อัปเดตล่าสุด 2019-01-15 10:00:40

ตอนที่ 8 เหตุเกิดในซอยเปลี่ยว

สวัสดีครับ หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวของหน่วยกู้ภัย ที่นอกจากจะทำงานเสียสละช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้บาดเจ็บรวมถึงผู้ที่เสียชีวิตแล้ว ทว่าเรื่องราวของพวกเขาไม่ได้มีเพียงแต่การกู้ภัยที่ทั้งตื่นเต้นและน่าหวาดเสียวเพียงเท่านั้น หากแต่ยังมีเรื่องเล่าลี้ลับที่มักถูกเล่าขานไปพร้อมกัน

ครับ! เรื่องราว ภาพวาดในครั้งนี้ถูกแสดงออกมาในรูปแบบของสีเหลืองส้ม...สีสันแห่งความกล้าหาญ สีสันของการผจญภัย แต่ก็อย่างว่านั่นแหละครับ ภาพแห่งความมืด...ภาพทุกภาพในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ล้วนมีเอกรงค์เป็นสีดำ!

 

*******************************************************
 

เหตุเกิดในซอยเปลี่ยว

 

            แสงไฟหน้ารถส่องสว่างขับไล่ความมืดของถนนตรงหน้า สองข้างทางที่รถกำลังแล่นผ่าน หากแม้ไม่ใช่ป่าหญ้าคารกชัฏสูงเทียมศีรษะก็จะเป็นตึกแถวรกร้างที่สร้างไม่เสร็จ ช่วงเวลาห้าทุ่มที่แม้จะยังไม่ดึกนักสำหรับคนเมืองกรุง หากแต่ในซอยเปลี่ยวไร้ผู้คนแห่งนี้ ช่างวังเวงเสียวสันหลังยิ่งนัก

รถอาสาสมัครกู้ภัยเร่งตะบึงตรงเข้าในซอยเปลี่ยว ซึ่งแท้จริงแล้วในกลางวันนั้น ถนนเส้นนี้นับว่ามีรถราสัญจรอยู่มากพอสมควร นั่นเพราะถนนเล็กๆ คดเคี้ยวเส้นนี้สามารถเชื่อมต่อถนนสายหลักได้ถึงสองด้าน แต่ก็เพราะความคดเคี้ยว ความแคบกอปรกับเนินสูงต่ำของถนนจึงทำให้บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่อย่างกระจายตัวกัน หากจะมีมากก็เพียงแค่แถวๆ ปากซอยทั้งสองด้านที่ต่อติดกับถนนสายหลักเท่านั้น

“ไอ้เดี่ยว อีกไกลไหมวะ?” ชายหนุ่มในชุดอาสาสมัครกู้ภัยที่นั่งเบาะหลังถาม

“กลางๆ ซอยล่ะมั้ง? มึงอยากพักแล้วล่ะสิ ไอ้เอ” คนขับที่สวมชุดยูนิฟอร์มเดียวกันตอบ กระนั้นเขาก็เข้าใจเพื่อนร่วมงานดี นั่นเพราะทั้งตัวเขาเอง ทั้งไอ้เอ และก็ไอ้ภูมิที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับ พวกเขาทั้งสามคนล้วนแล้วแต่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล นั่นเพราะความจริงวันนี้เป็นวันที่พวกเขาพึ่งกลับจากการพักผ่อนที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

ทว่าแทนที่จะได้กลับเมืองไทยตามแผนการที่กำหนดล่วงหน้า แต่ปัญหาหมอกควันจากไฟป่าทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับไฟลท์ดีเลย์ จนทำให้มาถึงเมืองไทยเมื่อสักครู่ และทันทีที่เปิดโทรศัพท์มือถือที่ปิดไว้ตลอดทั้งทริป พวกเขาจึงพบกับมิสคอลล์เป็นจำนวนมาก โดยหนึ่งในหมายเลขเหล่าเป็นของหัวหน้าหน่วยกู้ภัย และยังไม่ทันได้คิดที่จะโทรกลับ หัวหน้าก็โทรเข้าเครื่องของเดี่ยวทันที

“พี่ขอโทษที่ต้องรบกวนน้องที่พึ่งกลับมาจากการพักผ่อน แต่ตอนนี้พวกเราขาดกำลังคน” คำพูดนี้เองที่ทำให้สามหนุ่มหน่วยกู้ภัยไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ เรื่องก็คือในเวลานี้มีอุบัติเหตุครั้งใหญ่เกิดขึ้น มีรถบรรทุกแก็สแล่นตกลงมาจากทางยกระดับ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หน่วยกู้ชีพจากโรงพยาบาล หน่วยกู้ภัยทุกหน่วยถูกระดมไปช่วยที่จุดเกิดเหตุ

แค่คิดก็ขนลุกเกรียวแล้ว อุบัติเหตุในคืนวันศุกร์สิ้นเดือนอย่างนี้ ความสูญเสียคงรุนแรงมากมายยิ่ง!

“พอดีมีอุบัติเหตุรถชนต้นไม้ เจ้าหน้าที่ของเราที่ลงเวรไปแล้วบังเอิญไปพบ เลยโทรแจ้งเข้ามา แต่ตอนนี้พวกพี่ไม่มีคนไหนที่ว่างพอจะไปช่วยได้เลย หน่วยกู้ภัยอื่นก็เหมือนกัน” นี่คือเหตุผลที่หัวหน้าจำเป็นต้องบากหน้าโทรมาหาทั้งที่เป็นวันหยุดของพวกเขา

“ได้ครับพี่ เดี๋ยวพวกผมไปช่วยเอง” เดี่ยวตอบแทนทุกคน ซึ่งแน่นอนว่าทั้งเอและภูมิไม่มีใครอิดออด สำหรับทีมกู้ภัยแล้ว ผู้ประสบเหตุจะต้องมาก่อนเรื่องอื่น

“ขอบใจมาก อยู่ตรงกลางๆ ซอยนะ จะมีเจ้าหน้าที่ของเรารออยู่” จากนั้นจึงเป็นคำอธิบายเส้นทางก่อนที่หัวหน้าจะวางสายไป

...และนี่คือที่มาของการปฏิบัติภารกิจกู้ภัยในซอยเปลี่ยวอันมืดมิด

“ข้างหน้าใช่ไหมวะ?”เอชี้ให้ไอ้เดี่ยวคนขับชะลอพร้อมกับชี้มือให้ดูที่ต้นไทรริมถนน ส่วนมืออีกข้างเขย่าไอ้ภูมิให้ตื่นจากการนั่งหลับนก

“ไหนๆ เออ! ท่าทางจะใช่” ไอ้ภูมิที่พึ่งตื่นทำเนียนรู้เรื่องสถานการณ์ด้านนอกในทันที

เดี่ยวเปิดไฟสูงกะพริบสองครั้ง แสงไฟที่สาดเป็นวงกว้างทำให้เห็นรถจักรยานยนต์คันหนึ่งนอนตะแคงอยู่ที่โคนต้นไทร ข้างๆ มีผู้หญิงนอนจมกองเลือดอยู่

ส่วนที่ยืนโบกมือไหวๆ นั่นคือสมาชิกในทีมกู้ภัยของพวกเขา ‘พี่อัน’ รุ่นพี่ที่ทำหน้าที่อาสาสมัครมาก่อนสามสหายราวๆ สองสามปี

“พี่อันว่ะ ไหนหัวหน้าว่าลงเวรแล้ว ทำไมพี่เขายังใส่ชุดกู้ภัยอยู่วะ” นายเอสังเกต เพราะปกติแล้วเวลาลงเวร พวกเขาจะไม่ใส่ชุดกู้ภัยออกไปเดินข้างนอก

“ไม่เห็นแปลกนี่หว่า บางทีถ้ายุ่งๆ กูก็เคยเห็นพี่เขาใส่ชุดกู้ภัยกลับบ้านเหมือนกัน พี่อันเคยบอกว่าพี่เขาไม่ได้ลงจากรถไปเที่ยวที่ไหน พี่เขาจะตรงกลับบ้านทันที” ภูมิออกความเห็น

บทสนทนาจบลงเมื่อเดี่ยวแอบรถเข้าข้างต้นไทร ถึงตอนนี้สามหนุ่มอาสาสมัครกู้ภัยลืมความง่วงเหงาอ่อนเพลียจนสิ้น ด้วยเพราะบัดนี้ภารกิจช่วยเหลือคนเจ็บกำลังจะเริ่มต้น

“หวัดดีครับพี่อัน” ภูมิยกมือไหว้ เดี่ยวและเอยกมือไหว้ตามเพื่อน พี่อันที่ยืนอยู่ข้างคนเจ็บไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่รับไหว้ก่อนที่จะชี้ไปที่ผู้ประสบเหตุ

“แย่แล้วว่ะ ผู้ป่วยสลบ!” ไอ้เอร้องออกมา ขณะที่ภูมิกับเดี่ยวหันกลับไปหยิบเปลสีส้ม ๆ ที่มีส่วนให้สำหรับล็อกลำคอไม่ให้ดิ้นไปมาได้ นั่นก็เพราะการที่ผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุและมีอาการสลบนั้น จะไม่สามารถประเมินอาการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอได้ พวกเขาจึงต้องทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในลักษณะที่ต้องล็อกต้นคอเอาไว้ อย่างน้อยก็เพื่อ ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’

ผู้ป่วยหญิงวัยกลางคนถูกนำขึ้นเปลอย่างนุ่มนวลสมกับเป็นอาสาสมัครกู้ภัยที่มีประสบการณ์ เอกับภูมิยกเปลที่มีผู้ป่วยขึ้นไว้ที่ตอนหลังของรถ จากนั้นก็เป็นสองคนนั่นเองที่ขึ้นไปนั่งเฝ้าดูอาการ เดี่ยวเองก็ขึ้นรถในฐานะคนขับ และแน่นอนว่าพี่อันที่อาวุโสสุดคอยยืนควบคุมการดำเนินการของสามหนุ่มรุ่นน้อง เมื่อขึ้นรถพี่อันจึงขึ้นไปนั่งตรงตำแหน่งข้างคนขับ

“พร้อมนะเพื่อน” เดี่ยวรัดเข็มขัดก่อนที่จะหันไปถามเอและภูมิที่ประจำทั้งสองข้างของผู้ประสบเหตุ

“ได้เลยเพื่อนเดี่ยว ซิ่งไปเลย” เอตอบติดตลก แต่เขาก็หุบปากทะเล้นทันทีที่สังเกตเห็นว่าพี่อันนั่งนิ่งไม่พูดอะไรแม้แต่อย่างเดียว

“พี่อันโกรธอะไรรึเปล่าวะ ไม่พูดไม่จา หรือว่าพวกเรามาช้าไป” เอกระซิบถามภูมิ

“ไม่หรอกมั้ง จริงๆ แล้วพวกเราไม่ได้ขึ้นเวรนะ แค่มาช่วยนี่ก็ดีถมแล้ว” ภูมิกระซิบตอบ

 

รถกู้ชีพแล่นฝ่าความมืดไปตามถนนในซอย แม้ถนนจะโล่งเนื่องเพราะไม่มีทั้งผู้คน ทั้งรถรา หากแต่นายเดี่ยวคนขับก็ไม่อาจเร่งความเร็วเพื่อทำเวลาได้ สาเหตุก็เพราะความแคบและคดเคี้ยวของเส้นทางนั่นเอง

“ขับยากจริง ๆ นะครับ ถนนเส้นนี้ ผมว่าเพราะมันคดเคี้ยวเลี้ยวเยอะอย่างนี้ เลยทำให้ไม่ค่อยมีใครมาอาศัยอยู่นะครับ” เดี่ยวผู้นั่งหลังพวงมาลัยเอ่ยกับพี่อันเพื่อให้ในรถไม่เงียบจนเกินไป

ทว่าพี่อันไม่ตอบ เขายังคงนั่งก้มหน้านิ่ง นายเดี่ยวจึงคาดเดาเอาว่า บางทีพี่อันอาจจะเหนื่อยล้าจากภารกิจจนเกิดอาการ ‘หลับนก’

“ข้างหลังเป็นยังไงบ้าง?” เดี่ยวถามเพื่อนผ่านทางกระจกบานเลื่อนที่กั้นส่วนหน้าและส่วนหลังของรถ

“เออ...รีบ ๆ ขับไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง” ภูมิตอบมาจากในความมืดสลัว เพราะด้านหลังของรถเปิดเพียงไฟหรี่สีเหลืองอ่อนที่หลังคาเท่านั้น

“เฮ้ย! แต่กูว่าคนไข้ชักไม่ค่อยดีแล้วว่ะ” เอที่นั่งอีกฝั่งชะโงกหน้ามากระซิบบอกเพื่อน เขากำลังใช้นิ้วคลำหาชีพจรของหญิงวัยกลางคนที่นอนในเปล

“ทำไมวะ?” ภูมิถาม

“กูคลำชีพจรไม่ได้ว่ะ”

แต่แทนที่ภูมิจะตกอกตกใจ รีบตรวจอาการ ตรวจชีพจรซ้ำ ชายหนุ่มกลับยกมือขึ้นเบิร์ดกะโหลกไอ้เอเบาๆ เป็นเชิงสั่งสอนแบบทีเล่นทีจริง

“ไอ้บ้า! พูดไม่ดูคนไข้เลยนะมึง! ดูป้าเขาก่อนสิวะ ทั้งกลอกตา ทั้งเหลือกตาได้อย่างนี้ จะตายได้ยังไงวะ?”

และก็เป็นอย่างที่ภูมิพูดจริงๆ หญิงวัยกลางคนผู้ประสบเหตุที่นอนอยู่บนเปลนั้น แม้จะขยับตัวไม่ได้เนื่องจากถูกสายรัดล็อกเอาไว้ แต่เหตุผลที่ทำให้ภูมิมั่นใจว่าผู้ประสบเหตุยังไม่เป็นอะไรมากนั้น...นั่นก็คือดวงตาที่กลอกกลิ้งไปมา...ซ้ายที...ขวาที

บางครั้งก็เหลือกจนเห็นตาขาว!

“เออว่ะ! จริงด้วย! แหม...ป้า  รู้สึกตัวแล้วก็ไม่บอก” นายเอโพล่งออกมาด้วยความโล่งใจที่ผู้ประสบเหตุสามารถฟื้นคืนสติได้

“ป้ารู้สึกอย่างไรบ้างครับ” ภูมิถาม

“…” ริมฝีปากหญิงวัยกลางคนขยับ ทว่าสำเนียงแผ่วเบาจนไม่ได้ยิน

“ว่ายังไงนะครับ?” ภูมิถามอีกครั้ง คราวนี้สองหนุ่มนักกู้ภัยหูเอียงเข้าไปใกล้ปากผู้บาดเจ็บ ด้วยหวังว่าจะได้ยินเสียงอันแผ่วเบานั้น

“หิว...” เสียงแหบพร่าดังจากปากหญิงวัยกลางคนผู้ประสบเหตุ

เอกับภูมิมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่เจอผู้ประสบเหตุบอกว่า ‘หิว’ นั่นเพราะตั้งแต่สองหนุ่มทำงานกู้ภัยมา ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่จะบ่นถึงอาการบาดเจ็บของตนเอง หรือไม่ก็สอบถามหาญาติพี่น้องเสียมากกว่า

คุณป้าตรงหน้าเป็นคนแรกที่บ่นว่า ‘หิว’ ?

“เอ่อ...คงยังรับประทานอะไรไม่ได้นะครับ ต้องรอตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก่อน” เอตอบ เขาจำได้ว่าเวลาไปส่งผู้ประสบเหตุที่โรงพยาบาล เพื่อความปลอดภัยคุณหมอมักให้ผู้ประสบเหตุอดข้าวอดน้ำไว้ก่อน

คราวนี้หญิงวัยกลางคนหันศีรษะมาทางเอ ดวงตาแดงก่ำแข็งกร้าว!

“แต่กูหิว!” คราวนี้ไม่ใช่เสียงแหบพร่า หากแต่เป็นเสียงดังเกือบเป็นตวาด

“มะ...ไม่ได้นะครับ อดใจอีกนิดเดียว” ภูมิพยายามปลอบประโลมผู้บาดเจ็บให้ใจเย็น และก็ดูเหมือนจะได้ผลเมื่อหญิงวัยกลางคนเงียบเสียงลง

...เวลาผ่านไปอีกราวสิบนาที รถกู้ภัยยังคงวิ่งลัดเลาะไปตามถนนในซอยที่มืดมิด

“เดี่ยว ยังไม่ถึงถนนใหญ่อีกเหรอ?” ภูมิร้องถามเพื่อนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย

“ยังไม่เห็นเลยว่ะ แปลกเหมือนกัน ความจริงน่าจะเห็นแสงไฟจากถนนใหญ่แล้วนะ” เดี่ยวตอบตามความจริง เพราะเขาเองก็เคยขับรถผ่านซอยนี้หลายครั้ง ถึงจะแคบและคดเคี้ยว แต่การที่ขับโดยไม่มีรถสวน เพียงแค่สิบนาทีก็น่าจะโผล่ถึงถนนใหญ่แล้ว

“เฮ้ยๆ ภูมิๆ” เสียงเอเรียก ภูมิจึงต้องละความสนใจจากถนนหันกลับหาเพื่อนร่วมงาน

“อะไรวะ?”

“กะ...กะ...กูว่า ผู้ประสบภัยคนนี้ๆ แปลกๆๆ ว่ะ” เสียงของเอแม้จะกระซิบแต่ก็สั่นรัวชอบกล

ภูมิหันไปมองหญิงวัยกลางคนที่นอนในเปล ด้วยความเคยชินที่ต้องเฝ้าระวังอาการผู้ประสบเหตุ ภูมิจึงสังเกตเห็นความผิดปกติ

หน้าอกไม่ขยับ! ผู้ประสบเหตุไม่หายใจ!?

ทว่ายังไม่ทันตื่นเต้นตกใจด้วยความเกรงผู้ประสบภัยจะเสียชีวิต ภูมิก็ได้ยินเสียงจากปากของหญิงวัยกลางคนอีกครั้ง

“หิววววว...กูหิววววว...”

จังหวะเดียวกันกับที่สิ้นเสียงคุณป้าผู้ประสบเหตุ ไอ้เอที่นั่งด้านตรงข้ามก็ร้องฮึ้ยขึ้นมาเสียก่อน

นั่นเพราะบัดนี้นอกจากตาเหลือกขาวที่กลอกไปมาแล้ว ที่ปากของหญิงวัยกลางคนนั้น...ปรากฏลิ้น! ลิ้นที่กำลังยืดยาวออกจากมุมปาก ลิ้นสีแดงช้ำๆ เน่าๆ กำลังคืบคลานออกมา ยาวขึ้นๆ ทุกขณะ!

บัดนี้ลิ้นยาวออกมามากกว่าหนึ่งคืบเข้าไปแล้ว!?

“ป้า...ป้าเป็น...เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?” ภูมิยังอุตส่าห์ถามแบบใจดีสู้เสือทั้งที่ขาตัวเองกำลังสั่นพั่บๆ

“กูบอกว่าหิว...กูหิว! กูหิว!” เสียงตวาดลั่นพร้อมกับลิ้นที่ตวัดไปเลียแขนไอ้เอที่ดูเหมือนจะตัวเกร็งแข็งจนขยับหนีไม่ได้

“ฉิบหายแล้ว! ไอ้เอ! มึง...มึงหนีสิวะ!” ภูมิร้องปากคอสั่น ภาพตรงหน้าช่างชวนขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก อาสาสมัครกู้ภัยสองคนกำลังนั่งตัวเกร็งอยู่ที่เบาะนั่งซ้ายขวา ตรงกลางที่เป็นเตียงเปล ผู้ประสบเหตุหญิงกำลังนอนตาเหลือกขวาง แต่ที่ร้ายกว่าก็คือลิ้นอันเน่าเหม็นที่แลบเลียยาวออกมามากกว่าคืบ!

และที่ร้ายที่สุด ลิ้นที่ว่ากำลังเลียไล่ละมาจนถึงใบหน้าของเอ!

“ฮิๆๆๆๆ...ฮิๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะแหลมยาวจากคุณป้าลิ้นยาว

“เดี่ยว! เดี่ยว! ช่วยด้วยโว้ย!” ภูมิเรียกให้เพื่อนที่ขับรถช่วย เพราะแม้ตัวเขาจะยังมีสติ ทว่าอาการตื่นตะลึงทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถขยับเขยื้อนกายได้แม้แต่น้อย ส่วนไอ้เอที่กำลังโดนคุกคามอย่างหนักนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

“เงียบหน่อยสิวะ! อะไรกันนักกันหนา...ไอ้พวกนี้” เดี่ยวคนขับที่นั่งหน้าอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตวาดพร้อมส่ายศีรษะอย่างระอาใจ เพื่อนทั้งสองที่นั่งด้านหลังคงหยอกล้อกันจนเลยเถิดอีกแล้ว ทั้งที่ความจริงทั้งตัวเขา ทั้งรุ่นพี่ต่างพากันกำชับไว้อยู่แล้วว่าห้ามเล่นหรือทำอะไรที่ไม่สุภาพต่อหน้าผู้ประสบเหตุ ไม่ว่าอาการของผู้ประสบเหตุนั้นจะหนักมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม

ยิ่งเวลานี้...เวลาที่เขาต้องใช้สมาธิกับถนนที่ทั้งมืดทั้งแคบ เสียงโหวกเหวกข้างหลังยิ่งทำให้ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิด

“ขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะครับ ผมเคยบอกพวกมันแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยจำกันสักเท่าไร” เดี่ยวนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้มาคนเดียว หากแต่มีพี่อันนั่งมาด้วย ดังนั้นการชิงออกตัวขอโทษไว้ก่อนน่าจะเป็นการดี ไม่เช่นนั้นหากรุ่นพี่กลับไปรายงานหัวหน้าหน่วยแล้วล่ะก็ เรื่องมันก็จะยิ่งยุ่ง

ทว่าความเงียบคือคำตอบ!? พี่อันยังคงนั่งก้มหน้านิ่ง...นั่งหลับ?

เดี่ยวคิดเช่นนั้น บางทีอาจเพราะพี่อันเหน็ดเหนื่อยจากอุบัติเหตุรถแก็สที่ตกจากทางยกระดับ ครั้นพอออกเวรเตรียมจะกลับบ้าน กลับต้องมาเจอผู้ประสบเหตุระหว่างทาง ดังนั้นการที่พี่อันนั่งหลับหมดสภาพอย่างในเวลานี้ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก

ทว่า...เหตุการณ์กลับไม่ใช่อย่างที่เดี่ยวคิด!?

“แค่ก!” เสียงไออย่างรุนแรงจากพี่อัน เสียงไอนั้นดังมากเสียจนเดี่ยวต้องหันหน้าไปมอง

“แค่ก! แค่ก! แค่ก! ” พี่อันไอแรงๆ อีกสามครั้งพร้อมกับยกมือขึ้นมาปิดปาก จากนั้นเขาจึงทำท่าเหมือนจะอาเจียนออกมา

“ไหวไหมครับพี่อัน?” ชายหนุ่มถามรุ่นพี่

“แค่ก! โอ้กกกกกกก! ค่อก! ” เสียงไอสลับเสียงขย้อนดังแข่งกับเสียงโวยวายของเอและภูมิที่นั่งอยู่ด้านหลัง คราวนี้เดี่ยวชักไม่แน่ใจสถานการณ์ในรถ เขาเปิดไฟกะพริบและรีบชะลอรถจอดที่ข้างทางทันที

“เป็นยังไงบ้างครับพี่” เดี่ยวดึงเบรกมือก่อนที่จะเอื้อมมือเพื่อไปลูบหลังรุ่นพี่

ทว่าชายหนุ่มต้องชะงักมือในทันใด นั่นเพราะเขาเห็นพี่อันกำลังบ้วนบางอย่างออกมาจากปาก มันมีลักษณะเป็นก้อนๆ มีน้ำเยิ้มๆ อย่างไรไม่รู้? เมื่อเห็นอย่างนั้น ด้วยความสงสัย เดี่ยวจึงเอื้อมมือไปเปิดไฟที่อยู่ตรงเพดานรถ แสงไฟสีเหลืองอ่อนช่วยทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนมากกว่าในที่มืด

“เฮ้ย!” เดี่ยวร้องลั่นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

พี่อัน...รุ่นพี่กู้ภัยของชายหนุ่ม บัดนี้กำลังบ้วนก้อนกลมๆ ออกจากปาก และแม้ไฟเพดานรถจะเป็นเพียงแสงสลัว หากแต่ก็ยังสว่างเพียงพอที่จะทำให้เดี่ยวมองเห็นก้อนกลมๆ นั้น

มันคือลูกตา!

ดวงตาของมนุษย์กำลังถูกบ้วนออกจากปากพี่อัน อีกทั้งน้ำเยิ้มๆ ที่ยืดยาวหยดจากปากของรุ่นพี่ เดี่ยวแน่ใจจากสภาพสีและลักษณะที่เขาเคยเห็น

มันคือเลือด! เลือดสดๆ!?

“ไฮ้!” เสียงร้องไม่เป็นภาษาจากเดี่ยว นั่นเพราะพี่อันกำลังหันหน้ามาทางเขา จริงๆ แล้วใบหน้าของพี่อันไม่ได้เน่าเฟะมีหนอนชอนไชเหมือนอย่างหนังสยองขวัญหรอก

หากแต่ศีรษะและใบหน้าทางด้านซ้ายของพี่อันยุบลงไปจนถึงเนื้อสมอง! บางทีดวงตาที่รุ่นพี่บ้วนออกมาจากปาก อาจจะเป็นนัยน์ตาข้างซ้ายของตัวเอง!?

“ผีหลอก! ผีหลอก! ช่วยด้วย!” เดี่ยวตะโกนลั่น

“มึงพึ่งรู้เหรอวะ! ผีหลอกพวกกูก่อนมึงอีก!” เดี่ยวได้ยินเสียงเพื่อนจากข้างหลังตะโกนแข่งออกมา

ราวกับนาทีวิกฤติ ตอนหน้าด้านคนขับ นายเดี่ยวก็โดนผีหลอก ขาแข็งไม่สามารถขยับตัวได้ ส่วนพวกข้างหลังก็ดูเหมือนจะตัวเกร็งเป็นตะคริวไปแล้ว ป้าผู้ประสบภัยที่อยู่ๆ ก็กลายเป็นผีแลบลิ้นเลียไปทั่ว

ไม่มีใครที่สามารถหนีออกจากรถกู้ภัยได้สักคน!

‘ปี๊บบบบบ...ครืดดดดดดด...’ เป็นเสียงวิทยุที่ติดตั้งในรถกู้ภัย และเสียงวิทยุนี้เองที่เป็นราวกับเสียงสวรรค์ นั่นเพราะทำให้เดี่ยวสามารถรวบรวมสติจนขยับตัวได้ ชายหนุ่มรีบคว้าวิทยุสื่อสารไว้ในมือ

“ว.2 เดี่ยว! ได้ยินไหม ว.2 ได้ยินแล้วตอบด้วย” เสียงดังจากวิทยุ เป็นเสียงหัวหน้าหน่วยกู้ภัยนั่นเอง

“ว.2 ดะ...ดะ...ได้ยิน...ได้ยินครับ!” หนุ่มเดี่ยวสื่อสารกับหัวหน้าพร้อมกับหันไปมองด้านหลังรถ

ภาพที่เห็นแย่มากกว่าที่คิด ป้าที่ประสบอุบัติเหตุยังคงนอนอยู่บนเปลเพราะโดนล็อกแน่นหนา ทว่าลิ้นแดงยาวจากปากกำลังเลียลามไปทั่วใบหน้าของไอ้เอ

“เชี่ย! พวกมึงทำไมไม่หนีวะ!” เดี่ยวร้องลั่น ทั้งกลัว ทั้งโมโหเพื่อนที่ยังนั่งตัวเกร็ง เพียงเท่านั้น ราวกับเพื่อนทั้งสองที่เพิ่งได้สติ เอกับภูมิต่างแย่งกันเผ่นออกจากรถ ทั้งคู่ลงมายืนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกอยู่ริมถนน

“ว.2 เดี่ยวได้ยินไหม” เสียงหัวหน้าดังจากวิทยุอีกครั้ง

“ครับๆ ได้ยินครับ” เดี่ยวกรอกเสียงลงไปอีกครั้ง ชายหนุ่มพยายามเขยิบตัวออกห่างจากพี่อันให้มากที่สุด อีกทั้งเขาเปิดประตูด้านคนขับเพื่อเตรียมเผ่นหนีหากเกิดเหตุฉุกเฉินไว้แล้ว

“พวกน้องไปถึงที่เกิดเหตุหรือยัง? ไอ้คมมันโทรมาบอกว่ารอนานแล้ว ผู้ประสบเหตุก็รอจนจะหายแล้ว”

ได้ยินดังนั้น เดี่ยวถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ก็พวกเขาไปถึงที่เกิดเหตุตั้งนานแล้ว พี่อันก็ยืนรอรับ แถมรับคนเจ็บขึ้นรถมาแล้วด้วย และตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อนำผู้ประสบเหตุไปส่งโรงพยาบาล

ติดแต่ว่าเหตุใดอยู่ดีๆ ทั้งพี่อัน ทั้งคนเจ็บถึงกลายเป็นผีไปเสียได้!?

“ผมถึงที่เกิดเหตุนานแล้วนะครับ นี่ก็กำลังจะไปส่งผู้ประสบเหตุที่โรงพยาบาล ติดแต่ว่าซอยมันวกวน เลยเสียเวลาหน่อยครับ” เดี่ยวตอบโดยพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ ขณะที่เอกับภูมิต่างเดินมายืนตัวสั่นข้างๆ ประตูที่นั่งคนขับ ทั้งสองกำลังหวาดระแวงว่าผีคุณป้าในรถกู้ภัยจะตามออกมาทำร้าย

“แต่พี่พึ่งวางสายจากคมเมื่อกี้นะ คมบอกว่ายังไม่มีใครไปเลย หน่วยกู้ภัยอื่นหรือหน่วยกู้ชีพของโรงพยาบาลก็ไม่มีใครว่าง” หัวหน้าหน่วยกู้ภัยยืนยันว่ายังไม่มีใครไปที่เกิดเหตุ

“พี่คม? แต่คนที่ยืนรอรับพวกผมน่ะ พี่อันนะครับ” เดี่ยวบอกไปตามจริง แม้จะไม่บอกเรื่องที่อยู่ดีๆ พี่อันบ้วนลูกตาออกมาจากปาก

คราวนี้หัวหน้าเงียบไปครู่ใหญ่...ราวๆ สักสี่ห้าวินาทีเห็นจะได้

“พวกน้องว่าคนที่รอรับ...เป็น...เอ่อ...เป็นไอ้อัน?” เสียงหัวหน้าฟังแล้วเบาๆ แผ่วหวิวยังไงชอบกล

“ครับ เป็นพี่อันครับ พี่อันยังใส่ชุดกู้ภัยอยู่เลย”

“เดี่ยว...พวกน้องเข้าซอยไหน” เสียงหัวหน้ายิ่งแผ่วลงไปอีก

“ซอยสามสิบเอ็ดครับ”

“สามสิบเอ็ด! ฉิบหายแล้ว!” หัวหน้าผรุสวาทเสียงดังลั่น เดี่ยว ภูมิและเอถึงกับมองหน้ากัน ด้วยเพราะตั้งแต่ทำงานมา พวกเขายังไม่เคยได้ยินหัวหน้าพูดคำหยาบเลยสักครั้ง

“มีอะไรครับ หัวหน้า” เดี่ยวถามด้วยความงุนงง

“มีสิวะ! พี่บอกว่าซอยสามสิบเอ็ดทับหนึ่งโว้ย! ทับหนึ่งน่ะ มันต้องเลยไปอีกซอย!” หัวหน้าตวาดด้วยเสียงที่สามารถรับรู้ได้ว่ากำลังสั่นระรัวด้วยความตื่นเต้น

“แต่...แต่ที่ตรงนี้ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริงนะครับ พี่อันก็รออยู่” เดี่ยวเถียง ทว่าเสี้ยวหนึ่งของหัวใจเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้าง

“ไอ้อัน...ไอ้อันอยู่ตรงนั้นจริงๆ เรอะ?” หัวหน้าถาม น้ำเสียงฟังแปร่ง ๆ

“ใช่ครับ แต่ผมว่าพี่อัน...เอ่อ แกแปลกๆ ไปยังไงไม่รู้” เดี่ยวกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อพูดถึงประโยคนี้ ชายหนุ่มอยากจะเชื่อว่าใบหน้าของพี่อันที่นั่งข้างคนขับเป็นเพียงการเล่นใส่หน้ากากหลอกผี หรือไม่ก็เกิดจากความมืดที่ทำให้เกิดอาการตาฝาด

“พวกน้องรีบหนีออกมาเลย ถ้าไอ้อันยังอยู่ในรถ ก็ทิ้งรถแล้ววิ่งมาทางปากซอย มาตรงที่มีคนเยอะๆ นะ” หัวหน้าพูดเสียงดังรัวจนแทบจะเป็นตวาด

“ทำไมล่ะครับ”

“ก็ตอนที่พวกน้องสามคนลาพักผ่อนไปบาหลี มีอุบัติเหตุในซอยสามสิบเอ็ด ก็ไอ้ซอยเปลี่ยวที่พวกน้องอยู่ในตอนนี้นั่นแหละ มีผู้หญิงวัยกลางคนขี่รถจักรยานยนต์ แล้วโดนรถแท็กซี่ขับเบียดจนไปชนกับต้นไทร”

“ต้นไทร?” สามหนุ่มกู้ภัยร้องลั่นพร้อมเพรียงกัน ความคิดในสมองวาบไปถึงต้นไทรที่พวกเขาเจอพี่อัน และตรงนั้นเองที่พวกเขารับหญิงวัยกลางคนขึ้นรถมาด้วย

“ใช่...ป้าคนนั้นโชคร้าย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่ที่ร้ายยิ่งกว่า นั่นก็คือ ไอ้อันที่ไปจุดเกิดเหตุ...มันโชคร้ายที่ โดนรถหกล้อที่วิ่งเข้ามาในซอยชนตายคาที่!”

“เฮ้ย!” อีกครั้งที่สามหนุ่มร้องพร้อมๆ กัน

“แล้วทำไมไม่มีใครบอกพวกเรา” เอคราง

“พวกพี่ก็พยายามโทรศัพท์ไปบอกพวกน้องแล้ว แต่โทรศัพท์ของทุกคนก็เป็นฝากข้อความเสียหมด” คำอธิบายของหัวหน้าเล่นเอาทุกคนเข่าอ่อน ใช่แล้ว…ทันทีที่กลับถึงสนามบิน เมื่อเปิดโทรศัพท์มือถือ ทุกคนเห็นมิสคอลล์เป็นจำนวนมาก โดยส่วนหนึ่งเป็นสายจากหน่วยกู้ภัย

เช่นนั้น...ที่หัวหน้าบอกว่า ‘คนไม่พอ’ นั่นหมายถึงหน่วยกู้ภัยได้ขาดพี่อันไปคนหนึ่งนั่นเอง!

และนี่ก็คือคำอธิบายที่พี่อันยังแต่งชุดของหน่วยกู้ภัยทั้งที่เป็นเวลาออกเวรแล้ว...โธ่! พี่อัน

“แล้วไอ้อันอยู่ไหนล่ะ” เสียงหัวหน้าแว่วมาตามคลื่นวิทยุ ทุกคนหันไปมองตรงที่นั่งข้างคนขับ ให้ตายเถอะ! ที่ตรงนั้นไม่มีร่างของพี่อัน…หรือพี่อันลงมาจากรถแล้ว?

และที่แย่ยิ่งกว่า ตรงด้านท้ายรถ ดูเหมือนผู้ประสบภัยวัยกลางคนจะดิ้นจนหลุดจากสายรัดลำตัวของเปลสนาม บัดนี้คุณป้าลิ้นยาวกำลังลงมาจากรถกู้ภัย แต่กระนั้นก็ยังไม่เห็นพี่อัน?

“หรือว่ายืนอยู่ข้างหลังพวกเราวะ?” ไอ้เอพูดออกมา

“มึงหันไปดูสิวะ” ภูมิบอกเพื่อน แน่นอนว่าไอ้เอส่ายศีรษะ

“เชี่ยเอ๊ย! หันไปพร้อมกันนี่แหละ ป้าลิ้นยาวนั่นกำลังคลานมาหาเราแล้วนะเว้ย!” เดี่ยวร้อง และนั่นคงเป็นความสามัคคีโดยที่ไม่ได้นัดหมาย ทั้งหมดหันกลับหลังในเวลาแทบจะพร้อมกัน

“เฮ้ย! ว้าก! แว้ก!” เสียงร้องประสานฟังไม่ได้ศัพท์ ก็ร่างที่เห็นยืนอยู่ด้านหลังก็คือพี่อันในชุดหน่วยกู้ภัย แต่ที่ผิดปกติก็คือใบหน้าซีกซ้ายที่ยุบจนเห็นกะโหลกและสมอง!

เท่านั้นเองสามหนุ่มนักกู้ภัยจึงรีบใส่เกียร์หมาระดับสูงสุด พวกเขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตออกไปทางต้นซอย โชคดีที่ระยะทางห่างเพียงแค่ครึ่งกิโลเมตร เพียงครู่เดียวทั้งหมดจึงวิ่งมาถึงชุมชนที่อยู่ปากซอย

เดี่ยว เอและภูมิได้รับการช่วยเหลือจากแม่ค้าแถวนั้น พวกเขารู้จากคำบอกเล่าว่าตั้งแต่มีอุบัติเหตุซ้อน ผีพี่อันกับผีคุณป้านั้นเฮี้ยนมาก โดยเฉพาะบริเวณต้นไทรจุดเกิดเหตุ ไม่ว่าใครที่ผ่านไปมาก็จะต้องเจอทุกราย ด้วยเหตุนี้ ในเวลากลางคืน ชาวบ้านในละแวกนั้นก็จะไม่มีใครกล้าใช้เส้นทางสัญจร

...และด้วยเหตุดังกล่าวจึงนำมาซึ่งการทำบุญครั้งใหญ่ การตั้งศาล รวมถึงการจัดงานรำลึกความเสียสละของพี่อันที่ปฏิบัติหน้าที่จนตัวตาย และแม้แต่ตอนเสียชีวิตไปแล้ว พี่อันยังอุตส่าห์จับคู่กับผีคุณป้าออกมาทำหน้าที่อีก

ส่วนสามหนุ่มกู้ภัย...ไม่มีใครเสียกำลังใจหรือลาออกเลยแม้สักคน เดี่ยว ภูมิและเอ ยังคงปฏิบัติงานเป็นทีมสามคนเหมือนเดิม 

แต่ที่ไม่เหมือนเดิม นั่นคือทุกคนใส่พระเครื่องพะรุงพะรัง!

 

 

- จบ -


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น