อัปเดตล่าสุด 2018-12-11 10:03:28

ตอนที่ 3 ซ่อนกลิ่น

สวัสดีครับ เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับจิตรกรรมเรื่องเล่าที่ถูกปรุงแต่งด้วยสีดำอันเป็นเอกรงค์แห่งความมืด เรื่องแรกคือ พรายน้ำ อันประกอบจากสีน้ำเงินที่ลึกลับ ยากหยั่งถึง และเรื่องที่สอง เหยื่อเรื่องราวที่กล่าวถึงจิตใจอันวิปริตของมนุษย์ ความโหดร้ายและการฆ่าที่สร้างสรรค์ด้วยสีแดงและสีดำ...และสำหรับจิตรกรรมเรื่องเล่าที่ท่านกำลังจะได้สัมผัสนั้น ถูกสร้างขึ้นด้วย สีชมพู

                อ่านไม่ผิดหรอกครับ...สีชมพู!

                สีชมพูที่ผมกำลังจะกล่าว...คือสีชมพูที่ถูกจรรโลงสร้างโดยกามเทพ นั่นคือสีที่แสดงถึงความรัก ความสวยงามและจิตใจที่ชื่นบานจากการหลงรัก ความสุขสมหวังในรัก ทว่า...ทุกท่านคงจำได้เมื่อครั้งก่อนที่จะก้าวเข้ายังหอแสดงศิลป์ ‘Horrorism’ แห่งนี้ จิตรกรรมเรื่องเล่าในที่แห่งนี้จะถูกสรรสร้างโดย จิตรกรแห่งความมืด ผู้ใช้สีดำเป็นเอกรงค์หลัก

                และสีดำจะถูกทาทับลงยังสีชมพู...สีที่สดชื่น หวานจับใจ พลันกลายเป็น สีม่วงดำ !

                สีม่วง...อันแสดงถึงความผิดหวัง ความเศร้าและเหงาเมื่อปราศจากรัก หรือรวมถึงสีที่แสดงความเป็นหม้าย ที่สำคัญจินตภาพที่ท่านกำลังจะได้สัมผัสไม่ใช่สีม่วงธรรมดา หากแต่เป็นสีม่วงดำ...สีม่วงอันเปี่ยมด้วยความลึกลับ น่าพรั่นพรึง

                และสิ่งสุดท้ายที่ผมจะกล่าวก่อนที่จะนำท่านเข้ายังห้องแสดงภาพ...นั่นคือผมเคยกล่าวถึงภาวะ Synesthesia ซึ่งก็คืออาการรับรู้สัมผัสหนึ่ง แล้วรู้สึกกลายเป็นอีกสัมผัสหนึ่ง เช่นการมองเห็นอักษรเป็นสี หรือการได้ยินเพลงแล้วกลายเป็นรู้สึกถึงรสชาติที่ลิ้น

                เรื่องที่ท่านจะอ่านต่อไปนี้ก็เช่นกัน...นอกจากสายตาทุกท่านที่จะมองเห็น สีม่วงดำแล้ว...อาตยนะอีกอย่างที่ท่านอาจรับสัมผัสได้ นั่นคือกลิ่นดอกไม้หอมหวน

            กลิ่นของดอกซ่อนกลิ่น!

*****************************************************

 

ซ่อนกลิ่น

 

 

            ราวกับความรู้สึกครึ่งกลางระหว่างความจริงและความฝัน นิทรารมย์ของหญิงสาวนามปานวาดกำลังถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด โดยแม้สามารถสัมผัสได้ถึงที่นอนอันอ่อนนุ่ม ทว่าปานวาดกลับรู้สึกถึงความคับแคบ ราวกับผนังรอบด้านและเพดานถูกบีบประชิดร่าง หญิงสาวพยายามลืมตาเพื่อตื่นจากฝัน หากแต่ไม่สามารถทำได้แม้เพียงขยับเปลือกตา สัมผัสเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถกระทำได้ในเวลานี้...คือการรับกลิ่น

                กลิ่นอับๆ ที่ไม่อาจอธิบายคละคลุ้งอยู่รอบตัว แม้หญิงสาวจะรู้สึกคุ้นเคย แต่กระนั้นก็ไม่สามารถนึกออกว่าเป็นกลิ่นของอะไร

                ปานวาดดิ้นรนเพื่อขยับหลีกหนีกำแพงเพดานที่ประชิดใกล้ และดูเหมือนความพยายามจะได้ผล หรืออาจเป็นเพราะเธอเริ่มตื่นจากความฝัน หญิงสาวจึงสามารถรวบรวมกำลังใจก่อนจะกระชากตัวเพื่อลุกขึ้นนั่ง

                หญิงสาวสะดุ้งตื่นทันทีเมื่อกระเด้งตัวขึ้นในท่านั่ง เธอพบว่าตนเองกำลังนั่งเหงื่อแตกอยู่บนเตียงนอน มองทางซ้ายและขวา พิจารณาแล้วก็เป็นห้องพักของตัวเอง กำแพงทั้งสี่ด้าน เพดาน พื้นก็ไม่ได้บีบร่นเข้าใกล้...หรือทั้งหมดเป็นเพียงแค่ฝันร้าย ?

                “บ้าไปแล้ว” ปานวาดสบถ หญิงสาวพยายามสูดกลิ่นในห้อง เพื่อค้นหากลิ่นแปลกๆ ที่ยังรู้สึกติดจมูกมาจากในความฝัน ทว่าไม่มีกลิ่นใดแปลกปลอมมากไปกว่ากลิ่นหอมจากดอกไม้ที่คุ้นเคย

                ปานวาดก้าวลงจากเตียง แดดอ่อนๆ ยามเช้าส่องผ่านช่องม่านหน้าต่างเข้าในห้อง หญิงสาวหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวมก่อนจะเดินไปเปิดม่านเพื่อรับแสงแดด ที่พื้นด้านล่างถัดจากบริเวณหน้าโรงแรม ทะเลอันดามันสีครามใสกำลังซัดคลื่นเข้าหาชายหาดที่เริ่มมีนักท่องเที่ยวออกมาเดินเล่นยามเช้า

                หญิงสาวยืนดูนักท่องเที่ยวในเขตชายหาดส่วนตัวบริเวณหน้าโรงแรมด้วยความภาคภูมิใจ นั่นเพราะโรงแรมระดับห้าดาวที่ถูกสร้างขึ้นกลางเกาะแห่งนี้ ตัวเธออยู่ในฐานะเจ้าของ ปานวาดริเริ่มโครงการสร้างโรงแรมบนเกาะในทะเลร่วมกับแฟนหนุ่ม หลายปีของการทุ่มเท ในที่สุดดอกผลแห่งความสำเร็จก็ผลิบานให้เห็นเป็นรูปธรรม

                ปานวาดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นชุดเดรสสีชมพูสด หญิงสาวรู้ดีว่าเจ้าของอย่างเธอมีความจำเป็นที่จะต้องทำตัวให้สดชื่นแจ่มใส เพราะหากหัวหน้าไม่เครียดแล้ว ลูกน้องรวมถึงแขกก็จะรู้สึกผ่อนคลายไปด้วย และนั่นจะส่งผลให้การทำงานทุกส่วนเป็นไปอย่างราบรื่น

                แอ๊ดดดดดด... เสียงประตูห้องถูกเปิดออก ปานวาดสะดุ้งก่อนที่จะหันไปทางต้นเสียง หญิงสาวถอนหายใจยาวด้วยเพราะคนที่กำลังเดินเข้ามานั้น คือแม่บ้านผู้รับผิดชอบดูแลชั้นเจ็ด...ชั้นบนสุดของโรงแรมที่หญิงสาวเปิดห้องพักสำหรับตัวเอง เหตุนั่นเพราะปานวาดเชื่อว่า การที่เจ้าของได้ค้างในโรงแรมนั้น จะทำให้สามารถดูแลกิจการได้อย่างเต็มที่

                ส่วนสาเหตุที่แม่บ้านเข้ามาในห้องเธอนั้น นั่นก็คือสำรับกับข้าวที่ถือเข้ามาด้วย ซึ่งปกติแล้วปานวาดจะรับประทานอาหารเช้าในห้องนอน หญิงสาวต้องการที่จะประหยัดเวลาให้มากที่สุด เพื่อเวลาที่เหลือ เธอจะได้ลงไปบริหารงานโรงแรม

                ปานวาด หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามประดุจดารานักแสดง เธอคิดว่าตัวเองน่าจะต้องตักเตือนแม่บ้านเสียบ้าง ด้วยเพราะเหตุที่เปิดประตูเข้ามาโดยที่ไม่ได้เคาะหรือขออนุญาต โดยหญิงสาวพยายามหักห้ามอารมณ์ร้อนให้เยือกเย็นลง นั่นเพราะการที่ลูกจ้างตัวเล็กๆ ถูกเจ้าของโรงแรมว่ากล่าวแรงๆ นั้น จะทำให้เสียกำลังใจอย่างมาก

                “ขอบใจจ้ะ แต่ทีหลังเคาะประตูก่อนนะ” ปานวาดพยายามใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยน ฝ่ายแม่บ้านเองก็ไม่ได้กล่าวตอบโต้เธอ เพียงแต่ยกมือขึ้นประนมไหว้

                ปานวาดถอนหายใจ หญิงสาวคิดว่าเร็วๆ นี้ เธอควรจะต้องจัดอบรมฟื้นฟูมารยาทสำหรับพนักงาน เพราะบางทีด้วยความเคยชิน หรือเพราะงานที่เร่งรัด อาจทำให้พนักงานละเลยหรือตกหล่นเรื่องมารยาทอันเป็นพื้นฐานของงานบริการโรงแรม

                หญิงสาวเปิดสำรับอาหารเช้า เธอถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ อาหารในโรงแรมของเธอนั้น ได้ชื่อว่าเป็นลำดับต้นๆ เมื่อเทียบกับโรงแรมในหมู่เกาะบริเวณนี้ อาหารเช้าที่นี่อร่อยขนาดที่ว่าเคยมีแขกเขียนรีวิวยกยอในเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

                หลังจากจัดการอาหารเช้าเรียบร้อย ปานวาดรู้สึกถึงกลิ่นแปลกๆ คลับคล้ายที่รู้สึกได้ในความฝัน กลิ่นอับๆ เหมือนของเน่า ? หากแต่เบาบางเสียจนยากจะเจาะจงว่าเป็นเรื่องจริงหรืออุปาทาน หญิงสาวพยายามเดินไปทั่วห้องเพื่อสูดกลิ่นที่อาจลอยปะปนในบรรยากาศ กระนั้นหญิงสาวก็ยังไม่สามารถระบุที่มาของกลิ่นแปลกๆ ที่ว่า

                สาเหตุหนึ่งนั่นเพราะห้องของเธอถูกประดับด้วยดอกไม้ที่หญิงสาวชอบ...ดอกซ่อนกลิ่น!

                ดอกไม้สีขาวนวล พินิจแล้วเย็นสบายตา กลิ่นหอมๆ ลอยจากดอกซ่อนกลิ่นที่ใส่ในแจกันที่อยู่ตามมุมห้อง โต๊ะ หัวเตียง ตลอดจนชั้นวางของ ทั้งที่ความจริงแล้ว เคยมีคนเตือนเธอเรื่องดอกไม้ชนิดนี้ ดอกไม้ที่ถูกใช้ในงานพิธีอัปมงคล ปานวาดเองก็รู้ หญิงสาวรู้ดีว่าดอกซ่อนกลิ่นมักถูกใช้ในงานพิธีศพ แต่ก็เพราะความสวยงามและกลิ่นหอมที่ทำให้จิตใจสบาย ปานวาดจึงปลูกต้นซ่อนกลิ่นจำนวนมากไว้ที่บริเวณสวนด้านล่างของโรงแรม

                ปานวาดยกแจกันดอกซ่อนกลิ่นขึ้นมาดมเสียทีหนึ่ง หญิงสาวต้องการที่จะลืมกลิ่นเน่าในความฝัน การทำงานยามเช้าโดยยังคิดถึงเรื่องพะอืดพะอมนั้น คงไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก และหลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสรรพ ปานวาดจึงเดินออกจากห้อง โดยล็อบบี้เป็นจุดที่เธอต้องการจะไปเป็นที่แรก

                หญิงสาวเดินผ่านลิฟต์ เธอเลือกที่จะลงบันได ไม่ใช่ว่าปานวาดอยากจะออกกำลังกายด้วยการเดินจากชั้นเจ็ดลงชั้นหนึ่งหรอก หากแต่ลิฟต์เป็นสิ่งที่เธอไม่อยากขึ้น และหากถามถึงสาเหตุ ปานวาดเองก็ไม่อาจที่จะตอบได้ แต่บางครั้งหญิงสาวก็อดคิดไม่ได้ว่า อาจเป็นภาวะความกลัวที่แคบ ด้วยเพราะบางครั้งเธอจะฝันว่าตนเองนอนอยู่ในที่แคบๆ อับๆ กำแพงและเพดานที่ประชิดตัวในความฝันนั้น ทำให้รู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก

                อย่างความฝันเมื่อตอนเช้า...ก็เช่นกัน!?

                ปานวาดเดินลงบันไดมาถึงชั้นล่างสุด และก็อย่างที่คาด เวลาสายอย่างตอนนี้ เป็นเวลาที่เรือเฟอร์รี่เที่ยวแรกกำลังเข้าเทียบท่า นักท่องเที่ยวจำนวนมากกำลังยืนต่อแถวเข้าคิวเช็คอิน ทางเคาท์เตอร์แคชเชียร์ก็ยุ่งพอกัน นั่นเพราะแขกส่วนหนึ่งกำลังทยอยเช็คเอ้าท์ เหตุก็เพราะนักท่องเที่ยวส่วนมากจะพักเพียงแค่เกาะละ 1-2 คืนเท่านั้น หลังจากนั้นพวกเขาก็จะเปลี่ยนบรรยากาศไปพักยังโรงแรมในเกาะอื่น ดังนั้นอัตราการหมุนเวียนของแขกที่เข้าพักจะสูงมาก เรียกได้ว่าช่วงเช้า โดยเฉพาะเวลาที่เรือเข้าเทียบท่านั้น ทุกโรงแรมบนเกาะจะยุ่งเสียยิ่งกว่าตลาดสะพานปลาเลยทีเดียว

                หญิงสาวเดินตรวจตราโดยพยายามสังเกตพนักงานว่ามีคนไหนที่ยังมีจุดอ่อน หรือไม่สามารถต้อนรับแขกได้อย่างเต็มที่ และหากเจอปัญหา ปานวาดก็จะเรียกมาตักเตือนเป็นการส่วนตัว เธอไม่ชอบที่จะดุด่าพนักงานต่อหน้าลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงาน เพราะนั่นหมายถึงการไม่ให้เกียรติกัน

                ปานวาดเดินมาถึงบริเวณใกล้ๆ ประตูทางเข้า ตรงนั้นเป็นตำแหน่งที่นักท่องเที่ยวนำกระเป๋าเดินทางมากองรวมๆ กันไว้เพื่อรอพนักงานนำขึ้นไปส่งยังห้องที่เข้าพัก ใกล้ๆ นั้นมีกลุ่มครอบครัวฝรั่งที่ยืนจับกลุ่มกางหนังสือนำเที่ยวคุยกัน หญิงสาวสะดุดใจที่เด็กหญิงชาวต่างชาติคนหนึ่ง อายุราวๆ 3-4 ขวบเห็นจะได้

                เด็ก ? คำๆ นี้ทำให้ปานวาดรู้สึกเสียดแปลบที่หน้าอก หญิงสาวเผลอยกมือลูบหน้าท้องของตนเอง หน้าท้องที่ตอนนี้แบนราบ แม้ในอดีตหน้าท้องของเธอจะเคยนูนด้วยเพราะมีอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่ภายใน

                ปานวาดที่บัดนี้น้ำตาคลอหน่วย เธอรู้สึกตัวว่าคงจะทำสีหน้าไม่ดีออกไป นั่นเพราะเด็กชาวต่างชาติกำลังมองมาทางเธอด้วยความสงสัย หญิงสาวเงยหน้าขึ้นพร้อมสูดลมหายใจเพื่อปรับอารมณ์ เธอคุกเข่าลงพร้อมกับเรียกเด็กฝรั่งให้เข้ามาหา ปานวาดมั่นใจว่าสีหน้าของเธอตอนนี้สามารถยิ้มแย้มได้อย่างเป็นธรรมชาติ

                เด็กน้อยเดินเข้ามาหาปานวาดด้วยความไร้เดียงสา หญิงสาวพยายามสะกดกลั้นตัวเองไม่ให้ดึงร่างเด็กน้อยเข้ามากอด เพราะหากเธอทำเช่นนั้น เด็กคงร้องไห้จ้า เพราะต่อให้ยิ้มแย้มหัวเราะอย่างไร เธอก็ยังเป็นเพียงคนแปลกหน้าในสถานที่ต่างถิ่นอยู่ดี

                ปานวาดยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กหญิง ผมสวยสีบลอนด์ทองนุ่มนิ่มราวเส้นไหม ปานวาดเองก็เคยมีโอกาสที่จะมีลูก และหากเป็นเพศหญิง เธอก็จะให้ลูกน้อยไว้ผมยาวเหมือนกับเด็กน้อยตรงหน้า

                หญิงสาวรู้ตัวดี...รู้ตัวว่าอยากได้ลูก เธออยากได้มาก...มากเสียจนสามารถทำได้ทุกวิถีทาง

                ปานวาดหยิบดอกไม้ปลอมที่ปักในแจกันทรงสูงที่ตั้งอยู่ข้างๆ เธอหยิบขึ้นมาเพียงก้านหนึ่งก่อนที่จะยื่นให้เด็กหญิงชาวต่างชาติ แน่นอนว่าเด็กน้อยดีใจมาก เธอขอบคุณเป็นภาษาอังกฤษก่อนที่จะวิ่งกลับไปร่วมกลุ่มกับครอบครัวที่ยืนดูหนังสือนำเที่ยว

                หญิงสาวเจ้าของโรงแรมรู้สึกแช่มชื่นหัวใจ ความประทับใจของแขกจะทำให้ชื่อเสียงของโรงแรมถูกเล่าขานในหมู่นักท่องเที่ยว และนั่นจะทำให้กิจการโรงแรมเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น

                “อย่าหยิบดอกไม้มาเล่นโดยพลการสิคะ” เสียงฝรั่งในกลุ่มนั้นพูด ปานวาดหันกลับไปมองก็เห็นผู้ปกครองของเด็กหญิงนำดอกไม้ปลอมมาเสียบคืนที่แจกัน อาจเพราะพวกเขาไม่ทันเห็นจังหวะที่ปานวาดหยิบดอกไม้ยื่นให้เด็กน้อย พวกเขาจึงเข้าใจผิด นึกเอาว่าเด็กหญิงหยิบเองโดยพลการ ปานวาดไม่อาจช่วยอะไรได้นอกจากยิ้มให้กำลังใจอยู่ห่างๆ

                หญิงสาวเจ้าของโรงแรมเดินออกทางประตูหน้าที่เปิดกว้าง นั่นเพราะเวลานี้ไม่มีพนักงานที่คอยยืนประจำที่เพื่อปิดเปิดประตูให้แขก เหตุก็เพราะความยุ่งที่มาจากปริมาณของแขกที่หมุนเวียนเข้าออก ทำให้แม้แต่พนักงานบริการเปิดประตูต้องทำหน้าที่ช่วยยกกระเป๋าด้วย

                ปานวาดเดินออกมายังด้านนอกเพื่อสูดรับอากาศบริสุทธิ์ แสงแดดยามสายร้อนแรงกว่าเวลาเช้า ที่ชายหาดส่วนตัวหน้าโรงแรมไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้ว ซึ่งต่างกับนักท่องเที่ยวฝรั่งที่ไม่กลัวความร้อน โดยเฉพาะบางรายที่นอนอาบแดดเสียด้วยซ้ำ

                หญิงสาวตรวจความเรียบร้อยด้านหน้าโรงแรม เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เธอจึงเดินอ้อมไปยังสวนหย่อมที่อยู่ด้านข้าง ที่ตรงนั้นมีชิงช้าให้นั่งสบายๆ รวมถึงมีต้นซ่อนกลิ่นที่ออกดอกสีขาวนวล ด้วยความสวยงามและกลิ่นหอมเย็นๆ จึงทำให้ที่นั่งบริเวณนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว

                ปานวาดนั่งไกวชิงช้าเพียงลำพัง ทว่าราวกับความรู้สึกอันลวงหลอน หญิงสาวสัมผัสบางอย่างที่หางตา มันอยู่ตรงในสวนต้นซ่อนกลิ่นนี้แน่ๆ ? ปานวาดแน่ใจว่ามันเป็นเงาดำๆ ลักษณะรูปร่างเป็น ‘คน’ อย่างแน่นอน แต่เมื่อหันไปมองก็หาได้พบสิ่งผิดปกติอื่นใด หญิงสาวจึงพยายามทำใจให้เป็นปกติ บางทีความเครียดที่จู่โจมเธอในเวลานี้อาจทำให้ความรู้สึกผิดเพี้ยน

ความเครียดของปานวาด...มาจากสิ่งกระตุ้นเมื่อสักครู่ นั่นก็คือการได้เห็นเด็กเล็กๆ ที่มาท่องเที่ยวกับครอบครัว!?

                ปานวาดใช้มือลูบที่หน้าท้องอีกครั้ง ความรู้สึกเศร้าสร้อยทาทับหัวใจอย่างเฉียบพลัน ราวกับปรากฏโพรงลึกล้ำไร้ที่สิ้นสุดตรงกลางใจ มันเป็นรอยแผลร้าวลึกที่ไม่อาจมีวันแก้ไข นั่นเพราะวันนั้น...วันที่ปานวาดสามารถจดจำได้อย่างแม่นยำ

                วันที่เธอเสียลูกในท้อง!?

                …

                ประภาส แฟนหนุ่มของปานวาด เขาเป็นคนรักที่ดี หญิงสาวยังจำวันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกัน ชายหนุ่มที่หน้าตานอกจากจะหล่อเหลาระดับกระชากใจแล้ว เขายังมีเสน่ห์ในการพูด ซ้ำยังใจกว้างจนทำให้มีแต่คนรัก ทั้งหมดเหล่านี้เป็นข้อดีของชายหนุ่ม

                ปานวาดและประภาสคบหาดูใจท่ามกลางความอิจฉาของเพื่อนๆ และถึงแม้ทั้งคู่จะอยู่กินโดยที่ไม่ได้แต่งงาน แต่คนทั้งสองก็ควงคู่กันออกงานกันอยู่บ่อยๆ และเมื่อสังคมระดับไฮโซยอมรับความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง ชายหนุ่มจึงเสนอให้ปานวาดร่วมกันลงทุนกับเขา

                ...ลงทุนเปิดกิจการโรงแรมบนเกาะในทะเลอันดามัน

                และในเวลานั้นเอง ที่ปานวาดได้รับข่าวดีในชีวิตถึงสองอย่าง นั่นคือโรงแรมเสร็จสมบูรณ์ด้วยความหรูหรามีระดับ ส่วนอีกเรื่องนั่นก็คือ หญิงสาวกำลังจะมีทายาท...เธอกำลังจะเป็นแม่คน!

                อาจเป็นเพราะความตื่นเต้นถึงสองเรื่องที่เข้ามาในชีวิตพร้อมๆ กัน ปานวาดจึงไม่ทันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของประภาส นั่นคือชายหนุ่มเริ่มเที่ยวเตร่ มักมีข้ออ้างในการออกนอกบ้าน รวมถึงดื่มสุราเมามายเป็นประจำ ทีแรกหญิงสาวก็ยังไม่ได้ว่าอะไร หากแต่ระยะหลังพฤติกรรมเริ่มหนักข้อมากขึ้น

                ที่หนักสุด นั่นก็คือประภาสได้พาผู้หญิงอื่นเข้าบ้าน!

                การทะเลาะเบาะแว้งจึงเริ่มขึ้น ซ้ำยังมีปัญหาที่โรงแรมประสบปัญหาขาดทุน เหตุเพราะอ่อนด้อยการประชาสัมพันธ์ นักท่องเที่ยวจึงไม่รู้จัก สองเรื่องที่เป็นความเครียดถาโถมเข้าหาปานวาดดุจดั่งพายุคลั่ง ประภาสผู้แทนที่จะเป็นคู่คิด กลับยื่นคำขาดขอแบ่งสมบัติ หนำซ้ำยังจะขอสิทธิ์เพื่อดูแลลูกแต่เพียงฝ่ายเดียว

                แน่นอนว่า ‘เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร’ ยิ่งจะต้องเสียสิทธิเลี้ยงลูกยิ่งแล้วใหญ่ ปานวาดหาได้ยินยอมในข้อต่อรองไม่ เรื่องราวลุกลามจนญาติผู้พี่ของประภาส...ทนายประพัฒน์ เสนอตัวเพื่อไกล่เกลี่ยเรื่องให้จบลงด้วยดี

                กระนั้นความบาดหมางก็ไม่อาจหาจุดลงตัวได้ การทะเลาะ การหมางเมิน รวมถึงการดูถูก ด่าว่ากระทบกระทั่งเริ่มใหญ่โตรุนแรงแปรผันตามขนาดครรภ์ของปานวาด แม้แต่ทนายประพัฒน์เองก็ไม่สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ ด้วยเหตุนี้ ระยะหลังหญิงสาวจึงตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับประภาสโดยไม่ผ่านคนกลาง

                ...เมื่อไม่มีคนกลาง และเป็นปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้ ประภาสจึงยืนยันว่า นอกจากลูกแล้ว เขายังต้องการสมบัติทั้งหมดของเธอ โดยเฉพาะโรงแรมใจกลางเกาะ ที่ถึงแม้จะประสบปัญหาขาดทุน แต่ถ้าหากนำมาขายทอดตลาด มูลค่าที่ดินบวกกับตัวโรงแรม ก็จะทำเงินในระดับที่สามารถนั่งกินนอนกินได้ตลอดชีวิต แต่แน่นอนว่าปานวาดย่อมไม่ตกลง นั่นเพราะทั้งลูก ทั้งโรงแรมเป็นความฝันของเธอ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะยกให้ใคร

เมื่อไร้ข้อตกลง ในที่สุดความรุนแรงก็เกิดขึ้น มันเริ่มจากการด่าทอกล่าวโทษซึ่งกันและกัน ต่อมาความรุนแรงก็เริ่มบานปลาย จากคำพูด...สู่การกระทำ

                ปานวาดผู้เป็นสตรีเพศ เธอโดนทำร้ายร่างกายบ่อยครั้ง แม้หญิงสาวจะพยายามชี้แจงว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ ทว่าไม่อาจหยุดยั้งความโหดร้ายของอดีตคนรักได้ และแล้วการตบตีครั้งหนึ่งก็ทำให้หญิงสาวเซจนตกบันได

                ...ทำให้ปานวาดแท้งลูก!

                แน่นอนว่าแม้ประภาสจะโศกเศร้าเสียใจจากการสูญเสียลูก หากแต่การแสดงความเสียใจนั้น ไม่อาจบรรเทาความเคียดแค้นชิงชังในหัวใจของปานวาดได้ ยิ่งคดีถูกอำนาจมืดพลิกให้กลายเป็นอุบัติเหตุ การสืบสวนเชิงลึกจึงไม่ได้เกิดขึ้น และนั่นเท่ากับว่า ลูกในครรภ์ของหญิงสาว...ตายฟรี!

                ทันทีที่ปานวาดออกจากโรงพยาบาล แทนที่หญิงสาวซึ่งอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจจะพักผ่อนร่างกายให้ฟื้นฟู แต่กลับหาได้เป็นเช่นนั้น เธอตรงดิ่งไปยังบ้านพักของประภาส หญิงสาวตั้งใจที่จะจบปัญหานี้ให้ได้

                …

                และบัดนี้ ปัญหาได้ถูกจบลงแล้ว ปานวาดจัดการปัญหานั้นด้วยมือของเธอเอง ทำให้ไม่ต้องเห็นหน้าประภาสอีก...เขาไม่มีวันที่จะมายุ่งเกี่ยวกับเธอได้อีก รวมถึงในเวลาต่อมา กิจการโรงแรมที่ซบเซา ก็กลับรุ่งเรืองเจริญมั่งคั่ง ดูเหมือนช่วงเวลาอันเลวร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว

                ...

                ปานวาดลุกจากชิงช้า หญิงสาวรับรู้ถึงความทรงจำที่เจ็บปวด ความทรงจำที่แม้ตั้งใจจะลืม ทว่ากลับเด่นชัดราวกับพึ่งเกิดเมื่อวันวาน แต่ตอนนี้ หญิงสาวรู้ดีว่าควรที่จะอยู่กับปัจจุบัน เธอจึงลุกขึ้นเพื่อเดินกลับเข้าในโรงแรมที่แขกน่าจะเริ่มซาลงแล้ว

                ประตูทางเข้าถูกเปิดด้วยพนักงานที่กลับเข้าประจำตำแหน่ง ปานวาดขอบคุณก่อนที่จะเดินเข้าด้านใน พนักงานต้อนรับที่ยืนอยู่ด้านในยกมือไหว้พร้อมกัน หญิงสาวยิ้มและตั้งใจจะเอ่ยปากทักทายพวกเขา ทว่าเวลานั้นเองที่ปานวาดต้องตกใจเมื่อมีร่างของใครคนหนึ่งเดินแซงขึ้นมาจากด้านหลัง เขาคนนั้นแซงเธอเข้าไปในโรงแรมด้วยความรีบเร่ง

                ทนายประพัฒน์ ?

                ปานวาดสะกดกลั้นความโกรธที่โดนเดินแซงอย่างไร้มารยาท แต่หญิงสาวผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าของโรงแรมก็รีบปรับอารมณ์ให้เย็นลงในทันที บางทีทนายประพัฒน์อาจมาในฐานะแขกที่มาเที่ยวเป็นการส่วนตัวก็เป็นได้ คิดได้เช่นนั้น หญิงสาวจึงเดินเข้ายังด้านใน ดูเหมือนประพัฒน์จะเดินไปทางอื่นเสียแล้ว เธอจึงมองไม่เห็นตัวเขาอีก แต่ที่เห็นกำลังคุยกับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ นั่นก็คือนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง

                “ผมคิดว่าข้างบนมีกลิ่นแปลกๆ นะครับ” นักท่องเที่ยวชาวไทยบอกกับพนักงานโรงแรม

                “กลิ่นลักษณะอย่างไรคะ จากชั้นไหน เดี๋ยวจะได้แม่บ้านไปดูให้ค่ะ” พนักงานตอบด้วยความสุภาพ

                “กลิ่นคล้ายๆ หนูตายค่ะ แต่ไม่แน่ใจเพราะกลิ่นจางเหลือเกิน”

                “กลิ่นจากชั้นเจ็ดค่ะ ที่ไม่แน่ใจเพราะดูเหมือนโรงแรมจะใช้น้ำยาปรับอากาศ จำพวกกลิ่นดอกไม้น่ะค่ะ ทำให้พวกเราเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นกลิ่นหนูตายจริงๆ ไหม” นักท่องเที่ยวที่มาด้วยกันเสริม

                เหตุการณ์หลังจากนั้นก็คือ แม่บ้านของโรงแรมประจำชั้นเจ็ดแจ้งลงมายังเคาน์เตอร์ว่ามีกลิ่นอับๆ จางๆ จริง แต่ไม่สามารถค้นหาได้ว่ามาจากที่ไหน ดังนั้นแม่บ้านจึงได้ฉีดสเปรย์ดับกลิ่นเพิ่มเติมไว้เป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า ซึ่งเรื่องกลิ่นแปลกๆ นี้ ปานวาดไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะเธอเองก็พักอยู่ที่ชั้นเจ็ด แม้เมื่อเช้าจะได้กลิ่นอับๆ บ้าง แต่การกล่าวร้ายว่าเป็นกลิ่นของหนูตายนั้น ออกจะเกินเหตุไปมาก

                ปานวาดเดินขึ้นบันไดเพื่อไปพักผ่อนบนห้อง เช้านี้ดูเหมือนจะมีเรื่องให้คิดวิเคราะห์มากมายเสียจริง รวมถึงมีเรื่องที่ต้องกังวลอยู่บ้าง นั่นก็คือทนายประพัฒน์ที่พบบริเวณประตูโรงแรม เขามาทำไมกัน ? หรือจะมาเพียงแค่ท่องเที่ยวอย่างที่คิด หญิงสาวรู้สึกปวดจี๊ดๆ ที่ศีรษะ เวลานี้เธอรู้ตัวว่าควรลดละปล่อยวางความกังวล

                ทว่าเมื่อขึ้นไปได้ชานพักบันไดอันมีหน้าต่างที่สามารถมองเห็นบริเวณสวนหย่อมด้านล่างของโรงแรม ปานวาดเห็นเงาของใครบางคนที่ยืนอยู่ในสวนดอกซ่อนกลิ่นนั้น

                เธอจำลักษณะท่าทางนั้นได้...เงานั้นคือประภาส!?

                ท่ามกลางแสงสลัวในเงาไม้ ปานวาดยังสามารถมองเห็นได้ชัดว่าร่างนั้นไม่เหมือนประภาสในยามปกติ นั่นเพราะใบหน้าที่ซีดเซียว ผมเผ้ายุ่งเหยิงรุงรัง ส่วนหน้าท้องมีลักษณะบวมอืด ใบหน้าของอมนุษย์กำลังมองขึ้นมายังตัวเธอ เลือดสดๆ สีแดงดำทะลักออกจากด้านบนของศีรษะ ไหลอาบท่วมทั้งใบหน้า

                “ว้าย!” ปานวาดอุทาน หญิงสาวรับรู้ได้ถึงความกลัวที่แล่นขึ้นสมอง จนเกือบจะกรีดร้อง ทว่าเธอยังหักห้ามตัวเองได้ นั่นเพราะอาจทำให้แขกในโรงแรมตกใจ ปานวาดรีบวิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นเจ็ด เมื่อถึงห้องนอน เธอรูดม่านปิดหน้าต่าง กระโดดขึ้นเตียงก่อนที่จะเผลอหลับไปในที่สุด

                …

ในความมืด ปานวาดรู้สึกถึงความอึดอัดจากเพดานที่อยู่ต่ำจนชิดใบหน้า รวมถึงผนังที่อยู่ติดประชิดตัว หญิงสาวทั้งอึดอัด ทั้งกลัว เธอใช้มือสัมผัสไปรอบกายจึงพบว่าตนเองอยู่ในที่แคบ ที่ซึ่งมีผนังรอบด้าน

“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ ช่วยด้วย!” ปานวาดร้องขอความช่วยเหลือ ทว่าเสียงที่เปล่งจากลำคอมีเพียงแค่ความแหบแห้งเท่านั้น หนำซ้ำเวลานี้หญิงสาวเริ่มได้กลิ่นประหลาดอีกครั้ง และคราวนี้เธอเริ่มแน่ใจแล้วว่ากลิ่นพิลึกๆ นี้คือกลิ่นที่ผสมผสานกันระหว่างกลิ่นสองประเภท

กลิ่นเน่าของศพ!

กับกลิ่นของดอกซ่อนกลิ่น!?

ปานวาดรู้สึกคลื่นเหียนจากทั้งความกลัวและความขยะแขยง หญิงสาวตัดสินใจลุกพรวดขึ้นทั้งๆ อย่างนั้น และเธอจึงพบว่าตอนนี้เป็นเวลากลางคืน และตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องสุดหรูชั้นเจ็ด

                และเวลานั้นเองที่หญิงสาวรู้สึกด้วยสังหรณ์ ว่าเวลานี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียวในห้อง ที่มุมข้างตู้เย็นนั้น มีใครบางคนที่อาศัยเงามืดยืนแอบอยู่

                “ใคร ? ใครน่ะ ?” ปานวาดร้องถามเสียงสั่น หรือจะเป็นคนร้าย ? โจร ?

                ร่างในเงามืดไม่ตอบ หากแต่เดินก้าวออกมาด้านหน้า ให้ตายเถอะ! ใบหน้าที่เห็นนั้น หญิงสาวไม่มีวันลืม มันเป็นใบหน้าของผู้ชายที่เธอเคยรัก รวมถึงเป็นใบหน้าของคนที่ฆ่าลูกในท้อง

                ...เป็นหน้าเน่าเฟะที่หญิงสาวเห็นยืนอยู่ในดงต้นซ่อนกลิ่นที่สวนของโรงแรม!?

                ปานวาดกระเด้งตัวลงจากเตียง เธอถอยกรูดไปชิดประตูด้วยความหวาดหวั่น ยิ่งตรงกลางของม่านที่ปิดไม่สนิท ทำให้แสงจากภายนอกเล็ดรอดเข้ามา เธอจึงสามารถมองเห็นใบหน้าของประภาสได้ มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าที่เห็นในครั้งแรก

                ใบหน้าอืดเน่าเขียวคล้ำ ลิ้นม่วงจุกปากที่เต็มไปด้วยขี้ดิน ลำตัวขึ้นอืดบวมเป่งไม่แพ้ใบหน้า และที่แย่ยิ่งกว่า นั่นก็คือเลือดสีแดงเน่าๆ ที่กำลังไหลรินจากหน้าผาก

                “กรี๊ดดดดดดดดดด!!!” ปานวาดกรีดร้องลั่น พยายามทุบประตูเพื่อที่จะหนีออกด้านนอก ทว่าไม่ทัน สติของเธอดับวูบไปเสียก่อน

                ...

                ปานวาดสะดุ้งตื่นอีกครั้งเมื่อภายในห้องเต็มไปด้วยแสงสว่างยามเช้า ทว่ารุ่งอรุณวันนี้ช่างต่างกับเมื่อวานนัก หญิงสาวไม่รู้สึกสดชื่นเช่นทุกครั้ง กลิ่นสาปเน่าปนกับดอกซ่อนกลิ่นคละคลุ้งอยู่เต็มห้อง นอกจากนั้นหญิงสาวยังได้ยินเสียงเอะอะด้านล่าง ปานวาดจึงเดินไปเปิดม่านหน้าต่างดู

                รถตำรวจ!?

                นอกจากรถตำรวจที่มากันหลายคันแล้ว ยังมีรถของสื่อมวลชน ช่างภาพ รวมถึงบรรดาไทยมุงที่ออกันอยู่เต็มบริเวณสวนหย่อม ทั้งพนักงาน ทั้งแขกชาวไทย ชาวต่างชาติ ต่างพากันยืนจับกลุ่มวิจารณ์

                “นี่มันบ้าอะไรกัน!” ปานวาดร้องลั่น มีเหตุการณ์สำคัญถึงขนาดตำรวจและสื่อมวลชนมากันเป็นกองทัพ แล้วไฉนเธอผู้เป็นเจ้าของโรงแรมถึงไม่รู้เรื่อง หญิงสาวรีบออกจากห้อง ตรงไปยังลิฟต์เพื่อที่จะลงไปชั้นล่าง

                ลิฟต์!?...เธอเข้าลิฟต์ไม่ได้ ?

                ปานวาดนึกถึงอาการกลัวที่แคบ แต่นี่ไม่ใช่เวลามานั่งวิเคราะห์หาสาเหตุ หญิงสาวรีบวิ่งลงบันไดเพื่อไปให้ถึงชั้นหนึ่งโดยเร็ว และนั่นทำให้ปานวาดได้เห็นสภาพสวนหย่อม...สวนที่เต็มไปด้วยดอกซ่อนกลิ่น

                เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานขุดพื้นดินเสร็จเรียบร้อย หลักฐานที่อยู่ใต้ดินปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

                มันคือศพ! ปานวาดจำลักษณะและเสื้อผ้าของศพซึ่งเหมือนกับวิญญาณที่เผชิญหน้าเมื่อคืน มันเป็นร่างวิญญาณที่บวมขึ้นอืด อีกทั้งเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน

                ศพของประภาส!?

                ปานวาดขาสั่น เธอต้องรีบถอยออกมาจากตรงนั้นก่อนที่จะมีใครสังเกตเห็น ใช่! เป็นเพราะหญิงสาวรู้...เธอรู้อยู่แล้วว่าประภาสเสียชีวิต! เขาตายเมื่อหลายเดือนก่อน ตายตั้งแต่วันที่เธอบุกไปหาหลังจากออกจากโรงพยาบาล วันนั้นตัวเธอ ประภาส และทนายประพัฒน์ได้นัดกันเพื่อเคลียร์ปัญหา โดยคนกลางอย่างประพัฒน์เสนอว่าให้ออกเรือเพื่อไปเจรจานอกฝั่ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ลับหูลับตาลูกน้องพนักงาน

                หญิงสาวยังจำได้...จำความรู้สึกสะใจที่ได้ล้างแค้นด้วยมือของตัวเอง แป๊บเหล็กที่หวดตรงศีรษะ โครมเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผู้ชายจัญไรสลบ และการซ้ำอีกสองสามครั้งก็ทำให้ลมหายใจของเขาหยุดลง

                แล้วทำไมศพของประภาสถึงมาอยู่ในสวนของโรงแรม ? จะว่าไปความทรงจำหลังจากที่ลงมือฆ่าประภาสนั้นช่างเลือนราง มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อเหตุการณ์ร้ายๆ ได้ผ่านพ้น โรงแรมกลับมาเจริญรุ่งเรือง เพียงเท่านี้หญิงสาวเองก็พอใจแล้ว

                พนักงานสอบสวนนำผู้ต้องหาไปยังจุดต่อไป ปานวาดที่ปะปนในฝูงชนนึกสงสัยว่าตำรวจจับใครที่ไหนมาเป็นจำเลย ก็เพราะหญิงสาวแน่ใจว่า เธอเองที่เป็นคนฆ่าประภาส

                ฆ่าผู้ชายเลวๆ อย่างนั้นด้วยมือของตัวเอง!

                ด้วยความสงสัย ปานวาดตัดสินใจฝ่าฝูงชนเพื่อตามติดตำรวจ หญิงสาวนึกโมโหพนักงานโรงแรมอยู่เหมือนกัน ที่ไม่มีใครที่คิดจะมาแจ้งเจ้าของโรงแรมอย่างตัวเธอ

                ทว่าเมื่อหญิงสาวตามเข้ามาถึงล็อบบี้ เธอถึงกับสบถ นั่นเพราะตำรวจและผู้ต้องหากำลังจะเดินเข้าไปในลิฟต์ ปานวาดรู้ดีว่าเธอไม่อาจตามเข้าไปในที่แคบอย่างลิฟต์ได้ กระนั้นปานวาดก็ไม่ย่อท้อ เธอตัดสินใจวิ่งขึ้นบันไดเพื่อดักรอลิฟต์

                หากแต่ลิฟต์ที่เคลื่อนขึ้นด้านบนนั้น ไม่ได้หยุดแวะที่ชั้นไหนเลย มันพุ่งตรงขึ้นยังชั้นบนสุด...นั่นคือชั้นเจ็ด

                ปานวาดขึ้นบันไดมาทันกันที่ทางเดิน กลุ่มตำรวจอยู่กับผู้ต้องหาเดินนำหน้า สื่อมวลชนเดินตามติด และที่รั้งท้ายคือขบวนไทยมุง ปานวาดพยายามชะเง้อคอเพื่อมองใบหน้าของคนร้าย

                ทว่าด้านท้ายขบวน...ที่ยืนอยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้ คือดวงวิญญาณของประภาส!?

                ร่างเน่าเฟะที่ขวางทางนั้น ดูเหมือนจะไม่มีคนอื่นที่สามารถมองเห็น ดวงวิญญาณประภาสกำลังชี้หน้าเธอพร้อมหัวเราะลั่น ปานวาดทั้งกลัว ทั้งโมโห รวมถึงไม่สามารถเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น

                ดูเหมือนวิญญาณตายโหงจะรับรู้ถึงเรื่องที่ปานวาดไม่เข้าใจ ผีร้ายจึงชี้มือไปยังกลุ่มตำรวจที่บัดนี้ยืนอยู่ที่หน้าห้องพักหรู...ห้องของปานวาด!?

                “มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” หญิงสาวตะโกนถามพร้อมกับพยายามแทรกตัวเข้าไป แต่ดูเหมือนตำรวจจะไม่ได้ยิน เขาสั่งให้พนักงานไขประตูห้องเพื่อเปิดเข้าข้างใน

                “อย่าถือวิสาสะเปิดนะคะ เจ้าของห้องอยู่ตรงนี้” ปานวาดร้องบอก ทว่าดูเหมือนเสียงจ้อกแจ้กจากบรรดาไทยมุงจะดังกลบเสียงอุทธรณ์ของหญิงสาว

                และทันทีที่ประตูถูกเปิดออก ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างยกมือขึ้นปิดจมูก

                “เหม็นเน่า!” ตำรวจนายหนึ่งพูด

                ปานวาดพยายามสูดกลิ่น ทว่าหญิงสาวรับรู้ได้เพียงกลิ่นของดอกไม้...ดอกซ่อนกลิ่น ซึ่งการที่กลิ่นจะแรงไปบ้างก็ไม่แปลก นั่นเพราะแจกันดอกไม้ถูกจัดไว้ในห้องเป็นจำนวนมาก

                แต่กลิ่นดอกไม้...ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่กลิ่นเน่า!?

                ประตูห้องถูกเปิดจนกว้าง ทุกคนในที่นั้นต่างใช้มืออุดจมูก ปานวาดขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ดอกซ่อนกลิ่นเน่าเสียหรืออย่างไร แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่น่าที่จะเหม็นได้ขนาดนี้

                คนที่เข้าไปในห้องมีเพียงกลุ่มตำรวจและจำเลย ปานวาดจึงได้โอกาสแทรกตัวเข้าไปในห้องได้ ตอนที่หญิงสาวกำลังจะเข้าไปในห้อง หางตาเธอยังเหลือบไปเห็นวิญญาณของประภาสที่ยืนหัวเราะอยู่ห่างๆ

                ในห้องของปานวาด ไม่มีสิ่งใดผิดแผกไปจากที่หญิงสาวตื่นนอนเมื่อครู่ ทุกอย่างเรียบร้อยดี ผ้าคลุมเตียงเรียบตึง หมอนจัดวางไว้ถูกตำแหน่ง ทั้งเตียง ทั้งโซฟา เรียบร้อยสมกับเป็นโรงแรมชั้นนำ

                “ซ่อนอยู่ในนี้ใช่ไหม” ตำรวจหันไปถามจำเลยพร้อมกับชี้มือไปที่เตียงนอน เมื่อจำเลยพยักหน้า นายตำรวจจึงสั่งความกับกองพิสูจน์หลักฐานที่เตรียมแชลงมาพร้อม ปานวาดสังเกตเห็นนักข่าวที่นอกห้องยกกล้องขึ้นสูงเพื่อเตรียมเก็บรูปในวินาทีสำคัญ

                ฟูกที่นอนถูกยกออก ผู้คนผงะหน้าหนีพร้อมปิดจมูก ปานวาดไม่เข้าใจในปฏิกิริยาของเขาเหล่านั้น กลิ่นผิดปกติเท่าที่สัมผัสได้นั้น มีเพียงกลิ่นของดอกซ่อนกลิ่นที่ฉุนรุนแรง

                เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานใช้แชลงงัดแผ่นไม้ใต้ที่นอน เมื่องัดออกจึงพบว่ามันเป็นเพียงชั้นแรกเท่านั้น ปานวาดเองก็พึ่งรู้ว่าเตียงที่เธอนอนอยู่ทุกวันนั้น ด้านใต้แผ่นไม้ถูกบุอีกชั้นด้วยแผ่นที่หุ้มด้วยผ้าพลาสติกผืนหนา

                “กลิ่นเน่าแรงมาก ช่วยงัดชั้นที่สองนี้ด้วยครับ” นายตำรวจสั่ง ถึงตอนนี้แสงแฟลชยิงกันวูบวาบ

                แผ่นไม้หุ้มพลาสติกถูกแกะออก คราวนี้ทุกคนในห้องถึงกับพูดไม่ออก แม้แต่ปานวาดเองก็เข่าอ่อนด้วยเพราะไม่เข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้น

                ช่องใต้เตียงถูกบุรอบด้านด้วยแผ่นหุ้มผ้าพลาสติก ในช่องสี่เหลี่ยมแคบๆ นั้นถูกอัดแน่นด้วยดอกซ่อนกลิ่น แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับ ‘ร่าง’ ที่ซ่อนอยู่ตรงกลาง ซ่อนอยู่ท่ามกลางดงของดอกซ่อนกลิ่น

                ศพของปานวาด!?

                แม้ร่างของตัวเธอจะเน่าเปื่อยไปหลายส่วน แต่ปานวาดย่อมจำตัวเองได้ ทั้งเสื้อผ้า ทั้งลักษณะรูปร่าง เธอสามารถจำได้อย่างแน่ชัด ศพตัวเธออยู่ที่ใต้เตียง หนำซ้ำยังเป็นเตียงที่นอนหลับอยู่ทุกคืน

                “ทำไมถึงฆ่าแล้วเอาศพไว้ที่ใต้เตียง” นายตำรวจถามจำเลย

                ตอนนั้นเองที่ปานวาดได้เห็นใบหน้าของฆาตกร...เขาคือทนายประพัฒน์!?

                ฆาตกรไม่ตอบ เขาได้แต่นิ่งก้มหน้า ต่างจากหญิงสาวที่ยืนอ้าปากค้าง ความทรงจำขณะเสียชีวิตกำลังหวนกลับสู่ตัวเธอ บางทีการที่เธอจำเหตุการณ์บางส่วนไม่ได้นั้น อาจเป็นเพราะแรงช็อคจากการเสียชีวิต

                ...วันนั้น วันที่หญิงสาวตรงไปยังบ้านของประภาสเพื่อจัดการปัญหา ทนายประพัฒน์แนะนำให้ประภาสและตัวเธอขับเรือออกยังกลางทะเล โดยประพัฒน์ชี้แจงว่าจะจัดการทุกอย่าง และที่หญิงสาวยอมออกทะเล นั่นก็เพราะประพัฒน์แอบส่งข้อความถึงตัวเธอ ว่ามีแผนที่จะกำจัดประภาสให้พ้นจากชีวิต

                ปานวาดตอบตกลงในทันที เพราะนั่นเป็นโอกาสแก้แค้นคนที่ฆ่าลูกในท้อง

                ...แต่หญิงสาวหาได้ชะล่าใจแผนการของประพัฒน์ หรือบางทีประภาสเองก็อาจถูกประพัฒน์หลอกในทำนองว่าจะช่วยกำจัดปานวาดเช่นเดียวกัน

                ท่อนเหล็กถูกยัดใส่มือของหญิงสาว หลังจากที่ประภาสดื่มเครื่องดื่มผสมยานอนหลับจนสลบไสล ประพัฒน์สั่งให้ปานวาดหวดท่อนเหล็กให้ตรงศีรษะ โดยที่หญิงสาวหารู้ไม่ว่า ตนเองจะต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป!

                ปานวาดที่ถูกฟาดศีรษะเป็นรายที่สองต่อจากอดีตสามี หญิงสาวที่จวนเจียนจะเสียชีวิตพยายามถามเหตุผลของการฆาตกรรม นั่นเพราะคิดอย่างไรประพัฒน์ก็ไม่น่าที่จะได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง

                ทว่าไม่ใช่! ทนายประพัฒน์หยิบเอกสารขึ้นมาแสดง มันเป็นกระดาษที่มีลายเซ็นของตัวเธอและประภาส แน่นอนว่าหญิงสาวไม่เคยเห็นเอกสารฉบับนี้มาก่อน ลายเซ็นที่เห็นก็ไม่ใช่ของเธอ

มันเป็นเอกสารปลอม!

ในนั้นเขียนระบุการโอนหุ้นทั้งหมด...ทั้งของเธอ ทั้งของประภาส หุ้นและทรัพย์สมบัติทุกอย่างในโรงแรมบนเกาะแห่งนี้ได้ถูกยกให้ประพัฒน์ ผู้มีศักดิ์เป็นญาติของประภาส

“ทำไมถึงฆ่าแล้วเอาศพไว้ที่ใต้เตียง” นายตำรวจถามฆาตกรอีกครั้ง

ประพัฒน์ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก เขามองตำรวจและสื่อมวลชนอย่างท้าทาย

“โรงแรมกลางเกาะเป็นความฝันของผม ผมจึงต้องจัดการพวกเขา และนำมาบริหารเอง”

“แล้วทำไมไม่ฝังเหมือนกับศพของประภาส” นักข่าวคนหนึ่งตะโกนถาม

ทนายประพัฒน์หัวเราะลั่น ส่วนปานวาดตัวสั่นด้วยความกลัว

“ศพของประภาสถูกฝังในทิศตามหลักโหราศาสตร์ที่จะทำให้การค้ารุ่งเรือง ส่วนที่ซ่อนศพปานวาดไว้ใต้เตียง นั่นก็เพื่อให้กิจการโรงแรมรุ่งโรจน์ด้วย” ฆาตกรโหดอธิบาย

ปานวาดถึงกับอึ้ง เธอเคยได้ยินว่าบางโรงแรมในสมัยก่อน จะมีห้องหนึ่งที่มีศพเก็บไว้ใต้เตียง เพื่อเป็นเคล็ดให้ทำมาค้าขึ้น แต่นี่เป็นตัวเธอเองที่กลายเป็นศพ

“แล้วทำไมถึงเก็บศพไว้กับดอกไม้” นักข่าวคนหนึ่งถาม พรุ่งนี้ข่าวคงพาดหัวขึ้นหน้าหนึ่ง

“จะซ่อนศพที่เน่า ก็เลยต้องหาดอกไม้ที่มีกลิ่นแรงๆ มากลบศพไว้เพื่อ ‘ซ่อน’ กลิ่น” ทนายผู้กลายเป็นฆาตกรบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ปานวาดส่ายศีรษะ หญิงสาวไม่อยากเชื่อในเรื่องที่เกิดขึ้น เธอถอยหลังออกนอกห้อง โดยคิดว่าอาจต้องไปหาใครที่รู้จักตัวเธอ เพื่อมายืนยันว่าตัวเธอยังคงมีชีวิตอยู่ที่ตรงนี้

“น่ากลัวจริงๆ นะ” เสียงแม่บ้านที่มาร่วมเป็นไทยมุงกำลังจับกลุ่มคุยกัน หญิงสาวจึงคิดออกว่าเธอน่าจะให้แม่บ้านเหล่านี้เป็นพยานว่าตัวเธอยังคงมีชีวิต ก็ทุกเช้าแม่บ้านก็จะต้องเอาอาหารมาให้ที่ห้อง รวมถึงเมื่อวานนี้ ตอนที่เธอเดินเข้าโรงแรม ยังมีคนยกมือไหว้สวัสดี แปลว่าเธอจะต้องยังมีชีวิตอยู่ คิดได้ดังนั้น ปานวาดจึงตรงไปหากลุ่มแม่บ้าน

“ถึงว่า...คุณประพัฒน์สั่งฉันแปลกๆ ให้ใช้ห้องนี้ไหว้เจ้าที่ ให้นำอาหารมาเซ่นไหว้ทุกเช้า พูดแล้วขนลุก” ทว่าคำพูดของแม่บ้านคนหนึ่ง ทำให้หญิงสาวชะงัก

“ใช่ๆ ฉันก็ว่าห้องนี้แปลกๆ เวลาเอาสำรับอาหารมาวาง ฉันต้องยกมือไหว้เสมอ” แม่บ้านอีกคนบอก

ปานวาดตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว หญิงสาวจำได้ที่แม่บ้านที่นำอาหารมาให้ตอนเช้า แม้จะเคยอบรมแม่บ้านให้รู้จักเคาะประตูทุกครั้งที่เข้าห้อง แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่า เหตุใดแม่บ้านจึงไม่เคาะ นั่นเพราะพวกเขามองไม่เห็นตัวเธอ ส่วนที่ยกมือไหว้นั้น พวกเขาไหว้เพราะรู้สึกสังหรณ์หรือไม่ก็หวาดกลัวบรรยากาศในห้องเสียมากกว่า

ราวกับเรื่องราวที่ปะติดปะต่อในสมอง ปานวาดแข้งขาอ่อนจนต้องยืนพิงกับผนัง ประพัฒน์กลายเป็นเจ้าของโรงแรมคนใหม่ ดังนั้นก่อนที่เรื่องราวการฆาตกรรมจะเปิดเผย จึงเป็นเรื่องปกติที่พนักงานทุกคนจะต้องทำความเคารพประพัฒน์ ผู้เป็นเจ้าของโรงแรม ดังนั้นที่หญิงสาวคิดเอาเองว่าพนักงานที่ประตูหน้า เขาเปิดประตูให้เธอ รวมถึงยกมือไหว้สวัสดีนั้น...แท้จริงแล้ว เขาเปิดประตูและไหว้เจ้าของโรงแรมคนใหม่ต่างหาก...และในเหตุการณ์เดียวกันนี้เอง ที่ทนายประพัฒน์เดินแซงเธอเข้าประตูอย่างไร้มารยาท...นั่นก็เพราะไม่มีใครมองเห็นตัวเธอต่างหาก!?

หรืออาจรวมกรณีเด็กน้อยชาวต่างชาติที่รับดอกไม้จากปานวาด มีความเชื่อมาตั้งแต่ก่อน ว่าเด็กๆ อาจสามารถสัมผัสวิญญาณได้โดยง่าย ต่างกับผู้ใหญ่ เช่นนั้นแล้วจึงไม่แปลกที่ชาวต่างชาติที่เป็นผู้ปกครอง จะมองไม่เห็นเหตุการณ์ที่เธอหยิบดอกไม้ให้เด็กฝรั่ง

ทุกอย่างล้วนสอดคล้อง บรรจบกัน!?

ปานวาดรู้สึกเวียนศีรษะ หญิงสาวไม่รู้จะไปทางไหน เธออับจนที่จะคัดค้านความจริง แม้แต่ร่างเนื้อของตัวเธอก็ยังอยู่ในช่องแคบๆ ที่ใต้เตียง ความฝันที่ต้องนอนอยู่ในที่คับแคบนั้น เป็นเรื่องจริง!

“ผีคุณปานวาดเฮี้ยนจริงๆ ฉันเคยได้ยินคนเดินไปเดินมาในห้องด้วยนะ ขนลุกซู่เลย” แม่บ้านคนเดิมยังคงเล่าต่อ

“ใช่ๆ เมื่อคืนนี้ฉันก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง เสียงทุบประตู โอยยย...โรงแรมนี้ท่าทางจะอยู่ไม่ได้แล้ว” แม่บ้านอีกคนเสริม ปานวาดรู้ว่าเสียงกรีดร้องและเสียงทุบประตูเมื่อคืนนั้น เธอเองที่เป็นคนทำ เหตุก็เพราะตกใจกลัวดวงวิญญาณของอดีตสามี

“ยังดีที่ผู้จัดการเข้าใจ ให้ติดภาพพระพุทธรูปในลิฟต์ได้ ไม่งั้นจะขึ้นจะลงที กลัวแย่” ประโยคถัดมาทำให้ปานวาดเบิกตาโพลง หญิงสาวหันไปมองที่ลิฟต์ และเธอก็เห็นภาพพระพุทธที่ติดไว้ในลิฟต์ ปานวาดจึงสามารถเข้าใจได้ทันทีว่า แท้จริงแล้วตัวเธอเองนั้น หาได้กลัวที่แคบไม่

หากแต่วิญญาณตายโหงอย่างเธอนั้น หวาดกลัวพุทธคุณเสียมากกว่า

...

คนร้ายถูกจับไปดำเนินคดีแล้ว แขกก็ซบเซาลงชั่วคราวเนื่องจากคดีฆ่าคนตายที่เกิดขึ้น และเรื่องราวในครั้งนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ขึ้นสองแบบ นั่นก็คือแขกที่เข้าพักในโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมไหน เป็นต้องร้องขอให้พนักงานพลิกดูใต้เตียงเสียทุกครั้ง นั่นเพราะไม่มีแขกคนไหนที่อยากจะนอนทับอยู่บนศพ

กับอีกเรื่อง นั่นก็คือโรงแรมห้าดาวใจกลางเกาะทะเลอันดามันแห่งนี้ ภายหลังกลับกลายเป็นมีชื่อเสียง นั่นเพราะมีแขกจำนวนหนึ่งที่ต้องการมาชมหลักฐานในคดีประวัติศาสตร์ รวมถึงอีกส่วนหนึ่งที่อยากมาลองของวิญญาณเฮี้ยน ทั้งวิญญาณของประภาสที่ไม่ไปไหน ทั้งวิญญาณของปานวาดเอง ก็หาได้ไปสู่สุคติไม่ หญิงสาวยังเฝ้าวนเวียนอยู่ในโรงแรมที่ตัวเองรัก โดยดวงวิญญาณของเธอจะหลบซ่อนอยู่ตามห้องต่างๆ ในโรงแรม

หลายครั้งที่ปานวาดปรากฏกายให้แขกและพนักงานเห็น ทั้งบนเตียงว่างๆ ที่ไม่มีใครนอน ทั้งในอ่างอาบน้ำ กระทั่งมายืนดูที่ปลายเตียงแขกในยามค่ำคืน

เหตุนั่นเพราะปานวาดยังคงจดจำไว้ในสมอง เธอผู้เป็นเจ้าของโรงแรมตัวจริง

แขกไปใครมา ก็จะต้องดูแลให้ทั่วถึง!

*****************************************************

เป็นอย่างไรครับ กระผมหวังว่าท่านผู้อ่านคงสนุกสานกับ ซ่อนกลิ่นและกระผมจะดีใจยิ่ง หากเวลาที่ท่านไปพักผ่อนนอกบ้าน ท่านจะยังระลึกถึงเรื่องนี้...เรื่องที่ในที่พัก อาจมีวิญญาณ หรือเคยมีศพแอบซ่อนอยู่!



 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น