อัปเดตล่าสุด 2019-01-21 13:10:07

ตอนที่ 10 คำสั่งด่วน

              บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดไม่มีสิ่งมีชีวิตใดกล้าส่งเสียง เพราะยังรักตัวกลัวตาย แม้วิญญาณใดที่อยู่ในบริเวณนั้นก็รับรู้ในเรื่องเดียวกัน

              ชายมากวัยเดินฝ่าความมืดของเงาไม้ออกมายืนในที่ที่สว่างกว่าภายในพื้นที่วงกลมที่เรียบเนียน

              เขายืดอกเงยหน้ามองฟ้าชื่นชมความงามของท้องฟ้าที่มืดสนิท พร้อมสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด

              ชายคนนั้นไม่ได้สนใจใยดีกับปากกระบอกปืนทั้งสามที่ชี้มายังเขา ทั้งที่ชีวิตเขาอาจจบลงได้ทุกเมื่อเพียงแค่คนทั้งสามขยับปลายนิ้วที่เหนี่ยวอยู่ตรงไกปืน

“ลดปืนลงเถอะครับ อย่าทำอะไรไร้สาระเลย มาคุยกันดีกว่า”

              ดวงตาที่เคยจดจ้องไปยังท้องฟ้าเบื้องบนย้อนกลับมามองนายตำรวจทั้งสามด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่ทั้งสามคนยังไม่ลดการเฝ้าระวังนั้นลง โดยเฉพาะนนทการที่รู้สึกหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หายใจได้ลำบากกว่าที่เคย ลึกลงไปในความรู้สึกของเขากำลังบอกเขาว่า ชายคนนี้ช่างน่ากลัว และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้พบกัน

“มันพูดจริงครับนาย”

              หมวดเสือคือคนแรกที่ลดปืนลง เพราะรู้ว่ามันไร้ประโยชน์เพียงใด แม้ว่ากระสุนจะถูกสาดใส่ร่างของชายตรงหน้าจนหมดแม็ก มันก็จะไม่ให้ผลลัพธ์อันใดอย่างที่ต้องการ

              สารวัตรเทวกานต์ลดปืนลงตามคำแนะนำนั้น เว้นแต่ผู้กองนนทการที่ยังประหม่าและพยายามกดปลายกระบอกปืนให้นิ่ง เพราะมือที่สั่นเกินควบคุม

              ชายปริศนาตรงหน้าเริ่มก้าวเท้าเดินไปรอบบริเวณอย่างช้าๆ เสียงฝีเท้าสลับกับเสียงไม้เท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะ คล้ายเสียงเข็มนาฬิกายิ่งเพิ่มความกดดันให้กับคนที่อยู่ใกล้

              ไม่มีใครรู้และเข้าใจว่าทำไมบรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้นจึงได้กดดันนัก ทั้งที่เขาก็เป็นเพียงชายแก่ไม่สมประกอบคนหนึ่ง ไม่มีอาวุธ ไม่มีพรรคพวก

              เหงื่อกาฬผุดขึ้นที่ใบหน้าของนนท์จนเปียกชุ่มไปทั่ว ชายคนนั้นมองด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน นิสัยช่างสังเกตของเทวกานต์บอกเขาว่า ชายคนนี้น่าจะมีนิสัยชอบดูถูกคนอื่น หรือไม่ก็เชื่อว่าตนอยู่เหนือกว่าคนอื่นๆ พอสมควร

“แกเป็นใคร เรื่องทั้งหมดนี่แกมีส่วนเกี่ยวใช่ไหม”

              เทวกานต์เอ่ยปากถามด้วยการสันนิษฐานของตน ชายคนนั้นหันกลับมาแล้วยิ้มให้กับเขาอย่างน่าขนลุก

“ถูกต้องครับ ผมทำเอง”

              รอยยิ้มบนใบหน้านั้นไร้แววของความรู้สึกผิด หากจะพูดให้ถูกคงต้องเรียกว่าใบหน้านั้นไร้ซึ่งสามัญสำนึกอย่างเช่นมนุษย์ทั่วไป

              กานต์กระชับปืนในมือให้แน่นขึ้นหลัง จากได้ยินคำตอบนั้นออกมาจากปากของชายตรงหน้า

“คุณรู้ไหมว่า มันสนุกมากนะครับสารวัตรเทวกานต์ อ้อ

              เขาลากเสียงยาวเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก

“ผมนี่ช่างเสียงมารยาทจริงๆ ผมลืมแนะนำตัวไปเสียงสนิท ผมชื่อ นายสมัย เวชสกุล”

              นายสมัยฉีกยิ้มกว้างพร้อมเอ่ยชื่อตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ เขาก้มหัวลงนิดๆ แทนการทักทาย

              นนท์ที่ตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างไร้สาเหตุ เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง ปริมาณออกซิเจนที่ต่ำกว่าเกณฑ์เริ่มทำให้สติของเขาเลือนรางจนไม่มีแรง ปืนในมือจึงร่วงลงกับพื้น พร้อมกับร่างของเขาที่ทรุดลงไปกอง

              หมวดเสือเป็นคนตรงเข้าไปตรวจสอบอาการของรุ่นน้อง เหลือเพียงเทวกานต์ที่ยืนจ้องตากับนายสมัยอยู่ตรงนั้น

              อาจไม่มีใครรู้แต่ในสายตาของเทวกานต์นั้น นายสมัยไม่ต่างอะไรจากสัตว์ประหลาด เพราะแม้ใบหน้าของเขาจะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่แสนจริงใจ แต่เบื้องหลังของเขากับเต็มไปด้วยกลุ่มควันขมุกขมัว ภาพใบหน้าอันบิดเบี้ยวของวิญญาณหลายดวง

              กานต์เห็นวิญญาณมามากแต่สำหรับครั้งนี้แล้ว มันคือภาพที่น่าสยดสยองที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา อีกเหตุผลหนึ่งที่เขายังยืนนิ่งอยู่นั้น ไม่ได้มาจากคำแนะนำของหมวดเสือเพียงอย่างเดียว

              ความกลัวก่อตัวในใจของเขา เขารู้ดี เหงื่อที่เปียกชุ่มในมือเริ่มทำให้การจับปืนเป็นไปได้ยาก

“อย่ามองผมอย่างนั้นสิครับ อ้อ อย่าใส่ใจเจ้าพวกนี้เลยครับ ก็แค่ของสะสมน่ะครับ สารวัตร”

              นายสมัยวาดมือไปในอากาศชี้ไปตามใบหน้าของวิญญาณเหล่านั้น เป็นการยืนยันว่าภาพนั้นไม่ได้มีเพียงเทวกานต์ที่มองเห็น

              ชายมากวัยยังคงเดินวนเวียนไปมาพูดจาไม่ได้สาระ เหมือนต้องการจะเป็นฝ่ายถูกถามเสียมากกว่า และเทวกานต์ก็สังเกตได้ถึงจุดนั้น

“แกทำอย่างนี้ทำไม” น้ำเสียงนั้นยังคงไม่หวั่นไหว

“คำถามช่างน่าเบื่อเสียจริง” นายสมัยส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“ใครสนับสนุนแก” คราวนี้กานต์กดเสียงให้ต่ำลง

“นั่นแหละครับ! คิดไว้แล้วว่าคุณต้องฉลาดพอที่จะรู้ว่าผมไม่ได้ตัวคนเดียว

              เขาหัวเราะร่วนอย่างพอใจ ก่อนจะหันกลับมามองกานต์อย่างตั้งใจ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไปแล้ว เหลือเพียงใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ แววตาที่คมกริบดุดันนั้นคล้ายจะสะท้อนแสงในความมืดดูน่าขนลุก

              เทวกานต์กำอาวุธในมือแน่น หลังจากเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของชายตรงหน้า เขาพร้อมที่จะยิงทุกเมื่อ แต่ไม่ใช่ในตอนนี้เพราะเขายังต้องควานหาตัวผู้บงการหรือผู้สนับสนุนชายวิปริตตรงหน้าให้ได้เสียก่อน

“คุณตำรวจรู้ไหมครับว่าอะไรที่มีค่าที่สุดในโลก”

              เขาเหม่อมองท้องฟ้าอีกครั้ง แต่ในน้ำเสียงนั้นจริงจังกว่าที่ผ่านมา เทวกานต์ไม่ตอบ เพียงแต่รอฟังคำตอบเงียบๆ

“ผมเชื่อว่าเราคงคิดเห็นไม่เหมือนกัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณค้นพบมันหรือยัง แต่ผมพบมันแล้ว และผมก็กระหายที่จะได้มันมาครอบครองเสียเหลือเกิน”

“อยากจะพูดอะไรก็พูดไป แต่วันนี้แกไม่รอดแน่”

              นายสมัยหันกลับมามองด้วยความประหลาดใจก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง

“คุณตำรวจ คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรผมได้งั้นเหรอ”

              เสียงหัวเราะยังดังไม่ขาด จนเทวกานต์รู้สึกโกรธที่ถูกเหยียดหยาม เขาทำท่าจะพุ่งเข้าปะทะเพื่อรวบตัวคนตรงหน้า

“ใจเย็นก่อนคุณตำรวจ”

              ชายวิปริตชี้ไม้เท้าไปยังนนทการที่นอนนิ่งไร้สติอยู่กับพื้น กานต์หันมองไปตามทิศทางนั้น ภาพที่เห็นนั้นทำให้เขาต้องหยุดความคิดทุกอย่างที่วิ่งเข้ามาในหัว

              หมวดเสือที่นั่งประคองร่างของนนทการอยู่นั้นเริ่มหอบหายใจหนักเพราะหายใจลำบาก และที่ว่างข้างๆ นนท์นั้นก็มีเงาร่างของเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งจ้องเขาอยู่ในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งไม้บรรทัด

              วิญญาณเด็กน้อยในสภาพแปลกประหลาดเกินจะอธิบาย ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนด้วยเลือดจากแผลสดๆ บนส่วนหัวที่หายไปจนกลายเป็นรูกลวง

              ดวงตาลึกโบ๋มองไม่เห็นแม้ตาขาว  ฟันในปากที่แหลมคมเหมือนของสัตว์ป่า มือข้างหนึ่งกุดหายไป อีกข้างกำลังเอื้อมไปยังชายที่นอนอยู่บนพื้น

              หลายครั้งที่เทวกานต์ต้องเจอกับสถานการณ์ที่มีตัวประกันเป็นข้อต่อรอง แต่สำหรับครั้งนี้เขาไม่รู้จริงๆ ว่าจะต้องทำอย่างไร

              นายสมัยลดไม้เท้าลง พร้อมกับที่เงาร่างของวิญญาณเด็กนั้นหายไป นั่นคือคำขู่ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

              ชายมากวัยหันหลังกลับ และออกเท้าก้าวเดินกลับเข้าไปในความมืดของป่ายามค่ำคืน

“แล้วพบกันใหม่ รักษาตาคู่นั้นไว้ให้ดี”

              น้ำเสียงเย็นเยียบทำให้เทวกานต์ขนลุกเกรียวไปทั่วทั้งตัว สาเหตุนั้นไม่ใช่เพราะน้ำเสียง แต่เป็นใจความของมัน ชายคนนี้รู้ถึงความลับที่เก็บงำไว้ของเขา ดวงตาที่ผิดปกตินั้น เขารู้ได้อย่างไร

              นายสมัยเดินลับหายไปในเงาป่า บรรยากาศโดยรอบกลับมาเบาบางเหมือนอย่างเคยทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น

              เทวกานต์รู้สึกอ่อนแรงแต่ก็ต้องแข็งใจไว้ เขามุ่งตรงไปยังลูกน้องอีกสองคนที่อาการน่าเป็นห่วงทั้งคู่

              นนทการยังไม่ได้สติน่าจะมาจากอาการอ่อนเพลียของร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่วนหมวดเสือนั้นได้พักหายใจสักครู่ก็พอจะมีแรงช่วยเทวกานต์หามร่างของรุ่นน้องกลับไปที่รถ

              ระหว่างทางกลับโรงแรมนนท์ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา ทันทีที่รู้สึกตัวเขาก็สะดุ้งสุดตัวควานหาปืนด้วยสัญชาตญาณ

“มันจบแล้ว” เทวกานต์พูดนิ่งๆ

“ผมขอโทษ”

              นนท์พูดเสียงอ่อน เพราะรู้ถึงความไม่ได้เรื่องของตัวเอง บทสนทนาเต็มไปด้วยความเงียบตลอดทาง เพราะแต่ละคนก็มีเรื่องให้ต้องขบคิดอย่างหนักใจไม่ต่างกัน

              ภายในห้องพักของแต่ละคนไม่มีใครเปิดไฟให้สว่าง ทุกคนทิ้งตัวลงบนเตียงและพื้นอย่างเหนื่อยอ่อน สมองและหลักการไม่สามารถไขความคลุมเครือนี้ให้กระจ่างขึ้นได้

              ค่ำคืนอันแสนยาวนานจบลงด้วยความทรมานที่ฝังรากลึกลงในจิตใจของผู้ประสบพบเจออย่างยากจะเยียวยา

              เทวกานต์ตื่นมาในช่วงเช้าของวันต่อมา วันนี้เขาตัดสิ้นใจจะไม่ลงไปกินอาหารเช้าของโรงแรม เพราะยังรู้สึกแย่กับสิ่งที่เกิดขึ้น

              เขานอนมองเพดานสีขาวสะอาดของห้องอย่างครุ่นคิด ใครกันที่พยายามจะสร้างเรื่องบ้าๆ พวกนี้ขึ้นมา ใครที่อยู่เบื้องหลังนายสมัย และเขาจะทำมันไปเพื่ออะไร

              เรื่องราวชักจะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเขาเองก็หวั่นใจว่าตัวเองจะจบมันได้จริงๆหรือไม่

              เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้น เขาหยิบมันขึ้นมาดู คาดว่าจะเป็นเรื่องงานแต่ก็ไม่ใช่ ชื่อที่แสดงอยู่บนหน้าจอนั้นทำให้เขายิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ‘แม่’

              เขาเปิดดูข้อความที่ถูกส่งผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์ สิ่งที่ถูกส่งมานั้นเป็นภาพถ่ายภาพหนึ่ง เขาเปิดดูและต้องลุกขึ้นมานั่งเพื่อมองให้ถนัดตา

              ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกายทันทีที่เขาได้เห็นในภาพ หากแต่จริงๆ แล้วคงต้องบอกว่าเป็นคนในภาพเสียมากกว่า

              ภาพของบ้านไม้แบบโบราณที่มีอาหารเช้าจัดใส่จานวางอยู่บนโต๊ะเตี้ยๆ บนพื้นบ้านถูกรายล้อมไปด้วยพ่อกับแม่และหมาตัวโปรดที่ถูกขุนจนอ้วนไม่ต่างจากหมู

              ที่ขอบมุมเล็กๆ ของภาพมีอีกใบหน้าหนึ่งที่ปรากฏอยู่ ใบหน้านั้นไม่ใช่คนในครอบครัว แต่กลับสร้างความอบอุ่นให้เขาได้อย่างประหลาด

              ภาพของหญิงสาวอายุไล่เลี่ยกับตัวเขาที่เห็นเพียงครึ่งหน้าเขาก็ไม่มีทางจดจำเธอได้ผิดพลาด จากภาพนั้นเธอคงจะเป็นคนถือกล้องแล้วถ่ายส่งมาตามคำขอแม่

              ความขุ่นมัวในจิตใจจางหายไปจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยไว้ กำลังใจที่กลับมาเต็มเปี่ยมพัดพาความเครียดให้จางหายไปจากหัวสมอง

              เมื่อสมองโล่งร่างกายก็เริ่มที่จะต้องการอาหารเช้ามาเติมเต็มเช่นกัน เทวกานต์ลุกจากเตียงเข้าไปอาบน้ำเก็บข้าวของใส่กระเป๋าใบเล็กๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องลงไปยังล๊อบบี้ของโรงแรม

              ระหว่างมื้อเช้าบนโต๊ะอาหารที่มีกานต์กับนนท์นั่งกินอยู่โดยปราศจากหมวดเสือ  ทั้งสองคนพยายามติดต่อแล้ว แต่ก็ได้คำตอบว่าเขาจะลงมาเจอในเวลาออกเดินทาง ไม่ขอกินอาหารเช้า

              กานต์ไม่เดือดร้อนและไม่ก้าวก่ายการตัดสินใจของลูกน้อง เพราะมั่นใจว่าทุกคนต่างมีความรับผิดชอบมากพอที่จะมาเจอกันตามเวลานัด

              เทวกานต์ก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ อีกประมาณสองชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาขึ้นเครื่อง จึงไม่ได้รีบร้อนมากนัก

              มื้อเช้ายังไม่ทันหมดไปจากจาน โทรศัพท์สายหนึ่งก็ต่อเข้ามา อีกครั้งที่ชื่อบนหน้าจอโทรศัพท์ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วก่อนจะรับสาย

“ครับท่าน” เทวกานต์ปลีกตัวมารับสายในที่ที่เงียบกว่า

“ผมมีคำสั่งด่วนให้พวกคุณทั้งสามคน”

“ฟังอยู่ครับ”

“ยังไม่ต้องกลับกรุงเทพ กลับไปที่โรงพยาบาลนั้นก่อน พยานของเรามีปัญหา”

              สายโทรศัพท์ตัดไปแล้วโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม และไม่ถึงนาทีต่อมา ตั๋วสำหรับเที่ยวบินใหม่ก็ถูกส่งเข้ามาในโทรศัพท์

              เทวกานต์เดินกลับเข้ามาในห้องอาหารของโรงแรมเพื่อเรียกนนทการ โดยพบว่ามีหมวดเสือลงมานั่งรออยู่ด้วยกันแล้ว

              เขาแจ้งเรื่องคำสั่งด่วนที่ไม่มีคำอธิบายใดๆ แต่ต้องปฏิบัติตาม นี่คือสิ่งที่เขาไม่ชอบสักเท่าไหร่นัก

“เมื่อคืนไม่ได้นอนหรือหมวด”

              ระหว่างขับรถกานต์ถามหมวดเสือ เพราะสังเกตได้ถึงขอบตาที่ช้ำและตาขาวที่แดงระเรื่อ

              หมวดเสือพยักหน้าพร้อมกางกระดาษแผ่นใหญ่ออกให้คนในรถดู ในนั้นถูกเขียนไว้ด้วยข้อสันนิษฐานต่างๆ มากมาย แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ทฤษฎีของงานตำรวจ ทั้งหมดนั้นคือความเป็นไปได้ของพิธีกรรมโบราณที่อาจเกี่ยวข้องกับคดี

              เขาใช้เวลาทั้งคืนเพื่อควานหาพิธีกรรม หรืออะไรก็ตามที่กำลังจะถูกทำให้เกิดขึ้นจากน้ำมือของนายสมัย แต่เบาะแสที่มีนั้นน้อยเกินไป จึงไม่สามารถตีกรอบความน่าจะเป็นให้แคบลงได้

              นนท์จ้องมองกระดาษแผ่นนั้นอย่างสนใจ ตอนนี้เขาสามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องราวปกติ อีกทั้งเขาต้องปฏิวัติความคิดตัวเองเสียใหม่เกี่ยวกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติ

              ไม่ถึงครึ่งวัน ทั้งสามคนก็มาถึงโรงพยาบาลในจังหวัดนครสวรรค์ที่มีชายปริศนาอีกคนหนึ่งพักรักษาตัวและถูกคุมตัวไว้ที่นี่

              ทันทีที่พยาบาลฝ่ายต้อนรับเห็นใบหน้าของสารวัตรเทวกานต์ ก็รีบตรงเข้ามาทักทายด้วยใบหน้าไม่สู้ดีนัก

“มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าครับคุณพยาบาล”

“เอ่อคือว่า..

              พยาบาลสาวอ้ำอึ้งและใบหน้าก็ดูซีดเผือด ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เธอไม่สามารถพูดคุยอะไรต่อได้ อาจเพราะอาวุโสของเธอยังน้อยจึงไม่สามารถตั้งรับกับสถานการณ์บางอย่างได้ดีนัก

              เธอไม่ได้นำทางให้ทั้งสามคน เพียงแต่บอกให้ขึ้นไปยังห้องพักของพยานคนดังกล่าวให้เร็วที่สุด

              เมื่อลิฟต์เปิดออก กานต์ก็ได้ยินเสียงดังจ้อกแจ้กผิดจากปกติของโรงพยาบาล

              ที่ทางเดินของชั้นผู้ป่วยพักฟื้น มีคนกลุ่มหนึ่งยืนออกันอยู่ที่หน้าประตูห้องหนึ่ง  ในกลุ่มนั้นมีทั้งบุคลากรของโรงพยาบาลและบุคคลคนทั่วไปที่คงจะเป็นญาติของคนไข้ห้องอื่นๆ

              เทวกานต์เดินตรงไปยังกลุ่มคนนั้น ก็เจอกับดาบหวังที่พยายามกันคนออกจากพื้นที่ แต่ร่างกายที่อุ้ยอ้ายนั้นก็ดูจะทำได้ไม่สะดวกนัก

              เมื่อดาบหวังเห็นสารวัตรเทวกานต์ก็รีบทำความเคารพอย่างเงอะๆ งะๆ กลุ่มคนที่เห็นการทำความเคารพนั้น ก็เข้าใจได้ทันทีว่าคนที่มาถึงนั้นเป็นนายตำรวจใหญ่

“ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่มีความผิดนะครับ”

              กลุ่มคนที่เคยมุงค่อยๆ สลายตัวไป เพราะเริ่มกลัวความผิดทางกฎหมายตามที่นนทการขู่ไว้เมื่อสักครู่

              เมื่อพื้นที่หวงห้ามกลับเข้าสู่ความสงบ พลาสติกใสที่ถูกขึงไว้ปิดประตูห้องพักก็ถูกแหวกออกเพื่อนำทางนายตำรวจทั้งสามเข้าไปด้านใน

              ภายในห้องพักของโรงพยาบาลขณะนี้ พื้นกำแพงสีขาวถูกแต่งแต้มไปด้วยหยดเลือดสีแดงสดที่บางส่วนเริ่มค้ำลงจนกลายเป็นสีดำ

              ใบหน้าของชายปริศนากดติดอยู่กับกำแพงสีขาวนั้น สองมือของเขาเต็มไปด้วยรอยบาดจากของมีคม

              กุญแจมือที่เคยพันธนาการตัวเขาไว้กับเตียงถูกปลดออก ร่างไร้วิญญาณของชายปริศนานั้นอยู่ในท่าคุกเข่าบนเตียงพักฟื้น สองมือกางออกแข็งเกร็ง ตัวเย็นชืดจากผิวซีดลงจากการเสียเลือดมาก

              ร่างนั้นโน้มตัวทิ้งน้ำหนักไปข้างหน้า ส่วนหัวที่เป็นเหมือนเสาค้ำแนบสนิทอยู่กับกำแพงคล้ายงานศิลปะจากเลือดสดๆ

              แต่สิ่งที่ทำให้พยาบาลสาวคนนั้นกลัวจนตัวสั่นคือ ข้อความสั้นๆ ที่ถูกเขียนด้วยเลือดของผู้ตายบนกำแพงสีขาวบริสุทธิ์นั้น

“เทวกานต์”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Tangmo Hwan Hwan
2019-01-22 08:28:22

#1

Fern Lida
2019-01-23 11:39:57

รอตอนต่อไปค่าา เรื่องนี้ถ้าเอาไปทำภาพยนตร์ ต้องมันส์มากแน่ๆ เป็นกำลังใจให้คุณลอยชายนะคะ

#2