหมว่าแดนทางขวานี้จะมีจำนวนดอกบัวที่มากกว่าทางด้านซ้าย” เด่นวิทย์มองตามคำอธิบายก็เห็นเป็นเช่นนั้นจริง และหลังจากที่มองดี ๆ เด็กหนุ่มจึงเห็นสิ่งอื่นนอกจากดอกบัวในสระน้ำ

            นั่นคือร่างของสัตว์นรกที่กำลังดำผุดดำว่ายเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน!?

            พริบตานั้นดอกบัวสวยงามทั้งหมดพลันลุกพรึ่บด้วยเปลวพระเพลิงสีแดงเข้ม...มันคือไฟนรก! ลูกไฟกรดจำนวนมากมายเหลือคณานับปะทุพวยพุ่งออกจากกลีบดอก ลูกไฟลอยขึ้นสู่อากาศก่อนที่จะวกกลับลงสู่เบื้องล่างโดยมีเป้าหมายคือสัตว์นรก พริบตาเดียวทั่วทั้งขุมนรกจึงเต็มไปด้วยเสียงร้องโอดโอยจากความเจ็บปวด ผิวหนังพุพองขาดวิ่น กลิ่นเนื้อไหม้คละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ

            ทว่าเหตุการณ์ยังไม่จบเพียงแค่นี้ สัตว์นรกสองขุมซ้ายขวายังเหลือรอดอยู่อีกมาก บางทีอาจเป็นเพราะร่างทั้งหลายแช่อยู่ในสระน้ำที่อาจทุเลาพิษของเปลวเพลิง...แต่ทว่า ทันใดนั้น! ดอกบัวสวยงามทั้งหมดกลับอ้ากลีบบานจนสุด ไอ้เด่นเห็นได้ชัดว่าขอบกลีบดอกบัวกำลังส่องประกายวาววับด้วยคมโลหะ!

            เด็กหนุ่มยกมือขึ้นปิดตาทันที มันรู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

            ดอกบัวทั้งหมดต่างร่อนกลีบลอยฉวัดเฉวียนเข้าตัดร่างสัตว์นรกจนขาดเป็นชิ้น ๆ และคราวนี้เองที่ไม่มีร่างไหนที่หลงเหลือชีวิต

            “สำหรับสัตว์นรกในโรรุวมหานรกจะมีอายุ 4,000 ปี โดยหนึ่งวันนรกจะยาวนานเท่ากับ 576 ล้านปีมนุษย์ ส่วนมหาโรรุวมหานรกนั้น หนึ่งวันนรกจะยาวนานถึง 2,304 ล้านปี โดยสัตว์นรกในขุมนี้จะต้องเสวยกรรมโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 8,000 ปีนรก” 

            เสร็จสิ้นคำอธิบาย ชายชุดดำจึงพาไอ้เด่นเดินไปตามทางที่ทอดผ่านระหว่างสองมหานรกดอกบัว แน่นอนว่าเหมือนเช่นนรกขุมที่ผ่านมา นั่นคือเมื่อเหล่าสัตว์นรกได้ตายจนสิ้น ร่างแหลกเหลวของพวกมันต่างเชื่อมต่อและฟื้นคืนชีพเพื่อรอรับกรรมอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

            ...

            ทั้งสองก้าวมาตามทางจนกระทั่งบรรลุถึงประตูเหล็กหนาหนักอันจะนำไปสู่มหานรกขุมต่อไป ไอ้เด่นเริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะ โดยแม้มันจะพยายามหลับตาเพื่อที่จะไม่ต้องเห็นภาพการทารุณอันโหดร้ายที่อยู่โดยรอบ แต่กระนั้นมันก็ไม่อาจหลับตาได้ตลอด และเมื่อมันลืมตาครั้งใด เป็นต้องเห็นการทรมานสัตว์นรกเสียทุกครั้ง ชายชุดดำสั่งการให้นายประตูเปิดบานเหล็กกล้าบานต่อไป เพื่อจะนำอาคันตุกะให้ได้ทัศนาบรรยากาศภายใน

            เด่นวิทย์รู้สึกร้อนวูบทั่วทั้งร่างตั้งแต่วินาทีแรกที่ประตูถูกเปิด มันคือไอร้อนจากเพลิงนรกที่โชติช่วงอยู่สองฝั่งถนน ลักษณะของนรกที่กำลังจะเดินเข้าไปถูกวางแบบแปลนคล้ายคลึงกับสองมหานรกดอกบัว หากต่างกันเพียงเมื่อครู่เป็นสระน้ำดอกบัวเลือด...แต่ที่นี่คือนรกไฟกรด! เพลิงอัคคีจำนวนมากกำลังปะทุจากหลุมบ่อไฟที่มีนับพันนับหมื่นหลุม นั่นคือที่มาของแหล่งความร้อนที่แม้แต่เหล็กยังอาจหลอมละลาย

            “โอยยยยยย...ช่วยด้วย...อ๊ากกกกกก!!” เสียงร่ำร้องทรมานจากสองฝั่งถนน ด้านหนึ่งเหล่ามัจจุราชกำลังใช้เหล็กแหลมเสียบเข้าที่ก้นของสัตว์นรก...เสียบทั้งที่ยังเป็น ๆ! และแม้เสียงร้องโอดครวญขอความช่วยเหลือผสานความเจ็บปวดจะดังต่อเนื่อง ทว่าผู้ลงทัณฑ์หาได้สนใจไม่ พวกเขายังทำหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

            เหล็กแหลมยาวเหล่านั้นค่อย ๆ แทงขยับเข้าทางรูทวารทีละน้อย กระทั่งมันเสียบทะลุออกทางปาก ผู้คุมแห่งแดนนรกจึงจะนำวิญญาณชั่วเหล่านั้นไปย่างสด ๆ กับไฟกรดที่ลุกโชติช่วงจากหลุมพระเพลิง กลิ่นเนื้อไหม้คละคลุ้งชวนให้เด็กหนุ่มรู้สึกคลื่นเหียนจนต้องรีบหลับตาให้พ้นจากภาพชวนสะอิดสะเอียน และหลังจากเนื้อสัตว์นรกถูกย่างจนไหม้เกรียม เหล่าผู้คุมก็จะโยนเนื้อพวกนั้นให้เหล่าสุนัขนรกกินจนเหลือแต่เพียงเศษกระดูก หลังจากนั้นก็จะปรากฏร่างสัตว์นรกอีกครั้งเพื่อเป็นการคืนชีพกลับมารับโทษทัณฑ์จนกว่าวิญญาณชั่วจะชดใช้กรรมจนหมดสิ้น

            “นี่คือ ‘แดนเร่าร้อน...หรือตาปนมหานรก อันเป็นสถานที่สำหรับลงโทษสัตว์นรกที่เมื่อครั้งเป็นมนุษย์เคยเผาเรือน เผาที่อยู่อาศัยผู้อื่น เผาที่สาธารณะ อายุของสัตว์นรกในขุมนี้จะมีอายุราว 16,000 ปี โดยหนึ่งวันในนรกจะมีระยะเวลาเท่ากับ 9,216 ล้านปีในโลกมนุษย์” นั่นเป็นตัวเลขที่มหาศาลราวกับนิรันดร์กาล

            “ส่วนอีกด้านของฝั่งถนนเป็นอีกขุมนรก ชื่อของนรกขุมนี้คือ ‘แดนร้อนทรมาน...หรือมหาตาปนมหานรก มีไว้สำหรับสัตว์นรกที่เคยเผาคนทั้งเป็น รวมถึงคนที่มีความเชื่อผิด ๆ เช่น เชื่อว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว หรือไปเชื่อว่าพ่อแม่ไม่ใช่คนที่มีบุญคุณกับเรา โดยระยะเวลาในการลงทัณฑ์จะเท่ากับครึ่งอันตรกัป” เป็นคำอธิบายของยมทูตที่ทำให้เด่นวิทย์หันไปมองตามที่ยมทูตบอก

            พื้นดินมหานรกขุมนี้ระอุไปด้วยถ่านไฟ เปลวเพลิงปะทุเป็นจุด ๆ บางครั้งเพียงแค่คุกรุ่นเป็นถ่านแดง  ๆ  ทว่าบางจังหวะพวยพุ่งด้วยเปลวไฟกรด สัตว์นรกจำนวนมากที่อยู่บริเวณนั้นไม่อาจรู้หรือกำหนดได้ว่าเพลิงนรกจะพุ่งจากตรงไหนและเมื่อไร เท่านั้นยังไม่พอ สักพักหนึ่งจะมีผู้คุมสวมเกราะดำจำนวนนับพันเดินถือหอกออกมาจากด้านหนึ่ง สัตว์นรกที่รู้ชะตากรรมต่างพากันวิ่งหนี ที่วิ่งไม่ทันก็โดนหอกดาบไล่ฟัน ไล่แทง จนสุดท้ายต้องพยายามวิ่งไปในทางเดียวกัน

            “พวกนั้นถูกไล่ต้อน ?” เด็กหนุ่มพูดกับตัวเอง ตัวมันที่อยู่วงนอกมองเห็นได้ชัดว่ากลุ่มสัตว์นรกกำลังโดนต้อนไปในทิศทางเดียวกัน โดยระหว่างวิ่งก็ต้องคอยหลบคมหอกคมดาบไปด้วย สัตว์นรกหลายรายถูกเพลิงกรดที่พวยพุ่งจากพื้นเผาจนไหม้เกรียม พวกที่เหลือก็ต้องวิ่งทั้งที่เท้าเปล่าถูกลุกไหม้ด้วยถ่านไฟบนพื้น

            “ทางนั้นมีภูเขา ?” ไอ้เด่นมองไปที่ปลายทางที่สัตว์นรกถูกต้อน...มันคือภูเขาขนาดย่อม! ทว่าพื้นผิวภูเขานั้นหาใช่ต้นไม้ใบหญ้าอย่างเช่นเมืองมนุษย์ หากแต่มันคือถ่านไฟและเพลิงกรดที่ลุกโชติช่วง พริบตานั้น! ลาวาเพลิงจากปากปล่องภูเขาได้ทะลักพรวด พุ่งเข้าหลอมละลายร่างผู้หลงผิดจนไม่เหลือแม้แต่ซาก

และเช่นเดียวกับนรกทุกขุม ความตายเพียงหนึ่งครั้งหาใช่จุดสิ้นสุดไม่ เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากสัตว์นรกสิ้นชีวิต ที่พื้นราบอันเป็นถ่านแดงร้อนพลันขยับเขยื้อนยกนูน...มันคือเหล่าสัตว์นรกที่ฟื้นคืนชีพจากการลงทัณฑ์ มันจำยอมต้องคืนชีพเพื่อรับการลงโทษอีกครั้ง...และอีกครั้ง คืนชีพไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดสิ้นระยะเวลาอันยาวนานจนเกือบเทียบเท่านิรันดร

            เด่นวิทย์เร่งฝีเท้าเพื่อให้พ้นจากมหานรกขุมนี้โดยเร็วที่สุด มันนับนิ้วดูจึงพบว่าผ่านมาแล้วถึงเจ็ดมหาขุมนรก...ไอ้เด่นไม่อยากคิดภาพความโหดร้ายที่จะต้องพบเจอต่อจากนี้

            ทว่าระหว่างที่กำลังเดินนั้น ความร้อนได้มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง!

            “เกิดอะไรขึ้น ?” เด็กหนุ่มอุทานด้วยความงุนงง บัดนี้รอบกายที่เต็มไปด้วยความร้อนและเปลวอัคคีสีแดงฉาน บัดนี้บรรยากาศพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวแกมครามและเย็นฉ่ำชุ่มชื้น เหล่าสัตว์นรกที่ดิ้นร้อนทรมานจึงสามารถสงบนิ่งและผ่อนคลายลงได้ เหล่าผู้คุมทั้งหมดล้วนทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงกับพื้น

            “พวกเราก็คุกเข่าลงด้วย” ชายชุดดำทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าพร้อมพนมมือ นั่นทำให้เด็กหนุ่มต้องทำตามด้วยความงุนงง

            ในความเย็นฉ่ำ เบื้องหน้าปรากฏประกายแสงสีทอง ทั้งไอ้เด่น ทั้งชายชุดดำและเหล่าผู้คุม ตลอดจนบรรดาสัตว์นรกต่างพากันมองไปทางประกายแสงนั้น

          พระธุดงค์!?

            ภิกษุรูปหนึ่งในพุทธศาสนากำลังดำเนินผ่านนรกเปลวเพลิงที่บัดนี้หาได้มีความร้อนไม่ ทุกย่างก้าวที่ผ่านพ้นปรากฏบุปผาสวยงามส่งกลิ่นหอมรัญจวน เมื่อท่านเดินผ่านตรงไหน เหล่าผู้คุมและสัตว์นรกต่างพากันก้มลงกราบแทบเท้าของภิกษุ

            “ท่านคือพระอรหันต์ผู้มาโปรดสัตว์นรก” ชายชุดดำบอกเรียบ ๆ

            “บางครั้ง นาน ๆ ทีก็จะมีพระอรหันต์ลงมายังนรกบ้าง ขณะที่ท่านลงมาโปรดสัตว์ นรกขุมต่าง ๆ จะหยุดเว้นการลงโทษไว้ชั่วคราว พื้นดินที่ร้อนรุ่มก็จะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นสบาย” ชายชุดดำอธิบาย เด็กหนุ่มมองยังภิกษุอรหันต์ก็พบว่าท่านยังเดินตรงเข้าหา...จนกระทั่งหยุดต่อหน้า

            ชายในชุดสีดำก้มลงกราบแทบเท้าอรหันตภิกษุ นักเรียนนักเลงรีบทำตามบ้าง เมื่อกราบเสร็จ ไอ้เด่นจึงเงยหน้ามอง และก็ได้พบกับใบหน้าสงบนิ่งของภิกษุ ดูเหมือนจะมีรอยยิ้มละไมน้อย ๆ บนดวงหน้า

            “โยมเด่นวิทย์” เป็นสำเนียงแรกจากพระผู้โปรดสัตว์ ไอ้เด่นรู้สึกงง ด้วยไม่รู้ว่าเหตุใดพระคุณเจ้าจึงสามารถรู้ชื่อของมันได้

            “ครับ ?”

            “อาตมาขอให้โยมรักษาจิตใจตนเอง ให้มุ่งมั่นทำแต่ความดี ปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม” เป็นคำสอนสั้น ๆ ของอรหันตภิกษุก่อนที่ท่านจะก้าวเดินต่อไป

            เด่นวิทย์พร้อมชายชุดดำก้มลงกราบอีกครั้ง เพียงครู่เดียวที่ท่านพระคุณเจ้าเดินพ้นสายตา นรกก็ร้อนระอุด้วยเปลวอัคคี เสียงร่ำร้องโหยหวนอันแสดงถึงการลงทัณฑ์เริ่มต้นอีกครั้ง และมันจะวนเวียนไม่รู้จักจบ ตราบนานเท่าเวรกรรมของเหล่าสัตว์นรกจะหมดสิ้น

            “เราไปต่อกันเถิด ไปยังมหานรกขุมสุดท้าย...อเวจีมหานรก” เป็นคำชวนของชายชุดดำ

          ...

            บัดนี้เด่นวิทย์และชายชุดดำได้ยืนอยู่ต่อหน้าประตูเหล็กกล้าอันแข็งแกร่ง เด็กหนุ่มไม่อยากคิดสภาพความโหดร้ายทารุณ รวมถึงเสียงคร่ำครวญจากการลงทัณฑ์อันโหดร้ายและน่าพรั่นพรึง…ทว่าสาสมต่อการกระทำของวิญญาณชั่วที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์

            ประตูสู่แดนอเวจีเปิดออกกว้าง ชายในชุดดำก้าวนำไปก่อนเช่นทุกครั้ง ไอ้เด่นเดินตามเข้าไปอย่างหวาด ๆ ทว่าเมื่อย่างพ้นขอบเขตธรณีประตูเข้าไปแล้ว บรรยากาศกลับผิดแผกจากที่คาดการณ์ไว้มากมายนัก ที่นี่ไม่มีเสียงโหยหวนครวญคร่ำ!? ไม่ปรากฏสัตว์นรกตัวไหนวิ่งหนีการลงโทษทัณฑ์ ไม่มีสัตว์นรกพลัดตกหกล้ม เหยียบย่ำล้มตาย

            มันคือนรกแห่งความเงียบ! อเวจีแห่งความทารุณที่ร้ายกาจลึกล้ำ รุนแรงที่สุดในแปดมหานรก ไอ้เด่นมองเห็นสัตว์นรกทุกร่างไม่อาจขยับเขยื้อนกายหลบหลีกเพื่อหลุดรอดพ้นจากการทรมานได้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะร่างของสัตว์นรกทุกตนถูกเสียบติดกับเสาเหล็ก! เสาโลหะสูงยาวถูกยึดติดแน่นกับพื้นดิน ปลายแหลมของมันเสียบร่างสัตว์นรกตั้งแต่ทวารทะลุออกยังปาก!

ยิ่งกว่านั้นที่ยืนเรียงรายโดยรอบสัตว์นรกแต่ละเสาก็คือนายนิรยบาลผู้คุมอเวจี ผู้ลงทัณฑ์ต่างพากันใช้หอกดาบเข้ารุมฟัน รุมแทง ตัดฉีกอวัยวะ พวกเขาจะทำร้ายจนกว่าสัตว์นรกตนนั้นจะตาย...และแน่นอนว่าเมื่อสิ้นชีพลงคราใด วิญญาณก็จะพลันหวนกลับมาเกิดใหม่ยังเสาเหล็กต้นเดิม...วนเวียนไปเช่นนั้นจนกว่าเวรกรรมจะจบสิ้น

            “อเวจีมหานรกนี้มีไว้สำหรับผู้ที่ทำบาปหนัก 5 ประการ ซึ่งเรียกว่า อนันตริยกรรม

            “ได้แก่ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ยุแยงให้พระสงฆ์แตกแยกกัน และข้อสุดท้ายคือการทำให้พระพุทธเจ้าได้รับบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย...คนชั่วที่ตกอเวจีมหานรกนี้จักต้องชดใช้บาปยาวนานถึงหนึ่งอันตรกัป” ชายชุดดำอธิบาย

            “ทำให้พระพุทธเจ้าบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย ? ” ไอ้เด่นทวนคำ

            “เช่นเมื่อครั้งอดีตกาล พระเทวทัตคิดวางแผนทำร้ายพระพุทธองค์ แผนการนั้นยังผลให้พุทธองค์ทรงบาดเจ็บห้อพระโลหิต ด้วยกรรมบันดาลนั้นจึงทำให้พระเทวทัตต้องมาเกิดยังนรกอเวจีแห่งนี้ และจะต้องชดใช้หนี้กรรมอย่างไม่มีวันดับสูญ”

            เด่นวิทย์พยักหน้าอย่างเข้าใจ มันรู้สึกปวดจี๊ด ๆ ที่ศีรษะ

            “เอาล่ะ บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรที่จะกลับยังโลกมนุษย์แล้ว” ชุดดำบอก

            “ว่าแต่ยังไม่เห็นต้นงิ้วเลย” ไอ้เด่นก็ยังไม่วายตั้งคำถาม

            “สิ่งที่มนุษย์ขนานนามว่า ‘ต้นงิ้ว’ นั้นอยู่ใน ‘สิมพลีนรก’ อันเป็นนรกขุมเล็กที่อยู่รายรอบด้านนอกมหานรกทั้งแปด”

            “งั้นก็พากลับเสียที อยู่ที่นี่แล้วปวดหัว” เมื่อรู้ว่าจะได้กลับ นักเลงหนุ่มจึงพูดด้วยน้ำเสียงยียวน

            “เมื่อตื่นขึ้น เจ้าอาจจะคิดว่าเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่จงระมัดระวังตัว อย่าได้กลับมาที่นี่อีก” เป็นคำพูดของชายนำทาง โดยปลายประโยคเป็นเสียงที่ก้องกังวานราวกับแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล

            ...

            “ไอ้เด่น! ไอ้เด่น! ตื่นโว้ย!” เสียงเรียกของเพื่อนที่หน้าบ้านทำเอาไอ้เด่นสะดุ้งตื่น มันนึกขึ้นได้ว่าวันนี้จะต้องทำตามแผนการที่วางไว้...นั่นคือการปล้นร้านทอง!

            แม้ยายพุฒจะขอร้อง อ้อนวอน ไม่ให้ไอ้เด่นออกไปทำชั่ว ทว่าคนที่เลวโดยกมลสันดานย่อมไม่สนใจ มันออกไปกับเพื่อนชั่วตามที่วางแผนไว้ และเป็นชะตากรรมที่ถึงฆาตของไอ้เด่น เมื่อเจ้าของร้านทองที่เป็นเป้าหมายมีปืนเพื่อป้องกันตัว คมกระสุนของเจ้าของร้านทะลุตรงหน้าอกและตัดขั้วหัวใจของไอ้เด่น...มันเสียชีวิตทันที!
            …

            …

            “ลุกขึ้น!” เสียงห้าว ๆ เรียกไอ้เด่นให้ลืมตาตื่น

            “เออ ๆ ตื่นแล้ว วันนี้ไปปล้นที่ไหนดีวะ” เด่นวิทย์งัวเงีย มันนึกรำคาญเพื่อนที่มาปลุกถึงบ้านตั้งแต่เช้า ทว่าเมื่อมันลืมตาขึ้น คนที่มาปลุกกลับไม่ใช่เพื่อนชั่วของมัน หากแต่เป็นผู้ชายตัวใหญ่ สวมใส่ชุดเกราะสีดำสนิท เขาเอาตะขอเหล็กปลายแหลมแทงเข้าที่หน้าอกของไอ้เด่น พร้อมกับกระชากให้มันลุกขึ้น

            “โอ๊ยยยยย!” ไอ้เด่นร้องด้วยความเจ็บปวด ทว่ายังไม่ทันไร ชายในชุดเกราะเหวี่ยงไอ้เด่นให้ร่วงลงไปยังหุบเหวเบื้องล่าง เมื่อมันยืนขึ้น มันจึงเห็นว่าเป็นลานกว้างที่มีคนยืนอยู่เป็นจำนวนมาก

            “อะไรกันวะ ? ที่นี่ที่ไหน ? พวกมึงตอบกูที!” ไอ้เด่นหันไปถามคนอื่นที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ

            ทว่า...สิ่งที่น่ากลัวพลันบังเกิด เหล่าผู้คนเหล่านั้นต่างทำร้าย ฆ่ากันเอง! ไอ้เด่นตกใจรีบถอยหนี ทว่าทันทีที่มันพยายามออกจากลานกว้าง มันกลับถูกแทงด้วยหอกจากนายทหารเกราะดำที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านนอก

            “โอ๊ยยยยย!” ไอ้เด่นร้องลั่นก่อนที่จะถูกถีบกลับเข้ามาในลานกว้างที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ และเมื่อไอ้เด่นหันไปมองทหารที่ถีบตัวมัน เด็กหนุ่มจึงจำได้...คน ๆ นั้นคือผู้นำทางในความฝัน!

ชายในชุดสูทสีดำ!...เขาคือคนที่เคยนำทางเพื่อเที่ยวชมมหานรกทั้งแปดขุม ให้ตายเถอะ! ไอ้เด่นสาบานได้ว่า มันเห็นชายคนนั้นกำลังแสยะยิ้ม

“ยินดีต้อนรับสู่มหานรก” เป็นคำพูดของชายผู้เวลานี้สวมเกราะสีดำ และเพียงพริบตาเท่านั้นที่ร่างไอ้เด่นถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้น ๆ โดยหมู่สัตว์นรกด้วยกัน มันเสียชีวิต...และพร้อมที่จะเกิดใหม่ในนรกภูมิ

...ตราบนิจนิรันดร์!

 

***********************************

                ทุกท่านครับ...ทุกท่าน เชิญทางนี้ ทางออกจากห้องแสดงภาพจากนรก มีเพียงเส้นทางนี้...เส้นทางสุดท้ายที่กำลังจะปิดลงเพื่อตัดขาด นรกภูมิออกจากโลกมนุษย์ หากแม้นพวกท่านยังไม่ก้าวออกจากการเยี่ยมชมอเวจีมหานรก เวลาของท่านกำลังจะหมดลง

                รีบตามกระผมมาเถิด เหลือห้วงเวลาอีกเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่เส้นทางกลับจะถูกปิดลง จงรีบตามกระผมมา และอย่าหันหลังกลับไปโดยเด็ดขาด

                ...ท่านจะได้ออกจากนรกสีดำแห่งนี้ กลับสู่โลกของความเป็นจริง

                และเมื่อถึงภายนอกพิพิธภัณฑ์แล้ว กระผมคงต้องเอ่ยคำขอบคุณที่ติดตามมาตลอด รวมถึงเอ่ยคำลาพวกท่านผู้ร่วมชะตากรรมในนรก

                ‘ลาก่อน...จนกว่าจะพบกันใหม่
 

- อวสาน -
 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Nan Petkaew
2019-02-18 16:07:37

สนุกมากคะ

#1