อัปเดตล่าสุด 2018-12-04 10:00:53

ตอนที่ 2 เหยื่อ

สวัสดีครับทุกท่าน กระผม ชวลักษณ์ผู้นำทางทุกท่านสู่ห้องแห่งจิตรกรรมเรื่องเล่า อันจะนำพาท่านผู้สนใจสู่เรื่องราวแห่งความมืด ผมเชื่อว่าทุกท่านคงเคยได้ยินข่าวการทำร้าย การฆาตกรรม โดยบุคคลที่ท่านคาดไม่ถึง...บุคคลที่ท่านคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนดี จิตใจอ่อนโยน หากแต่ภายใต้หน้ากากความดีนั้น

                บางครั้งซ่อนจิตใจสีดำสนิทเอาไว้!

                เรื่อง เหยื่อนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงภาพวาดแห่งจิตใจที่เต็มไปด้วยสีดำและสีแดงที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย โดยเรื่อง เหยื่อนี้เคยถูกนำมาแสดงเพื่อเป็นผลงานเปิดตัวของกระผม ในครั้งนั้นห้องจัดแสดงจิตรกรรมเรื่องเล่า ถูกสร้างขึ้นในหัวข้อ ‘Fate เวรกรรม เรื่องนี้จะสนุกและตื่นเต้นแค่ไหน ทุกท่านโปรดติดตามครับ

****************************************************************************************************************************************************************************************


เหยื่อ

 

 

                เสียงเพลงจังหวะร็อคแอนด์โรลล์ดังกระหึ่มในรถ ผมใช้มือข้างขวาที่จับพวงมาลัยเคาะนิ้วเป็นจังหวะอย่างเมามัน ส่วนมือข้างซ้ายใช้สำหรับเพิ่มลดเกียร์เพื่อให้การพุ่งทะยานฝ่าความมืดเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด เบื้องหน้าของผมคือถนนสองเลนในเขตอำเภองาว จังหวัดลำปาง ก็อย่างที่รู้กันอยู่ ถนนตอนกลางคืนในต่างจังหวัดนั้นไม่ค่อยมีรถแล่นสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาดึกดื่นเกือบเที่ยงคืนอย่างเช่นในตอนนี้

                ผมอัดบุหรี่ที่พึ่งจุดจนหมดมวน พ่นควันคละคลุ้งในรถ ก่อนจะดีดก้นบุหรี่ออกนอกรถ ผมรู้สึกสบายใจยิ่งที่ได้ปลดปล่อยอารมณ์จากความเครียดที่สะสมจากการทำงาน ก็ไอ้งานเป็นลูกจ้างในอู่ซ่อมรถน่ะ แม้เงินจะดี แม้เสี่ยเจ้าของจะไว้วางใจให้ควบคุมลูกน้อง แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตผมคงเป็นได้แค่ลูกน้องเท่านั้น

                จริงๆ แล้วผมน่าจะรวย ? ใช่...มันควรจะเป็นอย่างนั้น ผมควรจะรวย ควรจะมีสาวๆ มาคอยยื้อแย่งเหมือนพวกพระเอกในละคร ทว่าทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น เงินทองที่ผมควรจะเก็บหอมรอมริบได้ เงินทองที่น่าจะมีเหลือจนสามารถแยกตัวออกมาตั้งอู่ซ่อมรถเองได้ในอนาคต มันกลับแทบไม่มีเหลือ!

                ทำไมน่ะหรือ ? คำตอบง่ายมาก เงินทุกเม็ดทุกบาทที่ผมเสียไปนั้น ถูกใช้หมดไปกับการแลกความสุข มันเป็นความสุขที่ผมไม่อาจเปรียบเทียบกับสิ่งใดได้ ความสุขที่ผมหามาได้โดยบังเอิญจากลูกค้าที่มาอู่ซ่อมรถ

                ยาบ้า ยาไอซ์ ยาอี!

                ยาวิเศษที่คนโง่ๆ คนโง่ที่ไม่เคยเสพ คนโง่ที่ปรามาสว่ามันคือปิศาจร้าย คือภัยสังคม คือยาเสพติด...ใช่! มันอาจจะเป็นอย่างนั้นสำหรับคนเสพโง่ๆ บางคน

                แต่ผมไม่ใช่ว่ะ

                ผมก็เสพยาของผม ผมไม่ได้ไปขายต่อให้ใคร ไม่ได้เอามีดไปจี้คอใครนี่หว่า เออ! ถ้าเกิดผมหมั่นไส้จนอยากจะปาดคอใครสักคนขึ้นมา นั่นก็แปลว่าเป็นเพราะผมเหม็นขี้หน้ามันมากๆ ไม่ใช่เพราะยาที่ผมกำลังเสพอยู่ตอนนี้หรอก

                “ย้าฮู้วววววววว์!!!” ผมตะเบ็งเสียงลั่นรถที่ควบตะบึงผ่านหมู่บ้านชนบท ถึงตอนนี้รถกำลังเข้าสู่เขตป่าเขาที่ไม่มีบ้านเรือนตั้งอยู่สองข้างทาง

            กึก...กึก....กึก...

                เสียงบางอย่างดิ้นกุกกักอยู่ที่ใดที่หนึ่งในรถ !?

                “อารายวะ” ผมถามเสียงยานๆ พร้อมสะบัดศีรษะเพื่อขับไล่ความมึน บางทีวันนี้ผมอาจเสพยาเข้าไปมากนิดหน่อย แต่รับรองได้ว่ายังมีสติครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์

            กึก...กึก...กึก...

                เสียงดังอีกครั้ง คราวนี้ผมแน่ใจว่าดังมาจากกระโปรงท้ายรถ ผมเข้าเกียร์ต่ำก่อนที่จะแอบจอดที่ข้างทาง ผมไม่ลืมกดสวิตช์เพื่อเปิดสัญญาณจอดรถฉุกเฉิน

                บ๊ะ! ผมเองก็เป็นคนรอบคอบเหมือนกัน ใครที่นั่งรถมากับผมจะสามารถแน่ใจได้เลยว่าปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ

                ผมลงจากรถ เดินเซๆ มาที่กระโปรงหลัง หันมองซ้ายขวาจึงเห็นถนนทางตรงที่ปลอดโปร่งไม่มีวี่แววรถสัญจร คืนนี้ช่างเหมาะเจาะกับการปฏิบัติการ ‘คลายเครียด’ เสียจริง

            กึก...กึก...กึก...

                เสียงดังอีกแล้ว คราวนี้ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นในบัดดล อะไรก็ตามที่บังอาจส่งเสียงรบกวนอารมณ์ของผม อารมณ์ดีๆ ที่กำลังดื่มด่ำบรรยากาศยามวิกาล ไอ้สิ่งรบกวนเหล่านั้นมันจะต้องถูกลงโทษ!

                ผมเดินกลับไปที่เบาะคนขับ มือล้วงๆ ควานๆ หาที่เปิดกระโปรงหลัง ความมืดกับความมึนทำให้ผมต้องใช้เวลาครู่หนึ่งจึงหาเจอ...อ๊ะ! ทำไมผมถึงต้องใช้เวลาเพื่อหาที่เปิดน่ะหรือ ? นั่นก็เพราะผมยังไม่ค่อยชินกับรถคันนี้นี่ ก็นี่ไม่ใช่รถของผม นี่มันรถของลูกค้าที่ส่งซ่อมที่อู่!

                แปลกตรงไหนครับ! รถผม ผมก็รักสิครับ ใครจะเอารถตัวเองมาซิ่งกลางถนนดึกๆ ใช้รถลูกค้าที่แหละ ดีที่สุดแล้ว ถือว่าได้ประโยชน์ร่วมกัน นั่นก็คือผมได้คลายเครียด พร้อมๆ กับได้ลองเครื่องให้กับลูกค้าไปด้วย

                เห็นไหมครับว่าผมเป็นช่างที่ดี ขนาดนอกเวลายังเอางานมาทำ

                ผมเดินเซๆ กลับมายังด้านหลังของรถอีกครั้ง โสตสัมผัสได้ยินเสียงครางแหลมๆ แผ่วเบาจากด้านในกระโปรงหลัง มันฟังไม่ได้ศัพท์ เหมือนไม่มีความหมาย

                จากนั้นผมยกฝากระโปรงขึ้น ก่อนจะหัวเราะพรวดออกมา

                “เชี่ย! กูจะฟังรู้เรื่องได้ยังไงวะ ก็แม่งนี่หมา” ผมพูดตามที่คิด สุนัขพันธุ์อะไรไม่รู้ สีน้ำตาลอ่อนๆ ถูกมัดเท้าทั้งหน้าและหลัง ที่ปากก็ถูกผ้าหนามัดจนแน่น หลังรถตอนนี้เหม็นคละคลุ้งไปด้วยอึและฉี่

                ใครมัด ? โธ่...ถามได้

                ก็กูไง! กูนี่แหละจับมันมา!

                จับมาทำไมน่ะหรือ ? เดี๋ยวก็รู้ ผมไม่พูดพล่ามทำเพลง ประเดี๋ยวพวกสิบล้อขับแล่นผ่านมา เรื่องมันจะยุ่งยากตายชัก ผมอุ้มหมาลงมาวางกับพื้นด้านหลังทั้งอย่างนั้น เหลือบมองเห็นสายตาที่หมามองผม มันมองพร้อมกับส่งเสียงครางหงิงๆ

                อ้อ ขอชีวิต ?

                มึงขอ แต่มึงก็ควรรู้ไว้ ว่าการจะขออะไรใครน่ะ ก็ต้องเตรียมใจไว้ก่อน ว่าเขาอาจจะไม่ให้!

                ผมไม่สนสายตาสุนัขตัวนั้น จากนั้นจึงหันไปหยิบเชือกป่านขนาดใหญ่จากท้ายรถ เชือกนี่ผมก็เตรียมมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

                ผมมัดเชือกเข้ากับขาหน้าของหมา ปลายเชือกอีกด้านหนึ่งผูกเข้ากับท้ายรถของผม...เอ้อ ไม่ใช่! ที่ถูกต้องคือรถของลูกค้าสินะ และถึงตอนนี้เชือกที่มีความยาวราวสี่ห้าเมตรจึงถูกโยงระหว่างรถกับหมา

                ปฏิบัติการของผมกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ผมจุดบุหรี่ ก่อนที่จะสูบไปได้ครึ่งมวน ดีดบุหรี่ที่เหลือทิ้ง หยิบยาบ้าออกมาจากกระเป๋า กินเสียหนึ่งเม็ด ก่อนจะขึ้นนั่งตรงที่คนขับ ผมปิดไฟฉุกเฉิน เปิดไฟหน้าสว่างจ้า เพลงกระหึ่มลั่นรถ จากนั้นจึงขับรถกระชากออกด้วยความเร็วสูงสุด!

                เสียงกระเด็นกระดอนของของหนักๆ ที่ถูกเหวี่ยงไปมากระแทกกับพื้นถนน สลับกับบางครั้งที่กลายเป็นเสียงลากครูดกับพื้น ผมรู้สึกสะใจมาก ความเครียดที่มีมาทั้งหมดพลันหายมลายสิ้นในบัดดล

                ผมเกิดความคิดดีๆ ที่จะไปหาซื้อกล้องถ่ายวีดิโอ ใช่! ผมอยากจะตั้งกล้องเพื่อดูวินาทีแห่งชีวิต วินาทีที่ร่างของมันกระเด็นกระดอน ร่างของมันกระแทกครูดกับพื้นถนน วินาทีนั้นจะเป็นอย่างไร บางทีมันอาจทำให้ผมรู้ซึ้งสำนึกในบุญคุณของแผ่นดินก็เป็นได้

                รถจอดห่างจากจุดสตาร์ทราวสิบกิโลเมตร พ้นจากบริเวณนี้ไปจะเป็นเขตชุมชน ผมแอบรถเข้าข้างทางเพื่อจัดการซากที่ผูกติดด้านหลัง และเมื่อเดินลงไปดูผมถึงกับยิ้มด้วยความสะใจ

                มันไม่ใช่หมาอีกต่อไปแล้ว มันคือซาก หรือไม่ก็เป็นเศษก้อนเนื้ออะไรสักอย่างที่มีขนสีน้ำตาลขาดกะรุ่งกะริ่ง ผมใช้มีดตัดส่วนปลายเชือกที่ติดกับก้อนเนื้อเพราะไม่อยากจะไปจับมัน ส่วนเชือกที่เหลือ ผมไม่ลืมที่จะแกะแล้วเก็บไว้ในกระโปรงหลัง

ส่วนซากหมานี่น่ะหรือ ?

                ไม่ยาก! ก็ไว้มันตรงกลางถนนนี่แหละ มืดๆ อย่างนี้ เดี่ยวพวกรถสิบล้อ ไม่ก็รถที่ผ่านมา ก็จะช่วยกันทับจนไม่เหลือหลักฐานที่จะสาวมาถึงตัวผม

                อีกอย่างอาจเป็นเพราะชาวบ้านในละแวกนี้ไม่สนใจที่จะสังเกตซากว่ามีเศษเชือกขาดปะปนอยู่ หรือไม่ก็ตำรวจแถวนี้คงงานยุ่ง ไม่มีเวลาไปตามคดีเรื่องหมาๆ แค่คดีของคน คุณตำรวจก็คงยุ่งจนไม่มีเวลา

                ทำไมผมคิดอย่างนั้น ? ก็เพราะสุนัขตัวเมื่อครู่ นับเป็นตัวที่ฉลองครบสิบครั้งพอดี

                ผมหมายถึงสิบครั้ง หรือก็คือสิบตัวนั่นแหละ ที่ถูกนำมาใช้คลายเครียดหลังเลิกงาน

                อ้อ อีกอย่างนะ ผมไม่ได้ใช้หมาทุกครั้งหรอก บางทีถ้าหาไม่ได้ ก็จะใช้แมว แต่แมวไม่ค่อยดีเท่าไร แมวมันตัวเล็ก กระเด้งกระดอนไม่กี่ทีก็ตาย และความจริงผมเองก็เริ่มอยากที่จะใช้สัตว์ที่ใหญ่กว่าหมาแล้วด้วย

                อีกข้อหนึ่ง เพื่อความตื่นเต้น ผมจะไม่ใช้รถคันเดิม ผมใช้รถของลูกค้าที่จอดซ่อมที่อู่ก็จริง แต่ผมจะเปลี่ยนคันไปเรื่อย เน้นคันที่เพิ่งมาส่ง เอามาขับซิ่งคลายเครียดก่อนซ่อม อย่างคืนนี้ พอกลับไปถึงอู่ ผมก็จะถ่ายรูปเพื่อเปลี่ยนแปลงบันทึกการซ่อม ลูกค้าก็จะได้รับการเคลมครบถ้วนจากบริษัทประกันภัย เคลมครบทั้งรอยเก่าของลูกค้า ครบทั้งรอยใหม่ที่ผมเป็นคนทำ

                นอกจากนั้น ความตื่นเต้นยังมีอีกอย่างหนึ่ง ปฏิบัติการที่ว่านี้ ผมจะไม่ใช้เส้นทางเดิม ผมจะพยายามเปลี่ยนเส้นทางอื่นเพื่อความสนุกของการขับรถ รวมถึงความปลอดภัยในกรณีที่มีตำรวจในท้องที่ไหนตามดมกลิ่นคดีทารุณกรรมสัตว์

 

                ผมดูนาฬิกาที่ผูกตรงข้อมือ ผมพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบตีหนึ่งแล้ว หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจระบายความเครียด ผมขับรถเลยเข้าตัวอำเภอที่อยู่ห่างออกไปจากจุดเกิดเหตุ จากนั้นจึงแวะกินอาหารโต้รุ่งให้อิ่มท้อง ก่อนที่จะเตรียมตัวกลับ

                “น้องครับ คิดเงินด้วย” ผมเรียกเด็กเก็บเงิน

                “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตอบสนอง” เสียงทุ้มเนิบๆ แว่วกระทบโสตสัมผัส ผมหันขวับไปทางต้นเสียง

                รายการโทรทัศน์ที่ร้านโต้รุ่งกำลังเปิดฉาย มันเป็นรายการธรรมะสั้นๆ ที่ออกอากาศตอนดึก พระนักเทศน์ชื่อดังกำลังให้สัมภาษณ์พิธีกรรายการ

                “เวรกรรมมีจริง โยมลองสังเกตดู ใครที่ทำไม่ดีไว้ ชีวิตของเขาก็ย่อมไม่รุ่งเรือง ไม่มีใครรัก ไม่มีใครคอยอุปถัมภ์ค้ำจุน แตกต่างจากคนที่ทำแต่ความดี ถึงแม้จะประสบปัญหา แต่ก็ยังมีคนรักใคร่ มีคนคอยช่วยเหลือห่วงใย” เสียงเย็นๆ ของภิกษุผู้น่าเลื่อมใสดังจากในจอ

                จริงหรือ ? เท่าที่เห็นมันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ผมเห็นมีแต่ทำดีไม่ได้ดี ประเภท ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไปเสียมากกว่านะท่านนะ

                “กรรมดีหรือกรรมชั่วที่เราทำไว้ในชาตินี้ แม้กรรมเหล่านั้นอาจยังไม่ส่งผล แต่ชาติหน้านั้นมีจริง และเมื่อถึงเวลาที่พร้อม เวลาที่เงื่อนไขพอเหมาะ กรรมเหล่านั้นจึงจะส่งผล” เสียงเนิบเย็นของภิกษุยังคงต่อเนื่อง “แต่บางครั้ง หากกรรมใดที่สบช่อง สบโอกาส กรรมนั้นๆ อาจจะส่งผลภายในชาตินี้ก็เป็นได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงอาฆาตของเจ้ากรรมนายเวรที่มีต่อตัวผู้กระทำกรรมนั้น อย่างที่สมัยนี้เรียกกันว่า ‘กรรมติดจรวด’ นั่นไง” พระนักเทศน์อบรมสั่งสอนพวกหัวอ่อนทั้งหลายที่อยู่หน้าจอทีวี

                แต่ผมไม่ใช่พวกหัวอ่อน!

                ใครจะรู้ล่ะว่าเวรกรรมมีจริง ? ตัวเวรเป็นยังไง ? แล้วตัวกรรมล่ะ ? ผมไม่เคยเห็นสักครั้ง ผมว่าต่อให้พระที่อยู่ในจอโทรทัศน์รูปนั้นก็คงไม่เคยเห็น อย่างนี้ก็เข้าข่ายรู้ไม่จริงแต่มาพูดโอ้อวดน่ะสิ หรือเป็นพวกหลอกลวง ?

                ผมไม่ใส่ใจบทเทศนาธรรมในโทรทัศน์อีก ผมเรียกพนักงานมาคิดเงิน ก่อนที่จะเดินกลับไปที่รถเพื่อเตรียมกลับยังที่พัก หรือก็คืออู่ซ่อมรถนั่นแหละ แต่ยังไม่ทันจะขึ้นรถ เสียงเด็กในร้านก็ร้องเรียกผม

                “พี่! พี่ครับ พี่ลืมหมาแน่ะ!”

                ผมหันซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นว่ามีลูกค้าคนอื่น ตกลงเด็กพนักงานนั่นคุยกับผม ?

                “หมาอะไรน้อง ?”

                “ก็หมาที่พี่พามาด้วย หมาที่ลงจากรถมาพร้อมพี่ไงครับ” เด็กบริกรที่กำลังเก็บโต๊ะที่ผมกินเสร็จตอบหน้าตาเฉย แต่ผมสิ ได้แต่ทำหน้างง ผมไม่ได้เลี้ยงหมา หรือต่อให้แมวก็ไม่เคยเลี้ยง แล้วไอ้เด็กบ้าตรงหน้าผมมันเอาอะไรมาพูด

                “แล้วไหนล่ะ หมา ?” ผมถาม

                “นั่งรอพี่อยู่ใต้โต๊ะไงครับ” บริกรตอบพร้อมกับก้มลงมองด้านล่างโต๊ะ

                ทว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ข้างใต้ ไม่มีสุนัขหรือตัวอะไรแปลกปลอมทั้งนั้น !?

                “เมาแล้วมั่วล่ะมั้งน้อง” ผมยักไหล่อย่างไม่สนใจ ก่อนที่จะเดินตรงกลับไปที่รถยนต์เพื่อเตรียมกลับบ้าน แต่หากผมหันกลับมาสักนิดในตอนนั้น ผมคงเห็นสายตาของบริกรที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก

บริกรคนนั้นคงเห็นอะไรบางอย่างที่ติดอยู่กับตัวผม เด็กนั่นวิ่งหัวตั้งกลับเข้าไปในครัวพร้อมตะโกนว่า ‘ผีหลอกๆ’

 

                รถยนต์แล่นทะยานฝ่าความมืดออกจากร้านโต้รุ่งได้หลายสิบกิโลเมตร อารมณ์ดีเมื่อครู่หายไปหมดตั้งแต่ที่เด็กหนุ่มบริกรเข้ามาทักอะไรแปลกๆ ยิ่งกว่านั้นมันยังวิ่งหน้าตาตื่นกลับเข้าไปในร้านพร้อมกับส่งเสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์ และด้วยความเครียดที่พลุ่งพล่านจึงทำให้ผมจำเป็นต้องเสพยาเข้าไปอีกครั้ง

                ยาที่เสพเข้าไปออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว อารมณ์เพริดพลิ้วในสมองช่วยให้ความรู้สึกแจ่มใส สนุกสนานมีมากขึ้น ผมเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อเร่งกำลังเครื่องยนต์จนถึงขีดสุด ไม่มีอะไรที่ดีมากไปกว่าการได้ปลดปล่อยตัวเองไปกับความเร็วของสายลมที่แล่นผ่านปะทะกระจกหน้ารถ

                นี่ถ้ามีหมาหรือแมวอีกตัวก็คงดี

                ผมนึกกระหายอยากกระทำการโหดเหี้ยมอีกครั้ง มันคงสามารถดับอารมณ์คุกรุ่นให้เหือดแห้งพึงพอใจ แต่ตอนนี้ผมไม่มีหมาแมวเก็บสำรองไว้หลังรถเสียด้วย หรือว่าผมควรสะกดอารมณ์และกลับบ้านไปก่อน

                ทว่าวินาทีต่อจากนั้น ผมจึงเห็นบางอย่างอยู่ข้างหน้า บางอย่างสีขาวๆ ที่เลี้ยวออกมาจากซอยเล็กๆ

                มันคือรถจักรยาน!

                รถจักรยานที่ขี่ออกมาจากซอยหมู่บ้าน ชาวบ้านวัยกลางคนที่สวมชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงดำกำลังค่อยๆ ปั่นชิดขอบถนน ดึกดื่นป่านนี้อาจเป็นพวกที่ออกไปเฝ้าไร่เฝ้านา ไม่ก็พวกหากบหาเขียดตามทุ่ง

                ผมตัดสินใจเด็ดเดี่ยว อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด ก็นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะทำมาตั้งนานแล้ว ผมอยากจะมีเหยื่อตัวใหญ่ๆ บ้าง เหยื่อที่ใหญ่มากกว่าหมา มากกว่าแมว!

                ผมหักพวงมาลัยเข้าทางซ้ายอย่างรวดเร็ว เปิดไฟสูงสว่างจ้า มันสว่างมากพอที่จะทำให้ชายที่ปั่นรถจักรยานสงสัยจนต้องหันกลับมามองรถยนต์ที่อยู่ด้านหลัง

                ผมเห็นใบหน้าของเขาชัดเจน ใบหน้าที่อาบแสงไฟหน้ารถแสดงความตื่นตระหนกระคนหวาดกลัวจนถึงขีดสุด มัจจุราชในคราบรถยนต์อยู่ทางด้านหลังห่างไปแค่ไม่กี่คืบ

            โครม!

                “ฮู้ววววววววว์”

                เสียงชนโครมใหญ่ดังลั่นพร้อมกับเสียงโห่ร้องของผม ร่างในเสื้อยืดสีขาวลอยลิ่วไปคนละทางกับรถจักรยาน ผมไม่รอช้า รีบแอบรถเข้าชิดทาง มองซ้ายขวา ยังไม่พบว่ามีผู้เห็นเหตุการณ์ รถยนต์ที่อาจวิ่งสวนหรือผ่านไปมาก็ยังไม่โผล่มาให้เห็น

                ผมวิ่งไปที่ร่างคนเสื้อขาว ตบมือฉาดหนึ่งครั้งด้วยความดีใจที่เห็นว่าร่างนั้นยังหายใจรวยริน ผมนำเชือกที่ถือติดมือมาด้วยมัดเข้าที่ข้อมือทั้งสองข้างของชายเคราะห์ร้าย ปลายเชือกอีกด้านนำไปผูกที่ด้านหลังของตัวรถ การผูกนี้เป็นการผูกเชือกในลักษณะเดียวกับการผูกเพื่อลากร่างสุนัขเมื่อตอนหัวค่ำ

                “ช่วย...ช่วยด้วย...” เสียงครางเบาๆ จากชายชุดขาวดังขึ้น แต่ในเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว จะให้หยุดอยู่แต่เพียงเท่านี้คงยาก!

                รถยนต์ถูกสตาร์ทอีกครั้ง ผมที่อยู่ในอารมณ์ตื่นเต้นเสพยาไอซ์เข้าไปอีกครั้งเพื่อบรรเทาอารมณ์ที่พลุ่งพล่านมากเกินไป และเมื่อใจสงบนิ่งลงบ้าง ผมจึงตัดสินใจเข้าเกียร์หนึ่ง ก่อนที่จะเดินเครื่องอย่างช้าๆ

                เสียงรถยนต์ครางหึ่งพร้อมกับวิ่งด้วยความเร็วเพียงแค่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงตอนนี้หูผมได้ยินเสียงโหยหวนดังลั่นจากทางด้านหลังอย่างชัดเจน และในทันใดนั้น! ผมกระชากเกียร์ด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับย่ำคันเร่งลงจนมิด รถพุ่งทะยานลิ่วพร้อมเหวี่ยงซ้ายขวาตามจังหวะโค้งของถนน เสียงกรีดร้องดังลั่นอีกเพียงครู่เดียวจึงเงียบหาย เหลือก็แต่เพียงเสียงสิ่งของหนักๆ ที่กระแทกกับถนนตามจังหวะที่รถแล่น

                ผมจอดรถยนต์ชิดขอบทางอีกครั้งเมื่อแสงไฟข้างหน้าแสดงให้เห็นถึงเขตตัวเมือง ผมทำการปลดร่างที่เละเทะจนแยกไม่ออกว่าเป็นก้อนเนื้อของอะไร ร่างของชายชุดขาวถูกผมถีบลงป่าหญ้าข้างทาง ผมไม่ลืมเก็บเชือกให้เรียบร้อย ก่อนที่จะขับรถกลับเข้าเมือง กลับสู่อู่ซ่อมรถซึ่งเป็นทั้งที่ทำงานเป็นทั้งบ้านอย่างสบายอารมณ์

 

                “ชิตเอ๊ย...ชิต” เสี่ยเจ้าของร้านเรียกผมเข้าไปคุย ชิตคือชื่อของผมเอง

                “ครับเสี่ย” ผมขานตอบอย่างนอบน้อม ก็เจ้าของเงินนี่ครับ ผมพอมีกิน มีที่หลับนอนได้ก็เพราะเสี่ยนี่แหละ และเสี่ยเองก็วางใจผมมากเสียด้วย

                “นี่เงินโบนัส เอาไปแบ่งเด็กๆ ด้วย” เสี่ยยื่นซองใส่เงินปึกใหญ่ให้ผม ผมรู้แล้วว่าต้องได้เงินโบนัส เหตุหนึ่งก็เพราะอู่ของเราได้งานซ่อมรถมากขึ้น และแต่ละคันก็ซ่อมหลายอย่าง ก็นั่นแหละครับ รถบางส่วนที่ได้ซ่อมเยอะขึ้นก็เพราะผมเอง ผมที่นำรถของลูกค้าไปซิ่งกลางดึก ร่องรอยการเฉี่ยวชนก็เลยมีมากขึ้น แต่เมื่อผมกลับมาถึงอู่ ผมก็ได้ถ่ายรูปและปลอมแปลงเอกสารให้ดูว่าเป็นร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากลูกค้า

                เห็นไหมล่ะครับ วิน – วิน กันทุกฝ่าย

                “ขอบคุณครับเสี่ย” ผมยกมือไหว้ ก่อนที่จะเก็บเงินเข้ากระเป๋าโดยเร็ว ไม่ควรมีลูกน้องคนไหนที่รู้ว่าโบนัสจากเสี่ยมากมายขนาดนี้ นั่นเพราะผมกะว่าจะแบ่งให้แค่คนละหน่อยเท่านั้น ที่เหลือน่ะของผม! แต่จะว่าผมไม่ยุติธรรมก็ไม่ถูกนัก ก็ผมเป็นคนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก็ยาไอซ์ ยาอีที่ผมเสพอยู่นั่นไง ราคาไม่ใช่แค่บาทสองบาท

                “ชิต เสี่ยมีเรื่องอยากให้ชิตช่วยหน่อย” เสี่ยเจ้าของอู่พูดเสียงเบาจนเกือบเป็นกระซิบ

                “เสี่ยบอกมาเลยครับ”

                “พักนี้มีข่าวลือแปลกๆ ในอู่ของเรา” เสียงของเสี่ยเบาลงจนผมเกือบจะเอาหูไปแนบกับปากเสี่ยอยู่แล้ว

                “ข่าวลือหรือครับ ?” ผมสังหรณ์ใจเล็กน้อย ความแตกเรื่องที่ผมขับรถลูกค้าไปชนคนน่ะหรือ ? ไม่น่าใช่! เพราะ นอกจากผมแล้ว ไม่มีใครค้างที่อู่เลยสักคน ที่สำคัญการขับรถเพื่อลากเหยื่อนั้น ผมจะเลือกเวลาที่ดึกสงัด เลือกเส้นทางสายเปลี่ยวที่ไม่มีบ้านคน รวมถึงไม่ค่อยมีรถราวิ่งผ่าน

นี่แหละครับ ที่เขาเรียกว่าจะทำอะไรต้องดูกาลเทศะให้เหมาะสม!

ยิ่งกว่านั้น ทุกครั้งที่ผมปฏิบัติกิจกรรมหฤหรรษ์ ผมจะเปลี่ยนรถทุกครั้ง โดยหลังจากชนก็ปลอมแปลงเอกสาร ปลอมแปลงรูปถ่ายและจัดการแซงคิวเร่งซ่อมให้จนเสร็จ

และโชคยิ่งเข้าข้าง ผมตรวจสอบหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว ข่าวชายวัยกลางคนที่ถูกรถชนตายนั้น เป็นเพียงข่าวเล็กๆด้านในของหนังสือพิมพ์ ตำรวจท้องที่สรุปแค่เพียงว่าเป็นอุบัติเหตุจราจร แปลว่าไม่มีใครเฉลียวใจหรือสนใจร่องรอยหลักฐานอันผิดปกติอย่างเช่นรอยลากแม้แต่น้อย

นี่สิเขาถึงเรียกว่า ‘คนดีผีคุ้ม’

                “มีข่าวเรื่องว่าอู่เรามี...เอ่อ...มีผีน่ะ!” เสียงเสี่ยแทรกในขณะที่ผมกำลังคิดถึงคำว่า ‘ผี’ เล่นเอาผมแทบสะดุ้ง            แน่นอนว่าผมเกือบหัวเราะก๊าก ติดแต่ว่าไอ้เสี่ยโง่ตรงหน้ามันเป็นเจ้าของเงิน ผมเลยทำแค่เพียงหน้านิ่งๆ สงบเสงี่ยม ก่อนที่จะแสดงความเห็นของตัวเอง

                “ไม่มีหรอกครับเสี่ย พวกนั้นมันนึกจินตนาการกลัวกันไปเอง ผมนอนเฝ้าอู่ทุกวัน ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ”

                เสี่ยทำหน้าครุ่นคิดนิดหนึ่ง ก่อนที่จะยิ้มแล้วใช้มือตบไหล่ผมอย่างเชื่อใจ

                “เออว่ะ ชิต เอ็งพูดถูก เสี่ยเองก็ลืมนึกถึงข้อนี้ไป ถ้าที่อู่เรามีผีจริง เสี่ยว่าชิตน่าจะเป็นคนเจอก่อนใคร ก็ชิตอยู่ที่อู่ตลอดนี่นะ” เสี่ยพูดกลั้วหัวเราะอย่างสบายใจ ก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับบ้าน

                ถ้ามีผีจริง กูควรจะเจอก่อนใครอย่างนั้นหรือ ?

                “ไอ้เสี่ยปากเสีย ผีแม่งไม่มีจริงหรอก!” ผมผรุสวาท

                แคร้ง!

ผมสะดุ้งเฮือก อะไรบางอย่างหล่นไม่ไกลจากตรงที่ผมยืนอยู่

                “อะไรหล่นวะ!” ผมร้องลั่น ก่อนจะวิ่งเข้าไปดูยังต้นเสียง และพบว่าเป็นเพียงแค่ชิ้นส่วนกันชนที่หล่นลงกับพื้น  ไม่มีผี ไม่มีสิ่งแปลกปลอมใดๆ มากไปกว่านั้น

                “เก็บให้มันดีๆ หน่อยสิวะ” ผมบ่นลูกน้องที่ตอนเย็นย่ำอย่างนี้ไม่รู้ว่าจะเหลือทำงานอยู่อีกกี่คน

                ครึ่กๆๆ ครึ่กๆๆ ครึ่กๆๆ

                อะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนที่เข้ามาทางด้านหลัง มันดังเลื่อนยาวแล้วหยุด ดังอีกครั้งแล้วหยุดเป็นจังหวะๆ ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนที่จะตัดสินใจหันกลับไปดู

                ล้อแม็กซ์ !?

                ล้อแม็กซ์กลิ้งช้าๆ มาทางผม มันกลิ้งๆ หยุดๆ คลับคล้ายมีคนแกล้งเข็นหลอกล่อ ผมโกรธจัดจนหน้าแดง ในใจนึกว่าเด็กพนักงานที่อาจยังซ่อมรถอยู่ในอู่อาจเก็บล้อไว้ไม่ดีและปล่อยให้ล้อนั้นกลิ้งออกมาด้านนอก

                “ใครอยู่ข้างในวะ ?” ผมร้องถามด้วยอารมณ์โมโห

                ความเงียบคือคำตอบ!

                “กูถามว่าใครอยู่ข้างใน ?” ผมตะเบ็งเสียงถามให้ดังยิ่งขึ้น

                “ไม่มีใครแล้วลูกพี่ เหลือผมคนเดียว เดี๋ยวผมก็จะกลับเหมือนกัน”

                ผมเพิ่งรู้ว่ายังมีลูกน้องที่ยังไม่กลับบ้านอยู่อีกหนึ่งคน มันกำลังยืนเช็ดประตูรั้วด้านหน้าร้านอยู่ แต่เด็กนั่นก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประหลาดเมื่อครู่ เพราะว่าอยู่คนละฝั่ง คนละด้านกันกับที่ล้อแม็กซ์กลิ้งออกมา แล้วอยู่ดีๆ ล้อรถจะกลิ้งออกมาเองได้อย่างไร หรือมีใครลืมวางตั้งเอาไว้ ?

                ผมส่ายศีรษะเมื่อคิดหาคำตอบได้เช่นนั้น ลูกน้องของผมคงสะเพร่าลืมวางล้อไว้จริงๆ นี่แหละที่เขาเรียกว่า ‘สอนเท่าไรก็ไม่จำ’

                ลูกน้องคนสุดท้ายเสร็จสิ้นการเช็ดประตูรั้ว มันเข้ามาลาผม ก่อนที่จะเตรียมตัวกลับบ้าน

                “พี่ชิตนี่ใจกล้าไม่เบานะ พี่กล้าค้างคืน ส่วนพวกผมน่ะไม่ไหว ผีโคตรดุ!” ประโยคทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนเจ้าตัวจะออกไป ผมได้แต่ยืนมองด้วยเซ็งอารมณ์ ผีเผออะไรกันวะ ?

 

                ผมอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยจึงออกมานั่งรับประทานอาหารที่ชั้นล่าง จัดแจงเปิดแอร์ เปิดโทรทัศน์เพื่อตรวจสอบข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวกีฬาฟุตบอลที่ได้แทงพนันไว้ แน่นอนว่าผมย่อมทำตัวเป็นพนักงานที่ดีโดยเปิดกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ทั่วทั้งอู่ จอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ข้างตัวถูกแบ่งออกเป็นแปดช่องเล็กเพื่อแสดงให้เห็นตำแหน่งต่างๆ ภายในอู่ซ่อมรถยนต์

                ผู้ประกาศข่าวกีฬาอ่านผลฟุตบอลอย่างตื่นเต้น แต่ผมเองกลับหงุดหงิดด้วยเพราะผมเสียพนันอีกแล้ว! แต่ช่างเถอะ มีเสียเดี๋ยวก็มีได้

                ปิ๊บ...ปิ๊บ...ปิ๊บ...

                เสียงมอนิเตอร์ของกล้องวงจรปิดส่งเสียงร้องเบาๆ ผมหันไปมองจึงเห็นว่าหนึ่งในแปดจอมีสัญลักษณ์รูปคนกะพริบอยู่ที่มุมด้านล่าง สัญลักษณ์นี้แสดงให้เห็นว่ากำลังมีการเคลื่อนไหวอยู่ภายในขอบเขตการรับรู้ของกล้องตัวนั้น ซึ่งปกติในเวลาทำงาน สัญลักษณ์นี้ก็จะกะพริบตลอดเวลาเนื่องจากมีคนงานเดินไปมาอยู่ทั่ว เพียงแต่ในเวลากลางวัน เสี่ยจะปิดเสียงเตือนเอาไว้ ส่วนในตอนเย็นผมนั้นจะเปิดเสียงเอาไว้เผื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในอู่

                ปิ๊บ...ปิ๊บ...ปิ๊บ...

                เสียงยังคงร้องเตือนเป็นจังหวะ ผมพยายามเพ่งดูในจอมอนิเตอร์ แต่แปลกมาก! อาจเป็นกล้องหรือไม่ก็ระบบเตือนภัยที่อาจชำรุด นั่นก็เพราะผมไม่เห็นใคร ไม่มีใครในกล้อง ทั้งจอที่ปรากฏสัญลักษณ์รูปคน ทั้งจออื่นๆ ที่เหลือก็เถอะ ภาพทุกภาพ จอทุกจอ ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวแม้แต่เงา !?

                แล้วสัญญาณดังเพราะเหตุใดกัน ? หรือมีขโมยที่แอบซ่อนอยู่ บางทีมันอาจรู้ตัวว่ากล้องวงจรปิดสามารถตรวจจับมันได้ มันจึงรีบแอบหลบในเงาของรถยนต์ที่อาจเป็นจุดอับของมุมกล้อง เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมจึงรีบยืนขึ้น คว้าไม้กระบองยามไว้ในมือ หยิบยาอีขึ้นมากินเสียสองเม็ด ย้อมใจเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกไปยังลานจอดรถยนต์ภายในอู่

ถ้าเจอขโมยจริงๆ ล่ะก็ พ่อจะฟาดไม่ยั้ง!

                ผมก้าวลงมายังลานจอดรถ ไฟนีออนที่เปิดไว้ตามมุมส่องแสงกะพริบติดๆ ดับๆ แม้แสงจะไม่มากแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นใครก็ตามที่แอบซ่อนอยู่

                “มีใครอยู่ไหม ?” ผมร้องถามออกไป มือกำกระบองยามไว้แน่น

                ไม่มีเสียงตอบ! หรือเป็นเพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีใครอยู่ตรงนี้ กล้องวงจรปิดที่แสดงสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวเมื่อครู่อาจเกิดการชำรุดขึ้นจริงๆ

                ผมยักไหล่ก่อนที่จะตัดสินใจเดินกลับห้อง ทว่า...แอ๊ดดดดดดดดดด!

เสียงบานประตูรถเบื้องหน้าค่อยๆ เปิดออก มันเชื่องช้าและส่งเสียงเอียดอาดราวกับเป็นบานประตูไม้เก่าๆ ที่สำคัญกว่านั้นคือ ในรถคันที่ว่านั้น ไม่มีใครอยู่!

                แล้วประตูเปิดเองได้อย่างไร ? หรือบางทีอาจเพราะล็อกของมันเก่าจนเกิดหลวม ? ผมถอนหายใจพลางเดินไปปิดประตูรถให้สนิท

                วันนี้มันแปลกๆ ยังไงไม่รู้ ผมหยิบไฟฉายที่พกติดตัวขึ้นมาส่องไปทั่วๆ ส่องตามเงามืด ตามซอกต่างๆ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ ทว่าในวินาทีนั้นเองที่หางตาเจ้ากรรมเกิดเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างสีดำๆ

            บางอย่างสีดำๆ ที่ตอนนี้อยู่ในที่นั่งคนขับของรถคันที่อยู่ข้างหน้า!

                ผมหันขวับเพื่อจะได้มองเต็มๆ สายตา ทว่าช้าไป! ที่ตรงนั้นกลับกลายเป็นไม่มีใครอยู่! แต่ถึงแม้ผมจะไม่สามารถหาตัวแขกที่ได้รับเชิญพบ ทว่าผมเองกลับรับรู้ได้แน่ๆ ว่าตอนนี้ผมไม่ได้อยู่คนเดียว

                หรือว่าจะเป็นผี ?

                ผมเกือบจะหัวเราะออกมา ผีไม่มีหรอก ที่อู่นี้ไม่เคยมีใครตาย รถที่เอามาซ่อม เสี่ยเจ้าของก็จะพยายามรับแต่รถที่ไม่ได้มีใครตายคารถ รวมถึงรถที่ไม่ได้ไปเกิดเหตุชนใครตาย

                อ้อ แต่ยกเว้นแต่คนที่ผมจัดการตอนที่เอารถไปซิ่งในเวลากลางคืนนะ!

                และในตอนนั้นเองที่ผมเห็นอะไรไหวๆ ทางด้านข้าง คราวนี้ไม่รอช้า ผมรีบหันไปมองทันที และก็เห็นได้ชัด เงาดำๆ รีบร้อนหลบด้วยการมุดเข้าพื้นใต้ท้องรถ ขโมย! มันคือขโมยอย่างแน่นอน

                ผมย่ามใจ เดินถือไม้กระบองเข้าไปใกล้ และเมื่อไปถึงรถคันดังกล่าว ผมแทบจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ ทำไมน่ะหรือ? ก็ที่พื้นใต้ท้องรถ เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามี ‘มือ’ ของใครบางคนที่ยื่นออกมาจากข้างใต้ เป็นที่แน่นอนว่าขโมยกระจอกกำลังสิ้นท่า ก็ขนาดจะหลบซ่อนสายตาผม มันยังเฟอะฟะ ไม่ยอมหดมือเข้าไปให้พ้นจากการสังเกต

                “มือใครวะ ?” ผมแกล้งถามเสียงดัง คิดอย่างมั่นใจว่าขโมยจะต้องสะดุ้งหดมือกลับอย่างแน่นอน

                แต่กลับไม่ใช่! มือยังคงวางนิ่งอยู่ตรงนั้น!?

                ผมเลิกคิ้วด้วยความสงสัย คราวนี้ผมจึงลองใช้เท้าเขี่ยที่หลังมือของอาคันตุกะปริศนา มันยังคงนิ่งราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิต!?

                ด้วยความงุนงง ผมจึงก้มลงแล้วใช้มือจับที่แขนปริศนา

ผมใจหายวาบ...แขนนั่นเย็นราวกับน้ำแข็ง! ผมตัดสินใจกระชากแขนสุดแรงด้วยหวังว่าร่างใครก็ตามที่แอบเร้นกายอยู่ใต้ท้องรถจะถูกกระชากตามติดออกมาด้วย

ทว่าผมคิดผิด!

                นั่นเพราะผมกระชากออกมาได้เพียงแค่แขน!

                ที่ติดออกมากับมือของผมมีเพียงแขนของมนุษย์ที่ขาดเสมอข้อศอก เลือดสีเน่าๆ กำลังหยดติ๋งๆ ออกจากรอยหน้าตัดนั้น!

                “เหวออออออออ...!! ” ผมร้องเสียงหลง ก่อนที่จะเหวี่ยงแขนลึกลับนั้นลอยไปตรงไหนก็ไม่รู้

                ผมใจเต้นระรัว ริมฝีปากแห้งผาก น้ำลายเหนียว นึกจินตนาการเลวร้าย ป่านนี้ไอ้แขนบ้านั่นอาจกำลังกระดืบๆ เพื่อหาหนทางที่จะบีบคอผม ที่ร้ายกว่านั้น ‘เจ้าของแขน’ ที่แอบอยู่ใต้ท้องรถล่ะ ? มันยังอยู่ไหม ?

                ผมกลืนน้ำลายลงคอ แม้ไม่อยากทำแต่ก็จำเป็น ผมค่อยๆ ก้มลงมองที่ใต้ท้องรถ นึกเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากมันพุ่งออกมาจู่โจมอย่างกะทันหัน

                ทว่าไม่มี! ไม่มีร่างใครสักคนที่ใต้ท้องรถ!

                ผมถอนหายใจยาว พยายามรวบรวมสติและค่อยๆ วิเคราะห์สถานการณ์ บางทีแขนนั่นอาจเป็นของเล่นที่พวกลูกจ้าง พนักงานเตรียมมาหยอกล้อกัน

                หรืออาจเป็นเพราะยาอีที่เสพเข้าไปเมื่อครู่ บางทีผมอาจเห็นภาพหลอนไปเอง!

                ผมสบถด้วยเพราะอารมณ์เสีย เมื่อคิดได้ว่าภาพหลอกหลอนเมื่อครู่อาจเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่เสพเข้าไป อย่างนี้ผมอาจต้องการระบายอารมณ์ ระบายด้วยการออกล่าเหยื่อในคืนที่น่าหงุดหงิดอย่างคืนนี้

                ไวเท่าความคิด ผมจัดการนำรถยนต์ที่ยังไม่ซ่อมของลูกค้าออกมาคันหนึ่ง ปิดล็อกอู่เรียบร้อย จากนั้นจึงขับรถควบตะบึงออกมาด้วยความเร็ว จุดหมายของผมเริ่มต้นที่ถนนสายเปลี่ยวที่ไม่ค่อยมีคน

 

                รถยนต์ควบตะบึงฝ่าความมืด ผมรู้สึกหงุดหงิดเมื่อพบว่าถนนสองข้างทางยังมีรถสัญจรไปมาอยู่มาก ก็แน่ล่ะ นี่มันแค่เพียงสี่ทุ่มกว่าๆ เท่านั้น แต่ไม่เป็นไร เวลายังมีอีกตลอดทั้งคืน ดังนั้นตอนนี้ผมควรจะแวะปั๊มน้ำมันใกล้ๆ เพื่องีบหลับเอาแรงเสียก่อน

                ทว่าขณะที่ผมกำลังจะชะลอรถเมื่อเข้าใกล้ปั๊ม สายตากลับมองเห็นอะไรบางอย่างยืนตะคุ่มๆ เป็นกลุ่มๆ อยู่ในเงามืดด้านหน้าปั๊ม ให้ตายเถอะ! ผมมั่นใจว่าที่เห็นยืนกันเป็นกลุ่มนั่น คือสุนัขและแมว!

                ที่น่าสะพรึงขวัญก็คือแต่ละตัวมีร่างกายที่แหลกเละ คอหักพับ ขนและเนื้อตัวฉีกขาดกะรุ่งกะริ่ง แววตาวาวโรจน์ของพวกมันจ้องจับที่รถของผม

                โบร๋วววววววว!!! ตัวหนึ่งหอนขึ้นอย่างกะทันหัน จากนั้นตามด้วยเสียงเห่าหอน ขู่ฟ่อประสานกันเซ็งแซ่ ผมรู้สึกได้ถึงขนที่ลุกเกรียวพร้อมกันทั่วทั้งร่าง แน่นอนว่าผมตัดสินใจเร่งเครื่องผ่านปั๊มน้ำมันโดยที่ไม่ได้แวะตามที่ตั้งใจไว้ และราวกับหูแว่ว ประสาทหลอน ผมได้ยินเสียงฝีเท้าของสัตว์เหล่านั้นกำลังวิ่งตามมาติดๆ ไม่สิ! เสียงมันใกล้ราวกับอยู่ติดหลังรถ!

                ใช่แล้ว มันกำลังถูกเชือกลากอยู่! ผมเองที่เคยมัดสัตว์เหล่านั้นด้วยเชือก จากนั้นจึงลากมันไปกับถนนด้วยความสะใจ

                ผมตัดสินใจดึงเบรกมือทันที รถสะบัดหมุนเสียหลัก โชคยังดีที่ไม่มีรถสวน ไม่มีความเสียหายใดมากไปกว่าไฟท้ายที่หมุนไปกระแทกกับรั้วข้างถนน และเมื่อรถหยุด ผมจึงรีบลงไปดู

                ไม่มีอะไร! ไม่มีสัตว์คอหักห้อยร่องแร่งติดอยู่ที่ท้ายรถ ถนนด้านหลังก็ไม่เห็นมีใครหรือสัตว์ที่ไหนวิ่งตามมา สรุปแล้วนี่เป็นภาพหลอนจากการเสพยาใช่ไหม ?

                ผมกลับขึ้นรถ ปิดประตูเปรี้ยงใหญ่ด้วยเพราะหัวเสียถึงขีดสุด วันนี้ผมจำเป็นจะต้องได้เหยื่อเพื่อสังเวยดับอารมณ์ และแน่นอนว่าผมไม่ต้องการเหยื่อที่เป็นหมาแมว

                ผมต้องการคน!  

 

                รถวิ่งด้วยความเร็วสูงเข้าสู่เขตทางสายเปลี่ยว ถนนเงียบสงัดด้วยยามวิกาล สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าเขาสลับกับนานๆ ครั้งที่จะเป็นปากทางเข้าหมู่บ้าน ผมรู้ทันทีว่าตรงนี้เองที่เหมาะแก่การล่าเหยื่อ

                ผมชะลอรถจนเหลือความเร็วเพียงแค่เก้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง สายตาสอดส่ายหาเหยื่อที่อาจโผล่มาจากซอกซอยของสองข้างทาง

                และแล้วผมก็เห็นทางกระจกมองหลัง เหยื่อในชุดเสื้อสีขาวกำลังขี่รถจักรยานโผล่ออกมาจากซอยที่ผมพึ่งขี่ผ่านไป รถจักรยานที่เห็นค่อยๆปั่นชิดขอบถนน ดึกดื่นป่านนี้อาจเป็นพวกที่ออกไปเฝ้าไร่เฝ้านา ไม่ก็พวกหากบหาเขียดตามทุ่ง

                โผล่มาด้านหลัง ? ผมไม่มีทางเลือกนอกจากการชะลอรถเพื่อจอดเข้าข้างทาง ผมจะปล่อยให้จักรยานแซงนำไปก่อน จากนั้นผมจึงจะขับไล่บี้ทีหลัง แน่นอนด้วยไฟสูงจะทำให้ผมได้เห็นใบหน้าที่ตื่นตระหนกของเหยื่อ แต่อย่างไรก็ตามจุดที่ยากที่สุดก็คือ การเฉี่ยวชนโดยที่ไม่ให้เหยื่อตายในทันที ผมต้องการเหยื่อเป็นๆ ที่จะมามัดกับเชือก จากนั้นผมก็จะลากร่างของเหยื่อให้แหลกเละหมดสภาพ

                ผมเตรียมปล่อยคันเร่ง เข็มความเร็วที่หน้าปัดยังคงชี้ตรงที่เลขเก้าสิบ

                ทว่าในเวลานั้นเองที่จักรยานคันนั้นขี่ขึ้นเทียบด้านข้างกระจกคนขับ นั่นหมายถึงความเร็วของจักรยานจะต้องไม่ต่ำไปกว่าความเร็วรถในตอนนี้

                เก้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ?

                ผมงุนงงกับสถานการณ์สุดระทึก และเหตุยิ่งแย่เมื่อชายคนที่ขี่รถจักรยานเทียบเคียงกับรถยนต์ค่อยๆ หันหน้ามามองผมช้าๆ ให้ตายเถอะ ผมสาบานได้ว่าหน้าของมันซีดขาวราวกับไม่มีเลือดแม้สักหยด!

                ชายบนรถจักรยานค่อยๆ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้กระจกที่ผมนั่ง ผมแทบกรีดร้องเมื่อเห็นลิ้นของมันค่อยๆ ยืดยาวออกจากปาก และแม้ใบหน้าของมันจะขาวจนเรียกได้ว่าซีดเซียว

                แต่ลิ้นของมันกลับเป็นสีแดงสด! แดงเข้มจนเรียกได้ว่าเป็นสีของเลือด!?

                “เชี่ยเอ๊ย!” ด้วยอารมณ์ที่ทั้งกลัวทั้งโมโห ผมตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางขวา โดยตั้งใจที่จะกระแทกรถจักรยานให้ปลิวล้มจนไม่อาจขี่ติดตามผมได้อีก

                ทว่าราวกับรู้ทัน รถจักรยานถูกเร่งความเร็วจนสามารถแซงรถยนต์ไปอยู่ด้านหน้า ผมร้องลั่นด้วยตื่นตระหนกกับภาพที่เห็นจากแสงไฟหน้ารถ

                มันเป็นร่างที่ใส่เสื้อยืดสีขาวขาดกะรุ่งกะริ่ง เนื้อตัวของมันขาดวิ่นเป็นแผลเน่าเฟะหลายแห่ง บางที่กระดูกหักแทงทะลุโผล่ออกนอกเนื้อ และที่ร้ายคือคอของมันกำลังหมุนกลับหลังร้อยแปดสิบองศา!

                ผมตัวแข็งในขณะที่รถยังแล่นไปด้วยความเร็ว ผมฉงนใจอยู่บ้างที่เมื่อสักครู่ผมแน่ใจว่าผ่อนเท้าลงเพื่อลดความเร็วเตรียมจอด แต่ไฉนตอนนี้เท้าขวาของผมกลับเกร็งและจิกแน่นลงบนคันเร่ง ผมกำลังกดคันเร่งลงจนมิด !

                ที่สำคัญผมได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนไล่หลังรถมาติดๆ และที่แย่ยิ่งกว่าก็คือผมได้ยินเสียงแปลกๆ ดังจากในกระโปรงหลัง มันเป็นเสียงกุกๆ กักๆ เสียงที่ผมสามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงอะไร

                มันเป็นเสียงลักษณะเดียวกับที่ผมเคยจับสุนัขและแมวมาขังไว้เพื่อเตรียมผูกเชือกลาก!

                “โว้ยยยยยยยย!!!” ผมร้องลั่น มันคงเป็นเหมือนคำที่ผมเคยได้ยินได้ฟังมาก่อนหน้า คำที่ว่าเมื่อคนเรากลัวอะไรจนถึงขีดสุด เมื่อนั้นความกลัวจะกลับกลายเป็นความกล้า และความกล้าก็จะเปลี่ยนเป็นความบ้าบิ่น! ผมเองก็เช่นกัน!

                ผมกัดฟันกรอด ไม่สนใจเสียงบ้าบอกุกกักในรถอีกต่อไป เป้าหมายของผมก็คือรถจักรยานตรงหน้า ที่ขี่อยู่ไม่ว่ามันจะเป็นผีหรือคน มันต้องตาย! ผมจะชนมันให้แหลกเหลวเสียตรงนี้

                ทว่าผมกลับขับไล่ตามมันไม่ทัน

                เข็มบอกความเร็วชี้ไปถึงเลขร้อยห้าสิบเข้าไปแล้ว เครื่องยนต์ขนาดหนึ่งพันแปดร้อยซีซีถึงกับสั่นไหวด้วยเกือบถึงขีดจำกัดความเร็ว แต่กระนั้นรถจักรยานก็ยังคงขี่นำหน้าด้วยระยะห่างคงเดิม และถึงตอนนี้ผมจึงสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือระหว่างรถจักรยานปิศาจกับรถยนต์ที่ผมขับ มันถูกเชื่อมต่อด้วยเชือก!?

                ผมคิดว่าเชือกที่เห็น มันเหมือนกับเชือกที่ผมใช้ลากเหยื่ออย่างไรอย่างนั้น 

                ไวเท่าความคิด ผมรีบเหยียบเบรกในทันที ทว่าราวกับความสูญเปล่า เบรกไม่ทำงาน หรือเรียกง่ายๆ ภาษาชาวบ้านว่า ‘เบรกแตก’

                ผมรีบใช้มือซ้ายเปลี่ยนเกียร์ให้ผ่อนลงในทันที ด้วยวิธีนี้จะทำให้ความเร็วของรถถูกลดลงตามลำดับการลดเกียร์ แต่ผมเองก็รับรู้ได้ถึงปัญหาอีกอย่าง

                เกียร์หนัก!

                เกียร์เกิดอาการผิดปกติอย่างเฉียบพลัน มันทั้งหนักและแข็งกระด้างจนไม่อาจเปลี่ยนลำดับลดหรือเพิ่มได้แม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองไปที่เบรกมือ ทว่าความคิดที่จะดึงเบรกมือถูกสลัดออกจากสมองในทันที นั่นเพราะความเร็วกว่าร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง การดึงเบรกมือก็เท่ากับการฆ่าตัวตาย

                ด้วยเหตุนี้ผมจึงจำต้องกลับมาสนใจถนนตรงหน้าอีกครั้ง การบังคับพวงมาลัยอาจจะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้รอดพ้นจากวิกฤติในตอนนี้ และตอนนี้เองที่ผมคิดผิด จักรยานเลี้ยวซ้ายขวาไปมาอย่างน่าหวาดเสียว เชือกที่โยงกันอยู่ทำให้รถยนต์ถูกเหวี่ยงตามโดยไม่อาจควบคุมได้

                ผมจึงรู้ในทันทีว่า ผมไม่ได้กำลังขับรถ และรถยนต์ก็ไม่ได้แล่นด้วยความเร็วจากเครื่องยนต์

                หากแต่รถยนต์ที่ผมขับกำลังถูกลากต่างหาก!

                รถยนต์ที่ผมนั่งกำลังถูกจักรยานปิศาจลากบนถนนด้วยความเร็วถึงหนึ่งร้อยห้าสิบ! มันลากไป เหวี่ยงไปอย่างที่ผมไม่อาจควบคุมได้ด้วยพวงมาลัย ครั้งหนึ่งรถยนต์ถูกเหวี่ยงไปทางซ้ายด้วยความเร็วสูง และข้างล่างก็เป็นเหวเสียด้วย

                โครม!

                ผมถึงกับรู้สึกจุกและเจ็บที่ชายโครงด้านซ้ายในทันที รถยนต์ไม่ได้ตกลงในเหว หากแต่เหวี่ยงเข้ากระแทกกับไม้ใหญ่ยืนต้นที่อยู่ข้างทาง

ผมอาศัยจังหวะที่รถหยุดนิ่งราวครึ่งวินาที ใช้มือซ้ายกระชากเบรกมือขึ้นเพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของรถ ทว่าไม่เป็นผล รถยนต์ถูกกระชากให้แล่นต่อด้วยความเร็วสูง คราวนี้มันเหวี่ยงรถไปทางขวาพร้อมกับการแล่นตะบึงขึ้นเนิน ด้วยเหตุนี้รถยนต์จึงถูกเหวี่ยงจนพลิกคว่ำล้อชี้ฟ้าเสียหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะพลิกกลับมาอยู่ในสถานะปกติ

ผมรู้สึกปวดหัวหนึบ น้ำเหลวๆ ไหลรินออกจากบาดแผลที่หนังศีรษะด้านบน กระนั้นผมก็ยังพยายามประคองสติที่ใกล้จะดับเอาไว้

                พริบตานั้น ผมเกิดหวนระลึกถึงคำเทศนาของพระภิกษุที่บังเอิญได้ยินจากร้านโต้รุ่ง

            …บางครั้ง หากกรรมใดที่สบช่อง สบโอกาส กรรมนั้นๆ อาจจะส่งผลภายในชาตินี้ก็เป็นได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงอาฆาตของเจ้ากรรมนายเวรที่มีต่อตัวผู้กระทำกรรมนั้น อย่างที่สมัยนี้เรียกว่า ‘กรรมติดจรวด’

                หรือผมกำลังถูกกรรมชั่วเล่นงาน ผมกำลังจะตายอย่างนั้นหรือ ?

                ไม่มีทาง! ก็บอกแล้วนี่ว่าผมไม่ใช่คนหัวอ่อน ผมรู้ดีหรอกว่าหากถูกลากไปเรื่อยๆ ผมก็คงต้องตายในรถ ดีไม่ดี รถอาจจะพุ่งลงเหวไปเลยก็ได้

                เช่นนั้นอาจถึงเวลาต้องเสี่ยง!

                ผมหยิบยาบ้า ยาอี ยาไอซ์ที่ติดตัวมากรอกเข้าปากรวดเดียว จากนั้นจึงใช้มือปลดเข็มขัดนิรภัยออก ปลดล็อกประตูเพื่อเตรียมที่จะเผ่นออกนอกรถ

                ใช่! ผมตัดสินใจที่จะเสี่ยงพุ่งออกจากรถยนต์ แม้มีความเสี่ยงที่อาจต้องบาดเจ็บ แต่ก็นับว่ายังดีกว่าทนนั่งต่อไปในรถที่ใกล้จะบุบบู้บี้

                จักรยานปิศาจขี่รถเหวี่ยงไปมา จนในที่สุดผมก็รู้ว่ากำลังจะถึงทางโค้งหักศอก โค้งนี้ไม่ว่าจะเป็นรถไหน รถยนต์ รถคน รถผีก็ต้องชะลอความเร็วกันทั้งนั้น นี่แหละคือจังหวะที่ผมจะทิ้งตัวออกจากรถ

                สมน้ำหน้าไอ้ผีบ้า! พวกมึงล้างแค้นกูไม่สำเร็จหรอก!

                 และก็เป็นอย่างที่ผมคาดไว้ ความเร็วถูกลดลงจริงๆ เมื่อถึงโค้งหักศอก ผมเปิดประตูรถและทิ้งตัวออกที่ถนน ผมก้มคอและงอตัวเป็นกุ้งโดยใช้มือทั้งสองข้างประสานไว้ที่ท้ายทอย ซึ่งแน่นอนว่าการงอตัวเช่นนั้นจะทำให้หัวและคอปลอดภัย

                โครมมมมม...!

                “อ๊ากกกกกก!” เสียงกระแทกพื้นดังลั่น ผมร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดจากการกระแทกกับพื้นถนน แต่ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านทำให้ผมรู้สึกดีใจในข้อที่ว่าผมยังคงมีชีวิตอยู่ ยังคงสามารถรับรู้ความเจ็บปวดได้

                ทว่าผมลืมนึกถึงข้อนี้ไป...

                บัดนี้ผมกำลังนอนอยู่ในเลนตรงข้าม และตอนนี้ผมเห็นแสงไฟจากรถที่กำลังวิ่งสวนมา

                ผมพยายามตะเกียกตะกายให้พ้นจากถนน และผมจึงรู้ว่าการกระโดดเมื่อครู่ทำให้แขนขาของผมหักจนไม่อาจขยับได้ ผมทำได้เพียงกระดืบทีละน้อยๆ ในขณะที่ดวงไฟหน้ารถกำลังใกล้เข้ามา

                สุดท้ายผมทำได้แค่นำศีรษะและส่วนคอพ้นจากถนน ทว่าลำตัวส่วนอื่นยังอยู่ในเลนที่รถน่าจะแล่นทับ

                แล่นทับ ?

                หมายถึงผมจะต้องตาย!

                “ช่วยด้วย...ผมยังไม่อยากตาย ช่วยผมด้วย...” ผมครางขอความช่วยเหลือ

ทว่านาทีนั้นผมกลับหวนคิดถึงความคิดของตนเอง

            ขอชีวิต ? แต่ก็ควรจะรู้ไว้ ว่าการจะขออะไรใคร ก็ต้องเตรียมใจไว้ก่อนว่าเขาอาจจะไม่ให้!

                ผมรู้อยู่แก่ใจว่าเจ้ากรรมนายเวรที่ผมแย่งชิงชีวิตของเขามา เขาไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไป

                รถบรรทุกแล่นทับร่างของผมอย่างจัง! ร่างของผมนอกจากจะถูกทับแล้ว ร่างยังถูกล้อลากออกไปไกลอีกราวสามสี่ร้อยเมตร ดูเหมือนคนขับรถบรรทุกจะไม่สนใจ เขาเร่งเครื่องจนผมหลุดออกมาจากล้อ น่าแปลกที่ผมยังไม่ตายทันที บางทีอาจเป็นเพราะศีรษะและคอยังไม่โดนทับ หนำซ้ำลักษณะที่ผมหลุดออกมายังอยู่ในสภาพคล้ายๆ เดิม

                นั่นคือส่วนหัวยังคงปลอดภัยพ้นจากถนน!

ดวงตาที่เบิกโพลงทำให้ผมเห็นชัดเจนว่าด้านหลังรถบรรทุกที่แล่นทับผมไปนั้น ยังมีแสงไฟจากหน้ารถตามมาอีกคัน

                และที่ไกลๆ ออกไปก็มีอีกคัน...

                ถัดไปก็มีอีก สองคัน...สามคัน...

 

****************************************************************************************************************************************************************************************

เป็นอย่างไรบ้างครับ เรียกได้ว่ากรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามทันอย่างรวดเร็ว และสำหรับเรื่องหน้า ทุกท่านโปรดอย่าได้พลาด เพราะเป็นเรื่องที่กระผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่ง...เป็นเรื่องของหญิงสาวที่ต้องเผชิญหน้ากับความลึกลับที่ซุกซ่อนอยู่ภายในโรงแรมที่เธอเป็นเจ้าของ โปรดติดตามครับ
!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น