อัปเดตล่าสุด 2019-01-08 10:01:12

ตอนที่ 7 ซากคำสาป

สวัสดีครับ พบกันสัปดาห์ละครั้งสำหรับห้องแสดงภาพแห่งความมืด ภาพที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งจิตใจ ภาพเรื่องราวสยองขวัญที่ถูกสรรสร้างโดยจิตรกรผู้มาจากความมืด และสำหรับภาพที่จะแสดงในครั้งนี้ ได้เคยถูกแสดงมาก่อนหน้าภายใต้หัวข้อ อาถรรพ์เบญจเพสสำหรับท่านที่เคยได้สัมผัสภาพนี้มาก่อน ก็อาจใช้เวลาเพื่อหวนรำลึกถึงความโหดร้ายของเรื่องราวได้

                และสีสันในภาพนี้...คือสีน้ำตาลอมดำ! เวลานี้หลายท่านคงคิดถึงเรื่องราวต่างๆ กันไป และอาจมีบางท่านที่สามารถเดาได้ว่า สีน้ำตาลดำ...คือ สีของดิน เอาล่ะครับ เรื่องราวสยองขวัญที่เกี่ยวข้องกับดิน จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร...โปรดอย่ามัวรอช้า ก้าวเข้ามาครับ ก้าวเข้าสู่เรื่องราวเขย่าขวัญที่อยู่ภายใต้หัวข้อ อาถรรพ์เบญจเพส

 

**************************


 

ซากคำสาป

 

            แกรก...แกรก...แกรก... ผมกอดอกด้วยความหนาวเยือก สั่นสะท้านขนลุกเกรียวทั่วทั้งร่าง เมื่อได้ยินเสียงเดินลากเท้าจำนวนมากจากด้านนอก ฝาไม้บางๆ ของยุ้งข้าวที่ผมซ่อนตัวอยู่คงไม่อาจต้านทานได้ไหว หาก ‘พวกมัน’ บุกเข้ามาพร้อมๆ กัน

                น้ำลายอึกใหญ่ถูกกลืน ก่อนที่ผมจะรวบรวมความกล้า กลั้นหายใจ จากนั้นจึงแนบสายตายังรอยแตกของฝาไม้กระดาน

                “บ้าเอ๊ย!” ผมสบถ นั่นเพราะภาพที่เห็นก็คือ ร่างของพวกมันที่เดินอยู่ด้านนอกมีไม่ต่ำกว่าสี่ห้าตัว แต่ละร่างแม้มีเค้าโครงของมนุษย์ แต่ผมคิดว่าร่างของพวกมันควรจะเรียกว่า ‘ซาก’ ดูจะเหมาะสมกว่า

                ใช่ครับ แม้ดูผ่านๆ ร่างเหล่านั้นจะดูเหมือนคน มีเสื้อผ้าตามปกติ หากแต่เมื่อพิจารณาดีๆ แล้ว เสื้อผ้าของพวกมันทั้งเก่าและขาดรุ่งริ่ง เปรอะเปื้อนดินโคลนและเน่าเหม็น บางตัวแขนขาดจนเห็นกระดูกโผล่ออกนอกเนื้อ บางตัวท้องอืดบวมช้ำ กลิ่นเหม็นเน่าโชยหึ่งคละคลุ้งแม้อยู่ห่างในระยะไกล พวกมันราวกับฝูงซอมบี้ในภาพยนตร์ชื่อดัง หากแต่ในขณะนี้ เรื่องที่เกิดต่อหน้าหาใช่นิยายหรือภาพยนตร์ไม่ ทว่าเป็นภาพที่ปรากฏขึ้นจริงต่อสายตาของผม ซ้ำร้ายผมยังถูกพวกมันไล่ล่า จนต้องกระเสือกกระสนเข้ามาแอบอยู่ในยุ้งข้าวแห่งนี้

                ผมสะบัดศีรษะที่มึนงง รวมถึงพยายามฝืนความง่วงที่รุนแรงถาโถม...ความรู้สึกเช่นนี้ ราวกับโดน ‘วางยา’ เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ดังนั้นแม้จะง่วงเหลือกำลัง แต่ด้วยนาทีวิกฤติ ผมจึงจำเป็นต้องฝืนคิดวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด เพราะนั่นอาจมีคำตอบที่ซ่อนอยู่

                ...

วัยเบญจเพส!

ด้วยอายุ 25 ปีอันเป็นวัยที่ล่วงเข้าสู่ ‘เบญจเพส’ ตามคติความเชื่อของคนไทย ผนวกกับสาเหตุอีกสองอย่างที่ทำให้ผมต้องมาเยือนบ้านของซินแส...หมอดูชื่อดัง สาเหตุประการแรกคือความฝันแปลกประหลาด นิมิตซ้ำซ้อนที่น่าพรั่นพรึง ทำให้พ่อกับแม่ซึ่งเป็นคนหัวโบราณมีความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเหตุผลอีกข้อนั่นก็คือ ผมจำต้องห่างจากอ้อมอกท่าน ห่างออกจากกรุงเทพฯ เมืองหลวงบ้านเกิด เพื่อไปประจำโรงพยาบาลที่ต่างจังหวัด เพราะตัวผมคือนายแพทย์จบใหม่ ซึ่งได้บรรจุประจำการที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดศรีสะเกษ...ซึ่งแท้จริงแล้ว การที่ผมเลือกจังหวัดห่างไกลนั้น หาใช่เพราะผมมีอุดมการณ์อะไรนักหรอก หากแต่เป็นเพราะผมต้องการหนีปัญหาที่ได้ก่อไว้ต่างหาก

‘เสือผู้หญิง’ นี่คือคำที่เพื่อนๆ ในคณะ ในรุ่นกล่าวขนานนามผมไว้ ก็ตอนที่ผมเรียนหรือฝึกงานนั้น ด้วยความที่หน้าตาดี ฐานะพอใช้ รวมถึงการที่ผมโฆษณาตัวเองว่าเป็นนิสิตแพทย์นั้น เป็นเรื่องไม่ยากเลยที่จะหลอกล่อให้สาวๆ ต้องตกอยู่ในอาณัติของผม แต่ก็นั่นแหละ ผู้หญิงมากมาย...ก็หลากหลายความวุ่นวาย ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องการหลบหลีกปัญหาหึงหวง ด้วยการออกไปทำงานต่างหวัดเสีย พอห่างกันสักหน่อย ขี้คร้านจะลืมผมไปเอง

ดังนั้น จากเหตุงมงายทั้งหมด ทั้งความฝันพิลึก ทั้งเรื่องวัยที่เข้าเกณฑ์อาถรรพ์เบญจเพส ผนวกกับเรื่องที่ผมต้องไปอยู่ต่างจังหวัดที่ห่างไกล ด้วยเหตุทั้งหลายทั้งปวง พ่อแม่จึงพาผมไปพบ ‘ซินแส’ ที่ท่านนับถือ ทั้งนี้ก็เพื่อทำนายดวงชะตารวมถึงวิธีแก้ไข

 

“เบญจเพสของคนที่เกิดวันเสาร์ จะต้องพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่ รวมถึงต้องระมัดระวังเคราะห์ร้ายที่จะมาจากการเป็นชู้ การละเมิดลูกเมียผู้อื่น...” เป็นคำบอกของซินแสหลังจากที่แกนั่งคำนวณวันเดือนปีเกิดของผม

พ่อกับแม่มีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด ต่างกับผมที่เกือบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ จะว่าทายแม่นก็ใช่อยู่หรอก แต่ก็ไม่แน่...บางที ตาซินแสคนนี้อาจให้ลูกน้องสิบแปดมงกุฎแอบไปหาข้อมูลของผมมาก่อนก็ได้ ก็เรื่องที่ผมต้องเป็นแพทย์ใช้ทุนต่างจังหวัด หรือแม้แต่เรื่องที่ผมมักมีปัญหาด้านผู้หญิงนั้น เพื่อนหรือใครที่รู้จักผมต่างก็รู้กันทั้งนั้น

“อาตี๋ ขออั๊วะดูลายมือหน่อย” หมอดูจีนถามหาลายมือ

ผมยื่นฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปอย่างเสียไม่ได้ ความจริงถ้าไม่เกรงใจพ่อแม่แล้วล่ะก็ ผมคงลุกออกจากที่ตรงนี้ไปนานแล้ว

“อาตี๋! ลื้อมีปานที่มือ!” ซินแสร้องลั่นเมื่อเห็นปานรูปวงกลมสีแดงที่ฝ่ามือข้างขวา ปานนี้ผมมีมาตั้งแต่เกิดแล้ว ไม่รู้หมอดูปาหี่จะตกอกตกใจอะไรนักหนา

“มีอะไรหรือคะซินแส ?” แม่รีบถามเมื่อเห็นท่าทางตกใจของหมอดู
                ซินแสเงียบ ดูเหมือนเขาไม่อยากพูดอะไรต่อ แต่สำหรับผมแล้ว ผมเห็นเป็นแค่เพียงการดึงจังหวะเพื่อทำให้คนฟังเกิดความอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

“มันไม่ใช่ปาน” เป็นคำตอบที่ทำให้ผมงุนงงมากที่สุด ปานแดงที่มีมาตั้งแต่เกิด แต่ตาหมอดูนี่กลับบอกว่าไม่ใช่ปาน แล้วถ้าอย่างนั้น มันคืออะไร ?

“มันคือคำสาป” เป็นคำขยายความของซินแสที่ทำให้พ่อแม่ตกใจจนเกือบเป็านลม ทว่าตัวผมเองกลับหัวเราะลั่น นั่นเพราะผมสามารถสรุปเรื่องราวได้ทันที หมอดูจีนผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ เพราะมันก็เป็นวิธีการเดิมๆ ที่จะแกล้งทำนายเรื่องร้ายๆ เพื่อหาเหตุให้ต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ หรือไม่ก็ขายพวกเครื่องรางโดยคิดราคาแพงๆ

ผมไม่ได้ฟังคำทำนาย หลอกลวงไร้สาระต่อ ผมเดินออกจากบ้านซินแสเจ้าเล่ห์ เพื่อมานั่งรับลมข้างนอก ปล่อยให้พ่อแม่นั่งงมงาย หลงเชื่อหมอดูลวงโลก ซึ่งแม่ได้มาเล่าคำทำนายให้ผมฟังภายหลัง นั่นก็คือปานที่มือขวาของผมไม่ใช่ปานปกติ หากแต่เป็นอวิชชาคำสาปในอดีตชาติ โดยรอยคำสาปนี้อยู่ในตำแหน่งของเนินเกตุกลางฝ่ามือ ซึ่งดาวเกตุนั้น เชื่อกันว่าเป็นส่วนลำตัวครึ่งล่างของพระราหู ดังนั้นจึงขอให้ผมระมัดระวังตัวในวันที่เกิดสุริยคราสหรือจันทรคราสตามคำเรียกทางโหราศาสตร์ ซึ่งก็คือวันที่เกิดสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคานั่นเอง โดยเฉพาะในช่วงอายุซึ่งเป็นช่วงวัยเบญจเพส นอกจากนี้แม่ยังคะยั้นคะยอให้ผมพกเครื่องรางเล็กๆ โดยกลัดติดไว้ที่ด้านในของกระเป๋าเสื้อ

 

หลังจากนั้นไม่กี่วันผมก็ต้องวุ่นกับการย้ายที่อยู่ จนไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องโชคชะตาราศีอะไรอีก ซึ่งหลังจากที่ผมย้ายมาที่จังหวัดศรีสะเกษแล้ว ก็ได้เข้าพักที่หอพักแพทย์ที่ทางโรงพยาบาลได้จัดเตรียมไว้...แน่นอน ด้วยความแปลกถิ่น รวมถึงคำขอร้องของพ่อแม่ ที่อ้อนวอนให้ผมสงบเสงี่ยมเจียมตัว ช่วงสามเดือนแรกของการเป็นเด็กต่างจังหวัดจึงทำให้ผมรู้สึกเหงาไปบ้าง...จนกระทั่งวันที่ผมได้เจอเธอ

ริน...หรือชื่อจริงของเธอคือ ‘รินฤดี’ พยาบาลสาวสวยที่ผมเจอครั้งแรกที่บริเวณหอพักแพทย์ วันนั้นเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันออกไปกินข้าวข้างนอก แต่ผมรู้สึกขี้เกียจ จึงปฏิเสธและลงมาเดินเล่นกินลมบริเวณใต้หอ

เมื่อนั้น...ผมจึงได้เจอริน โลกสีเทาที่แสนจะน่าเบื่อพลันแปรเปลี่ยนในบัดดล ความง่วงเหงาที่ต้องจากกรุงศิวิไลซ์ มาอยู่บ้านนอกคอกนา วินาทีนั้นกลับกลายเป็นความน่าตื่นเต้น น่าสนใจ หรืออาจเป็นเพราะสันดานเสือผู้หญิงของผมกระมัง ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมี ‘เป้าหมาย’ ...ทว่าเมื่อผมสืบเรื่องของริน ผมจึงพบว่าเธอมีแฟนอยู่แล้ว แต่ก็นั่นแหละ สำหรับผม ผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน ถึงจะมีแฟน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีสิทธิ สรุปง่ายๆ ก็คือผมยังมีสิทธิลุ้น หากทำให้รินเปลี่ยนใจจากคนรักได้

อย่างนี้แหละที่เรียกว่าเป็นคนมีความพยายาม เป็นคนมุมานะ

                วันเวลาผ่านไปราวสามเดือน ในที่สุดผมก็สามารถไปไหนมาไหนกับรินได้อย่างเปิดเผย จะว่าไป นี่อาจเป็นปีที่ดีที่สุดของผม เป็น ‘ปีทอง’ อย่างแท้จริง ไหนจะเรียนจบคณะแพทย์ ไหนจะได้เริ่มต้นทำงาน รวมถึงการได้มีแฟนที่เป็นหญิงสาวสวยผู้เพียบพร้อม

                นี่หรือ อาถรรพ์ในช่วงเบญจเพส ? น่าหัวเราะ!

แม้พ่อกับแม่จะโทรมาเตือนผมบ่อยๆ ตามประสาบุพการีที่มักจะเป็นห่วงมากเกินเหตุ แต่ผมก็ไม่เห็นว่าจะต้องกังวลสิ่งใด ทั้งเรื่องอายุ 25 ปี ที่เรียกว่าวัยเบญจเพส หรือคำทำนายเกี่ยวกับคำสาปปานแดงที่มือขวา ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ผมเองก็เคยเอาเรื่องปานไปเล่าให้รินฟัง ท่าทางรินจะสนใจปานที่มือของผมมาก เธอจับมือผมพลิกซ้ายขวาอย่างสนใจ แต่สุดท้ายแล้ว ข้อสรุปของเราก็ตรงกัน นั่นคือคำทำนายที่ว่านั้น เป็นเรื่องไร้สาระ เรื่องลวงโลก

ความสัมพันธ์ของผมกับรินก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ เราไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างไม่แคร์สายตาใคร หลายคนเข้ามาเตือนผมว่าพยาบาลรินมีคนรักอยู่แล้ว แต่ผมก็รู้มาอีกว่าคนรักของรินเป็นเพียงหนุ่มบ้านนอกในหมู่บ้านห่างไกล โดยเมื่อรินจากบ้านเกิดเพื่อมาทำงานในโรงพยาบาลประจำจังหวัด รินและคนรักก็ห่างเหินกันไป

...จนกระทั่งวันนั้น รินได้ชวนผมไปเยี่ยมบ้านเกิด ซึ่งหมายถึงผมจะได้เปิดตัวกับครอบครัวของริน

“หมอคณิตคะ รินจะกลับบ้านช่วงวันหยุดสี่วันนี้ หมอจะไปกับรินไหมคะ ?” รินถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อน แววตาใสเป็นประกาย กอปรกับรอยยิ้มแสนน่ารัก ไม่อาจทำให้ผมปฏิเสธเธอได้ โดยนอกจากการที่จะได้ทำความรู้จักกับครอบครัวของรินแล้ว ผมยังต้องไป ‘กันท่า’ แฟนเก่าของรินที่อาจจะโผล่มาทวงหาความสัมพันธ์

 

กว่าสามชั่วโมงของการเดินทาง ในที่สุดรถยนต์คันหรูก็ได้มาถึงหมู่บ้านอันเป็นถิ่นกำเนิดของรินฤดี พยาบาลสาวที่กำลังนั่งอยู่ข้างๆ ผม ดูท่าทางเธอจะตื่นเต้นเพราะนานๆ ครั้งจะได้กลับบ้านเกิด ผมจอดรถไว้สุดถนนหน้าหมู่บ้าน นั่นเพราะทางเข้าต่อจากนี้เป็นเพียงทางเดินเล็กๆ ที่มีหญ้าคาขึ้นสองฝั่ง หากจะขับรถลุยเข้าไปแล้วล่ะก็ สภาพรถหรูคงดูไม่จืด

ผมรู้สึกเกร็งเล็กน้อย นั่นเพราะดูเหมือนรินจะเล่าเรื่องของผมให้ทุกคนในหมู่บ้านฟังไว้ก่อนหน้า โดยเมื่อผมเดินเข้าหมู่บ้านไปพร้อมกับริน ดูเหมือนทุกคนจะจ้องมองผมเป็นตาเดียว บางคนทักทายกับรินด้วยคำพูดประมาณว่า ‘คนนี้น่ะหรือ’ ซึ่งคงหมายถึง ‘คนนี้น่ะหรือที่เป็นแฟน’ ซึ่งรินเองก็พยักหน้าแทนคำตอบ และการที่ได้มาชนบทห่างไกลครั้งนี้ ทำให้ผมได้เรียนรู้สภาพความคิดของคนชนบท ซึ่งผมคิดว่าพวกเขาเป็นคนขี้อายมาก เหตุเพราะบางบ้านที่ผมเดินเข้าไปใกล้ พวกเขาต่างพากันไปหลบอยู่ด้านหลังของตัวบ้านเสียหมด

เย็นนั้น ผมได้ทำความรู้จักกับพ่อแม่ของริน ท่านทั้งสองใจดีและเป็นกันเองมาก พวกเราร่วมรับประทานอาหารเย็นพร้อมๆ ไปกับการที่ผมถูกสัมภาษณ์ชีวประวัติ แน่ล่ะครับ ก็ผมเป็นคนรักของริน การสอบถามเรื่องต่างๆ ของว่าที่ลูกเขยนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

...แต่ที่แปลกก็คือราวๆ หนึ่งทุ่ม หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จ ผมรู้สึกวิงเวียนศีรษะเป็นอย่างมาก ตาลาย รวมถึงความรู้สึกโคลงเคลงราวกับโลกกำลังพลิกกลับด้านทำเอาผมเกือบอาเจียน ผมตัดสินใจที่จะเดินกลับไปยังรถที่จอดไว้ตรงทางเข้าหมู่บ้าน ในรถมียาที่ผมติดไว้เป็นประจำ ทว่ารินได้คัดค้าน นั่นเพราะว่าระยะทางเดินถือว่าไกลโขอยู่ รินจึงแนะนำให้ผมนอนพักที่บ้านของเธอ ด้วยเหตุนี้ผมเองจึงจำยอมเสียมารยาทนอนพักในห้องที่รินจัดไว้ให้ และเพียงแค่ห้านาทีที่หัวถึงหมอน ผมก็หลับสนิทในทันที

ผมใช้ความพยายามเปิดเปลือกตาที่หนาหนัก ความรู้สึกวิงเวียนผสานความเจ็บปวดกำลังโจมตีศีรษะอย่างรุนแรง แต่นั่นยังไม่เท่ากับความเจ็บปวดรวดร้าวที่เลื่อนแล่นคำรามทั่วทั้งองคาพยพ โดยเฉพาะตรงบริเวณหน้าท้องที่ปวดราวกับลำไส้กำลังฉีกขาดเป็นชิ้นๆ ผมพยายามตั้งสติ ลืมตาเพื่อสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบกาย

                บัดนั้น ผมจึงรู้ตัวว่ากำลังนอนอยู่บนแคร่ที่กำลังมีคนหาม บรรยากาศโดยรอบมืดมัวราวกับสนธยาย่ำค่ำ นอกจากนั้น สถานที่ที่ผมกำลังถูกนำตัวไปก็ไม่คุ้นเคยเลยสักนิด รอบกายมีแต่ป่าโปร่ง

                “ฆ่ามันเลยไม่ได้กว่าเหรอ” เสียงใครสักคน สำเนียงคล้ายคนเหนือหรือไม่ก็อีสาน

                “นั่นสิ ไอ้เลวนี่ทั้งข่มขืน ทั้งฆ่า แม้แต่เด็กก็ไม่เว้น! ฆ่ามันตรงนี้เลย!” ผมขนลุกวาบ ที่จะโดนฆ่า...หมายถึงตัวผมอย่างนั้นหรือ ? แล้วที่ว่าทั้งข่มขืน ทั้งฆ่านั้น หมายถึงผมเป็นคนทำ ? แต่ผมไม่เคยทำอะไรอย่างนั้นสักครั้ง! ถึงแม้จะมีปัญหาเรื่องผู้หญิงอยู่บ้าง แต่รับรองว่าผมไม่เคยทำสิ่งเลวทรามขนาดนั้น

                “ยังไม่ได้ ล้างแค้นน่ะมันแน่นอน แต่ต้องให้พ่อหมอผีทำพิธีสาปส่งวิญญาณมันเสียก่อน และก็พอดีกับวันนี้ เป็นวันที่เกิด ‘สุริยคราส’ พอดี” เสียงอีกคนพูด 

                หมอผี ? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน แต่ก่อนที่ผมจะคิดสิ่งใดต่อ ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ช่องท้องทำให้ผมต้องเอามือไปจับ และเมื่อผมยกมือข้างนั้นขึ้นมาดู

เลือด! เลือดสดๆ กำลังทะลักออกจากท้อง!?

ก่อนที่ผมจะคิดอ่านสิ่งใดต่อ แคร่ที่แบกถูกวางลงกับพื้น ผมที่กำลังอ่อนล้าพยายามลืมตาขึ้นเพื่อประเมินสถานการณ์ จึงพบว่าตอนนี้ผมถูกพามายังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่บ้านกลางป่าที่ผมไม่เคยรู้จัก

ผมถูกดึง ถูกลากไปตามพื้น ด้วยเรี่ยวแรงที่ไม่เหลือ จึงทำให้ผมไม่อาจต้านทานความป่าเถื่อนได้ แม้จะพยายามอ้าปากร้องอ้อนวอน ทว่าไม่มีใครสนใจฟังแม้สักน้อย

“อย่า...อย่าทำผม...ช่วยด้วย” เป็นเสียงอันอ่อนระโหย

ไม่มีใครฟังเสียง ผมถูกจับให้นอนหงายในลักษณะขึงพืด แขนขาถูกมัดแน่นจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ที่ยังพอเคลื่อนไหวได้ก็มีแค่เพียงคอที่หันซ้ายขวาเท่านั้น และในตอนนั้นเองที่ผมได้เห็นชายในชุดขาวที่กำลังเดินตรงเข้ามาใกล้ ลักษณะท่าทางน่ากลัว หนวดยาวและห้อยลูกประคำที่คอ เขาเข้ามายืนใกล้ๆ ผม ปากบริกรรมคาถาขมุบขมิบ พนมมือ

หมอผี!? หรือชายคนนี้คือ ‘หมอผี’ ที่ผมได้ยินคนพูดกันเมื่อครู่ และที่น่ากลัวนั้น หาใช่ลักษณะท่าทางหรือหนวดเคราไม่

หากแต่เป็นมีด! มีดที่หมอผีคนนั้นถือพนมราวกับบริกรรมคาถาต่างหาก!

… “โอ๊ย!” ผมร้องลั่นด้วยรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก ทีแรกผมคิดเอาว่าหมอผีนั่นเอามีดแหลมแทงเข้าให้เสียแล้ว ทว่าเมื่อมองไปรอบตัวผมจึงรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นั้นคือ ‘ความฝัน’ และยังเป็นความฝันอันซ้ำซ้อนต่อเนื่อง โดยช่วงก่อนที่ผมจะไปหาซินแสเพื่อดูดวง ผมก็เคยฝันคล้ายๆ เมื่อสักครู่อยู่บ่อยครั้ง

ผมล้วงมือไปในกระเป๋าเสื้อ ตรงจุดที่รู้สึกเจ็บจนต้องสะดุ้งตื่น สาเหตุแห่งความเจ็บก็คือปลายแหลมของเข็มกลัดเครื่องรางที่บังเอิญแทงลึกเข้าไปในเนื้อ มันเจ็บรุนแรงมากเสียจนต้องตื่นจากความฝัน

ผมสบถเบาๆ ก่อนที่จะหยิบเครื่องรางออกมาวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง ความมึนหัวทำให้ผมเดินเซจนเกือบล้ม ผมเปิดประตูห้องนอนเพื่อออกไปหาริน ทว่าในบ้านกลับมืดสนิท ความเงียบที่ผมได้ยินนั้น ทำให้รู้ว่าในตอนนี้ไม่มีใครอยู่

“ริน” ผมตะโกนไปทีหนึ่ง ไม่มีเสียงตอบ หรือบางทีรินอาจออกไปธุระกับครอบครัว แต่เห็นผมหลับสนิท จึงไม่ได้ปลุกให้ตื่น ผมเดินโซเซเรื่อยมาถึงที่ประตูหน้าบ้าน เปิดออกดูบรรยากาศภายนอกจึงพบว่าบัดนี้เป็นเวลาที่ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว นาฬิกาที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือนั้นบอกเวลาเกือบห้าทุ่ม

ห้าทุ่ม!? หมายความว่าผมหลับไปนานมาก แล้วรินฤดี แฟนของผมหายไปไหน ครั้นจะโทรศัพท์เพื่อถามไถ่ ผมก็พบว่าในเขตหมู่บ้านนี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์แม้แต่ขีดเดียว

ผมพยายามเดินออกไปด้านนอกเพื่อหาจุดที่พอจะมีสัญญาณ ทว่าเดินออกมาไกลพอสมควรก็ยังไม่พบ ด้วยเหตุนี้ผมจึงพยายามมองซ้ายขวาเพื่อหาตู้โทรศัพท์สาธารณะ แต่ก็ไม่มี ทว่า...โชคของผมยังดีที่บังเอิญเห็นชาวบ้านคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในเงามืดของต้นไม้

“ขอโทษครับ” ผมทักทาย โดยพยายามฝืนตัวให้ตรงๆ ไม่เซไปมา ไม่เช่นนั้น อาจถูกกล่าวหาว่าเมาสุราได้

ไม่มีคำตอบจากเงาตะคุ่มนั้น

“ขอโทษครับ” ผมเดินเข้าไปจนชิด เพื่อขอความช่วยเหลือ และก็เป็นนาทีนั้นเองที่ผมสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

“ฮื่อออออออ...” เสียงครางในลำคอแทนที่จะเป็นคำตอบ นอกจากนั้น ผมยังเห็นท่าทางที่ไม่ปกติ นั่นก็คือนอกจากเสื้อผ้าที่เก่าและขาดวิ่นแล้ว เนื้อหนังของคนที่อยู่ตรงหน้า ยังเน่าเหม็นและเต็มไปด้วยหนอนชอนไช ที่ร้ายกว่าก็คือใบหน้าที่กำลังแสยะยิ้ม ขากรรไกรที่ฉีกขาดของมันเปิดกว้างจนสามารถมองเห็นได้ถึงฟันกราม!

“เหวอ! ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” ผมร้องลั่น ก่อนที่จะถอยกรูดออกห่าง ร่างปิศาจพยายามสืบเท้าตาม ทว่าผมยังสามารถตั้งสติได้ จึงรีบพาตัวเองหนี จนกระทั่งเข้ามาหลบอยู่ยุ้งข้าวเก่าๆ แห่งนี้

...

แกรก...แกรก...แกรก...เสียงเดินลากเท้าของผีดิบที่เพ่นพ่านรอบยุ้งข้าวทำให้ผมยิ่งประสาทเสีย ความมืด ความกลัว ความไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ทั้งหมดล้วนแต่ถาโถมเข้าโจมตีจิตใจอย่างหนัก หรือชะตาของผมจะขาดสิ้นลงที่ตรงนี้ ที่หมู่บ้านในชนบทห่างไกล

“บ้าเอ๊ย!” ผมสบถ เมื่อแนบดวงตาเข้ากับรอยแตกของไม้ ผมอยากจะวิ่งฝ่าออกไป มากกว่าที่จะต้องมาเป็นหนูติดจั่นรอเวลาพวกมันมาเจออย่างนี้ แต่ผมจะหนีออกไปได้อย่างไร ในเมื่อรอบด้านมีแต่ปิศาจเดินอยู่เต็มไปหมด และถ้าหนีออกไปได้ ผมก็ควรจะออกตามหารินด้วย นั่นเพราะตั้งแต่ฟื้นจากการหลับใหลหมดสติแล้ว ผมยังไม่เห็นเธอเลย

...จะว่าไป ตั้งแต่ฟื้นจากการสลบ ผมยังไม่เห็น ‘มนุษย์’ เลยแม้แต่คนเดียว

โครม!

เสียงดังสนั่นที่ประตูยุ้งข้าว ผมสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด และรีบซุกกายเพื่อแอบเข้ามุมด้านในของยุ้งซึ่งเต็มไปด้วยกองลังไม้เก่าๆ หรือพวกผีดิบข้างนอกอาจกำลังรุกล้ำเข้ามาด้านในของยุ้ง

เมื่อแอบเข้ามุมเรียบร้อยแล้ว ผมจึงค่อยๆ สอดส่ายสายตาสำรวจทางช่องว่างเล็กๆ จากด้านในของหมู่ลังไม้ และภาพที่เห็นก็คือ บานฝาประตูเก่าๆ ถูกเปิดออกกว้าง ให้ตายเถอะ! พวกมัน...ผีดิบจำนวนมากกำลังเดินอยู่ด้านในของยุ้ง! นับเป็นดวงซวยจริงๆ เพาระผมเพียงแค่ติดตามแฟนสาวที่กลับบ้านเกิดเท่านั้น แต่ไฉนต้องมาตกอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านผีนรกอย่างนี้

หรือจะเป็นเพราะอาถรรพ์เบญจเพส ?

ผมพยายามนิ่งเงียบที่สุด เพื่อที่พวกมันจะได้ผ่านๆ ไปจากตรงนี้ ทว่าความตั้งใจกลับมลายสิ้นโดยพลัน

“โอ๊ย!” ผมร้องลั่น อะไรบางอย่างกำลังลวกมือ ด้วยความร้อนจัดทำให้ต้องยกมือขวาขึ้นดู

ปานแดง!? ปานแดงที่ซินแสบอกผมว่า ‘ไม่ใช่ปาน’ บัดนี้กำลังมีสีแดงเข้มขึ้นเรื่อยๆ แดงเข้มพร้อมกับความร้อนสูงจนทำให้ผมถึงกับร้องลั่น

ร้องลั่นหรือ ?

ทันทีที่ฉุกคิดได้ ผมรีบหันไปมองร่างเน่าๆ ราวกับซอมบี้ในภาพยนตร์ คราวนี้ผมจึงได้รับรู้เวลาแห่งวิกฤติการณ์ที่แท้จริง นั่นเพราะพวกมันทั้งหมดกำลังหันมาทางผม และเวลาที่จะสามารถคิดหาหนทางรอดนั้น มีเพียงแค่ไม่กี่วินาที นั่นเพราะแค่กองลังไม้เก่าคงไม่อาจกั้นขวางพวกมันได้

ผมหันไปมองรอบๆ ใจชื้นขึ้นทันใดที่มองเห็นหน้าต่างที่ปิดไว้ ผมควรจะใช้หนทางนี้เพื่อหนี แม้ข้างนอกอาจมีศพเดินได้ แต่พื้นที่โล่งกว้างคงให้โอกาสในการหนีมากกว่าที่แคบๆ อย่างในยุ้งข้าว ที่สำคัญผมจะต้องหาตัวรินฤดี พยาบาลสาวคนรัก ผู้ซึ่งเป็นลูกหลานคนในหมู่บ้านประหลาดแห่งนี้

ผมผลักบานหน้าต่างสุดแรงเกิดเพื่อเปิดทางหนี เคราะห์ดีที่มันเปิดออกได้โดยไม่ยาก ผมรีบปีนออกไปด้านนอก มองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ไม่พบว่ามีปิศาจมาคอยดักทางด้านหลัง บางทีพวกมันอาจเข้ามาในยุ้งข้าวกันหมดแล้ว และไม่รอช้า ผมวิ่งหน้าตั้งอย่างไม่คิดชีวิต จุดหมายคือการค้นหาบ้านที่จะให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการค้นหา ‘รินฤดี’ ที่หายตัวไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ทว่าความคิดของผมพลาดไปถนัด นั่นเพราะไม่ว่าผมจะไปเคาะประตูบ้านไหนก็ไม่ปรากฏว่าจะมีประตูใดเปิดต้อนรับ บางบ้านเปิดไฟอยู่ดีๆ พอผมไปเคาะประตูกลับปิดไฟลงเสียอย่างนั้น... ถึงตอนนี้ ผมเริ่มหมดความพยายาม ร่างกายที่อ่อนล้าผนวกกับอาการมึนศีรษะ กำลังทำให้ผมอยากจะหลับลงอีกครั้ง ทว่าอนุสติที่พยายามฝืนรั้งเริ่มฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง อาการมึนและง่วงเหงาอย่างประหลาดเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเย็น

ตั้งแต่ตอนที่ผมร่วมรับประทานอาหารที่บ้านของริน

...หรือผมโดนวางยา ?…หรือว่า ริน ?

ไม่จริง! ไม่มีเหตุผลใดที่ผมจะไปสงสัยรินเช่นนั้น หน้าที่ของผมตอนนี้ก็คือการตามหาตัวรินรวมถึงครอบครัวของเธอ จากนั้นผมก็จะหลบหนีออกจากหมู่บ้านนรกแห่งนี้ และการที่ผมจะหนีออกจากที่นี่ วิธีการที่จะรอดพ้นได้นั้น คงจะมีอยู่วิธีเดียว

นั่นก็คือรถยนต์ที่จอดตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน

ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งลัดเลาะไปตามถนน พยายามสะกดกลั้นอาการวิงเวียนและนึกเส้นทางในหมู่บ้าน นับเป็นการยากทีเดียวที่จะต้องค้นหาเส้นทางให้ถูกต้องโดยที่ไม่มีความคุ้นเคย

“ฮื่ออออออ...” ทันใดนั้น ตรงหัวมุมกำแพงที่ผมกำลังเดินเข้าใกล้ จู่ๆ ก็ปรากฏผีร้ายหน้าตาเน่าเฟะไปด้วยหนอนโผล่พรวดออกมา

“เฮ้ย!” ผมร้องลั่น กระโดดถอยหนีด้วยความตกใจ

ทว่า ราวกับหนีเสือปะจระเข้ ผมไม่ทันสังเกตว่าทิศทางที่ผมเผ่นหนีไปนั้นมีสิ่งใดอยู่ ผมสะดุดมันและล้มลงโครมใหญ่

“โอยยยยย...” ผมครางด้วยความเจ็บปวด สะบัดศีรษะไล่ความมึนงงและเตรียมลุกขึ้นเพื่อหนีให้พ้นผีร้าย

แต่ขาของผมกลับถูกบางอย่างยึดเอาไว้!

ผมหันกลับไปดู ใจหายวาบ ขนลุกทั่วร่าง สมองวูบหวิวเกือบเป็นลม นั่นเพราะแท้จริงแล้วสิ่งที่ผมสะดุดล้มลงนั้น หาใช่สิ่งของที่วางเกะกะขวางทางเดินไม่ หากแต่มันคือร่างของปิศาจร้ายอีกตัวที่กำลังคลานอยู่กับพื้น

“โอ๊ยยยยย!” ผมร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด นั่นเพราะขาที่ถูกจับกำลังถูกปิศาจร้ายใช้ฟันกัด ผมรีบใช้เท้าอีกข้างถีบเข้าที่ใบหน้าของมัน หนึ่งครั้ง สองครั้ง จนทีที่สามผีร้ายจึงหลุดออกจากขา

และแม้ขาจะเจ็บแสนสาหัส แต่ผมก็ยังสามารถฝืนลุกขึ้นยืนไหว ผมรีบวิ่งแบบกระเผลกๆ อย่างน้อยก็เพื่อหนีให้ห่างจากผีดิบทั้งสองตัว

นี่มันคือฝันร้าย! ฝันร้ายแน่ๆ  ผีดิบ ปิศาจที่ไล่กัดคนน่าจะมีอยู่แค่ในภาพยนตร์ ในเกม หรือไม่ก็ในนิยายเท่านั้น มันไม่ควรที่จะมีจริง ที่ผมมั่นใจเช่นนั้น เพราะผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับซอมบี้ที่มีต้นกำเนิดจากลัทธิวูดู ซึ่งซอมบี้นั้นจะเกิดจากพิธีกรรมคำสาป…

คำสาป ?

แวบที่ความคิดเกิดขึ้นในสมอง คำทำนายของซินแสที่พ่อแม่เคยพาไปรับการทำนาย หมอดูจีนผู้นั้นได้กล่าวถึงปานแดงของเขาเอาไว้ว่า

‘มันไม่ใช่ปาน...แต่มันคือคำสาป’ หรือว่าเหตุการณ์ร้ายทั้งหมดเป็นเพราะปานแดงที่มือนี้ รวมถึงอายุของผมที่เข้าเกณฑ์เบญจเพสเลยทำให้ดวงยิ่งแย่ลงไปอีก

ผมยกมือขึ้นดูปานวงกลม เมื่อครู่ตอนอยู่ในยุ้งข้าว อยู่ดีๆ ปานก็ร้อนจนผมต้องร้องออกมาเสียงดัง แต่ตอนนี้ปานกลับมามีอุณหภูมิปกติ หากแต่ที่ผิดแผกไปก็คือ สีของปานดูจะมีสีแดงเข้มขึ้น โดยตอนนี้แม้ขาจะวิ่ง แต่สมองก็พยายามสรุปรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่อาจช่วยให้รอดชีวิต เรื่องแรกที่ผมคาใจก็คือเรื่องปาน...ปานแดงที่มือขวา ซินแสบอกว่ามันคือคำสาป ซ้ำร้ายปานนั้นกำลังมีสีแดงเข้ม และเมื่อครู่ก็เกิดอาการร้อนอย่างกับไฟ

เรื่องที่สองก็คืออายุของผมที่เข้าสู่วัยเบญจเพส ที่ซินแสบอกว่า จะต้องพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่ รวมถึงต้องระมัดระวังเคราะห์ร้ายที่จะมาจากการเป็นชู้ การละเมิดลูกเมียผู้อื่น

เรื่องที่สามก็คือความฝันซ้ำซ้อน ฝันที่เหมือนจริง ในฝันนั้น มีใครสักคนพูดว่า จะให้หมอผีทำพิธีสาปส่งวิญญาณ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า การสาปของหมอผีที่ผมเห็นในความฝันนั้น จะสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับปานที่มือขวาหรือไม่

เรื่องที่สี่ที่ผมมองข้าม...ในฝันนั้น ผมได้ยินว่าการสาปส่งวิญญาณจะทำในวันที่เกิดสุริยคราส หรือก็คือสุริยุปราคา ซึ่งการเกิดสุริยุปราคานั้น ตามความเชื่อของคนโบราณจะเกิดจากราหูที่กินดวงอาทิตย์ เข้ากันกับคำทำนายที่ว่าปานของผมอยู่บนเนินเกตุซึ่งถือว่าเป็นส่วนล่างของลำตัวราหูพอดี...ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างน่าประหลาด

เรื่องสุดท้ายคือริน เมื่อผมพยายามนึกถึงเหตุการณ์ย้อนหลัง รินเคยขอดูปานที่มือผม เธอดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียจนน่าแปลกใจ รวมถึงการที่ผมรับประทานอาหารแล้วเกิดอาการง่วงคล้ายโดนวางยาจนกระทั่งหมดสติ อีกทั้งเมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว รินกลับหายตัวไปโดยไม่ทราบสาเหตุ

และที่น่าแปลก แม้จะเป็นเวลาดึกดื่นเที่ยงคืน แม้จะเป็นบ้านนอกคอกนา แต่ผมก็ยังรับรู้ได้ว่า บ้านแต่ละหลังที่ผมพยายามเคาะประตูเพื่อขอความช่วยเหลือนั้น แทบทุกบ้านมีคนอยู่

แต่กลับไม่มีใครเปิดประตู!?

ราวกับทุกคนรู้ว่า คืนนี้จะมีผีร้ายออกเดินเพ่นพ่าน หรืออาจรู้กระทั่งว่า ผมซึ่งเป็นคนแปลกหน้าได้ถูกส่งให้เป็นเครื่องสังเวยแก่ภูตผี ...ไม่มีประโยชน์ที่จะคิดค้นหาคำตอบ เวลานี้ผมควรจะต้องตามหารินให้เจอ จากนั้นค่อยหลบหนีด้วยรถยนต์ที่จอดไว้ปากทางเข้า ส่วนสาเหตุทั้งหลายทั้งปวง เดี๋ยวค่อยมาว่ากันทีหลัง

ผมลัดเลาะไปในทิศทางที่คิดว่าจะสามารถนำกลับสู่ทางเข้าหมู่บ้านที่จอดรถเอาไว้ได้ โดยระหว่างทาง ผมได้พยายามสอดส่ายสายตาหาทั้งริน หาทั้งบ้านที่พอจะเปิดประตูเพื่อให้ความช่วยเหลือ...แต่ก็ไม่มี

หนทางที่เดินนั้น ผ่านไปได้ไม่ง่ายนัก นั่นเพราะตลอดเส้นทาง ผมต้องเจอกับบรรดาศพเดินได้ ซึ่งแต่ละตัวล้วนแล้วแต่น่าสะพรึงขวัญ บางตัวคอหักพับ ศีรษะห้อยร่องแร่งอยู่ด้านหลัง เนื้อตัวเน่าเฟะ บางตัวมีแค่ท่อนบน แต่ถึงอย่างนั้น มันก็พยายามใช้มือคืบคลานไปตามพื้น บางตัวแห้งเหี่ยวจนเหลือแต่หนังดำๆ หุ้มติดกระดูก

“วะ...วะ...เหวอ...” ผมครางออกมา พยายามปิดกั้นเสียงให้มากที่สุด

ทว่าราวกับเป็นโชคร้าย เสียงครางอันแผ่วเบา หากแต่รัตติกาลในหมู่บ้านนรกนั้นเงียบสนิท จนสามารถได้ยินกระทั่งเสียงเข็มที่หล่นในระยะไกล ดังนั้นเสียงจากลำคอของผมจึงทำให้ผีร้ายรู้ตัว พวกมันหันขวับมาทางผม นัยน์ตาสีแดงก่ำที่ล้นทะลักจากเบ้ากระดูกทำเอาผมหนาวสะท้านไปทั่วร่าง

แน่นอนว่าผมกลับหลังหันหนี แต่ดูจะช้าไปเสี้ยววินาที ผีร้ายที่อยู่ใกล้ที่สุดกระโจนเข้ากัดตรงข้อมือข้างซ้ายโดยที่ไม่ทันตั้งตัว

“อ๊ากกกกกก!” เป็นเสียงร้องจากความเจ็บปวด กระนั้นผมยังควบคุมตัวเองได้ ผมรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้กำลังแย่ นั่นเพราะนอกจากผีตัวที่กัดติดผมอยู่ ปิศาจตัวอื่นๆ ที่อยู่ห่างออกไปก็กำลังพุ่งตรงเข้ามา ผมไม่รอช้า กัดฟันฝืนความเจ็บปวด สะบัดผีร้ายออกจากตัว เนื้อที่ข้อมือขาดติดฟันของมันไปบางส่วน และนั่นทำให้เลือดของผมทะลักพุ่งออกจากปากแผล

แต่ผมไม่สนใจอาการบาดเจ็บ ทั้งที่ข้อมือและที่ขา ผมกระเผลกไปวิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิต กระทั่งหนีเข้ามาถึงสถานที่โล่งแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเองอาจจะมาผิดที่ผิดทางเข้าให้แล้ว

เพราะมันคือป่าช้า!

ให้ตายเถอะ! ผมเห็นหลุมศพจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมีรอยขุดออกมาเรียบร้อย ขณะที่หลายหลุมกำลังถูกขุดจากด้านใน! ใช่ครับ! พวกมัน...พวกศพเดินได้กำลังขุดตัวเองให้ขึ้นมาจากหลุม!?

“ฮืออออออ...โอยยยยย...อาาาาาา...” เสียงร้องระงมฟังไม่ได้ศัพท์ดังขึ้นรอบทิศ ผมกำลังถูกล้อมด้วยเหล่าปิศาจร้าย

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วยครับ!” ผมตะโกนเพื่อขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านในละแวกนั้น ทว่าไม่มีใครเปิดประตูออกมาช่วยเลยสักคน แม้หน้าต่างสักบานก็ไม่มีการเปิดออกมาดู

ผมวิ่งอย่างไร้ทิศทาง ไร้เรี่ยวแรง และไม่แน่ใจว่าจะเป็นโชคดีหรือโชคร้าย ที่ในที่สุดผมได้วิ่งไปถึงเนินเขาที่ไม่สูงนัก แต่ก็ชันจนเกือบจะหักมุมฉาก

ขาของผมก้าวพลาด

“เหวออออออ!!” ผมร้องเสียงหลงก่อนที่จะกลิ้งหล่นลงไปด้านล่าง ศีรษะของผมฟาดกับพื้นและสลบในทันที

............................................

ผมรู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องพูดคุยรอบตัว ผมพยายามลุกขึ้นนั่งแต่ไม่สำเร็จ นั่นเพราะแขนขาถูกมัดขึงพืดไว้กับแคร่ ส่วนที่ขยับได้มีเพียงศีรษะเท่านั้น นอกจากผู้คนรอบกายที่ไม่คุ้นหน้าแล้ว ผมยังเกตว่าเสื้อผ้าการแต่งกายออกจะเป็นในแนวย้อนยุค

ที่สำคัญ คนชุดขาวที่ยืนอยู่ด้านข้างตัวผมนั้น ผมเคยเห็นมาก่อนหน้า

หมอผี!? หมายถึงผมกำลังอยู่ในห้วงนิมิตความฝันอย่างนั้นหรือ ?

หมอผีชุดขาวพนมมือสวดมนต์พร้อมมีดเล่มยาวในมือ ผมยิ่งใจหายเพราะไม่รู้จะว่าอะไรกำลังจะเกิดกับตัวเอง ที่สำคัญผมรู้สึกเจ็บแปลบอีกครั้งจากแผลที่หน้าท้อง...คราวนี้ผมจำได้แล้วว่า ผมถูกตำรวจยิงปืนใส่

แต่ทำไมผมถึงถูกตำรวจยิง ?

“ฆ่ามันเลยพ่อหมอ” เสียงคนจำนวนมากตะโกน ผมส่ายศีรษะไปมาโดยไม่มีแรงเปล่งเสียงออกจากปาก และเมื่อมองไปยังท้องฟ้าด้านบน ผมจึงได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติบนท้องฟ้า

มันคือสุริยุปราคา

หมอผียกมือขึ้นสูงเป็นเชิงปรามให้เงียบ ซึ่งชาวบ้านที่ส่งเสียงเซ็งแซ่ก็เงียบจริงๆ และเมื่อทุกคนอยู่ในความสงบแล้ว หมอผีชุดขาวจึงพูดด้วยสำเนียงกึ่งไทยกึ่งเขมร

“เดี๋ยวเราจะเริ่มพิธีสาปแช่ง”

ชาวบ้านเฮลั่นพร้อมกัน ผมคิดว่าตัวเองคงไม่รอดแน่ อย่างน้อยก็ในความฝันนี้

“ทำพิธีสาปแช่งเพื่ออะไร ฆ่ามันไปเลยดีกว่า! มันเป็นโจรร้าย ทั้งปล้น ฆ่า และข่มขืนลูกเมียพวกเราไปตั้งสิบกว่าชีวิต พวกเราทนไม่ไหวแล้ว!” นั่นหมายถึงผมหรือ ? ผมไม่เคยทำสิ่งที่พวกเขาพูดเลยสักครั้ง

หรือว่าจะเคยทำอย่างที่พวกเขาพูด ?

พริบตานั้น ภาพความทรงจำพลันผุดขึ้นในหัว ผมรู้ตัวทันทีว่าเมื่ออดีตชาติ...ผมเคยเป็นมหาโจร เคยฆ่าคนตายเป็นว่าเล่น ปล้น ข่มขืนนี่เป็นเรื่องปกติ ในดินแดนอีสานลุ่มน้ำโขง ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักโจรร้ายอย่างผม

ความทรงจำทำให้รู้ว่า ผมหลบหนีการไล่ล่าของตำรวจ ทว่าพลาดท่าถูกยิงเข้าที่ท้อง กระนั้นเสือลำบากอย่างผมพยายามกระเสือกกระสนจนหนีพ้นการไล่ล่าสำเร็จ ผมดั้นด้นหนีมาจนถึงหมู่บ้านแห่งนี้ หนึ่งในหมู่บ้านที่ผมเคยกระทำเลวทรามด้วยการปล้นฆ่า

และเป็นสถานที่แห่งเดียวกับหมู่บ้านในช่วงเวลาปัจจุบัน!

“สุริยคราสกำลังจะเต็มดวง พิธีจะสัมฤทธิ์ผลด้วยความแค้นของทุกคน” หมอผีประกาศก้อง ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบพากันกรูเข้ามารอบแคร่ที่ขึงพืดผมอยู่ ผมตาเหลือกด้วยความหวาดกลัว นั่นเพราะชาวบ้านแต่ละคนไม่ได้มามือเปล่า บางคนถือมีด บางคนถือค้อน ถือขวานมาด้วย

พริบตานั้น บรรยากาศรอบตัวมืดลงสนิท ผมเหลือบมองข้างบนฟ้าจึงเห็นพระอาทิตย์สีดำ มันคือสุริยุปราคา!

หมอผีบริกรรมคาถาอีกอึดใจ จากนั้นจึงยกมีดในมือขึ้นสูง ผมร้องลั่นด้วยรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

“อ๊ากกกกก!” เป็นเสียงร้องของผม ความเจ็บรุนแรงที่ฝ่ามือขวา หมอผีชุดขาวแทงมีดลงที่มือของผม จากนั้นจึงกรีดเนื้อหนังออกเป็นรูปวงกลม

“นี่คือคำสาป ด้วยฤทธานุภาพแห่งราหู ฆาตกรชั่วผู้นี้ เมื่อไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ก็จะมีรอยปานรูปดวงอาทิตย์ที่มือขวา ทุกคนจะได้รู้ว่ามันเป็นใคร ทุกคนจะได้ล้างแค้นมันไปทุกชาติภพ!” หมอผีประกาศก้อง ในที่สุดผมก็ได้รู้คำตอบของปริศนาที่ซินแสทำนายไว้ หมอดูจีนเคยทักไว้ว่าปานที่มือขวาหาใช่ปานปกติไม่ หากแต่คืออวิชชาคำสาป!

ทว่าความเลวร้ายที่ยิ่งกว่าคือเหตุการณ์ต่อจากนี้

“ตามตำนาน สุริยคราสคือราหู และราหูก็คือยักษ์! ดังนั้น หากจะทำให้คำสาปสัมฤทธิ์ผล ผู้ที่สาปแช่ง…ชาวบ้านอย่างพวกเจ้า เหล่าผู้ที่เคียดแค้นความระยำของไอ้โจรห้าร้อย จะต้องกินเนื้อของมันเพื่อบัดพลีสังเวยแก่เทพราหู!” หมอผีประกาศกร้าว และเหตุการณ์หลังจากนั้น มันคือฝันร้ายที่สุดในชีวิต เป็นการมองเห็นอดีตชาติที่เลวร้าย เจ็บปวดมากที่สุด

ขวานของใครคนหนึ่งถูกเหวี่ยงสับเข้ามาที่ขา ผมร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ทว่าสิ่งที่ตอบสนองหาใช่ความสงสารไม่ หากแต่เป็นคำเยาะเย้ย หัวเราะสมน้ำหน้า บางที ชาติที่แล้ว ชาติภพที่ผมเป็นโจร ผมคงทำเลวทรามต่ำช้าไว้มากจริงๆ

นอกจากเสียงเยาะเย้ยแล้ว การกระทำทั้งหมดก็ไม่ต่างอะไรไปจากการโดนรุมประชาทัณฑ์ ผมแทบจะหมดสติหรือไม่ก็ตื่นจากนิมิตฝัน แต่ก็ไม่! โชคชะตาคงอยากให้ผมได้รับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อครั้งอดีตชาติ

และที่เลวร้ายยิ่งกว่า นั่นก็คือหมอผีออกคำสั่งให้ชาวบ้านทุกคน ‘กินเนื้อ’ ของผม!?

“อ๊ากกกกกกก!!!” ผมร้องด้วยความเจ็บปวด ด้วยเพราะเนื้อหนังกำลังถูกมีด ทั้งร่างถูกเฉือนเพื่อแบ่งแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน

.................................

ผมสะดุ้งตื่นพร้อมเสียงร้องโหยหวน ทว่าตอนนี้ร่างกายไม่ได้ถูกพันธนาการไว้ จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงนิมิตฝัน แต่แม้จะไม่ใช่เรื่องจริง ทว่าก็อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต เช่นนั้นคำตอบทุกอย่างจึงมาบรรจบกัน ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรือจงใจก็ตาม ผมได้กลับมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ หมู่บ้านที่ผมซึ่งเป็นโจรชั่ว ‘ถูกบูชายัญ’ ในอดีตภพ จริงๆ แล้วเรื่องทั้งหมดควรจะจบ ทว่าหมอผีชุดขาวนั้นกลับทำพิธีสาปแช่งเอาไว้

ทำให้ผมมี ‘ปานคำสาป’ ที่มือขวา

ดังนั้นเมื่อผมมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ คนที่รู้มาก่อน คนที่สังเกตเห็นปานที่ว่า เขาก็จะต้องรู้ทันทีว่าผมเป็นโจรชั่วกลับชาติมาเกิด มาเพื่อให้พวกเขาล้างแค้น

ยิ่งกว่านั้น นี่เป็นการคิดเอาเองของผม...ผมคิดว่าชาวบ้านที่เข้าร่วมพิธีไสยดำ พวกเขาน่าจะต้องโดน ‘คำสาป’ ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นเพราะวิธีการฆ่าที่โหดเหี้ยมวิปริต การกัดกินเนื้อของฝ่ายตรงข้าม นี่มันเหมือนกับพวกผีดิบซอมบี้ที่ผมเผชิญหน้ามาทั้งคืน รวมถึงการที่พวกผีดิบโผล่ออกมาจากหลุมศพในป่าช้า สิ่งนี้ยิ่งแสดงให้เห็นว่าร่างของพวกผีดิบเหล่านั้น น่าจะเป็นศพของชาวบ้านในอดีต

ผมค่อยๆ ยันตัวเองขึ้นยืน นาฬิกาที่ข้อมือบ่งชี้เวลาหกโมงเช้าแล้ว นี่แปลว่าหลังจากตกเหวลงมา ผมสลบไปกว่าค่อนคืน ซึ่งนับเป็นโชคดีที่พวกปิศาจร้ายตามหาตัวผมไม่เจอ และอีกไม่นานพระอาทิตย์ก็จะขึ้น และผมก็จะรอด!

ด้วยสติที่เริ่มกลับมา ด้วยร่างกายที่ได้พักหลายชั่วโมง ผมสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวแล้วจึงพบว่าบริเวณนี้น่าจะใกล้เคียงกับทางเข้าหมู่บ้าน ใกล้ๆ กับบริเวณที่จอดรถทิ้งไว้ ทั้งแสงแดดอ่อนๆ ที่เริ่มทาทับทั่วทั้งบริเวณ ผมจึงสามารถปลุกเร้ากำลังใจเพื่อเดินหาเส้นทางที่จะนำไปสู่ทางออกได้อีกครั้ง

กว่าผมจะลัดเลาะออกมาถึงถนนได้ก็เกือบแปดโมงเข้าไปแล้ว ถนนตรงทางออกอยู่ไกลจากจุดนี้ไม่น่าจะเกินหนึ่งร้อยเมตร และตอนนี้ทั่วบริเวณสว่างไสวด้วยแสงแดด กระนั้นบ้านเรือนรอบๆ ก็ยังไม่มีใครเปิดประตูหน้าต่าง คนธรรมดาๆ ก็ยังไม่โผล่ออกมาให้เห็น

แต่ที่เห็นก็คือ ซากศพเดินได้! พวกมันรอผมอยู่รอบทิศ ทว่ามันอยู่ได้เพียงแค่เงามืดของชายคาระเบียงบ้าน หรือไม่ก็ตามเงาของต้นไม้ใหญ่ ผมยิ้มแสยะด้วยความสะใจ นั่นเพราะทางออกตรงหน้า ทางออกที่จะนำไปสู่รถยนต์ ตลอดทางนับจากนี้เป็นที่โล่ง ไม่มีจุดใดที่เป็นเงามืดให้มันบุกจู่โจม

ผมจะรอดตาย และถ้ารอดจากตรงนี้เมื่อไร ผมจะลาออกจากการเป็นหมอ แล้วกลับไปอยู่สบายๆ ที่กรุงเทพฯ

ทว่า ฉับพลันนั้น! ผมรู้สึกถึงความร้อนรุนแรงที่มือขวา...มือที่มีปานคำสาป ผมรีบยกมือขึ้นดู ใจหายวาบเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของปาน...รูปดวงอาทิตย์

บัดนี้ปานนั้นค่อยๆ เว้าแหว่งทีละน้อย ในขณะที่บรรยากาศโดยรอบก็พลันมืดลงทุกขณะ

ผมรีบเงยหน้ามองพระอาทิตย์ บัดซบ! สุริยุปราคากำลังถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง!

ผมรีบวิ่งแบบกระเผลกๆ ไปที่รถยนต์ และรู้ดีว่าสิ่งที่จะปกป้องผมจากเหล่าผีดิบมีเพียงแสงแดด ทว่าหากสุริยุปราคาเต็มครบดวงเมื่อไร ก็เท่ากับว่ารอบตัวผมจะตกอยู่ในความมืด

พวกปิศาจร้ายเฮโลออกมาตามเงาราหูที่เกิดขึ้น ผมพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุด ซึ่งผมก็คิดว่าน่าจะหนีทันเวลาแบบฉิวเฉียด

แต่กุญแจรถผมล่ะอยู่ที่ไหน ? ใจหายวาบอีกครั้ง เมื่อพยายามล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหากุญแจรถ...แต่กลับไม่มี?

“ทางนี้ค่ะหมอคณิต” เสียงคุ้นเคยจากทิศทางด้านหน้าอันเป็นที่จอดรถ ผมเห็นเจ้าของเสียงแล้วใจชื้นมาเป็นกอง เพราะเจ้าของเสียงที่ว่าก็คือรินฤดี คนรักของผม เธอปลอดภัยดี แต่อะไรก็สำคัญไม่เท่ากุญแจรถที่เธอถือไว้ในมือ

“รินปลอดภัยดีใช่ไหม” ผมกระเผลกเข้าไปหาพร้อมกับยื่นมือเพื่อเข้าไปเอากุญแจรถ เพียงเท่านี้ผมก็จะรอดจากหมู่บ้านนรกแห่งนี้

ทว่า...สวบ!

มีดปลายแหลมปักเข้าที่หน้าท้องของผมจนมิดด้าม มีดนั้นมาจากมือของริน!

“ริน ?” ผมเรียกชื่อเธอออกไปด้วยความเจ็บปวดระคนสงสัย ทว่านาทีนั้น ความทรงจำที่เคยอยู่กับรินจึงผุดขึ้นในสมอง ใช่! ผมเคยเอาปานที่มือขวาให้เธอดู รินให้ความสนใจ พลิกหน้าพลิกหลังมือของผมเพื่อพิจารณาอย่างละเอียด ทีแรกผมคิดว่าเธอคงแปลกใจในรูปร่าง ลักษณะของปาน

แต่บัดนี้ผมรู้เหตุผลแล้ว เธอเองก็เป็นคนในหมู่บ้าน เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวบ้านที่ทำพิธีสาปแช่ง! ที่สำคัญ เรื่องทั้งหมดจะอธิบายได้ทันที ว่าเพราะเหตุใดรินจึงชวนผมมาที่หมู่บ้าน เธอตั้งใจจะพาผมมาให้บรรพบุรุษของเธอล้างแค้น หนำซ้ำรินยังเลือกวันที่จะเกิดสุริยุปราคาอีกด้วย

“ริน...อย่า...ได้โปรด...” ผมพยายามขอร้อง ทว่ามีดถูกชักออกและเสียบเข้าที่หน้าอกของผมอีกครั้ง คราวนี้ผมร้องไม่ออกสักแอะ ผมทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า สายตาเริ่มรู้สึกถึงความมืด ผมไม่รู้ว่าความมืดที่ผมเห็น เกิดจากการเสียเลือด หรือเพราะเกิดจากเงาราหูที่บดบังพระอาทิตย์จนเต็มดวง... บัดนี้ผมอยู่ท่ามกลางความมืด ท่ามกลางเงาแห่งสุริยคราส

ผมยกมือขวาขึ้นดูปานคำสาป ดวงอาทิตย์ในมือถูกบดบังจนเต็มทั้งดวงแล้ว สอดคล้องกับดวงจันทร์ที่บดบังแสงอาทิตย์จนสิ้น ที่สำคัญรอบตัวผมเต็มไปด้วยผีดิบที่รายล้อม

“ลาก่อนค่ะ หมอคณิต รินตั้งใจพาหมอมาที่นี่ เพราะอะไรรู้ไหมคะ แม่ของรินเคยเล่าให้ฟังว่า คุณยายของรินต้องกลายเป็นคนวิกลจริตก็เพราะหมอ!”

“หมอในอดีตชาติเคยข่มขืนคุณยายของริน แค่นั้นยังไม่พอ หมอยังแขวนคอคุณตา ฆ่าท่านต่อหน้าคุณยายอีกด้วย อย่างนี้จะไม่ให้รินแค้นได้ยังไงคะ พอรินได้เจอหมอที่ทำเจ้าชู้เข้ามาจีบ จึงได้เห็นปานที่มือหมอ รินก็เลยรู้ค่ะว่าได้เจอตัวแล้ว และตำนานที่หมอผีได้สาปแช่งไว้นั้น เป็นความจริง!”

“รินเลยโทรศัพท์มาเล่าให้ทุกคนในหมู่บ้านฟัง หมอรู้ไหมคะ ว่าทุกคนในหมู่บ้านเกลียดและอยากฆ่าหมอแทบทุกคน” รินฤดีพูดเรื่อยเปื่อยขณะที่ผมแทบไม่ได้ยินอะไรแล้ว

“สุดท้ายนี้ลาก่อนค่ะหมอ ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่เข้ามาจีบริน ทั้งที่หมอรู้ว่ารินมีแฟนอยู่แล้ว” คำพูดประโยคสุดท้ายทำให้ผมนึกเสียใจที่ไม่ฟังคำเตือนของซินแส   

  ‘เบญจเพสของคนที่เกิดวันเสาร์ จะต้องพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่ รวมถึงต้องระมัดระวังเคราะห์ร้ายที่จะมาจากการเป็นชู้ การละเมิดลูกเมียผู้อื่น’

ถ้าผมไม่เจ้าชู้ ไม่ละเมิดลูกเมียผู้อื่น รินคงหาตัวผมไม่เจอ ผมก็จะไม่ต้องเผชิญคำสาปอย่างนี้ แต่ถึงตอนนี้แล้วคงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก นั่นเพราะฝูงผีดิบซึ่งก็คือซากศพชาวบ้านในอดีต พวกมันกำลังกรูกันเข้ามาเพื่อกัดกินเนื้อของผม ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างก่อนที่สติจะหลุดลอย

ทว่าในห้วงคำนึงสุดท้ายกลับปรากฏคำถามอันน่าหวาดหวั่น นั่นคือ นอกจากคำสาปสุริยคราสที่หมอผีใช้สาปแช่งแล้ว ความเกลียดชังคั่งแค้นของผู้อื่นเล่า ? หากแม้นใครก็ตามที่มีความพยาบาทอันแรงกล้า หากใครคนนั้นได้ผนวกจิตอาฆาตเข้ากับอำนาจแห่งคราสราหูแล้ว อำนาจจิตชั่วร้ายนั้นจะมีผลเช่นเดียวกับคำสาปของหมอผีหรือไม่ ?

และหากข้อสงสัยของผมเป็นจริง หมายถึงจะต้องมีบุคคลอื่นที่มีปานคำสาปเหมือนผมใช่หรือไม่ ?

...แล้วคุณล่ะครับ มีปานเช่นเดียวกับผมหรือเปล่า

 

**************************

                และก็จบไปอีกหนึ่งภาพ นับเป็นเรื่องราวสยองขวัญที่แสดงถึง นรกที่เกิดจากจิตใจมนุษย์ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใคร หรือมีอาชีพใด ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงที่จะเปิดรับความชั่วร้าย...หรือนรก เข้าไว้ในใจได้โดยง่าย สำหรับวันนี้ ขอบพระคุณมากครับ

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น