อัปเดตล่าสุด 2019-01-22 10:01:33

ตอนที่ 9 ปู่โสมซ่อนทรัพย์

สวัสดีครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านน่าจะอยากร่ำรวย มีโชคลาภวาสนา หลายคนจึงหวังรวยทางลัด โดยการเสี่ยงโชคในด้านต่างๆ แต่ที่แย่ยิ่งกว่า บางท่านกลับพยายามไขว่คว้าสมบัติที่ไม่ใช่เป็นของตัวเอง โดยคิดว่าถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

จนลืมไปว่า สมบัติเหล่านั้น...อาจมีเจ้าของ

เรื่องราวสมบัติสีทองคำอันแสนเย้ายวนใจ หากแต่ในสีทองอร่ามตานั้น อาจเคลือบไว้ด้วยสีแดงแห่งโลหิต

และสีดำอันเป็นเอกรงค์แห่งความมืด!

 

*****************************************


ปู่โสมซ่อนทรัพย์

 

            เสียงลมพัดเสียงหวีดหวิวนอกหน้าต่าง กอปรกับท้องฟ้าดำทะมึนด้วยเมฆสีเทาที่แผ่ขยาย รอบกายที่ไร้คู่รู้ใจ ความเหงาทั้งปวงทำให้ผมรู้สึกเปล่าเปลี่ยว ว้าเหว่และหมดหวัง และแม้จะเลือกพักเกสต์เฮาส์เล็กๆ ชานเมืองเชียงใหม่ แต่ผมก็ไม่คาดคิดว่าฤดูฝนจะทำให้ที่พักว่างโหรงเหรงถึงขนาดนี้ นักเดินทางที่เข้าพักมีเพียงผมและฝรั่งชายหญิงคู่ที่เช็คเอาท์ไปแล้วเมื่อตอนเช้า

            ...ยิ่งเงียบเหงา ยิ่งเปล่าเปลี่ยว

            ผมถอนใจยาว เบียร์ขวดที่สามพร่องไปกว่าครึ่ง อากาศย่ำแย่ขนาดนี้ ผมไม่มีอารมณ์ที่จะออกไปเที่ยวสนุกในเมือง แต่ถึงแม้อากาศจะดี...ก็คงไม่ได้ออกไปไหนหรอก สาเหตุนั่นก็เพราะเงินที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์เหลือน้อยเต็มที ธนบัตรใบละพัน ใบสุดท้ายถูกผมใช้จ่ายไปเรียบร้อย ก็ซื้อเบียร์ที่ผมกำลังซดอยู่นี่แหละ เงินที่เหลือติดตัวตอนนี้ มีเพียงใบห้าร้อยหนึ่งใบ ใบละร้อย 2 ใบ กับใบย่อยๆ อีกนิดหน่อย

            แท้จริงแล้วการเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะมาเที่ยวเล่นหรอก หากแต่เป็นการบากหน้าเพื่อมาขอ ‘ยืมเงิน’ ญาติๆ...ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำให้ผิดหวัง ผมอดคิดไปเองไม่ได้...บางทีพวกเพื่อนๆ หรือญาติๆ อาจโทรศัพท์แจ้งเตือนกัน ว่าผมอาจจะเดินทางไปเพื่อขอหยิบยืมเงิน แต่ละคนจึงพากันปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ทั้งที่แท้จริงแล้ว ผมเองก็ยืมแล้วใช้คืนอยู่เสมอ

            มีเพียงครั้งหลังๆ เท่านั้นเองที่ยังไม่ได้ใช้คืน ทั้งญาติ ทั้งเพื่อน นับรวมกันก็แค่ 6-7 รายเท่านั้น!

            และอันที่จริง ผมก็ไม่ได้คิดที่จะชักดาบแต่อย่างใด ผมตั้งใจว่าหากได้รับเงินก้อนมาเมื่อไร ก็จะนำไปใช้คืนให้ครบจำนวน จะแถมดอกเบี้ยให้ด้วย เพียงแต่ตอนนี้ ผมรอเวลาที่จะได้เงินเท่านั้น...รอ ‘โชคดี’ ที่จะแวะเวียนมาหา

            นั่นเพราะช่วงหลังๆ มานี้ ผมมือตก!? บ่อนการพนันทำให้ทุนทรัพย์ต้องมลายสิ้น แม้บางคราวจะ ‘ได้’ กลับคืนมาบ้าง ทว่าก็ยังห่างไกลจากที่ ‘เสีย’ ไปมากนัก

            ดังนั้นการหยิบยืมเงินครั้งนี้ ผมตั้งใจว่าจะยืมเงินก้อนใหญ่เพื่อนำไปถอนทุน ซึ่งคราวนี้ผมจะพยายามทวงเงินคืนจากบ่อนให้ได้ แต่แล้วกลับต้องผิดหวัง ที่ไม่มีใครเข้าใจความตั้งใจจริง ทั้งญาติพี่น้อง ทั้งเพื่อนในกรุงเทพฯ และแม้จะเดินทางมาไกลถึงเชียงใหม่ แต่ญาติไร้น้ำใจพวกนี้ก็ยังปฏิเสธ!

            ผมตั้งใจแน่วแน่ หากเมื่อไรที่รวยล้นฟ้า อย่าหวังเลยว่าจะชายตาแลญาติพี่น้องเหล่านี้!

            หรือแม้แต่ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ที่บีบให้ลาออก ถ้าผมกลับมามีอำนาจ มีเงินเมื่อไร...แน่ใจได้เลยว่าพวกนั้นจะต้องกราบเท้างอนง้อ ให้ผมกลับไปเป็นอาจารย์สอนวิชาเคมีอีกครั้ง และเมื่อนั้น ผมจะหยิ่ง! หยิ่งเพื่อให้พวกมันรู้สำนึกในสิ่งทำไว้!

            เบียร์หมดไปอีกขวด สมองเริ่มรู้สึกมึนๆ ในใจนึกอยากออกไปเดินข้างนอกเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ อย่างน้อยการได้โดนลม โดนฝนที่อาจเทกระหน่ำในเวลาอันใกล้ ไม่แน่ว่าความเย็นฉ่ำตามธรรมชาติอาจทำให้สมองแล่นกระฉับกระเฉงขึ้นมาบ้าง

            ผมเดินเซๆ ออกนอกเกสต์เฮาส์ ตั้งใจว่าจะเดินเรื่อยๆ ไปตามถนน เมื่อยเมื่อไรก็กลับที่พัก ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้น ไม่ต้องเป็นห่วง นั่นเพราะผมเองก็ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรมากไปกว่าเศษเงินไม่ถึงพัน สร้อยคอแก้วแหวนก็ไม่มี โทรศัพท์สมาร์ทโฟนก็ขายทิ้งไปแล้ว ที่มีอยู่ตอนนี้ก็เป็นของมือสองรุ่นดึกดำบรรพ์

            เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ถนนที่เคยกว้างในระดับสี่เลน กลายเป็นถนนในซอยแคบๆ เหลือเพียงสองเลน และคงเป็นเพราะผมเลี้ยวซ้ายขวาตามอารมณ์ ทำให้พลัดหลงมาไกล บัดนี้ผมอยู่บนทางเดินแคบๆ สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสลับป่าละเมาะ มีบ้านเรือนตั้งอยู่ในระยะห่าง บรรยากาศชนบทเสียจนคาดไม่ถึงว่าเป็นเขตชานเมืองในจังหวัดเชียงใหม่

            ผมยักไหล่ คิดว่าอย่างไรก็ไม่น่าหลงทาง และถึงแม้จะหลงทาง ก็ไม่นึกหวาดกลัว นั่นเพราะรอบบริเวณยังคงสามารถมองเห็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัย...หากแม้นหลงทางจริง ผมยังขอสามารถความช่วยเหลือจากเขาเหล่านั้นได้ ด้วยเหตุนี้ ผมที่ยังอยู่ในอารมณ์เบื่อหน่ายจึงเดินต่อไปเรื่อยๆ และก็โชคดีมากที่แม้ท้องฟ้าจะยังมีเมฆฝนดำทะมึน ทว่าหยาดฝนหาได้โปรยปรายลงมาไม่

            ผมลัดเลาะตามทางเดิน รอบบริเวณค่อนข้างรกและเปลี่ยว รวมถึงไม่เห็นบ้านคนในตลอดสิบกว่านาทีที่ผ่านมา ทว่าอาจเป็นเพราะความเมา ไม่ก็ความบ้าบิ่น ที่ทำให้ผมเดินเข้ามาตามทางที่ตัวเองไม่รู้จัก กระทั่งในที่สุดผมจึงบรรลุยังสถานที่แห่งหนึ่ง

            ‘สถานที่ส่วนบุคคล ห้ามเข้า’

            เป็นตัวหนังสือบนป้ายสีสนิมกระดำกระด่างที่ประตูหน้า ผมชะเง้อมองผ่านรั้วที่เต็มไปด้วยไม้เลื้อยสารพัดชนิด ด้านในเป็นสนามกว้างเกือบครึ่งไร่ หญ้าคาสูงยาวรกรุงรัง กระนั้นก็ไม่อาจบดบังตัวบ้านที่สูงตระหง่าน

            บ้านไม้สองชั้นทรงร่วมสมัย แม้รูปทรงจะดูงดงาม ทว่าคงเพราะผ่านห้วงเวลามาหลายยุคหลายสมัย บ้านจึงเก่าคร่ำคร่าและผุพัง

            “บ้านร้าง แต่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา” ผมรำพึง คนตกงาน ไม่มีเงิน ไม่น่าที่จะมีธุระอะไรเกี่ยวข้องกับบ้านร้างหลังนี้ อีกอย่างท้องฟ้าที่มืดครึ้มเริ่มส่งเสียงคำราม ทำให้ผมกังวลว่าขากลับ ถ้าฝนตกหนักจะทำให้เดินทางลำบาก คิดได้ดังนั้น ผมจึงหันหลังเพื่อที่จะย้อนกลับทิศทางเดิม

            ทว่า นาทีนั้นโสตสัมผัสกลับได้ยินเสียงประหลาด

            ‘สม...บัติ...เอา...ไหม...’ เสียงแหบพร่าแว่วลอยตามลม ผมชะงักเท้าในจังหวะนั้น

            ไม่มีเสียงผิดปกติใด นอกจากเสียงลมพัดหวีดหวิว ผมยักไหล่ด้วยเข้าใจว่าตัวเองน่าจะเมา ขนาดเสียงลมพัดยังได้ยินเป็นเสียงคน

            ทว่าความคิดว่าตัวเองหูฝาดกลับถูกยกเลิกในทันที  

            ‘สม...บัติ...เอา...ไหม...’ เสียงยานคางอีกครั้ง คราวนี้ผมแน่ใจว่าเสียงดังกล่าวมาจากบ้านร้างในขอบรั้ว!

            ผมหันไปมองบ้านร้าง ความมืดสลัวจากสนธยาที่มาเยือน กอปรกับลมฝนที่ตั้งเค้าหนาตัว ทำให้ไม่อาจมองเห็นสภาพข้างในได้ถนัด แต่ที่แน่ๆ มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าต่างชั้นสอง บานไม้ของหน้าต่างข้างหนึ่งค่อยๆ แง้มเปิดออกมา

            ให้ตายเถอะ! สภาพบ้านที่แน่ใจว่าจะต้องไม่มีใครอาศัยอยู่อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ผมกลับเห็นเงาสีขาวๆ วูบไหวไปมาที่ด้านในหน้าต่างบานนั้น!

            ไวเท่าความคิด ผมรีบวิ่งออกจากที่ตรงนั้น ความกลัวที่จับหัวใจประกอบกับความมืด ทำให้ผมหกล้มสองสามครั้งจนได้แผลถลอกที่หัวเข่า กระนั้นก็ยังดีที่สามารถหอบสังขารกลับสู่เกสต์เฮ้าส์ได้

            ทว่าแม้จะกลัวจนขี้หดตดหาย ทว่าผมกลับมองเห็นความหวังเรืองรอง

            ‘สม...บัติ...เอา...ไหม...’ เสียงลึกลับยังก้องอยู่ในหัว และบางทีอาจเป็นเสียงสวรรค์สำหรับตัวผม

            ...

            ผมกลับมาถึงห้องพัก ในใจยังสับสนต่อเหตุประหลาด เสียงปริศนาในบริเวณที่ไม่มีคน อีกทั้งไม่น่าที่จะมีใครอุตริแอบซ่อนตัวเพียงเพื่อจะหลอกผม และที่น่าสนใจยิ่งกว่า นั่นก็คือเสียงนั้นกล่าวถึง ‘สมบัติ’ ซึ่งถ้าหากเป็นเรื่องจริง แล้วผมเพิกเฉยเสียล่ะก็ คงเสียดายยิ่งที่พลาดโอกาสสำคัญ

            ดังนั้น ไม่ลองไม่รู้ เชื่อไว้ก่อนก็ไม่มีอะไรเสียหาย!

            เมื่อตัดสินใจว่าจะเชื่อ...เชื่อว่าสมบัติมีจริง! ผมจึงเริ่มลงมือปฏิบัติในทันที แต่ผมเองก็เป็นอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยถึงแม้จะตกงานอยู่ แต่ผมก็รู้ว่าเรื่องอย่างนี้ควรต้องหาข้อมูลก่อนเป็นอันดับแรก และที่ง่ายสุดก็คือถามคนในพื้นที่ ซึ่งผมตั้งใจที่จะสอบถามคุณลุงผู้ดูแลเกสต์เฮาส์

            “ขอค่าเล่า” เป็นคำตอบที่ทำให้ผมต้องพยายามระงับอารมณ์ และแม้ไม่แน่ใจว่าเป็น ‘ค่าเล่า’ หรือ ‘ค่าเหล้า’ แต่ถ้าผมอยากฟังเรื่องเกี่ยวกับบ้านร้าง ถึงจะเป็นค่าอะไร ก็คงต้องจ่าย ดังนั้นผมจึงตัดสินใจหยิบใบละร้อยส่งให้สองใบ โดยคิดเสียว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง

            ลุงเจ้าของเกสต์เฮ้าส์เก็บธนบัตรเข้ากระเป๋าก่อนที่จะเปิดปาก

            “น้องอย่าไปเลย บ้านหลังนั้นมีอาถรรพ์!?” ท้ายประโยค เสียงเบาหวิวราวกับระแวงว่าจะมีใครที่มองไม่เห็นตัวแอบมาร่วมรับฟัง

            “อาถรรพ์ ?” ผมทวนคำด้วยความสงสัย

            เพียงเท่านั้น คำบอกเล่าจากคุณลุงเจ้าของเกสต์เฮาส์ก็พรั่งพรูจากปาก ชนิดที่ว่าผมไม่สามารถตั้งตัวได้ทัน ส่วนหนึ่งก็เพราะคาดไม่ถึงว่าข้อมูลจะแปลกประหลาดระคนสยองขวัญขนาดนี้

            ...

            ผมเดินออกจากที่พักด้วยอาการมึนงง ข้อมูลที่ได้รับจากปากตาเฒ่านั่น ผมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง! โดยเรื่องราวที่ได้ยินสามารถสรุปได้ว่า สมัยก่อนบ้านร้างหลังนั้นเป็นจวนของขุนนางข้าหลวงเก่า เมื่อท่านเสียชีวิต ทรัพย์สมบัติที่เก็บรักษาไว้ ก็ไม่ได้ยกให้ผู้ใด รวมถึงไม่มีใครสืบทราบตำแหน่งที่ซ่อนทรัพย์สมบัติ

            ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง บ้านไม้หลังใหญ่ได้ถูกขายต่อกันเป็นทอดๆ โดยเจ้าของแต่ละรุ่นได้ซื้อด้วยเหตุผลเพื่อที่จะค้นหากรุสมบัติ กระนั้นก็ไม่เคยมีใครค้นพบ โดยนอกจากเจ้าของบ้านจะพยายามหาเองแล้ว หลายครั้งก็มีพวกหัวขโมยที่พยายามบุกรุกเพื่อค้นหาเช่นเดียวกัน

            ทว่า...ทุกคนได้แต่คว้าน้ำเหลว!

            มีเพียงการค้นหาครั้งแรกสุดเท่านั้น ที่เจอทองคำแผ่นสมัยโบราณ 4-5 แผ่นตกอยู่ในบริเวณใต้บันได และนั่นทำให้ความหวังในการค้นหายังคงอยู่

            และในตอนนั้นเอง...ที่อาถรรพ์ลี้ลับเริ่มปรากฏ!?

            เจ้าบ้านที่ค้นพบทองโบราณเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ โดยนอกจากเจ้าบ้านแล้วอาถรรพ์ยังลุกลามไปถึงญาติพี่น้องที่พักอาศัยอีกด้วย หลายคนเพ้อคลั่ง เสียสติ กระทั่งเสียชีวิต! หลังจากนั้น บ้านอาถรรพ์จึงถูกเปลี่ยนมือไปตามกาลเวลา ทว่าไม่มีใครค้นพบสมบัติมากไปกว่าที่เจอในครั้งแรก

            และแม้ไม่มีใครพบสมบัติ แต่อาถรรพ์ก็ยังคงอยู่!

            ครอบครัวที่ครอบครองบ้าน หลายคนเสียชีวิตอย่างปริศนา บางคนไอออกมาเป็นเลือดสดๆ ที่หนักข้อหน่อย พบว่าบางรายมีเลือดทะลักออกจากทุกรูทวารของร่างกาย ราวกับถูกมีดแหลมๆ แทงทั่วทั้งร่าง!

            เรื่องราวลี้ลับผสานกรุสมบัติยิ่งเลื่องลือขจรไกล ราวกับอาถรรพ์ที่ดึงดูดผู้คนเข้ามาหา แต่แม้วันเวลาจะผันผ่านมานับสิบปี ก็ยังไม่มีใครสามารถค้นพบสมบัติโบราณ หากแต่ตำนานลี้ลับกลับยิ่งทวีความพรั่นพรึงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีคนที่เข้าไปสำรวจตามลำพังแล้วหายตัวไปดื้อๆ

            แม้จะมีการพยายามค้นหาผู้สูญหาย ทว่าไม่พบแม้แต่เงา หากแต่ยิ่งค้นหา ก็ยิ่งมีผู้สูญหายเพิ่มมากขึ้น กระทั่งปัจจุบัน มีผู้สูญหายแล้วสิบกว่าราย โดยนอกจากคณะค้นหาจะเสี่ยงต่อการหายสาบสูญแล้ว ยังพบว่าแต่ละคนยังโดนอาถรรพ์ของบ้านจนเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะไปตามๆ กัน

            และในเวลานั้นเอง ที่เริ่มมีคนเห็น ‘ดวงวิญญาณ’ ในบ้านร้าง

            หลายคนยืนยันว่าเวลาเดินผ่านเข้าใกล้บ้าน ถ้าไม่แว่วยินเสียงชักชวนให้เข้าไปหาสมบัติ ก็จะเห็นผู้หญิงสาวนุ่งห่มชุดสไบเดินวนอยู่รอบบ้าน ซึ่งในทีแรกจะเห็นว่าเป็นสตรีที่มีใบหน้างดงาม ทว่าเพียงครู่เดียวดวงหน้าของเธอผู้นั้น จะพลันเหี่ยวย่นน่าเกลียดน่ากลัวประหนึ่งผีร้ายที่ผุดจากนรก!

            ผมคิดว่าตัวเองโชคดีที่ได้ยินเพียงเสียงชักชวนให้รับสมบัติ เพราะหากได้เจอพี่สาวห่มสไบแล้วล่ะก็ ป่านนี้คงจับไข้หัวโกร๋นไปแล้ว แต่เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากเรื่องที่ได้ฟัง...หากเรื่องเล่านี้เป็นความจริงล่ะก็ ผมย่อมมีความหวัง นั่นเพราะนอกจากทองคำโบราณ 3-4 แผ่นที่ค้นพบเจอในตอนแรก ยังไม่มีใครสามารถหาขุมทรัพย์เจอจริงๆ

            ผมมั่นใจว่าจะต้องมีกรุสมบัติ ‘ซ่อน’ อยู่ในบ้านอย่างแน่นอน!

ผมพยายามหาข้อมูลจากชาวบ้านในละแวกนั้นเพิ่ม ส่วนมากเรื่องที่ได้ฟังก็จะคล้ายๆ กัน รวมถึงเรื่องที่ระยะหลังๆ หลายสิบปีที่ผ่านมานี้ พวกนักเสี่ยงโชค กระทั่งวัยรุ่นที่เข้าไปมั่วสุม มักจะได้ยินกรีดร้องแปลกๆ ทำนองไล่ไม่ให้เข้ามายุ่งกับบ้านของเขา หรือไม่ก็เห็นวิญญาณผู้หญิงนุ่งห่มสไบ ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยเลือด วนเวียนอยู่รอบบ้าน

            เล่นเอาเผ่นแทบไม่ทัน!?

            และที่น่าสนใจยิ่ง นั่นก็คือ จากปรากฏการณ์ที่มีคนหายสาบสูญเมื่อเข้าไปในบ้านหลังนี้ หลายคนเชื่อมั่นในทฤษฎีต่างๆ บ้างก็ว่าถูกวิญญาณปู่โสมที่รักษาสมบัติ ได้ซ่อนบังศพเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น ทำนองว่าเพื่อกักดวงวิญญาณให้ช่วยปกป้องสมบัติโบราณ บางทฤษฎีก็บอกว่าบ้านหลังนี้สามารถติดต่อกับถ้ำบาดาลใต้ดิน ที่หาตัวไม่เจอก็เพราะพญานาคเอาตัวไป บางคนก็ว่าเป็นทางผ่านของประตูนรก ส่วนวิญญาณที่เห็นเดินวนเวียนรอบบ้านนั้น แท้จริงแล้วเป็นดวงวิญญาณจากนรกที่หลุดรอดการควบคุมของนายนิรยบาล แต่ที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุด เห็นจะเป็นทฤษฎีมนุษย์ต่างดาว โดยคนที่เชื่อมั่นในทฤษฎีนี้ จะเชื่อว่าการที่หาผู้สูญหายไม่เจอ นั่นก็เพราะพวกเขาถูกมนุษย์ต่างดาวพาตัวไป

            แต่ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีไหน ก็ไม่อาจล้มเลิกความตั้งใจของผมได้!

            ผมจัดแจงซื้อสัมภาระที่จำเป็นในการสำรวจ เช่น ไฟฉาย มีดพก รวมไปถึงน้ำดื่มและอาหารแห้งเล็กๆ น้อยๆ ตามกำลังทรัพย์ที่มี และแม้จะไม่อยากสำรวจบ้านร้างในเวลากลางคืน ทว่าผมก็ยังเลือกเวลาวิกาล เหตุก็เพราะการที่เที่ยวไปถามข้อมูลกับชาวบ้านในละแวกนั้น ทำให้ผมกลายเป็นจุดสนใจ หลายคนคาดว่า ผมน่าจะเป็นนักแสวงโชคคนล่าสุด หลังจากคนสุดท้ายที่หายสาบสูญ ก็นับได้สามสี่ปีเข้าไปแล้ว

            ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมายืนที่ริมรั้วเก่าคร่ำคร่านี้อีกครั้ง ในช่วงเวลาสนธยาของอีกวัน บรรยากาศโพล้เพล้ในสถานที่อาถรรพ์ ที่ซึ่งมีทั้งคนหายสาบสูญ มีทั้งคนตาย คนที่โดนคำสาปจนเจ็บป่วย บริเวณนี้จึงย่อมไม่มีใครอยากที่จะเฉียดใกล้

            ผมใช้ฝ่ามือตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกความกล้า ผมเชื่อมั่นว่าในบ้านร้างตรงหน้าจะต้องมีสมบัติที่ซุกซ่อน!

            และถึงแม้จะมีบางอย่างที่แอบเร้นกาย บางอย่างที่ซ่อนในบ้านเพื่อปกปักษ์สมบัติจากอดีต แม้สิ่งนั้นจะเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่ทำให้คนหายไปนับสิบ แต่เวลานี้! ที่นี่! ผมจะต้องฟันฝ่าเพื่อพิชิตสมบัติอาถรรพ์ให้ได้!

            ผมใช้สองมือยึดด้านหนึ่งของรั้ว เกร็งข้อเพื่อยกตัวเองขึ้น จนสามารถนำร่างผ่านข้ามรั้วเข้าไปด้านในได้อย่างไม่ยากนัก บัดนี้ผมก้าวล่วงเข้าสู่ด้านในของพื้นที่ส่วนบุคคล พื้นที่อาถรรพ์อันสืบเนื่องมาจากโบราณกาล

            ผมกำลังลุยเดี่ยวสู่ปริศนาลี้ลับ! ใช่...มันควรจะเป็นอย่างนั้น หากว่าผมไม่ได้ยินเสียงเอ่ยคำทักทาย

            “สวัสดีครับคุณพี่” ผมหันขวับด้วยสัญชาตญาณ มือคว้ามีดพกออกจากเอว

            “โอ๊ะๆๆ ใจเย็นก่อนครับ ผมมาดี” เจ้าของเสียงเป็นผู้ชายหนุ่มผิวคล้ำ อายุน่าจะน้อยกว่าผมสักสี่ห้าปี เขาโบกมือเป็นพัลวันด้วยเพราะเห็นมีดพก

            “ใคร ?” ผมร้องถาม

            “ใจเย็นนะพี่ ผมเป็นหลานเจ้าของเกสต์เฮาส์ที่พี่พักอยู่ ผมชื่อวิตร ลุงผมขอให้มาช่วยเหลือพี่” พอได้ยินจบประโยค ผมถึงกับถ่มน้ำลายลงพื้น ไอ้เฒ่าตัวแสบ! มันคงอยากได้ส่วนแบ่ง จึงส่งคนของมันเพื่อประกบตามรอย ผมคงต้องระวังชายคนนี้ให้มาก เพราะนอกจากจะขอส่วนแบ่งแล้ว ดีไม่ดี เผลอๆ มันอาจจะปล้นผมเอาดื้อๆ ทั้งในกรณีพบหรือแม้แต่ไม่พบสมบัติโบราณก็ตาม

            “ไม่ต้อง! กลับไป!” ผมตวาด

            วิตรส่ายหน้า เขาไม่ยอมขยับออกจากที่ตรงนั้น

            “โธ่...พี่ ถ้ากลับไปตอนนี้ ลุงเอาผมตายแน่ ลุงสั่งให้ผมมาช่วยเหลือพี่จริงๆ บ้านร้างนี้มีทั้งคนตาย คนหายสาบสูญ เผื่อมีอะไร จะได้ช่วยเหลือกันไงครับ” ประโยคหลังทำให้ต้องทบทวนความคิด จริงอย่างที่ชายชื่อวิตรพูด แม้จะไม่เชื่อเรื่องอาถรรพ์ แต่ข่าวคนตายและคนหายสาบสูญนั้น ชาวบ้านยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง! ดังนั้นหากมีคู่หูเข้าไปด้วยกัน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินก็ย่อมอุ่นใจกว่าลุยเดี่ยวลำพัง

            “ก็ได้! แต่ถ้าตุกติก กูแทง!”

            “โธ่พี่...เชื่อได้เลย ผมไม่มีอาวุธด้วย” วิตรพูดพร้อมดึงด้านในกระเป๋ากางเกงออกมาให้ดู เปิดเสื้อหมุนตัว ผมเบาใจขึ้นบ้าง อย่างน้อยผมก็มีอาวุธในมือ ในขณะที่อีกฝ่ายไม่มี

            ผมสั่งให้วิตรเดินห่างๆ คู่ขนานไปกับผม ท้องฟ้ามืดครึ้มทำให้ไม่มีเวลาให้สำรวจสนามภายนอก พวกเราสองคนตัดสินใจเดินลุยฝ่าหญ้าคาเพื่อตรงดิ่งสู่ตัวบ้าน และวินาทีนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงแปลกๆ

            “ออก...ไป...ออก...ไป…” แว่วเสียงจากที่ใดที่หนึ่ง ผมหันไปมองวิตรที่เดินขนานในระยะสักห้าเมตร เขากำลังเดินฝ่าหญ้าคาที่รกชัฏ ดูเหมือนจะไม่ได้ยินสิ่งผิดปกติใดๆ

            ผมยักไหล่ พยายามที่จะก้าวเท้าสูงๆ เพื่อข้ามหญ้าคา ทว่าเดินต่อได้อีกสองสามก้าว หูก็ได้ยินเสียงปริศนาอีกครั้ง

            “ออกไป! กูบอกให้พวกมึงออกไป!” คราวนี้เสียงลึกลับไม่แผ่วเบาอย่างคราวแรก หากแต่เป็นเสียงตวาดอย่างกราดเกรี้ยว ผมแน่ใจว่าเป็นน้ำเสียงของสตรีเพศ หากแต่มิได้อ่อนหวานอย่างที่ควรจะเป็น น้ำเสียงนั่นฟังแล้วก้าวร้าวดุดันยิ่งนัก

            ผมมองไปทางต้นเสียงที่คิดว่ามาจากบ้านร้าง อดีตอาจารย์สอนวิชาเคมีอย่างผมไม่เคยเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณ ทว่าบัดนี้สิ่งลี้ลับที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์กำลังปรากฏให้เห็นต่อหน้า

            ผู้หญิงผมยาวห่มสไบ!?

            เหมือนเรื่องเล่าที่ได้ยินมาก่อนหน้า ดวงวิญญาณปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่ชาวบ้านเคยเห็น เป็นลักษณะของสตรีผู้ห่มสไบ ดวงวิญญาณจะปรากฏเพื่อคอยป้องกันไม่ให้ขโมยเข้าไปลักสมบัติโบราณ

            หรือหมายถึงในบ้านร้าง จะต้องมีสมบัติ ‘ซ่อน’ อยู่อย่างแน่นอน!?

            ผมขาสั่นพั่บๆ เมื่อเห็นดวงหน้าของวิญญาณค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากสวยงามเป็นเหี่ยวย่น และจากเหี่ยวย่นดุจคนชรา บัดนี้ใบหน้านั้นกำลังปริแตก น้ำเลือดน้ำหนองไหลทะลัก และที่แย่ยิ่งกว่า ดวงตาทั้งสองข้างปูดโปนบวมเป่ง ข้างหนึ่งทะลักปลิ้นห้อยออกนอกเบ้า ส่วนลิ้นสีม่วงๆ บวมแน่นจุกคับปาก

            ผมรู้สึกถึงร่างกายที่เกร็งแข็งไปทั่วทั้งตัว แม้จะยังสามารถรับรู้ความรู้สึก แต่กลับไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ นี่กระมังที่เรียกว่า ‘ผีอำ’

            มันคงเป็นนาทีวิกฤติที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยประสบ ผมที่ขยับตัวไม่ได้ กำลังเผชิญหน้ากับวิญญาณร้าย ซึ่งบัดนี้ค่อยๆ ลอยตรงเข้ามาใกล้ ผมกำลังจะกรีดร้องอย่างเสียสติ

            ทว่า...“พี่! พี่! พี่ชายเป็นอะไร ?” เป็นการเรียกพร้อมกับการเขย่าตัวของนายวิตร

            ผมสะดุ้งรู้สึกตัว หันไปมองวิตรตามเสียงเรียก และเมื่อหันกลับมาอีกที คราวนี้ไม่เห็นร่างน่าเกลียดน่ากลัวของวิญญาณร้ายอีกแล้ว ผมละล่ำละลักถามชายหนุ่มผู้ร่วมทาง

            “เมื่อ...เมื่อกี้...เห็น...เห็นไหม...”

            วิตรมองกลับอย่างสงสัย เขายักไหล่ก่อนที่จะบอกผมว่าไม่เห็นอะไรผิดปกติ นอกจากตัวผม ที่อยู่ดีๆ ก็ยืนนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อน เขาเห็นว่าผิดสังเกต จึงลองเขย่าเรียกดู ซึ่งนั่นทำให้ผมรอดพ้นจากการหลอกหลอน ซึ่งความจริงแล้ว ผมตั้งใจจะเถียงว่าเห็นวิญญาณชัดๆ เพราะเหตุใดเขาถึงไม่เห็น แต่คิดดูดีๆ แล้วไม่ถามเสียจะดีกว่า เพราะผมนึกถึงเรื่องเล่าสมัยยังเด็ก ที่ว่าบางคนเท่านั้นที่มี ‘คลื่น’ ตรงกัน จึงจะสามารถมองเห็นดวงวิญญาณได้

            ดังนั้นแล้ว ผมจึงควรลืมความกลัวเมื่อครู่นี้เสีย ก็ตอนนี้ไม่มีร่างวิญญาณที่น่าพรั่นพรึงนั่นแล้ว ผมควรที่จะเดินหน้าต่อ สมบัติกำลังรอการค้นพบ!

            เราสองคนเดินฝ่าหญ้าคาจนมาถึงประตูหน้าบ้าน และตอนนี้ เมื่อบ้านร้างตระหง่านอยู่ตรงหน้า ผมจึงรับรู้ได้ถึงพลังลึกลับบางอย่างที่มองไม่เห็น ความรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ตระครั่นตระครอ รวมถึงอาการเวียนศีรษะกำลังจู่โจม!?

            “รู้สึกแปลกๆ หรือเปล่า ?” ผมถามเพื่อนร่วมทาง เขาไม่ตอบ หากแต่ส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ หรืออาจเป็นเพราะความรู้สึกประหลาดนี้ ผมสามารถรับรู้ได้เพียงแค่คนเดียว

            หรือหมายถึงมีแต่ผมเท่านั้นที่ต้องอาถรรพ์!?

            ผมพยายามตั้งสติ หมุนลูกบิดประตูหน้าด้วยความรู้สึกตื่นเต้น โชคดีที่ประตูไม่ได้ล็อก ผมผลักบานประตูที่มีลักษณะเปิดเข้าด้านในช้าๆ เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากความฝืดของบานพับทำเอาหนาวยะเยือกไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย และเมื่อบานประตูเปิดกว้างพอที่จะให้คนผ่านเข้าไปได้ ผมจึงกราดไฟฉายเพื่อพิจารณาอันตรายที่อาจซ่อนอยู่ในบ้านร้าง...อย่างน้อยก็มีทั้งคนตาย ทั้งคนหายสาบสูญ! ที่ผมหวาดหวั่นที่สุด นั่นก็คือสัตว์ประเภทงูพิษ!?

            ผมหันไปมองเพื่อนร่วมทางที่ยืนอยู่ด้านหลัง พยักหน้าให้เดินตามเข้ามาติดๆ เวลานี้ผมไม่อยากที่จะระแวงเขา อย่างน้อยที่สุด ก่อนที่จะได้เจอขุมทรัพย์โบราณ คาดว่าน่าจะยังไม่มีการทรยศ แต่หากพบสมบัติแล้วล่ะก็ เมื่อนั้นจึงจะเป็นเรื่องที่ต้องพึงระวัง!

            ไฟฉายสาดส่องฝ่าความมืดรอบด้าน ผมไม่เห็นสิ่งใดผิดแปลกไปกว่าบ้านร้างที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ บางทีเรื่องราวลี้ลับที่ได้ยินนั้น อาจเป็นเพียงเรื่องเล่าที่แต่งขึ้น เพื่อไม่ให้ใครก็ตามกล้ำกรายเข้าใกล้กรุสมบัติ ใช่! ผมอยากคิดอย่างนั้น หากแต่บัดนี้โสตสัมผัสกำลังได้ยินเสียงบางอย่างจากทางด้านหน้า

            แกรก...แกรก...แกรก...

            ใครสักคนกำลังก้าวเดินอยู่ในเงามืด ?

            ผมส่องไฟด้วยสัญชาตญาณ ไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ!? ผมจึงลดไฟลงเพื่อที่จะสำรวจจุดอื่น และเวลานั้นเองที่ได้ยินเสียงฝีเท้าอีกครั้ง...ตรงตำแหน่งเดิม!?

            คราวนี้ผมไม่ส่องไฟฉายตรงๆ หากแต่ตั้งใจส่องตรงพื้นในบริเวณใกล้ๆ รัศมีความสว่างทำให้สามารถมองเห็นพื้นที่โดยรอบบริเวณ

            “เอิ๊บ!” ผมอุทานด้วยความตกใจ ในรัศมีความสว่าง ผมได้เห็นเท้าสองข้างที่ยืนอยู่ในเงามืดนั้น มันเป็นเท้าเปล่าที่มีสีซีดเซียว และแม้จะรู้ดีว่าไม่ควรจะส่องไฟเพื่อพิสูจน์ แต่ด้วยสัญชาตญาณที่ทำให้ผมส่องไฟเพื่อจะได้เห็นเจ้าของเท้าคู่นั้น

            ผู้หญิงห่มสไบคนเดิมกับที่เห็นนอกบ้าน! แต่คราวนี้ด้วยระยะใกล้จึงทำให้สามารถมองเห็นรายละเอียดได้อย่างชัดแจ้ง นั่นคือนอกจากผมที่ยาวดำกระเซอะกระเซิงแล้ว ใบหน้าของเธอยังซีดเซียว เบ้าตาโหลลึก แก้มตอบ ลิ้นที่บวมเป่งในตอนแรก บัดนี้กำลังยืดยาวออกจากปาก! และที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่า นั่นก็คือที่ลำตัวของเธอ ผมสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผ้านุ่งของเธอขาดวิ่นจนเห็นผิวหน้าท้อง...ผิวที่กำลังปริแตก เลือดสดๆ และเครื่องในกำลังทะลักออกมากองตรงพื้นด้านนอก!

            “เหวอ! ผ...ผ...ผีหลอก! ผีหลอก!” ผมโวยวายไม่เป็นภาษา ที่เป้ากางเกงรู้สึกได้ถึงความชื้นแฉะจากการราดของปัสสาวะ ขาสองข้างสั่นรัวเป็นเจ้าเข้า พร้อมที่จะเผ่นออกจากบ้านผีสิงแห่งนี้

            สมบัติอะไรกันนั่น ผมไม่เอาแล้ว! ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ทั้งเฮี้ยน ทั้งน่ากลัว! นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เคยเชื่อเรื่องผีอย่างผมกำลังกลัวจนอุจจาระขึ้นสมอง

            ผีมีจริง!?

            “พี่ชาย! พี่ชายรู้สึกตัวก่อน!” แว่วเสียงเรียก

            “พี่ชาย! พี่ชายมองเห็นภาพหลอนอีกแล้วใช่ไหม ?” สำเนียงชัดเจนยิ่งขึ้น ผมสะดุ้งสุดตัวหันไปมองต้นเสียง เป็นอีกครั้งที่วิตรช่วยผมให้พ้นจากวิญญาณซ่อนทรัพย์

            ผมส่องไฟฉายในมือไปทั่วทุกทิศ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ มีแต่เพียงความมืดและหยากไย่เท่านั้น ?

            “ผมว่าแล้ว...ลุงบอกว่า คนที่มาหาสมบัติ แม้จะรอดออกไปส่วนมากจะป่วย เพ้อคลั่ง อาการคล้ายคนมองเห็นภาพหลอน พี่ก็เห็นใช่ไหมครับ เห็นนิ่งไปตั้งหลายครั้ง” วิตรถาม

            วินาทีนั้น ราวกับเหตุผลที่สอดคล้องตามหลักวิทยาศาสตร์ บางทีในบ้านหลังนี้อาจมีแก็สบางอย่าง ที่ทำให้มองเห็นภาพหลอน ไม่แน่ว่าบริเวณใกล้ๆ กับสมบัติ อาจมีความเข้มข้นของแก็สสูง จึงทำให้นักล่าสมบัติหลายคนหมดสติและเสียชีวิต ส่วนผู้ที่รอดออกไปได้ก็จะมีอาการเจ็บป่วย

            หรือนี่อาจเป็นคำตอบของปริศนาคนหาย! ผมคาดไว้แล้วว่า ‘ผีไม่มีจริง’

            คราวนี้ด้วยความเชื่อมั่น ผมเดินฝ่าความมืดเข้าในตัวบ้าน ปิดไฟฉาย เปลี่ยนเป็นจุดเทียนไขที่เตรียมไว้ แม้เปลวเทียนจะไม่ได้บ่งบอกระดับแก็สพิษ แต่อย่างน้อยก็สามารถบอกถึงระดับออกซิเจนได้ เพราะหากออกซิเจนมีน้อย เทียนก็จะดับ ผมจะได้หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น และเพื่อความมั่นใจสูงสุด ผมจะให้วิตรเดินนำหน้าเพื่อสำรวจเส้นทาง ก็นายคนนี้มาเพื่อช่วยเหลือผม ดังนั้นเส้นทางอันตราย เขาก็ควรที่จะเข้าไปก่อน

            “วิตร เดินนำหน้าไปซิ” ผมสั่งพร้อมยื่นเทียนไขให้ ชายหนุ่มทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็เปลี่ยนใจเดินนำหน้าไปโดยดี

            พวกเราสองคนเดินลึกเข้าไปในตัวบ้าน นอกจากเสียงฝีเท้าของพวกเราแล้ว บรรยากาศโดยรอบเงียบกริบและหนักอึ้ง ผมทิ้งระยะห่างจากวิตรราวๆ สักสามสี่เมตร เผื่อวิตรสลบหรือเป็นอะไรขึ้นมา ผมจะได้เผ่นออกจากบ้านทันท่วงที

            ‘ฮือออออออ...ฮือออออออ...ฮือออออออ...’ เสียงร้องไห้แว่วจากในตัวบ้าน ?

            “ได้ยินเสียงไหม” ผมถามวิตรที่นำหน้าห่างออกไปในความมืด

            “ไม่ได้ยินนี่ครับ” น้ำเสียงตอบกลับเรียบๆ ของวิตรแสดงให้เห็นว่าเขายังปกติดีอยู่

            “เวียนหัวไหม ?” ผมถาม นั่นเพราะตอนนี้รู้สึกหนักๆ ที่ศีรษะอย่างไรชอบกล  

            “ไม่นี่ครับ”

            “แล้วเจออะไรบ้างไหม ?”

            “เดินตรงมาดูนี่สิครับ” ดูเหมือนว่าวิตรจะพบอะไรบางอย่าง ผมรีบก้าวไปด้านหน้าตามทิศทางของแสงเทียน         “เฮ้ย!” ผมร้องลั่นเมื่อเดินมาถึงจุดหนึ่งของทางเดิน ไม้กระดานซี่หนึ่งเกิดหมุนพลิกกลับในฉับพลัน ความรู้สึกเสียววาบที่ท้องน้อย นั่นเพราะบัดนี้ผมกำลังร่วงดิ่งลงตามแรงโน้มถ่วง

            ผมอุทานได้คำเดียวเท่านั้น จากนั้นจึงตามด้วยการกระแทกกับพื้นด้านล่างที่อยู่ลึกลงไปในชั้นใต้ดิน

            ...

            ความรู้สึกกลับคืนมาพร้อมๆ กับความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ผมพยายามชันกายเพื่อลุกขึ้น แต่ความร้าวระบมประกอบกับอาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรงทำให้ขยับตัวได้เชื่องช้า

            “โอ้กกกกกกก!” ลำคอถูกขย้อนอย่างแรง ความร้อนวาบผ่านขึ้นตามหลอดอาหารก่อนที่จะอาเจียนออกมาเล็กน้อย ผมหยิบไฟฉายที่อยู่ในกระเป๋ากางแกงออกมาเพื่อส่องดู

            เลือด!?

            แม้จะมีปริมาณไม่มาก แต่ผมก็พบว่าอาเจียนที่ออกมานั้น มีแต่เลือด!?

            “เป็นยังไงบ้างครับ” วิตรเข้ามาประคอง แม้จะมืดแต่ไฟฉายทำให้สามารถมองเห็นรอบๆ ตัวได้พอสมควร

            “ร้อนคอเหลือเกิน” ผมตอบ วิตรรีบหยิบขวดน้ำพลาสติกออกมาจากเป้หลัง เปิดฝาก่อนจะส่งให้ผมที่รับไปดื่มอย่างกระหายเกือบค่อนขวด

            เมื่อร่างกายได้รับความชุ่มชื้น สติก็เริ่มกลับคืนมา ผมพยายามพิจารณาสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ในความมืดของชั้นใต้ดิน ผมรู้สึกได้ถึงสายตาที่พร่ามัว หรืออาจเป็นเพราะการตกกระแทกเมื่อครู่

            “เจอสมบัติไหม” ผมถามด้วยความหวัง ห้องลับใต้ดินที่บังเอิญหล่นลงมา บางทีอาจเป็นที่ซ่อนสมบัติโบราณ และเมื่อผมค้นพบทองคำ ผมตั้งใจจะแบ่งสมบัติให้วิตรสักเล็กน้อย ส่วนทองคำที่เหลือ จะทำให้ผมสามารถเริ่มชีวิตใหม่ที่สุขสบายดุจราชา

            “ทางนั้นครับ ลองเดินไปดูกัน” ชายหนุ่มตอบ เขาพยุงให้ผมลุกขึ้นยืน ซึ่งก็พบว่าผมสามารถยืนเองได้ แม้จะเคลื่อนไหวได้ช้ากว่าปกติมาก

            พวกเราเดินเข้าไปตามทางใต้ดิน แม้ความเจ็บปวดจะแล่นไปทั่วร่าง แม้สายตาจะพร่ามัว แม้อาการคลื่นไส้จะรุกรานมากขึ้นในทุกนาทีที่ผ่านไป...แต่ทว่า ณ ที่นี่ เวลานี้ ไม่มีใครที่สามารถหยุดยั้งผมได้ สมบัติที่ถูกซ่อนจากอดีตกาลกำลังรอการค้นพบ!

            จากทางเดินแคบๆ พวกเราบรรลุถึงห้องโถงขนาดย่อม ผมฉายไฟไปทั่วทั้งห้อง และต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อได้พบร่างของใครคนหนึ่ง

            “ฮือๆๆ...ฮือๆๆ...” ร่างนั้นกำลังร้องไห้...ร่างของหญิงสาวในชุดสไบ!? 

            ใช่! ผมจำได้! มันคือปิศาจที่คอยหลอกหลอนนับตั้งแต่ที่เริ่มย่างก้าวสู่บ้านร้าง และในตอนนี้ ผีร้ายกำลังปรากฏกายต่อหน้า มันมาเพื่อพิทักษ์สมบัติจากอดีต ?

            มันคือปู่โสมเฝ้าทรัพย์!?

            “หลีกทางหน่อยเถอะครับ อย่าซ่อนสมบัติอีกเลย ถ้าได้ทองคำไปแล้ว ผมจะทำบุญไปให้” ผมลองข่มความกลัว พูดต่อรองกับดวงวิญญาณอย่างคนใจดีสู้เสือ

            ใบหน้าอ่อนเยาว์ของหญิงสาวเงยหน้ามองผม ยามนี้ผีร้ายหาได้ปรากฏในรูปลักษณ์ที่น่ากลัว หากแต่เป็นใบหน้างดงามที่เรื้อด้วยคราบน้ำตา

            “คุณไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าที่แห่งนี้ ‘ซ่อน’ อะไรไว้” วิญญาณเฝ้าทรัพย์กล่าวทั้งน้ำตา

            “หมายถึงเรื่องอะไร ?” ผมถามกลับด้วยความงุนงง จะมีอะไรอย่างอื่นอีกที่ต้อง ‘ซ่อน’ นอกเหนือจากทรัพย์สมบัติ

            “ลองมองรอบๆ ดูสิ” วิญญาณหญิงสาวบอก ผมฉายไฟไปรอบห้องโถง ให้ตายเถอะ! ผมมั่นใจว่าได้เจอกับสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต

            หีบหลายใบวางเรียงซ้อนกันอยู่ ฝาใบหนึ่งที่เปิดไว้ ทำให้ผมเห็นของภายในที่สะท้อนแสงไฟแวววาว

            ทองคำ!

            มันคือเรื่องจริง! บ้านร้างหลังนี้มีทองคำ! มีสมบัติโบราณซ่อนอยู่จริง! ผมกำลังจะเป็นมหาเศรษฐีแล้ว! พรุ่งนี้ชีวิตผมจะเปลี่ยนไป!

            ทว่าเสียงร่ำไห้จากหญิงสาวทำให้ผมสะกิดใจ ผมหันกลับไปมองร่างในชุดสไบนั้นอีกครั้ง คราวนี้ผมเริ่มเอะใจ ว่าเหตุใด เมื่อครั้งที่อยู่นอกบ้าน วิญญาณยังแสดงท่าทางหลอกหลอนเพื่อขับไล่ผม แต่เมื่อมาถึงห้องสมบัติแห่งนี้แล้ว เหตุใดจึงกลับปรากฏกายในรูปร่างปกติ

            “ฮือๆๆ...ดูรอบๆ ดูดีๆ...” ดวงวิญญาณที่ชาวบ้านขนานนามว่า ‘ปู่โสม’ บอกทั้งน้ำตา

            ผมฉายไฟไปยังตำแหน่งอื่นของห้อง นอกจากสมบัติแล้ว จะมีสิ่งอื่นใดที่น่าสนใจมากไปกว่า

            “เฮ้ย!” คราวนี้ผมถึงกับอุทานลั่น นั่นเพราะผมเห็นกองศพ! หมายถึงศพจำนวนมากที่กองทับๆ กันนับได้หลายสิบ บางศพเก่าจนเหลือแต่กระดูก บางศพยังมีสภาพไม่เก่ามากนัก เห็นได้จากยังมีเนื้อแห้งๆ ในลักษณะหนังติดกระดูกอยู่

            และวินาทีนั้นเองที่ผมเห็นศพนั้น เห็นเสื้อผ้านั้น...ผมจำได้!

            ศพที่นอนหงายอยู่กับพื้น เป็นศพที่มีลักษณะใหม่กว่าศพอื่นที่เหลือเพียงกระดูก และที่ทำให้แน่ใจ เสื้อผ้านั่น...ผมจำได้ ชุดของศพเหมือนกับเสื้อผ้าของชายหนุ่มที่บัดนี้กำลังเดินไปยืนอยู่ข้างๆ ศพที่ว่า

            วิตร!?

            ชายผู้ร่วมทางยืนยิ้มเห็นฟันขาวสะท้อนแสงไฟ มันเป็นรอยยิ้มครั้งแรกนับตั้งแต่เดินทางร่วมกันมา ทว่ารอยยิ้มยิงฟันนั่น ทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างไรชอบกล

            “โอ้กกกกก!” ผมอาเจียนออกมา และก็เป็นอีกครั้งที่มีแต่เลือดสดๆ

            “ไม่มีใคร...ฮือๆๆๆ...ทุกคนที่ถูกหลอกมาถึงห้องนี้ ไม่มีใครกลับออกไปได้สักคน ฮือๆๆ...” วิญญาณในชุดสไบพูดกับผม อาการปวดเวียนศีรษะยิ่งทวีคูณมากขึ้น

            หรือศพนับสิบเหล่านี้ คือคำตอบของปริศนาผู้สูญหาย!?

            “วิตร! นี่มันอะไรกัน ?” ผมฝืนตะโกนถาม ทั้งที่ลำคอร้อนราวกับถูกไฟแผดเผา

            “ในอดีตกาลเจ้าของบ้านหลังนี้ได้เก็บสมบัติในห้องลับ โดยได้วาง ‘พิษ’ ที่ซื้อจากหมอฝรั่งไว้ทั่วบ้าน” วิตรเล่าเรื่อง ผมใจหายวาบ อดีตนักเคมีอย่างผมพลาดไปอย่างมาก ผมมัวแต่กลัวสัตว์มีพิษ กลัวภูตผีวิญญาณ แต่กลับลืมนึกถึงพิษจากสารเคมี...รวมถึงพิษจากโลหะหนัก

            และอาการของผมในเวลานี้ ผมรู้จักดี เพราะเคยได้สอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

            มันคือพิษเฉียบพลันของ ‘ปรอท’

            “เป็นไปไม่ได้ พิษปรอทเฉียบพลันรุนแรงขนาดนี้ ต้องมาจากการกินทางปาก...” ผมร้องด้วยความตื่นตระหนก นั่นเพราะหากทั่วห้องโถงเต็มไปด้วยสารปรอทจริง อาการก็น่าจะมีเพียงแค่เวียนหัว มึนงง เจ็บป่วยเรื้อรัง แต่จะไม่รุนแรงเฉียบพลันเท่าการกิน

            ทว่าคำตอบพลันปรากฏในสายตา นายวิตรที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า ในมือของเขาถือขวดน้ำ...มันเป็นขวดที่ให้ผมดื่มเมื่อครู่ และผมเห็นได้ชัดเจนจากแสงของไฟฉาย ประกายสีเงินวาววับไหลปนอยู่ในขวด...มันคือปรอท!?

            “ท...ทำไม...” ผมครางอย่างไม่เข้าใจ แต่เรื่องจริงที่สามารถสัมผัสได้นั้น มีเพียงมรณกาลที่เข้าใกล้ นั่นเพราะบัดนี้ เลือดสดๆ กำลังไหลทะลักออกจากปากจมูก ผมรู้ดีถึงจุดจบของคนที่โดนพิษปรอท

            วิตรไม่ตอบ เขาเพียงยืนยิ้มยิงฟันเท่านั้น

            “เขาตายมานานแล้ว” หญิงสาวในชุดสไบร้องบอกทั้งน้ำตา

            ความจริงที่อยู่ตรงหน้าทำเอาผมมึนศีรษะด้วยเพราะไม่สามารถจับต้นชนปลายได้ถูก ชายหนุ่มที่อ้างว่าตาเฒ่าเจ้าของเกสต์เฮาส์ส่งมา กลับกลายเป็นศพแห้งๆ ที่นอนอยู่ในห้องใต้ดิน แถมยังวางพิษปรอทใส่ผมอีก

            “หมายความว่ายังไง แล้วคุณล่ะเป็นใคร ?” ผมถามนางสไบเสียงสั่น

            “เราคือผีบ้านผีเรือนที่สิงสถิตอยู่ในบ้านหลังนี้มานาน...เราหาได้ใช่วิญญาณที่พวกเจ้าเรียกว่า ‘ปู่โสมเฝ้าทรัพย์’ ไม่” ดวงวิญญาณอธิบาย

            “เราเห็นผู้คนมากมายที่เสาะแสวงหาสมบัติในบ้านหลังนี้ ทว่าไม่มีใครค้นหาห้องใต้ดินพบ และเขาเหล่านั้นล้วนเจ็บป่วยด้วยพิษของปรอท จนเกิดคำร่ำลือว่าเป็นเพราะอาถรรพ์”

            “กระนั้นความโลภของเหล่านักแสวงโชคยังคงปรากฏ จนวันหนึ่งมีผู้ชายที่สามารถเข้าถึงห้องใต้ดินได้ด้วยความบังเอิญ เขาผู้กำลังดีใจ ได้ใช้มือจับหีบทองคำ...ทว่าเรารู้ดี รู้ว่าหีบทองคำก็ถูกอาบไว้ด้วยปรอทเช่นกัน ชายผู้โชคร้ายได้ใช้มือที่ปนเปื้อนหยิบอาหารเข้าปาก” วิญญาณผีเรือนเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

            “ชายคนนั้นเลยตายด้วยพิษปรอท” ผมต่อให้

          “ใช่...และตอนนั้นเอง ที่เราได้รู้ เจ้าของทองคำได้สาปแช่งเอาไว้...ว่าหากใครเสียชีวิตไว้ในห้องสมบัติแห่งนี้ มันผู้นั้นจะไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ จนกว่าจะหา ‘ตัวตายตัวแทน’ เพื่อมาเฝ้าสมบัติที่ถูกเก็บซ่อน” เป็นความจริงจากปากของวิญญาณในชุดสไบ

            “หลังจากนั้น ดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในห้องใต้ดิน ก็จะหลอกล่อผู้ที่เข้าใกล้ตัวบ้าน ล่อให้เข้ามาสำรวจภายใน ทั้งหมดเพียงเพื่อให้มาเป็นตัวตายตัวแทน” แม้สิ้นเรี่ยวแรง แต่ผมก็ยังโกรธขึ้นหน้า โดยเฉพาะเมื่อเห็นวิตรที่ยืนยิ้มอย่างเลือดเย็น

            น้ำตาของหญิงสาวชุดสไบเรื้อออกมาอีกครั้ง นางยังคงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ผมฟัง

            “คนแล้วคนเล่า หากมาเป็นหมู่คณะ วิญญาณก็จะบังตาไม่ให้พบเห็นช่องทางลับ หากมาคนเดียวก็จะล่อให้ตกมาในห้องนี้ ห้องที่เต็มไปด้วยพิษปรอท”

            “ก...แก...ไอ้วิตร...” ผมทรุดลงไปนอนกองกับพื้น อาการปวดท้องทวีขึ้นอย่างรุนแรง ผมอาเจียนออกมาเป็นเลือดในปริมาณมาก

            “เราเองไม่อยากให้ใครต้องมาตาย จึงพยายามหลอกหลอนไม่ให้ใครเข้าใกล้ แต่ก็ยังมีคนโลภที่เข้ามา ฮือๆๆๆ…” วิญญาณร้องไห้อีกครั้ง...จะว่าไป อันที่จริง คราวแรกที่เห็นวิญญาณหลอกหลอนนั้น ผมเองก็กลัวจนไม่อยากเข้ามาในบ้าน หากแต่เป็นเพราะวิตรที่แสร้งบอกว่าไม่เห็นอะไรผิดปกติ ผมจึงยอมเข้ามาในบ้านร้าง

นั่นเพราะวิญญาณของวิตรต้องการตัวตายตัวแทน มันต้องการให้ผมมาตายในห้องลับแห่งนี้!

            “งั้นเสียงที่ได้ยินตอนแรก...เสียงที่ชวนให้มาหาสมบัติ” ผมถามด้วยเสียงแหบแห้ง อนุสติกำลังจะหมดไป

            “เสียงของเขา!” หญิงสาวห่มสไบบอกพร้อมทั้งชี้มือไปยังวิญญาณชายหนุ่ม ซึ่งบัดนี้ผมเห็นว่าร่างของเขากำลังเริ่มเลือนหาย

            หมายความว่าวิญญาณของเขากำลังถูกปลดปล่อย...ส่วนผมกำลังจะหมดลมหายใจ

            …

            …

            ผมลืมตาตื่นอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีวิญญาณของวิตร มีแต่เพียงดวงวิญญาณผีบ้านผีเรือนที่ยืนทำหน้าเศร้าอยู่ไม่ห่าง ผมมองซ้ายขวา มองลงพื้นก็เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

            ร่างผมกองอยู่กับพื้น เลือดสดๆ ทะลักออกจากทุกรูทวาร!

            ผมตายแล้ว!? และผมกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในคดีคนหาย คดีปริศนาที่แท้จริงแล้ว เกิดจากคำสาปตัวตายตัวแทน ผมจะต้องวนเวียนอยู่ในบ้านหลังนี้ตราบชั่วนิรันดร์

            ไม่สิ! ตราบเท่าที่จะมีคนมาแทนที่ต่างหาก!?

            และตอนนี้ ผมรู้สึกว่ามีใครมาที่ด้านนอก เหตุใดผมถึงรู้ได้ ?..บางทีอาจเพราะผมเป็นวิญญาณไปแล้วกระมัง แต่นั่นไม่สำคัญเท่าโอกาสที่กำลังมาหา

            “ไม่! อย่านะ! ไม่!” เสียงตะโกนห้ามจากหญิงสาวชุดสไบ แต่ผมไม่สนใจ และเมื่อผมออกมายังนอกบ้าน จึงได้เห็นชายคนหนึ่งยืนด้อมๆ มองๆ ที่ริมรั้ว บางทีอาจเป็นนักแสวงโชคที่ยังกล้าๆ กลัวๆ

            ผมรู้ถึงหน้าที่ของตัวเอง วิญญาณของผมลอยไปใกล้ๆ ชายคนนั้น ผมยื่นปากเข้าไปใกล้หูของเขาพร้อมกับพูดช้าๆ

            “สม...บัติ...เอา...ไหม...”

- จบ -

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น