อัปเดตล่าสุด 2018-11-26 09:11:59

ตอนที่ 1 มอบหมาย

06.05 น.

               รถฟอร์จูนเนอร์สีดำสนิท กำลังเคลื่อนตัวผ่านถนนข้ามจังหวัด ด้วยความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด

               คนขับรู้ดีว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่สิ่งที่ต้องรับผิดชอบก็บังคับให้เขาต้องทำแบบนี้ นี่อาจจะเป็นไม่กี่ครั้งที่ ‘กานต์’ เลือกใช้อภิสิทธิ์ที่ไม่ควรมีของตำรวจเพื่อเรื่องส่วนตัว

‘พี่ เบาหน่อยไหมพี่ ถนนมันก็ไม่ค่อยจะดีนะเส้นนี้’

               ​นนท์ ตำรวจผู้ติดตามของเขาทักท้วง เพราะเริ่มหวั่นใจกับแรงกระแทกของหลุมบ่อจากถนน จนตัวเองรู้สึกวิงเวียนขึ้นมา

​               กานต์ไม่ฟังคำคัดค้านนั้น เพียงแต่บอกให้อดทนไว้ เราต้องรีบไปให้ถึงที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้น อาจจะพลาดอะไรไปก็ได้

‘ผมถามหน่อยเถอะพี่ ทำไมอยู่ดีๆ เราโดนย้ายมาทำคดีนี้แทน’ นนท์ถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เพราะยังไม่ได้นอนมาเกือบจะครบ 48 ชั่วโมง

‘กูบอกตรงๆ ว่า กูก็ไม่รู้’

               ​เขาตอบรุ่นน้องด้วยความจริงเท่าที่รู้ เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าคนข้างๆ เลย มีเพียงแค่โทรศัพท์สายตรงจากผู้บัญชาการมาถึงเขาในช่วงก่อนรุ่งสาง เพื่อแจ้งถึงคำสั่งใหม่ ซึ่งมีผลให้ปฏิบัติตามในทันที

               ​ก่อนหน้านี้กานต์กับทีม ถูกสั่งให้ไปแฝงตัว สืบหาต้นตอของพ่อค้ายาเสพย์ติดรายใหญ่ทางภาคเหนือ เพราะนั่นคือ หน้าที่หลักของสายสืบอย่างเขา

               ​ผลของการอดทนมากว่า 3 เดือน เริ่มผลิดอกออกผลให้ได้เชยชมบ้าง เมื่อลูกน้องในทีมที่ทำทีเข้าไปอยู่ในองค์กรนั้น ได้รับข้อมูลของเอเย่นต์ตัวใหญ่สุดของเขตมา

               ​พวกเขาเตรียมพร้อม และตั้งทีมเพื่อเข้าเผด็จศึกในค่ำคืนที่ผ่านมา ซึ่งเวลาที่พวกมันจะเริ่มขนย้าย ไม่ใช่กลางดึก แต่เป็นค่อนแจ้ง

               ​พวกมันฉลาดพอ ที่จะเลือกขนส่งสินค้าในเวลาที่แตกต่างจากพ่อค้ายาทั่วๆ ไป กลางดึกมีตำรวจเฝ้าระวังเต็มที่ แต่ช่วงเช้านอกจากมันและตำรวจ ยังมีประชาชนคนอื่น รวมไปถึงการสัญจรอีกมาก อย่างน้อยๆ ตำรวจก็ทำงานได้ยากขึ้น

               ​แต่ในช่วงเวลาก่อนที่พวกเขาจะเข้าปะทะกับเป้าหมาย ชายหนุ่มก็ได้รับสายโทรศัพท์ เพื่อรับคำสั่งใหม่อย่างเร่งด่วน

               ​แม้ว่าเขาจะต่อรองอยู่นานสองนาน เพื่อขอให้ปิดคดีนี้ได้ก่อน จะรีบดำเนินการทันที

               ​ในครั้งแรกเขาไม่มีความคิดที่จะทำตามแม้แต่น้อย แต่หลังจากที่ได้รู้ว่าคดีใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นคดีอะไร เขาก็นิ่งเงียบและใช้เวลาครุ่นคิดอย่างหนัก และในที่สุดก็เลือกที่จะตอบกับปลายสายว่า

‘รับทราบ ครับท่าน’

               ​คดียาเสพย์ติดที่คั่งค้าง เมื่อมาถึงจุดแตกหักแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะทิ้งมันไว้กลางคันได้ เขาจึงตัดสินใจทิ้งลูกน้องมือดีที่สุดให้นำทีมต่อจากเขา

               ​แล้วเลือกพาไอ้เด็กน้อยนี่มากับเขาแทน ไม่ใช่เพราะว่านนท์มีความสามารถอะไรโดดเด่นมากนัก และไม่ใช่เพราะว่าเขาลำเอียงกับลูกน้องคนนี้

               ​แต่เป็นเพราะเห็นอะไรบางอย่างในตัวของเด็กคนนี้ และเขาก็คิดว่า ไม่ควรจะมองข้ามมันไป

               ​รถคันใหญ่เริ่มชะลอความเร็วลง เพื่อมองหาจุดที่ได้รับแจ้งมาว่า เป็นจุดหมายปลายทาง

               ​ถนนช่วงรอยต่อระหว่าง พิจิตร-นครสวรรค์ เป็นเส้นที่มีรถใหญ่วิ่งผ่านอยู่ตลอดเวลา ทำให้สภาพถนนนั้นค่อนข้างแย่ แม้ว่าจะมีการซ่อมแซมแล้วหลายครั้ง แต่ก็จะกลับมาสู่สภาพเดิมในไม่ช้า

               ​นอกจากถนนที่ย่ำแย่ รถราที่วิ่งผ่านเพื่อเข้าเมืองหลวงจะเยอะแล้ว เกือบตลอดทั้งเส้นทาง แทบไม่มีแสงไฟจากร้านรวง บ้านเรือนใดๆ ในยามค่ำคืน

               ​ไฟถนนถูกสร้างไว้เป็นช่วงๆ ทำให้มีช่วงที่คนขับต้องอาศัยความชำนาญ และแสงไฟหน้ารถเพียงอย่างเดียวอยู่บ่อยครั้ง

               ​และนั่นคือมุมอับที่สุดเช่นกัน กานต์กำลังมองหาสถานที่แบบนั้น จากความทรงจำของเขาที่เคยขับผ่านถนนเส้นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

‘มันอยู่ติดถนนไหมพี่ หรือต้องเข้าไปอีก’ นนท์เริ่มกังวลใจที่ไม่พบสิ่งใด

               ​เวลาผ่านไปไม่กี่นาที เขาก็สังเกตเห็นตำรวจคนหนึ่งยืนอยู่ข้างถนน ผิดวิสัยปกติที่ควรจะเป็นคือ ไม่มียานพาหนะ และตรงนั้นก็ไม่ใช่ป้ายรอรถ

               ​กานต์ตัดสินใจจอดรถเพื่อลงไปถาม อย่างน้อยถ้าไม่ใช่ที่หมายของเขา ตำรวจในพื้นที่ก็คงจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับคดีมาบ้าง

               ​รถจอดเทียบที่ข้างทางแล้ว แต่ไม่มีท่าทีว่า นายตำรวจคนนั้น จะสนใจแม้แต่น้อย เขาคิดเอาเองว่าต่อให้ไม่ได้รอเขา ถ้าเป็นตำรวจเห็นรถมาจอดข้างทางที่ไม่มีอะไรอย่างนี้ ก็น่าจะเข้ามาถามไถ่บ้าง

               ​ด้วยความร้อนใจ เขาจึงเปิดประตูลงเดินไปหาด้วยตัวเอง

               ​นายตำรวจในชุดเครื่องแบบเต็มยศ แต่พุงกลับพลุ้ยออกมา จนดูกลมไปทั่วทั้งตัว

               ​เจ้าหน้าที่ตำรวจรุ่นเก๋าวัยใกล้ 50 ยังคงไม่สนใจคนตรงหน้า จนชายหนุ่มต้องเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นว่า ลุงตำรวจกำลังแชทผ่านไลน์อย่างสนุกสนาน

‘ลุง นี่ลุงครับ’

               ​ตำรวจผู้มากวัยตกใจกับเสียงเรียก ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเพราะไม่สังเกตว่า มีคนเดินมาหาได้สักครู่แล้ว

‘มีอะไรไอ้หนุ่ม’ ลุงตอบทั้งที่ยังไม่วางตาจากโทรศัพท์

‘แถวนี้มีคดีอะไรไหม ผมหาไม่เจอ’

               ​พอได้ยินอย่างนั้น ลุงตำรวจจึงเลิกสนใจโทรศัพท์ มาจ้องคนหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ มือข้างหนึ่งเท้าเอว อีกข้างเท้าลูกคาง หยีตาอย่างวางมาด เหมือนกำลังสืบสวนคนตรงหน้า

‘แล้วเอ็งมาถามทำไม เป็นนักข่าวล่ะสิ’

​               กานต์ถอนหายใจกับคนตรงหน้า พร้อมกับหยิบเอาบัตรตำรวจออกมาให้ดู

               ​ตำรวจผู้น้อยแต่มากด้วยอายุ อุทานด้วยความตกใจ แล้วรีบยืนตรงทำความเคารพคนตรงหน้า เพราะว่าชายคนนี้ คือคนที่เขาถูกสั่งให้มารอรับตั้งแต่เมื่อชั่วโมงที่แล้ว

‘สวัสดีครับ สารวัตร เอ่อ.. เท-วะ กานต์’ ลุงหยิบเอาโพยกระดาษที่จดชื่อของผู้มาเยือนออกมาอ่าน เพราะจำไม่ได้

‘ทะ-เว กานต์ ไม่ใช่ เท-วะ’

​               กานต์ตอบกลับเสียงเรียบๆ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีคนเรียกชื่อของเขาผิดไป

‘แล้วลุงชื่ออะไร ผมจะได้จำไว้’

               ​พอได้ยินอย่างนั้น คนผู้น้อยถึงกับตาลุกวาว ที่จะได้เป็นที่จดจำของคนยศสูงๆ ‘ผมดาบตำรวจสมหวังครับ!

               ​ดาบหวังพาทั้งสองคน เดินฝ่าดงหญ้าข้างทางลึกเข้าไปข้างถนน เปลี่ยนที่จอดรถไว้ เพราะเส้นทางจากนี้เอารถเข้าไม่ได้ ทางที่รถพอจะเข้าได้ใกล้ที่สุดนั้น ต้องอ้อมไปอีกด้านของถนนเส้นใหญ่ ซึ่งค่อนข้างไกล การเดินเท้าจะประหยัดเวลากว่ามาก

               ​ตลอดทาง ดาบหวังสาธยายเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย จนคนฟังต้องปรามๆ ไว้ แล้วขอให้เล่ารายละเอียดของคดีนี้ให้ฟัง ก่อนที่จะไปถึงที่เกิดเหตุโดยไม่รู้เรื่องอะไร

               ​ค่อนแจ้งที่ผ่านมา ทาง สน.จังหวัดพิจิตรได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ที่ออกมาจับเขียดในที่นาใกล้ๆ ว่า พบศพไม่รู้ที่มาในสภาพที่น่าสยดสยอง จนคนพบวิ่งป่าราบ ร้องโวยวายไปหาร้านค้าใกล้ๆ ที่นี่ ให้โทรแจ้งความให้

‘ไอ้สยดสยองที่ว่านี่ มันเป็นยังไง’ นนท์ถามแทรกขึ้นมา หลังจากเงียบมานาน

‘ผมก็ได้เห็นแค่แว้บๆ นะครับ ผมก็ไม่เข้าใจว่าสยดสยองยังไง ในเมื่อมันไม่มีกองเลือด หรือเครื่องในอะไรออกมากองเลย’ ดาบหวังทำท่าครุ่นคิด

               ​กานต์และนนท์ได้ฟังอย่างนั้น ก็เริ่มสงสัยว่า ถ้ามันเป็นอย่างที่ดาบหวังบอกจริงๆ มันก็ไม่น่ามีอะไรน่าขนลุกอย่างที่ได้รับแจ้ง

‘แล้วนี่ มีนักข่าวมาวุ่นวายหรือยัง พวกนิติวิทย์ฯ ล่ะ’ กานต์ถาม

‘นักข่าวไม่มีครับ เพราะเราปิดข่าว ส่วนพวกนิติยังมาไม่ถึง’

‘ดี’

               ​เป็นที่รู้กันดีในวงการว่า พวกนักนิติวิทยาศาสตร์มักจะมีปัญหากับการลงที่เกิดเหตุเสมอๆ เมื่อต้องพบกับตำรวจ เพราะความต่างของวิชาชีพ และเทคนิคการเก็บตัวอย่าง

               ​บางครั้งนักนิติวิทยาศาสตร์ ก็จะเข้าไปยุ่มย่ามกับศพเสียก่อน จนตำรวจไม่ทันได้เห็นสภาพการพบศพที่แท้จริง และบางครั้งตำรวจก็ถือวิสาสะ หยิบนั่นหยิบนี่ไปมา จนทำให้นักนิติพิสูจน์อะไรได้ยากขึ้น

               ​อย่างเช่นที่เคยมีเรื่องตลกว่า ทำการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ตาย แต่กลับพบรอยนิ้วมือของตำรวจที่มาสืบคดีเสียเอง

               ​หลังจากเดินตัดเข้ามาในดงหญ้าจากถนนราว 10 นาที ก็พ้นเขตหญ้าสูงจนเกือบมิดศีรษะ กลายเป็นคลองและบึงโคลนขนาดใหญ่

               ​ตรงนี้น่าจะเป็นคลองขุดของเจ้าของนาใกล้ๆ เอาไว้สูบน้ำ ดาบหวังพยายามพาเดินลัดเลาะไปตามคันนา เพื่อไม่ให้ทุกคนต้องลงไปย่ำโคลน

               ​ไกลออกมาอีกหน่อย เป็นที่เปลี่ยวที่ถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตรงนั้นมีพงหญ้าขึ้นอยู่ครึ้มอีก แต่ไม่สูงเท่ากับที่เดินผ่านมา

               ​พื้นที่รอบๆ นั้น เป็นเหมือนกับทุ่งนาที่เห็นได้ทั่วไป ทั้งต้นตาล คันนา คูคลอง และซากไม้เก่าๆ ที่ล้มตาย รอยไหม้ของดินที่ถูกเผา เพื่อเตรียมพื้นที่ ก่อนลงข้าวครั้งใหม่

               ​สัญชาตญาณของสายสืบนั้นทำงานอยู่ตลอดเวลา สายตาคมกริบคู่นั้น กวาดมองไปรอบๆ สองหูฟังข้อมูลจากดาบตำรวจตรงหน้า เพราะทั้งหมดนั้นจะประกอบกัน และกลายเป็นคำใบ้สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น

อึก!

​               สารวัตรเทวกานต์ชะงักฝีเท้า หยุดอยู่กลางพื้นที่นั้น จนคนรอบตัวแปลกใจ เขาสูดลมหายใจเข้าออกเฮือกใหญ่ ก่อนจะรวบรวมสติ แล้วก้าวเดินต่อไป

‘ดาบ แถวนี้เคยมีคดีฆ่าข่มขืนอะไรบ้างไหม’

‘มีนะครับสารวัตร สารวัตรรู้ได้ไงเนี่ย ทุกวันนี้ ยังจับคนทำไม่ได้เลย ตั้ง 30 กว่าปีแล้ว’

‘ป่าวหรอกดาบ เห็นที่ทางมันอำนวยน่ะ ถ้าเกิดขึ้น ก็คงไม่มีใครมาเจอ’

​               กานต์หลอกถามคนสูงวัยตรงหน้าด้วยความอยากรู้ แต่ไม่คิดจะกลับไปสืบหาความจริงอะไรเพิ่มเติมกับคดีที่ผ่านมากว่า 30 ปี

               ​เขาเดินผ่านที่ตรงนั้นไป โดยทำเป็นไม่สนใจเงาร่างของสาวอวบที่ยืนอยู่ห่างไปไม่ไกล ในสภาพเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนโคลนขาดวิ่น ใบหน้าปูดบวม ฟกช้ำจากการถูกทำร้าย ผมบางส่วน น่าจะถูกกระชากและดึงจนขาด เผยให้เห็นหนังศีรษะภายใต้ผิวหนัง

​               หน้าขาทั้งสองข้างมีเลือดไหลนอง แขนข้างหนึ่งบิดกลับไปคนละทิศทาง ดวงตานั้นจ้องมายังสารวัตรหนุ่ม เหมือนต้องการจะสื่อสารอะไรบางอย่าง แต่ก็ทำไม่ได้

               ​เมื่อพ้นดงหญ้าสูงระดับอก คนทั้งสามก็เข้ามาสมทบกับตำรวจอีก 4-5 นาย ที่กำลังช่วยกันเคลียร์พื้นที่และวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

               ​พื้นที่หลังดงหญ้าปกคลุมเป็นดินชื้นๆ อ่อนยวบ แต่ไม่เละ ทำให้พอยืนได้

               ​ที่ว่างตรงกลางนั้น มีกองผ้าสีขาวสะอาด คลุมบางอย่างไว้ ซึ่งไม่บอกก็รู้ว่า มันคืออะไร

               ​กานต์กวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ ถ้าสังเกตให้ดีๆ จะเห็นว่าที่ตรงนี้ ไม่ได้เป็นผืนดินมาก่อน แต่มันน่าจะยังเป็นเขตพงหญ้าที่ ‘ถูกเตรียม’

               ​เขายังไม่สนใจผู้ตาย แต่ก้มลงใช้มือขุดเอาดินชื้นๆ ขึ้นมาดู จนมือเปื้อนไปหมด

               ​แล้วข้อสันนิษฐานของเขาก็ถูกต้อง ข้างใต้พื้นดินนั้น มีต้นหญ้าถูกกลบอยู่ และต้นหญ้านั้น ไม่ได้ขาดเองตามธรรมชาติ

               ​รอยขาดของมันตรงและคม เหมือนกับถูกเครื่องมือบางอย่างตัดอย่างประณีต

               ​เขามองหาความผิดปกติต่อไป จนพบกับรอยไหม้ดำๆ ที่พื้นดินใกล้ๆ ศพ แม้จะถูกกลบไปบ้างแต่ก็ยังพอจะมองเห็น

               ​รอยไหม้จากบางอย่างที่ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิง เศษวัชพืช กระดาษ ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้าง และเมื่อเดินดูจนทั่ว จึงรู้ว่ารอยไหม้นั้น มีลักษณะเป็นวงกลม ล้อมรอบศพเอาไว้

‘ดาบ จดตามที่ผมบอก’

               ​กานต์ตะโกนบอกดาบหวัง เพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มนิติวิทยาศาสตร์ที่ยังมาไม่ถึง

               ​นอกจากศพแล้ว วัตถุพยานอื่นที่น่าสนใจคือ เศษดินที่มีรอยดำ เศษวัชพืชและรอยไหม้ต่างๆ โดยเขากำชับให้ตรวจหา ‘เชื้อเพลิง’

               ​เมื่อตรวจสอบพื้นที่จนเรียบร้อยแล้ว เขาส่งนนท์ไปสืบหาข้อมูลจากพยานผู้พบศพ ซึ่งถูกกันตัวไว้ใกล้ๆ

               ​สารวัตหนุ่มก้มลงจับชายผ้า ก่อนจะนิ่งไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นศพของผู้เป็นเหยื่อการฆาตกรรมและไม่ใช่ครั้งแรกที่ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่มีครั้งไหนเลย ที่เขาจะชินชากับมันได้เสียที

               ​เขากลั้นใจ เปิดผ้าขาวที่คลุมศพออกในครั้งเดียว สภาพศพที่เห็นตรงหน้า ทำเอาตำรวจคนอื่นๆ ที่จิตใจไม่เข้มแข็งพอ ต้องหันหน้าไปอาเจียนอีกทางหนึ่ง

               ​แม้แต่ตัวเขาเอง เมื่อได้เห็นสภาพศพนั้นแล้ว ก็ยังเกือบจะตั้งสติไว้ไม่อยู่

‘นี่ไม่ใช่การฆาตกรรม นี่มันวิปริตแล้ว’

               ​ชายวัยกลางคนอายุ 45 ปี ทราบจากหลักฐานที่พบจากเสื้อผ้าและข้าวของของผู้ตาย ที่ถูกทิ้งไว้ห่างจากที่เกิดเหตุร่วมร้อยเมตร ข้าวของที่พบไม่มีอะไรสูญหาย แม้กระทั่งเงินในกระเป๋าก็ไม่หายไป และไม่ถูกแตะต้องเสียด้วยซ้ำ

               ​สภาพศพนั้นนอนหงาย ขาเหยียดตรง ปลายเท้าหงิกงอแข็งเกร็ง น่าจะเกิดจากความเจ็บปวดระหว่างการโดนทำร้าย

               ​ทั่วร่างไม่มีบาดแผลฟกช้ำ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ แต่ส่วนอื่นๆ นั้น กลับประหลาดจนเกินความเข้าใจของเขาไปไกล

               ​สองมือของผู้ตายถูกผูกไว้ด้วยเชือกไนลอน ให้อยู่ในท่าพนมมือ เล็บนิ้วมือถูกถอดออกไปทั้งสิบนิ้วทำให้มีคราบเลือดไหลนองลงมาตามนิ้ว จนกลายเป็นคราบเขรอะ

​               ดวงตาทั้งสองข้าง ถูกเย็บปิดจนสนิทด้วยเส้นด้ายอย่างดี ไม่ใช่ด้ายตามตลาดทั่วๆ ไป เช่นเดียวกับที่ปากและจมูก อวัยวะทั้งสองถูกเย็บให้ปิดไว้จนเกือบสนิท เหลือช่องไว้ให้ผู้ตายหายใจเล็กน้อย

               ​ตามเนื้อตัวของผู้ตาย ไม่ปรากฏความผิดปกติอื่นใด นอกจากที่สุดท้าย คือ กลางหน้าผาก

               ​ที่ตรงกลางหน้าผาก ระหว่างหัวคิ้วสูงขึ้นมาสองสองเซนติเมตร บริเวณนั้น ควรจะมีเนื้อหนังของใบหน้า แต่มันกลับ 'ว่างเปล่า'

               ​พื้นที่ตรงนั้น ถูกกรีดผ่านผิวหนังลงไปจนถึงกะโหลกศีรษะ และแม้แต่กระดูกหน้าผากนั้น ก็ถูกเจาะ และตัดออกไปเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ประมาณ 4 เซนติเมตร

               ​ร่องรอยของบาดแผลตรงหน้า ทำให้พอประมาณเวลาการเสียชีวิตของผู้เคราะห์ร้ายได้ ซึ่งน่าจะเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงมาแล้ว

               ​นั่นหมายถึง เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่มีผู้พบศพ นี่อาจทำให้เป็นเหตุผลที่พยานถูกกักตัวไว้อย่างแน่นหนา เพราะตกเป็นผู้ต้องสงสัย

               ​กานต์สำรวจร่างไร้ชีวิตอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น นอกจากรอผลการชันสูตรจากอีกหน่วยงานหนึ่ง

               สารวัตรหนุ่มลุกออกจากบริเวณนั้น เพื่อตามไปสมทบกับนนท์ เพื่อฟังคำให้การของพยาน

‘คุณตำรวจ มันไม่ใช่คนฆ่ากัน นี่มันคุณไสย เชื่อผมสิ’ ชายแก่ร่างผอมแห้ง พยายามแสดงความคิดเห็น

‘ลุง อย่าเพ้อเจ้อ นี่มันคดีฆาตกรรม’

​               หลังจากเถียงกันอยู่นานสองนาน ก็ดูจะไม่ได้ความอะไร

               ​เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากในกระเป๋ากางเกงของสารวัตร ริงโทนบอกว่าเป็นสายสำคัญ ที่ตั้งไว้โดยเฉพาะ

‘เชอร์รี่’

               ​นั่นคือชื่อที่แสดงอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ แต่เขารู้ดีว่า ปลายสายไม่ใช่สาวสวยแต่อย่างใด

‘ครับท่าน’

‘ถึงที่แล้วใช้ไหม เป็นยังไงบ้างล่ะ’ เสียงทุ้มหนัก ถามผ่านปลายสาย

‘คงต้องขอรวบรวมหลักฐานอีกหน่อยครับ’

‘ผมเข้าใจ ยังไงคุณเข้ามาพบผมภายในวันนี้นะ ผมจะรอ’

​               ปลายสายตัดไปแล้ว โดยไม่รอคำตอบจากสารวัตรเป็นเชิงบังคับให้ทำตาม กานต์ตัดสินใจกลับออกจากพื้นที่ โดยให้เบอร์ส่วนตัวกับดาบหวังไว้ พร้อมกำชับว่า มีอะไรให้รีบติดต่อมา

               ​รถคันเดิมกลับมาวิ่งบนถนน ด้วยความเร็วที่ไม่ต่างจากขามา ตลอดทางเขาไม่พูดคุยกับตำรวจชั้นผู้น้อยข้างๆ ราวกับใช้ความคิด มีสิ่งหนึ่งที่กวนใจเขาอยู่ และเขายังไม่ได้คำตอบ

‘ถ้าคนๆ นี้เพิ่งตาย วิญญาณน่าจะยังไม่ไปไหน แล้วทำไมเขาถึงไม่เห็น’


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Mint Nattawadee
2018-11-26 11:54:05

ติดตามๆๆๆๆๆๆๆ ค่ะ รออ่านตอนต่อๆไป ^^

#1

Nilubon
2018-11-26 13:00:52

แค่ลอยชายชื่อก็การันตีความสนุกแล้วค่ะ

#2

Momoyo AomZung
2018-11-26 14:40:58

ติดตามจ้า

#3

Pung Aunyarin
2018-11-26 19:38:46

ตื่นเต้นตามลุ้นค่ะ

#4

Ta Tar Arsenal
2018-11-26 22:14:20

รอตอนต่อไปเลยครับ

#5

Violet
2018-11-27 09:18:38

#6

Kling Duzz Wichaipon
2018-11-27 11:24:18

รอเลยจ้า

#7

Namwhan SaSi
2018-11-29 13:24:21

รีบๆมาอัพตอนต่อไปนะค่ะ 

#8

Manaw Saengsuwan
2018-11-30 11:36:47

อยากอ่านตอนต่อไปแล้วค่ะ รอๆๆๆ

#9

Nan Petkaew
2018-12-07 14:42:19

ติดตามคะ รอๆตอนต่อไป

#10

Pannaton Aonkaew
2018-12-31 10:00:12

ตามติด

#11

Abberry Beaubety
2019-01-15 14:05:25

ลุ้นระทึก เริ่มตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆเลยค่ะ

#12

Pungzz Homzz
2019-02-02 15:07:32

อ่านเพลินมากค่ะ

#13

Panida
2019-04-07 22:11:21

ชอบค่ะ

#14