อัปเดตล่าสุด 2018-12-18 10:00:34

ตอนที่ 4 ขบวนแห่ไร้หัว

สวัสดีครับ นักอ่านทุกท่าน ก่อนที่จะก้าวเข้ายังห้องแสดงภาพวาดจากนรก...ภาพที่รังสรรค์โดยจิตรกรแห่งความมืด กระผมขอกล่าวนำทางท่านสักนิด เพื่อทุกท่านจะได้มองเห็นสีสันที่แท้จริงของแต่ละภาพ โดยเรื่องราวก่อนหน้านี้...ทั้ง พรายน้ำ ทั้ง ซ่อนกลิ่น ทั้งสองเรื่องล้วนสัมพันธ์ถึงภาพความรักอันบิดเบี้ยว...ความรักที่ถูกแต้ม ถูกทาทับด้วยสึดำแห่งจิตใจ...สีแห่งความมืดอนธการ

                สำหรับภาพต่อไป  คงกล่าวได้อย่างไม่ผิดนัก หากจะเรียกได้ว่าเป็นภาพที่ถูกจรรโลงด้วย สีขาวสีอันบริสุทธิ์ ไร้มลทิน หากเป็นความรัก...มันคือรักแท้ รักที่มีอิสระเสรี ความรักที่ไม่แบ่งแยกชนชั้นและฐานันดร

                ทว่า...ถ้าหากความรักสีขาวนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับล่ะ? ใครก็ตามที่อยากกีดกันความรักที่ดุจดั่งสีขาวบริสุทธิ์นี้ เขาเหล่านั้นก็ย่อมแต่งแต้มสีอื่นเข้าเจือในภาพ

                สีแดงแห่งโลหิต!

                สีดำแห่งความตาย!

                บัดนี้ประตูสู่ห้องภาพมรณะพร้อมที่จะเปิดให้ทุกท่านได้รับชม ภาพแห่งโศกนาฏกรรมอันก่อให้เกิดตำนานเรื่องเล่า ตำนานเล่าขานที่จะทำให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความรักของพวกเขา...ความรักสีขาวที่ไร้มลทิน

                ...เพื่อเรื่องราวความรักของพวกเขาจะได้ถูกจารึกเป็นตำนาน...ตลอดไป

 

***************************************

ขบวนแห่ไร้หัว

 

                รถยนต์ญี่ปุ่นกลางเก่ากลางใหม่เปิดไฟเลี้ยวและชะลอความเร็วลงเพื่อที่จะจอดตรงหน้าหอหญิง เมื่อรถหยุดนิ่งสนิทดีแล้ว หญิงสาวผู้มีหน้าตางดงาม ผมยาวสลวยตามสมัยนิยมก้าวลงมาจากที่นั่งข้างคนขับ ก่อนที่หญิงสาวจะปิดประตู เธอชะโงกหน้ากลับเข้าไปในรถเพื่อโบกมือลาเพื่อนผู้นั่งอยู่หลังพวงมาลัย

            “ยัยอร ชั้นว่าแกมาค้างบ้านชั้นเถอะ” เพื่อนผู้เป็นคนขับชวน ทว่าหญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ

            “ไม่ล่ะแพรว อยู่หอนี่แหละ สบายใจดี ขอบใจที่พาไปกินข้าวเย็นนะจ๊ะ” หญิงสาวตอบพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นจึงโบกมือลาเพื่อนผู้มีบ้านอยู่ในตัวเมือง

‘กัญญาอร’ เป็นหญิงสาวที่เติบโตจากเมืองหลวง...กรุงเทพมหานคร หากแต่โชคชะตาได้บันดาลให้เธอสอบติดคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และด้วยเหตุที่เธอมาจากภูมิลำเนาที่ห่างไกล ประกอบกับไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ดังนั้นกัญญาอรจึงจำเป็นต้องอยู่หอที่ทางมหาวิทยาลัยได้จัดไว้

ความจริงแล้วเดือนกรกฎาคมอย่างตอนนี้ เป็นเวลาปิดเทอม หากแต่ตัวเธอและกลุ่มเพื่อนได้นัดกันที่คณะเพื่อเตรียมการสำหรับกิจกรรมรับน้องที่จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนนี้ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้กัญญาอรต้องขึ้นมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาทำงานที่คณะฯ ในช่วงก่อนเปิดเทอม โดยเธอเลือกที่จะอยู่หอมากกว่านอนบ้านเพื่อนในตัวเมือง เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความมีอิสระส่วนตัว

“แกอยู่คนเดียวไม่กลัวเหรอวะ” ยัยแพรวยังไม่วายถามด้วยความเป็นห่วง แต่เธอจะคิดบ้างไหมว่าไอ้คำถามประเภทนี้แหละ ที่ทำให้คนถูกถามรู้สึกกลัว

“ไม่กลัวหรอก ความจริงแล้วในหอก็ยังมีคนพักอยู่นะ พี่แม่บ้านเองก็อยู่ตลอด” กัญญาอรบอกให้เพื่อนสบายใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว ตัวเธอก็เริ่มรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ขนลุกอยู่เหมือนกัน เหตุก็เพราะเมื่อตอนกลางวัน...ตอนทำงานที่คณะฯ พวกเพื่อนตัวดีดันเล่าเรื่องสยองขวัญอันเป็นตำนานของมหาวิทยาลัย...นั่นคือเรื่อง ‘ป๊อก...ป๊อก...ครืดดดดด’ และแม้ตัวเธอจะไม่เชื่อหรือสนใจตำนานสยองขวัญสักเท่าไร ทว่าเรื่องป๊อกครืดที่ได้ยินนั้น มันช่างชวนขวัญผวายิ่ง

กัญญาอรตั้งสติมั่น เธอไม่ใช่เป็นคนกลัวผี ไม่เชื่อสิ่งที่เล่าลือกันโดยไม่มีเหตุผล จริง ๆ แล้วในมหาวิทยาลัยของเธอก็มีเรื่องเล่าที่โจษจันไปทั่วประเทศ ทั้งเรื่องเปรตหอสาม เรื่องป๊อก...ป๊อก...ครืด เรื่องห้องสีชมพู เรื่องวงเวียนหอนาฬิกา และอีกมากมายจนไม่อาจนับไหว ทุกเรื่องหญิงสาวเคยได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่สมัยอยู่ชั้นมัธยม หลาย ๆ เรื่องทั้งสนุก ทั้งน่ากลัว แต่ประเด็นสำคัญก็คือ แม้เรื่องเล่าเหล่านั้นจะน่ากลัวสยดสยองสักเพียงใด ทว่ากัญญาอรไม่เคยมีความคิดแม้สักนิดว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริง

หลังจากร่ำลาเพื่อนเสร็จ กัญญาอรจึงเดินกลับเข้าหอ หญิงสาวทักทายพี่แม่บ้านใต้หอก่อนที่จะขึ้นบันไดเพื่อไปยังห้องพักที่อยู่ชั้นสาม

“เดี๋ยวค่ะ น้องอร” พี่แม่บ้านเรียก หญิงสาวชะงักเท้าก่อนจะหันกลับไป

“ช่วงวันหยุดยาวนี้ น้องอรไม่กลับบ้านเหรอคะ” พี่แม่บ้านหมายถึงวันหยุดสี่วันรวดที่เริ่มมาตั้งแต่เมื่อวาน...นั่นคือวันอาสาฬหบูชา ส่วนวันนี้เป็นวันเข้าพรรษาและยังมีวันจันทร์-อังคารที่เป็นวันหยุดชดเชย

“อ๋อ...ยังค่ะ คงอยู่ต่ออีกสักพัก ถ้างานเสร็จเมื่อไร หนูจึงจะค่อยกลับค่ะ” หญิงสาวบอก จริง ๆ แล้วในช่วงปิดเทอมอย่างตอนนี้ วันหยุดหรือไม่หยุดก็ไม่แตกต่างกันสักเท่าไร

“เฮ้อ...ดีจัง” แม่บ้านถอนใจยาว

“ทำไมล่ะคะ” กัญญาอรถามด้วยความงุนงง เหตุไรพี่แม่บ้านต้องดีใจที่เธอไม่ได้กลับบ้าน

พี่แม่บ้านนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนที่จะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเล่าเหตุผล หากแต่กัญญาอรพยายามหว่านล้อมให้บอกถึงสาเหตุที่ทำให้พี่แม่บ้านดีใจ

“ก็...ก็ช่วงเข้าพรรษา คนมักจะกลับบ้านกันหมด ตอนนี้เหลือแต่ห้องของน้องอรน่ะค่ะ”

“อ๋อ...คงเพราะเป็นวันหยุดยาวน่ะค่ะ คนเลยกลับกันหมด” กัญญาอรอธิบายตามที่เธอเข้าใจ

“ไม่ใช่หรอกค่ะ เพราะในวันเข้าพรรษา...มีเรื่องเล่า...” แม่บ้านบอก ท้ายประโยคเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน

“เรื่องเล่า ?” หญิงสาวทวนคำ

“ใช่ค่ะ เพราะมีตำนานที่น่ากลัวในคืนวันเข้าพรรษา พี่กลัวว่าถ้าทั้งหอ มีพี่อยู่คนเดียว มันรู้สึกใจคอไม่ดีน่ะค่ะ” แม่บ้านพูดพลางยิ้มอาย ๆ คงเพราะไม่อยากให้เด็กหออย่างกัญญาอรรู้ว่าเธอเป็นคนกลัวผี

“แล้วเรื่องไหนคะ ที่พี่กลัว หรือจะเป็นป๊อกครืด?” กัญญาอรถาม

“อ๋อ...ไม่ใช่หรอกค่ะ เรื่องนั้นน่ะ พี่ว่าเป็นเรื่องแต่ง...แต่เรื่อง ‘ขบวนแดง’ นี่น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะเคยมีคนเห็นหลายคนแล้ว บรื๋อออออ...พูดแล้วขนลุก” แม่บ้านทำท่ากอดอกเหมือนกำลังเจอความหนาวยะเยือก

“ขบวนแดง ?” นักศึกษาสาวทวนคำ เธอไม่เคยได้ยินตำนานนี้มาก่อน

“ค่ะ ขบวนแดงหรือเรียกอีกอย่างว่า ‘ขบวนแห่ไร้หัว’ ” เด็กสาวขนลุกวาบ เพียงแค่ได้ยินชื่อเรื่อง เธอถึงกับรีบขอตัวขึ้นไปยังห้องของตัวเองโดยไม่รอฟังตำนานเรื่องเล่า

19.30 หลังจากที่กัญญาอรพักผ่อนจนหายเหนื่อย เธอจึงอาบน้ำที่ห้องน้ำรวม หญิงสาวคิดว่าตัวเองโชคดียิ่งที่ห้องของเธออยู่ไม่ห่างจากห้องน้ำสักเท่าไร เพราะหากอยู่ไกล ก็จะกลายเป็นว่า ตัวเธอต้องเดินผ่าน ‘ห้องที่ไม่มีใครอยู่’ หลายต่อหลายห้องเพียงลำพัง

กัญญาอรปิดน้ำและเช็ดตัวด้วยผ้าขนหนู ในเวลานั้นเองที่เธอสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติ นอกจากบรรยากาศที่พลันหนักอึ้งจนรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก หูของเธอยังได้ยินเสียงดังแผ่ว ๆ จากด้านนอกห้องน้ำ

แตะ...แตะ...แตะ

ใครสักคนกำลังเดินลากรองเท้า!

กัญญาอรกลืนน้ำลายอึกใหญ่ หัวสมองพลันนึกไปถึงเรื่องที่เพื่อน ๆ เล่าเมื่อกลางวัน...เรื่องราวนั้นมีอยู่ว่านักศึกษาสาวที่อยู่หอในช่วงปิดเทอม เธออยู่กับรูมเมท และเพื่อความปลอดภัย ทั้งคู่ได้นัดแนะสัญญาณการเคาะประตูว่าจะต้องเคาะให้ครบสามครั้งจึงจะเปิดประตูให้กัน ทว่าคืนวันหนึ่งรูมเมทของนักศึกษาสาวได้เจอกับฆาตกรโรคจิตที่ทำร้ายตัดแขนขา รูมเมทผู้โชคร้ายได้พยายามขอความช่วยเหลือจากเพื่อน โดยกระดืบร่างที่ถูกตัดแขนขาไปยังห้อง เธอเกร็งร่างและดีดตัวขึ้น ใช้ศีรษะโขกประตูเป็นจังหวะ ป๊อก...ป๊อก...

ทว่า...พอจังหวะการเคาะครั้งที่สาม ร่างที่ไร้แขนขานั้นพลันหมดเรี่ยวแรง รูมเมทจึงต้องใช้ฟันหน้าครูดกับฝาประตูเพื่อส่งสัญญาณการเคาะให้ครบสามครั้ง และเสียงที่ฟันหน้าครูดนั้นจะดัง...ครืดดดดดดดด...

            มันคือตำนาน ป๊อก...ป๊อก...ครืดดดดด...

            “ไม่จริงน่า ตำนานหลอกเด็ก” กัญญาอรบอกกับตัวเอง เธอรีบนุ่งกระโจมอกและใช้หูแนบที่ฝาประตู

            เสียงลากรองเท้าแตะยังคงอยู่!?

            นักศึกษาสาวใช้มืออุดปากตัวเองที่กำลังจะกรีดร้อง เธอควรทำอย่างไร หลบซ่อนอยู่ในห้องน้ำ หรือเปิดประตูออกไปเผชิญหน้าให้รู้ดำรู้แดง!

            กัญญาอรตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เธอเปิดประตูพรวดออกไปทันที และเธอก็ได้เห็นเจ้าของเสียงรองเท้าแตะนั้น...นั่นก็คือพี่แม่บ้านใต้หอนั่นเอง

            แม่บ้านหันมายิ้มให้หญิงสาวนิดหน่อยก่อนที่จะเดินลงบันไดไปชั้นล่าง ท่าทางพี่แม่บ้านคงจะมาเดินตรวจตราความเรียบร้อย โดยเฉพาะชั้นที่เธออยู่เพียงลำพัง กัญญาอรถอนหายใจพลางนึกตลกตัวเองที่เกิดอาการหวาดกลัว วิตกจริตอย่างกะทันหัน บางทีอาจเป็นเพราะเรื่องเล่าเขย่าขวัญที่ได้ฟังจากเพื่อนที่คณะ อีกทั้งเธออาจจะรู้สึกหลอนเพราะความเปล่าเปลี่ยวที่ต้องอยู่เพียงคนเดียวในหอ

            บางทีพรุ่งนี้เธออาจจะไปค้างที่บ้านเพื่อน ?

            คิดได้จึงรีบทำ กัญญาอรรีบโทรศัพท์หายัยแพรวทันที ซึ่งพอปลายสายรู้เรื่องก็หัวเราะร่า บอกให้เธอเตรียมข้าวของไปค้างได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลย

            “โธ่...ยัยอร พี่แม่บ้านหอแกนี่ ท่าทางจะชอบหลอกผีนะ พอรู้ว่าแกอยู่คนเดียวเท่านั้น รีบสร้างบรรยากาศเล่าเรื่องน่ากลัวในวันเข้าพรรษาเลย...แต่ก็ดีแล้วที่แกไม่ฟังเรื่องขบวนแดง” ยัยแพรวทิ้งทายก่อนที่จะวางหูโทรศัพท์

            ขบวนแห่ไร้หัว...หรือขบวนแดง ชื่อนี้ช่างสะกิดใจหญิงสาวยิ่งนัก ทีแรกเธอพยายามสะกดกลั้นความอยากรู้ หากแต่ทั้งพี่แม่บ้าน ทั้งยัยแพรวที่ชอบพูดทิ้งท้ายให้สงสัย...ด้วยเหตุนี้กัญญาอรจึงใช้สมาร์ทโฟนเปิดอินเทอร์เน็ตและค้นหาข้อมูลจากในนั้น ด้วยเหตุนี้นักศึกษาสาวจึงได้รับรู้เรื่องราวของขบวนแดง

            ...ในสมัยก่อน บริเวณจังหวัดที่เธอมาเรียนนั้น ถูกปกครองด้วยเจ้าเมืองซึ่งเป็นชนชั้นสูง โดยเจ้าผู้ครองเมืองได้มีธิดาสาวผู้เลอโฉมยิ่ง เธอเป็นที่หมายปองจากขุนนางทั้งหลาย...หากแต่ความรักมิอาจขีดกั้น เจ้านางผู้สูงศักดิ์กลับหลงรักทาสชายผู้ทำหน้าที่แบกเสลี่ยง ความสัมพันธ์เยี่ยงหนุ่มสาวระหว่างเจ้านางและทาสจึงถูกดำเนินอย่างซ่อนเร้น

            หากแต่ความลับย่อมไม่มีในโลก

            ในที่สุดความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านางและทาสก็ล่วงรู้ถึงหูเจ้าเมือง ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าท่านเจ้าเมืองย่อมกีดกันลูกสาวให้ออกห่างจากทาสผู้นี้ ทว่าเจ้านางกลับยืนยันที่จะมั่นคงในความรัก ครั้งหนึ่งเธอเคยเอาร่างของตัวเองเข้าป้องกันคมหอกดาบที่มุ่งทำร้ายชายคนรัก

            ด้วยเหตุนี้ เจ้าเมืองจึงทำทียอมจำนน...แสร้งยอมรับความสัมพันธ์ เมื่อเจ้านางชะล่าใจ เจ้าเมืองจึงดำเนินการตามแผนที่วางไว้...เขาวางแผนที่จะออกเที่ยวยังชายป่าใกล้ ๆ เมือง ขบวนเสลี่ยงถูกแบ่งเป็นสองส่วน ขบวนแรกเป็นขบวนของเจ้าเมืองรวมถึงทหารคุ้มกัน ส่วนอีกขบวนเป็นของเจ้านาง ที่มีทาสรักเป็นหนึ่งในผู้แบกเสลี่ยง

            และใต้ต้นไม้อันเป็นจุดพักแรมในป่า ทาสชายผู้นั้นถูกคำสั่งประหารด้วยการตัดคอ...ต่อหน้าเจ้านาง!?

            ทว่า...มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดยิ่ง เจ้าเมืองได้รับรู้ถึงความรักอันยิ่งใหญ่รวมถึงความเด็ดเดี่ยวของลูกสาวตัวเองก็ต่อเมื่อได้เห็นเจ้านางใช้ปิ่นปักผมแทงคอตนเองจนเสียชีวิตไปพร้อม ๆ กับชายคนรัก เจ้าเมืองโศกเศร้าเสียใจมาก เขาได้ฝังศพเจ้านางกับทาสหนุ่มไว้คู่กัน จากนั้นเพื่อเป็นการปิดปากทุกคน เจ้าเมืองจึงสั่งตัดคอทาสทุกคนในที่นั้น เหลือไว้แต่เพียงทหารและข้ารับใช้ที่สามารถไว้ใจว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องราวทั้งหมด

            ศพหัวขาดทุกคนถูกฝังไว้ ณ ที่แห่งนั้น...ที่ไหนสักแห่งในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

            หลังจากนั้น ในคืนวันเข้าพรรษา...เคยมีนักศึกษาพบเห็นขบวนแห่ที่งดงามตระการตาในมหาวิทยาลัย พวกเขาตั้งขบวนโดยมีเสลี่ยงที่เจ้านางนั่งอยู่ตรงกลาง และยามใดที่ขบวนเคลื่อนที่ จะปรากฏเสียงโซ่จากข้อเท้าของเหล่านายทาสที่ดังกรุ๊กกริ๊กตามจังหวะการย่างก้าว และที่น่าสยดสยองที่สุด นั่นก็คือนอกจากเจ้านางที่นั่งอยู่บนเสลี่ยงแล้ว ข้าทาสบริวารทั้งหลายที่เดินอยู่ด้านล่างนั้น

          ทุกร่าง...ไม่มีหัว!?

            และนี่คือตำนานของ ‘ขบวนแห่ไร้หัว’ !?

            กัญญาอรปิดโทรศัพท์มือถือเมื่ออ่านไปถึงประโยคที่ว่า ‘แม้จะเห็นขบวนแห่ไร้หัว ก็ต้องแสร้งทำเป็นไม่เห็น ไม่อย่างนั้นจะถูกเอาตัวไป’ หญิงสาวรู้สึกว่าสิ่งที่เธออ่านเป็นเพียงเรื่องเล่าหรือตำนานพื้นบ้านเท่านั้น แต่แม้จะรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนั้นไม่น่าจะเป็นความจริง แต่เธอก็ยังรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เหมือนจะเป็นไข้พิกล ด้วยเหตุนี้กัญญาอรจึงตัดสินใจปิดไฟนอน ตั้งแต่พรุ่งนี้เธอจะไปนอนบ้านเพื่อนในตัวเมือง จะได้ไม่ต้องทนประสาทเสียอย่างวันนี้อีก

            ...

            กริ๊ก...กริ๊ก...กริ๊ก...

            เสียงโซ่กระทบกันดังแว่วมาแต่ไกล แม้ต้นเสียงน่าจะอยู่ห่างไกลจากหอหญิง ทว่าในเวลาวิกาลอันเงียบสงัดไร้ซึ่งสรรพสำเนียง เสียงดังกล่าวจึงดังกังวานพอที่จะปลุกกัญญาอรให้ตื่นจากการหลับใหล

            นักศึกษาสาวงัวเงียลุกขึ้นจากเตียง เธอมองจากทางหน้าต่าง แม้ไม่เห็นจุดกำเนิดเสียง หากแต่หญิงสาวสามารถรับรู้ได้ว่าเสียงนั้นน่าจะดังมาจากถนนด้านนอก และด้วยความอยากรู้ กัญญาอรจึงรีบเดินออกจากห้องของตัวเอง ลงมายังชั้นล่าง ผ่านห้องพี่แม่บ้าน...เมื่อมองจากหน้าเคาน์เตอร์ก็เห็นพี่แม่บ้านหลับสนิทอยู่ในที่พัก หญิงสาวไม่อยากรบกวนจึงตัดสินใจไขกุญแจออกไปนอกหอเพียงลำพัง

            เสียงโซ่กระทบกันแว่วลอยตามลม กัญญาอรเดินฝ่าความมืดไปยังต้นเสียง หญิงสาวรู้สึกหนาวสะท้านด้วยเพราะบรรยากาศยามวิกาลภายในมหาวิทยาลัยช่างน่าหวาดหวั่นยิ่ง ความมืด ความเงียบ ความเปล่าเปลี่ยวทำให้เธอรู้สึกกลัวและอยากกลับหอ ทว่าเสียงโซ่กรุ๊กกริ๊กที่ได้ยินนั้น ช่างชวนให้อยากรู้อยากเห็น

            นักศึกษาสาวเดินมาจนมาถึงทางแยก ตรงไปอีกหน่อยจะเป็นหอสมุด เวลากลางดึกของช่วงปิดเทอมคงไม่มีใครอุตริออกมาเดินหรือนั่งอ่านหนังสือเป็นแน่ กระนั้นกัญญาอรก็ยังกัดฟันข่มความกลัว เธอตัดสินใจที่จะเดินต่อไปยังหอสมุด และเมื่อถึงจุดนั้นเธอจึงนั่งพักที่เก้าอี้สาธารณะ จากนั้นอีกเพียงแค่ครู่เดียว หญิงสาวเริ่มสัมผัสสิ่งผิดปกติ…นั่นคือหมอกที่ลงหนาหนักจนขาวโพลนไปทั่วทั้งบริเวณ

            กริ๊ก...กริ๊ก...กริ๊ก...เสียงโซ่ดังกังวานอยู่ใกล้ ๆ กัญญาอรขนลุกสั่นสะท้าน เธอรีบลุกขึ้นยืนและมองไปยังถนนอันเป็นทิศทางของต้นเสียง เมื่อนั้นจึงได้ยินเสียงฝีเท้าคน กัญญาอรรู้สึกวิงเวียนศีรษะทันทีที่ได้เห็นกลุ่มคนจำนวนมาก...พวกเขากำลังเดินตรงเข้ามาทางตัวเธอ และแม้หมอกจะหนาหนัก แต่กัญญาอรก็มั่นใจว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่สวมเสื้อ จะมีก็เพียงผ้านุ่งที่ใช้ปกปิดช่วงล่างอย่างเช่นทาสในสมัยก่อน โดยนอกจากเหล่าข้าทาสนับสิบที่เดินเรียงในลักษณะแถวตอนเรียงคู่แล้ว นักศึกษาสาวยังเห็นเสลี่ยงที่ถูกแบกมาด้วย

          บนเสลี่ยงนั้นมีร่างของใครบางคน!?

            กัญญาอรรู้สึกชาไปทั่วร่าง เธอไม่อาจขยับเขยื้อนกายได้แม้แต่น้อย หญิงสาวทำได้แค่เพียงมองขบวนลึกลับที่กำลังเคลื่อนผ่านหอสมุดที่เธอกำลังยืนอยู่ และเมื่อขบวนนั้นผ่านเข้ามาใกล้ นักศึกษาสาวจึงสามารถมองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น

            “กรี๊ดดดดดดดด!!” กัญญาอรกรีดร้องลั่นเมื่อเห็นขบวนปริศนาในระยะใกล้

            นั่นเพราะเหล่าข้าทาสทั้งหลายนั้น...ไม่มีหัว!?

            นักศึกษาสาวอยากจะวิ่งหนีออกจากที่ตรงนั้น ทว่าเธอไม่มีเรี่ยวแรงที่จะขยับร่างกายแม้สักน้อย ราวกับเท้าทั้งสองถูกตรึงแน่นติดกับพื้น และยังไม่ทันที่จะทำเช่นไรต่อ ขบวนแห่ไร้หัวนั้นพลันหยุดเดิน ตรงหน้าของกัญญาอรคือเสลี่ยงที่แบกร่างของผู้ที่นั่งอยู่ด้านบน

            กัญญาอรมองเห็นได้ชัดว่าคนที่นั่งเสลี่ยงมานั้น เป็นหญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามยิ่ง ทั้งการแต่งกายก็ราวกับอยู่ในสมัยประวัติศาสตร์ล้านนา...ซึ่งหากจะเรียกสุภาพสตรีผู้นั้นว่า ‘เจ้านาง’ ก็คงไม่ผิด เธอผู้นั้นหันมามองนักศึกษาสาวพร้อมกับยิ้มหวานให้ กัญญาอรฝืนใจยิ้มตอบเผื่อว่าสถานการณ์อาจจะดีขึ้น

            เสลี่ยงถูกวางลงกับพื้น เจ้านางเดินลงจากเสลี่ยงและตรงเข้ามาใกล้ หญิงสาวตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว เธอไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

            บัดนี้เจ้านางยืนอยู่ต่อหน้าหญิงสาว เธอเงยหน้าขึ้นเพื่อให้กัญญาอรสามารถมองเห็นลำคอ ให้ตายเถอะ! หญิงสาวสาบานได้ว่ามองเห็นบาดแผลขนาดสักเหรียญบาทที่ลำคอของเจ้านางผู้นั้น

            และบัดนี้เลือดสด ๆ กำลังไหลทะลักออกจากบาดแผลที่คอ!

            “ช่วย...ด้วย...” กัญญาอรร้องขอความช่วยเหลือ ทว่าที่เปล่งผ่านลำคอมีเพียงเสียงอันแหบแห้งเท่านั้น

            สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเมื่อหญิงสาวมองไปทางขบวนเสลี่ยงไร้หัว บัดนี้ที่คอของเหล่าข้าทาสไร้ศีรษะ พลันปรากฏเลือดที่ทะลักพุ่งราวน้ำพุ ทุกร่างในขบวนกำลังถูกย้อมเป็นสีแดงสด!

            หรือนี่คือที่มาของชื่อ...ขบวนแดง!?

            วิญญาณเจ้านางที่อยู่ตรงหน้า หยิบของออกมาสิ่งหนึ่ง กัญญาอรใจหายวาบเพราะมันคือปิ่นปักผม หญิงสาวจำตำนานที่อ่านมาจากอินเทอร์เน็ตได้...เจ้านางแห่งขบวนแห่ไร้หัว นางได้กระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการเอาปิ่นปักผมแทงเข้าที่คอของตนเอง

            ปิ่นปักผมในมือของเจ้านางค่อย ๆ ยื่นมาตรงหน้ากัญญาอร หญิงสาวกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น และแม้อยากจะหนี ทว่าขากลับแข็งเกร็งเสียจนไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ปิ่นที่แหลมคมถูกยื่นเข้ามาตรงคอของนักศึกษาสาว ความรู้สึกแรกที่คอสัมผัสกับปิ่นปักผม กัญญาอรรับรู้ถึงความเย็นเยียบของโลหะ

            “ช่วยด้วย! ช่วยด้วยค่ะ!” นักศึกษาสาวร้องขอความช่วยเหลือ เธอตะโกนอย่างสุดแรงเกิด หากแต่ผลแห่งความพยายามนั้นปรากฏแต่เพียง ‘เสียงตะโกน’ เท่านั้น ส่วนขาทั้งสองก็ยังคงขยับไม่ได้เหมือนเดิม

            ปิ่นโลหะที่จ่อคอกัญญาอรถูกกดจมลงในเนื้อทีละน้อย หญิงสาวรับรู้ถึงความแหลมคมที่กำลังทะลุผ่านผิวหนัง และราวกับอุปาทาน เธอรู้สึกถึงของเหลวอุ่น ๆ ที่ไหลทะลักออกจากลำคอ!

            “กรี๊ดดดดด! อย่า! อย่าทำหนูเลย! ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยด้วย!” กัญญาอรตะโกนสุดเสียง ขณะที่ปิ่นปักผมแทงทะลุผ่านเนื้อที่ลำคอ

            เจ้านางแห่งขบวนแห่ไร้หัวหาได้ยั้งมือไม่ ปิ่นปักผมถูกกดลงลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ หญิงสาวสาบานได้ว่าเธอได้ยินเสียงหัวเราะแหบแห้งจากปากของเจ้านาง กัญญาอรถึงกับตัวสั่นระริกด้วยความกลัว ร่างของเธอกำลังสั่นราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นเขย่า!

            …

            “อร! อร! ตื่นเร็ว!” เสียงเรียกที่คุ้นเคยพร้อมกับการเขย่าตัวทำให้กัญญาอรสะดุ้งตื่น ทีแรกหญิงสาวงุนงงสับสนทั้งเรื่องสถานที่และเวลา เพราะเมื่อครู่ เธอจำได้ว่าตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าหอสมุด...เธอกำลังเผชิญหน้ากับวิญญาณเจ้านางที่มาพร้อมขบวนแห่ไร้หัว หากแต่ตอนนี้เธอกลับอยู่บนเตียงนอนในห้องของตัวเอง

            คนที่ปลุกเธอคือพี่แม่บ้านและยัยแพรว ?

            “แพรว...แพรวมาได้ยังไง พี่แม่บ้านก็ด้วย มีอะไรหรือคะ?” กัญญาอรถามคนทั้งสองด้วยความสงสัย

            “พี่เดินตรวจตราน่ะค่ะ คืนนี้อากาศมันหนัก ๆ เย็นยะเยือกอย่างไรไม่รู้ พี่นอนไม่ค่อยหลับ ก็เลยลุกมาเดินตรวจภายในหอ ก็พอดีได้ยินเสียงน้องร้องให้ช่วย พี่กลัวเกิดเหตุร้ายเลยรีบใช้กุญแจสำรองเปิดเข้ามา ก็พอดีกับเพื่อนน้องมาถึงที่หน้าหอพอดี” พี่แม่บ้านเล่า กัญญาอรหันไปมองแพรวเพื่อนผู้มีบ้านอยู่ในตัวเมือง

            “ก่อนที่ชั้นจะมาหาแก ชั้นฝันไม่ดีน่ะ...ฝันว่าแกเดินอยู่ในความมืดเพียงลำพัง จากนั้นก็โดนใครไม่รู้เอามีดเล่มใหญ่เลื่อยที่คอ จนกระทั่งหัวของแกขาดออกจากร่าง...ฝันมันเหมือนจริงมาก จนชั้นต้องรีบขับรถมาดูแกนี่แหละ จะใช้โทรศัพท์ก็โทรไม่ติดเสียอย่างนั้น” แพรวอธิบาย กัญญาอรขนลุกวาบก็ตรงประโยคที่ตัวเธอจะต้องถูกตัดคอนี่แหละ

            เมื่อได้รับคำอธิบาย กัญญาอรจึงขอบคุณทุกคนและบอกกับพี่แม่บ้านว่าตนเองเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น จากนั้นนักศึกษาสาวจึงรีบเก็บของเพื่อที่จะย้ายไปอยู่บ้านยัยแพรวเสียตั้งแต่คืนนี้

            มันคือความฝันเพ้อเจ้อ! นั่นคือสิ่งที่หญิงสาวพยายามคิด

            ทว่าขณะที่กัญญาอรเปิดประตูตู้เสื้อผ้าเพื่อเตรียมของ หญิงสาวจึงได้เห็นภาพสะท้อนจากเงากระจกที่ฝาตู้ ที่คอของเธอมีรอยบางอย่าง และเมื่อหญิงสาวพยายามสังเกตรอยนั้นให้ถี่ถ้วน เธอจึงได้เห็น...

          มันคือบาดแผลอันเกิดจากของมีคม...มันคือรอยแทง!?

          หมายความว่าเรื่องเมื่อครู่ไม่ใช่ความฝัน...หากแต่เป็นความจริง!

กัญญาอรรู้สึกหนาวยะเยือก นั่นเพราะหากเธอไม่ร้องขอความช่วยเหลือ หรือหากพี่แม่บ้านไม่ได้ยิน กระทั่งหากยัยแพรวไม่ฝันร้ายหรือนึกสังหรณ์ใจ ตัวเธอคงถูกฆ่าตายในความฝัน

แล้วถ้าหากแผลถูกแทงในฝัน...กลับปรากฏในโลกแห่งความเป็นจริงได้

เช่นนั้น...หากเธอเสียชีวิตในความฝัน แล้วร่างกายเธอล่ะ จะตายตามไปด้วยหรือไม่ ? ยิ่งคิดยิ่งเวียนศีรษะ หญิงสาวรู้สึกหน้ามืด เธอกำลังจะหมดสติลงอีกครั้ง

...และแม้หูของกัญญาอรจะได้ยินเสียงพี่แม่บ้านและยายแพรวที่ร้องเอะอะจากการพยายามที่จะเข้ามาช่วยประคองตัวเธอ วินาทีนั้นเองที่หญิงสาวได้ยินเสียงอีกอย่างตรงหน้าหอ

กริ๊ก...กริ๊ก...กริ๊ก...

เสียงโซ่ที่ใช้คล้องข้อเท้าทาส ?...มันคือขบวนแห่ไร้หัว!?

 

***************************************

                เป็นอย่างไรบ้างครับกับภาพวาดแห่งโศกนาฏกรรมที่สีขาวถูกแปดเปื้อนด้วยสีจากนรก หวังว่าทุกท่านคงเพลิดเพลินไปกับนาวาแห่งสีสันในห้องแสดงภาพแห่งนี้ ส่วนลำดับถัดไป...จะเป็นห้องแสดงที่อยู่ลึกและเข้าใกล้ขุมนรกมากขึ้นไปอีก

            ภาพต่อไปจะแสดงริ้วสีเหลืองสลับดำ!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น