อัปเดตล่าสุด 2019-01-21 14:29:23

ตอนที่ 11 ไร้ตัวตน

              ทุกสายตาจับจ้องไปที่ชื่อบนกำแพงนั้น หยดเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่ทั่วทั้งกำแพงค่อยๆเคลื่อนตัวไหลลงมา ภาพอันน่าสยดสยองนั้นยากที่จะละสายตาไปจากมัน

              เจ้าของชื่อบนกำแพงนั้นยืนมองชื่อของตัวเองอย่างไม่เข้าใจ จุดประสงค์ที่แท้จริงของการเขียนชื่อนี้ไว้คืออะไร แต่ที่แน่ๆ มันเป็นหลักฐานช่วยยืนยันถึงตัวตนของคนทำได้อย่างชัดเจน

              เพียงไม่กี่นาทีทุกคนก็กลับมาได้สติ ผู้ไม่เกี่ยวข้องทุกคนถูกกันออกจากบริเวณในทันที ห้องนั้นถูกปิดกั้นและเฝ้าระวังโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างแน่นหนา

              สภาพศพนั้นดูไม่จืดทีเดียวหลังจากเคลื่อนย้ายลงมานอนอยู่กับพื้นเพื่อทำการตรวจสอบในขั้นต่อไป

              ที่ข้อมือของผู้ตายมีแผลเปิดที่เลือดแห้งกรังปรากฏอยู่ น่าจะมาจากการพยายามดึงมือของตัวเองออกจากกุญแจมืออย่างรุนแรง แต่เมื่อมองไปยังกุญแจมือที่ยังคาอยู่กับเตียงพักฟื้นก็ต้องเกิดคำถามให้ฉงนสงสัย

              กุญแจมือสองอันนั้นยังล็อกอยู่กับตัวเตียง แต่ข้างที่ใช้ล็อกมือของผู้ตายกลับถูกปลดออกอย่างเรียบร้อย ไม่มีรอยงัดแงะได้ปรากฏให้เห็น มีเพียงรอยเลือดที่ตรงกับบาดแผลดังกล่าว

              และหากว่ากุญแจมือนั้นถูกปลดออกอย่างถูกต้อง เหตุใดผู้ตายจึงต้องออกแรงดึงมือตัวเองจนเกิดเป็นแผลใหญ่ขนาดนั้น   

              แต่ที่น่าแปลกใจกว่าคือ เหนือจากแผลตรงข้อมือที่ได้มาจากกุญแจมือแล้ว ยังมีอีกรอยหนึ่งปรากฏอยู่ รอยนั้นเมื่อเพ่งดูดีๆ จะเห็นได้ชัดว่าเป็นร่องรอยจากการบาดด้วยของมีคม

              และสิ่งเดียวที่พบในที่เกิดเหตุคือ เศษแจกันของห้องพักฟื้นที่มีไว้เพื่อตกแต่งให้สวยงาม แจกันนั้นแตกกระจายอยู่ที่พื้นใกล้ๆ กับเตียง และเศษแจกันชิ้นหนึ่งก็ถูกชะโลมไปด้วยเลือด อีกทั้งฝ่ามือทั้งสองข้างของผู้ตายก็พบรอยบาดจากการกำเศษแจกันเอาไว้ด้วยเช่นกัน

              ส่วนศีรษะของผู้ตายนั้นมีรอยยุบเข้าไปเล็กน้อยบริเวณหน้าผาก จากการสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่ รอยยุบนั้นน่าจะเกิดจากการที่ผู้ตายใช้หัวโขกเข้ากับกำแพงอย่างแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดเป็นแผลเปิดและรอยยุบอย่างนั้น

“ถ้าหน้าผากยุบขนาดนี้ น่าจะทำให้สมองเสียหาย แล้วสมองที่เสียหายขนาดนี้ร่างกายจะยังทำงานอยู่ได้อย่างไร”

              คำพูดของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งทำให้ทุกคนฉุกคิดตาม หากสมองภายในถูกทำลายจนเสียหายไปแล้ว ระบบต่างๆ ในร่างกายเองก็ควรที่จะหยุดทำงานเช่นกัน แล้วทำไมผู้ตายจึงยังสามารถใช้หัวของตัวเองโขกเข้ากับกำแพงต่อได้อีกพักหนึ่งจนเกิดเป็นแผลฉกรรจ์ได้ขนาดนี้

              เทวกานต์จดจำรายละเอียดจากสิ่งที่เห็นในที่เกิดเหตุแล้วขอตัวออกมาข้างนอกเพื่อลำดับเหตุการณ์จากสิ่งที่เกิดขึ้นติดๆ กันในช่วงนี้

              ห้องรับรองของโรงพยาบาลตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นที่ทำงานเฉพาะกิจให้กับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาสืบสวนคดี โดยที่เทวกานต์ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลคดีในทันที

“ดาบหวัง ได้ความอะไรบ้างไหมที่ผมฝากไป” กานต์หันไปถามนายดาบที่เหมือนจะพยายามเสนอหน้าเข้ามาใกล้เขาจนเกินพอดี

“ได้มาครับ แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่” ดาบตัวอ้วนเก๊กหน้าเข้มเพื่อให้ดูน่าเกรงขาม

              สิ่งที่เทวกานต์มอบหมายให้กับดาบหวังหลังจากแยกกันในครั้งนั้น คือการไปสืบหาที่มาที่ไปของชายปริศนาคนนี้

              ข้อมูลที่ได้มานั้นผู้ตายมีชื่อว่า นายเมี่ยง ดีคำ เขาไม่ใช่คนในพื้นที่ ซึ่งพื้นเพของเขานั้นอยู่ห่างจากที่นี่ออกไปอีกหลายร้อยกิโล เทวกานต์เลิกคิ้วตั้งใจฟังอย่างสงสัย

              จากที่สืบมาได้นั้น นายเมี่ยงเคยเป็นคนธรรมดาทั่วไปที่อาศัยอยู่ในแถบภาคอีสาน เขามีอาชีพทำนาและรับจ้างทั่วไปไม่ต่างจากคนอื่นๆ นายเมี่ยงไม่มีครอบครัว เพราะนิสัยส่วนตัวที่ไม่ค่อยมีใครชอบคบค้าสมาคมด้วยนัก

              แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดสิ่งที่คนในพื้นที่เองก็ไม่คาดคิด นายเมี่ยงเกิดอาการเสียสติกลายเป็นคนบ้าที่เดินเอะอะไปมาในชุมชน บ้านช่องที่เคยมีก็ถูกเผาด้วยมือของตัวเอง สุดท้ายต้องอาศัยนอนตามวัดและตามข้างถนนน่าเวทนา

“ไม่มีใครรู้สาเหตุเลยเหรอดาบ” นนท์ถามแทรก

“ไม่มีเป็นรูปธรรมครับ แต่ชาวบ้านเขาว่า เล่นของจนเข้าตัว

              ดาบหวังเบาเสียงลง เงยหน้ามองคนทั้งสามที่ตนคิดว่าอาจตำหนิข้อมูลของเขาได้ที่นำเรื่องไร้สาระมาประกอบคดี แต่สีหน้าของคนทั้งสามกับตรงกันข้าม พวกเขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและรอฟังอย่างตั้งใจ

              เทวกานต์พยักหน้าส่งสัญญาณให้ดาบหวังรายงานข้อมูลต่อ

              นายเมี่ยงกลายเป็นคนเสียสติอาศัยอยู่ในชุมชนนั้นมาเกือบหนึ่งปี จนเมื่อหนึ่งเดือนก่อน จู่ๆ เขาก็หายไปจากบริเวณนั้น ไม่มีการรายงานจากชาวบ้านว่าได้พบเห็นนายเมี่ยงอีกแม้แต่ครั้งเดียว

              การหายตัวไปของนายเมี่ยงนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่ใส่ใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับนายเมี่ยง และเคยทำงานรับจ้างมาด้วยกัน

              ทางตำรวจท้องที่พยายามสืบหาตัวอยู่เป็นอาทิตย์ ก็ไร้วี่แววของชายเสียสติ จนสุดท้ายก็ล้มเลิกความพยายามนั้นลง และปิดคดีว่าเกิดจากสภาวะจิตที่ไม่ปกติของนายเมี่ยงเอง

              ทั้งสามคนนิ่งเงียบเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดอีกครั้ง ในข้อมูลเหล่านี้มีหลายจุดที่ไม่สมเหตุสมผล และไม่สามารถจะเชื่อมโยงอะไรให้เข้ากับคดีนี้ได้เลย

              ดาบหวังยืนมองพวกเขาเงียบๆ และพยายามชะเง้อชะแง้หน้าเข้ามาใกล้เพื่อให้สารวัตรเทวกานต์สนใจ

“ขอบคุณมากดาบ ที่อุตส่าห์ไปลงพื้นที่หาข้อมูลมาให้” เทวกานต์กล่าวชม

“ผมไม่ได้ไปเองหรอกครับสารวัตร ผมโทรถามเพื่อนที่อยู่แถวนั้นเอา”

              นนทการเลิกคิ้วมองนายดาบตรงหน้าอย่างนึกตลกกับท่าทางภาคภูมิใจที่ตัวเองสามารถหาข้อมูลมาได้โดยไม่ต้องลงแรงให้เหนื่อยเปล่า

              ตอนนี้ดาบหวังกลับออกไปแล้ว เหลือเพียงคนทั้งสามที่ยังคงเงียบและใช้ความคิดอยู่อย่างนั้น ก่อนที่เทวกานต์จะเอ่ยปากสั่งการลูกน้องทั้งสองให้ไปสืบข้อมูลมาให้มากกว่านี้

“หมวดเสือช่วยไปสืบเรื่องของนายเมี่ยงมาเพิ่มอีก หาจุดเชื่อมโยงของคดีให้ได้ ส่วนนนท์ไปสืบหาข้อมูลของนายสมัยมาให้ได้โดยด่วนที่สุด”

“พี่กานต์คิดว่านั่นจะใช่ชื่อของนายสมัยจริงๆ ไหม คนร้ายที่ไหนจะกล้าพูดชื่อของตัวเองออกมากับตำรวจอย่างนั้น”

              คำพูดของนนทการฟังดูมีน้ำหนัก และนี่ก็คือหนึ่งในความไม่สมเหตุสมผลของเรื่องราวในครั้งนี้เช่นกัน

“ผมว่านั่นน่าจะเป็นชื่อจริงของมันครับ” หมวดเสือเสริม

“ทำไมล่ะหมวด” กานต์ขอเหตุผลประกอบ

“ผมคิดว่านายสมัยคนนี้ไม่ได้โกหกและไม่ได้โง่พอที่จะบอกเราตรงๆ แต่มันน่าจะมาจากความมั่นใจที่มากเกินไป จนทำให้มันคิดว่าต่อให้เรารู้จักตัวตนของมัน เราก็ไม่มีทางทำอะไรมันได้เสียมากกว่า”

              สิ้นสุดประโยคของหมวดเสือ เทวกานต์ก็รู้สึกคล้อยตามอย่างเต็มที่ ภาพกิริยาท่าทางที่มั่นใจ ไร้ความหวั่นเกรงในค่ำคืนนั้นยังชัดเจนในความทรงจำ

              ในตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปใดที่สามารถจะนำมาใช้ได้ ทุกอย่างยังเป็นเพียงสมมติฐานและการอนุมานเบื้องต้นเท่านั้น

              เทวกานต์ออกคำสั่งให้ทั้งสองคนออกปฏิบัติภารกิจในทันที ส่วนตัวเขานั้นตัดสินใจว่าจะกลับเข้าไปที่ ‘ห้องทำงาน’ ของตัวเองสักครั้งหนึ่งก่อน เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง

              คดีของนายเมี่ยงถูกชะลอไว้โดยยังไม่มีการแถลงข่าวหรือปิดคดีใดๆ นอกจากการส่งศพไปสู่มือนายแพทย์ตุลย์เพื่อนคนสนิทของเขาโดยตรง

              ระหว่างขับรถอยู่บนถนนเพื่อมุ่งหน้ากลับเมืองหลวง เทวกานต์ต่อสายหานายแพทย์เป็นการส่วนตัวอย่างร้อนใจ

“หาเรื่องมาให้กูอีกแล้วนะมึง” ประโยครับสายของตุลย์มีน้ำเสียงหงุดหงิด

“เออน่ะ ทำไงได้วะ ว่าแต่ได้เรื่องไหม” กานต์วนเข้าเรื่องทันที

“จะว่าได้ มันก็ได้อยู่ วันสองวันนี้เข้ามาหากูแล้วกัน”

              สายโทรศัพท์ถูกตัดไปเหลือเพียงความเงียบในภวังค์ความคิดของสารวัตรหนุ่ม ตลอดทางเทวกานต์พยายามเชื่อมโยงหลักฐานชิ้นเล็กๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน แต่มันไม่ต่างอะไรจากการต่อจิ๊กซอว์ที่มีแต่สีขาวลงบนกรอบกระดาษเลยสักนิด

              ช่วงเย็นเป็นเวลาโพล้เพล้ เทวกานต์ก็เลี้ยวรถเข้ามาจอดในซอยเล็กๆ หน้าบ้านทาวน์เฮ้าส์หลังเดิม

              เทวกานต์ลงจากรถมา ก็เห็นลูกน้องของตัวเองอีกสามสี่คนนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้หน้าบ้าน พวกเขากำลังนั่งกินอาหารเย็นกันตามปกติเพื่อไม่ให้ชาวบ้านรอบข้างผิดสังเกต แต่บนโต๊ะนั้นกลับมีเหล้าขวดหนึ่งวางตั้งอยู่

“ทำอะไรกัน”

              ตำรวจผู้น้อยสะดุ้งกับเสียงทักของผู้เป็นนายที่ตนไม่ทันได้สังเกตการมาถึงของเขาตั้งแต่ทำการจอดรถ ซึ่งนับว่าผิดวิสัยเป็นอย่างมาก เทวกานต์ไม่ได้คิดจะตำหนิเรื่องการดื่มสังสรรค์ เพราะมันเป็นนอกเวลางาน แต่ใบหน้าอมทุกข์ของแต่ละคนทำให้เขาอดถามไม่ได้

              กานต์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่ยังว่างข้างๆ กับลูกน้องของตัวเอง เขาใช้มือหยิบอาหารเข้าปากอย่างสบายๆ เพราะไม่ต้องการที่จะสร้างความกดดันให้กับบุคคลเหล่านี้

“ว่าไง มีอะไรกัน หน้าตาคร่ำเครียด”

              เขาเอ่ยปากถามอย่างเป็นกันเองและจริงใจพร้อมกับชงเหล้าให้ตัวเองแก้วหนึ่ง นี่คือความเป็นอยู่ของคนภายใต้สังกัดของเทวกานต์ แม้ว่ายศของพวกเขาจะต่างกันมากแต่สารวัตคนนี้ก็ไม่เคยทำตัวยิ่งใหญ่มาจากไหน และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกน้องรักเขาอย่างจริงใจเช่นกัน

              ตำรวจผู้น้อยคนหนึ่งก้มหน้าท่าทางอ้ำอึ้ง ส่วนเพื่อนๆ ที่เหลือพยายามช่วยกันกระซิบบอกให้เจ้าตัวเล่าเรื่องที่กำลังเป็นปัญหาหนักใจอยู่กับเทวกานต์

“คือนายครับ เมียผมกำลังจะคลอดลูก แต่ผมมีเงินไม่พอ”

              ในที่สุดเขาก็ยอมเล่าเรื่องที่คั่งค้างอยู่ในใจออกมา กานต์ฟังเงียบๆ อย่างตั้งใจ

“มันไม่มีเงินจริงๆ ครับนาย มันมาปรึกษาพวกผมเลยมานั่งช่วยกันคิด”

              ตำรวจผู้น้อยอีกคนหนึ่งเสริมช่วยเพื่อนที่กำลังตกที่นั่งลำบาก เทวกานต์กระดกแก้วเหล้าเข้าปากรวดเดียว

“ขาดเท่าไหร่” เขาจ้องเข้าไปในตาของลูกน้อง

“ก็สองสามหมื่นครับ เอ่อนายครับ ผมเลิกพนันแล้วจริงๆ นะครับ แต่เงินมันไม่พอใช้ ก็เลย

              เทวกานต์ยกมือห้ามเป็นสัญญาณบอกว่า ไม่ต้องพูดอะไรไปมากกว่านี้ เพราะเขาเชื่อว่าลูกน้องของเขาคนนี้เลิกการพนันแล้วจริงๆ หลังจากที่ตั้งใจจะสร้างครอบครัวของตัวเอง

              เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพียงแต่ลุกขึ้นเดินหายเข้าไปในบ้านโทรมๆ หลังนั้นพักใหญ่ ปล่อยให้บรรดาลูกน้องนั่งคอตกช่วยกันคิดหาทางออกต่อไป

              เวลาผ่านไปพอสมควร เทวกานต์ก็เดินกลับออกมาพร้อมกับของในมืออีกสองชิ้น เขาวางมันลงบนโต๊ะไม้ตัวนั้น กานต์ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ลูกน้องที่กำลังตาค้างกับสิ่งของตรงหน้า

“ผมมีเท่านี้ พี่ลีเอาไปก่อน มีเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืน”

              นาฬิกาและสร้อยทองเส้นหนึ่งถูกยื่นให้นายสำลี ตำรวจชั้นผู้น้อยในสังกัด เพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นเงินสำหรับการเตรียมต้อนรับชีวิตใหม่ที่กำลังจะมาเยือนโลกใบนี้

              ตำรวจผู้น้อยแม้จะเกรงใจเป็นอย่างมาก แต่ปัญหาที่ไร้ทางออกของเขาก็หนักเกินกว่าที่จะปฏิเสธความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน เขาก้มหน้าซบลงกับแขนตัวเองร้องไห้ออกมาเสียงดัง

“ผมนายสำลี พิทักษ์ภัย จะรับใช้นายไปจนตัวตายครับ!

              ดาบสำลีลุกขึ้นทำความเคารพทั้งน้ำตาที่นองหน้า แม้ว่าตัวเขาจะมีอายุมากกว่าเทวกานต์ประมาณหนึ่ง แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่าคนตรงหน้าเป็นเด็กแต่อย่างใด ด้วยความสามารถและนิสัยส่วนตัวของกานต์ทำให้ทุกคนในสังกัดนั้นนับถือเขาอย่างไร้ข้อกังขา

              เทวกานต์ตบไหล่พี่ลีให้กำลังใจก่อนจะดื่มเหล้าในแก้วจนหมดอีกครั้ง จากนั้นจึงปลีกตัวเข้าไปในบ้านเพื่อปล่อยให้คนที่เหลือได้ปรับทุกข์กันต่อ

              ในห้องทำงานส่วนตัวของเขา คอมพิวเตอร์ถูกเปิดให้ทำงานเพื่อหาข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องทั้งจากอินเตอร์เน็ตและฐานข้อมูลที่ระดับสูง ที่มีเพียงผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าถึง

              เวลาล่วงเลยไปค่อนคืนเทวกานต์ก็ยังไม่ได้นอนหลับพักผ่อน เขามักจะเป็นอย่างนี้เสมอ เมื่อหมกมุ่นอยู่กับอะไรก็มักจะทำจนลืมเวลา ยิ่งถ้าเป็นเรื่องคดีด้วยแล้ว เขาจะลืมเวลาจนยากที่จะถอนตัวเสมอๆ

              เสียงสัญญาณเตือนจากโทรศัพท์ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ของความหมกมุ่นในการงาน ข้อความบนหน้าจอนั้นทำให้เขาอมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

“งานเป็นไงบ้าง สบายดีนะ?”

“สบายดี เธอล่ะ”

“ก็คงสบายกว่าเธอแหละ อากาศบ้านนอกดีกว่าเมืองกรุงอยู่แล้ว”

              กานต์ยิ้มให้เจ้าของข้อความที่ส่งมา จริงอย่างที่เธอว่า อากาศที่นี่ช่างสกปรกเต็มไปด้วยมลพิษและฝุ่นควันแตกต่างจากอากาศที่บ้านเกิดของเขา ที่นั่นทุกคนสามารถออกมาเดินเล่นและนอนนอกบ้านได้ตามที่ต้องการ อยากจะสูดอากาศเข้าปอดเท่าไหร่ก็ย่อมได้

              ภาพบรรยากาศเก่าๆ ในความทรงจำของเขาค่อยๆ ย้อนเข้ามาในความคิด ชีวิตอันสงบสุขในย่านชานเมืองที่แสนคิดถึง ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข เขาบอกกับตัวเองว่าจะต้องหาเวลากลับไปให้ได้สักครั้งหนึ่งเร็วๆ นี้

“นั่นสินะ คงต้องหาเวลากลับไปสูดอากาศบ้างสักที”

              ข้อความสุดท้ายถูกส่งไปยังผู้รับที่ยังไม่เปิดอ่าน เทวกานต์ไม่ได้รอให้อีกฝ่ายตอบกลับมา เขาเอนหลังลงบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ ก่อนจะปล่อยให้ความเหนื่อยล้าเข้าถาโถมพาเขาถลำลึกสู่ห้วงนิทราในคืนที่แสนอ่อนล้า

              ช่วงสายของวันต่อมา เทวกานต์รู้สึกตัวขึ้นบนเก้าอี้ตัวเดิม วันนี้เขาตื่นสายเป็นพิเศษอาจเพราะความเหนื่อยที่สะสมมาสักพักใหญ่ๆ

              อันที่จริงแล้วเขาอาจจะยังไม่ตื่นขึ้นมาในเวลานี้ก็เป็นได้ หากไม่ได้ยินเสียงถกเถียงของกลุ่มคนที่ดังมาจากห้องอีกห้องที่อยู่ติดกัน

              เขาลุกขึ้นบิดตัวไล่ความเมื่อยที่เกิดจากการนอนไม่ถูกท่า เมื่อรู้สึกสบายตัวขึ้นเขาก็เดินตรงไปยังห้องประชุมที่เปิดไฟสว่างและมีเงารางๆ ของคนสองสามคน

              ประตูห้องประชุมถูกเปิดออก พร้อมด้วยสายตาที่หันมามองเทวกานต์อย่างพร้อมเพรียง นายตำรวจในห้องนั้นทำท่าเคารพหัวหน้าหน่วยเพียงคนเดียวของพวกเขา

              เทวกานต์นั่งลงตรงเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุดเพื่อเตรียมพร้อมรับฟังข้อมูลจากหมวดเสือ และผู้กองนนทการที่เตรียมพร้อมมาอย่างดี ส่วนนายตำรวจที่เหลือเพียงนั่งเพื่อร่วมฟังด้วยเท่านั้น

              เพียงคืนเดียวก็นับว่าเกินพอสำหรับมืออาชีพในการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดี ทั้งนี้ต้องขอบคุณสิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลของทุกหน่วยงานในประเทศได้ตามต้องการ

              นนท์ คือคนแรกที่จะนำเสนอข้อมูลตามคำสั่งของเทวกานต์ ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของนายสมัยทั้งหมดเท่าที่จะสืบค้นได้จากทุกหน่วยงานในประเทศ

              นนท์ทำหน้าปั้นยาก ยืนนิ่งเงียบในท่ามือไพล่หลังตามระเบียบ ท่าทางของเขาทำให้คนฟังต้องขมวดคิ้วตามด้วยความไม่เข้าใจ ผู้กองพยายามเรียบเรียงคำพูดเพื่อสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจ

“ไม่มีครับ” คำอธิบายของนนทการช่างสั้นเสียเหลือเกิน

“ว่าไงนะ” เทวกานต์ถามเสียงดังอย่างไม่พอใจ

“ไม่มีข้อมูลของนายสมัยในฐานข้อมูลใดๆ สักที่เลยครับ”

              น้ำเสียงขอนนทการยืนยันว่านี่ไม่ใช่เรื่องโกหกหรือล้อกันเล่น เขาได้พยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อเข้าถึงข้อมูลทุกชนิดภายในประเทศ แต่กลับไม่พบชื่อนามสกุลที่ตรงกับคำพูดจากปากของนายสมัยเลยแม้แต่น้อย

              นนท์เรียกให้เจ้าหน้าที่มาสเก็ตช์ภาพใบหน้าของนายสมัยจากความทรงจำของเขา นนท์ยืนยันว่าภาพวาดนั้นเหมือนเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งหยิบกระดาษใบนั้นขึ้นมาให้เทวกานต์ดู

              ภาพวาดนั้นเหมือนกับใบหน้าที่พวกเขาได้เห็นด้วยสองตาในวันนั้นทุกกระเบียดนิ้วทุกรายละเอียด แต่เมื่อนำภาพวาดนั้นไปเทียบกับฐานข้อมูลที่มีก็ไม่ปรากฏข้อมูลที่ตรงกันเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

              เทวกานต์กุมขมับอย่างหนักใจ เขายังไม่สรุปว่าเป็นความผิดพลาดของลูกน้อง หรือนายสมัยจะโกหกพวกเขา หรือว่ามันอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่านั้น

              เขาขอให้นนทการนั่งลงและพักเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะดูแล้วน่าจะต้องวุ่นวายกันอีกยาว กานต์มองไปยังหมวดเสือพยักหน้าให้สัญญาณเป็นเชิงอนุญาต

“เรื่องนายเมี่ยง เป็นไปตามที่ดาบหวังพูดทุกอย่างครับ แต่มีเพิ่มเติมนิดหนึ่ง

              เรื่องราวของนายเมี่ยงไม่ได้ต่างจากที่ได้รับข้อมูลมาจากดาบหวังเท่าใดนัก เว้นแต่ครั้งนี้หมวดเสือได้เบาะแสสำคัญมาเพิ่ม นั่นคือมีผู้พบเห็นนายเมี่ยงติดต่อกับชายคนหนึ่งก่อนที่จะเกิดอาการเสียสติ

“อย่าบอกนะว่า” เทวกานต์พอจะเดาคำตอบได้

“ใช่ครับ นั่นคือนายสมัยที่เราได้พบ

              ภาพสเก็ตใบหน้าที่นนท์สั่งให้ทำขึ้นนั้นถูกถ่ายสำเนาส่งไปให้หมวดเสือด้วยเช่นกัน และหมวดเสือก็ได้ส่งมันต่อให้กับสถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อตรวจสอบเบาะแสดังกล่าว

              เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เขาจะมาถึงที่นี่ หมวดเสือก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทางฝั่งนั้นว่า มีผู้ยืนยันว่าพบเห็นชายคนนี้ติดต่อกับนายเมี่ยงอยู่หลายครั้ง ก่อนที่เขาจะเสียสติไป

“เรื่องนี้มันยังไงกัน” เทวกานต์พยายามทำความเข้าใจ

“ยังมีอีกเรื่องครับนาย”

              กานต์สูดหายใจเข้าเพื่อเตรียมรับข้อมูลที่เหลืออยู่ ข้อมูลดังกล่าวนั้นเป็นผลพลอยได้จากการสืบหาการหายตัวไปของนายเมี่ยง คีย์เวิร์ดของมันอยู่ที่คำว่า ‘คนหาย’

              หมวดเสือขุดคุ้ยข้อมูลคนหายในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งจากฐานข้อมูลและการสอบถามจากเจ้าหน้าที่ในจังหวัดต่างๆ เขาก็ได้พบว่า ช่วงหนึ่งปีมานี้มีคดีคนหายเกิดขึ้นมากผิดปก อีกทั้งผู้เสียหายยังค่อนข้างเฉพาะเจาะจงพอสมควรอีกด้วย

“หมายความว่ายังไงหมวด ที่ว่าเฉพาะ” กานต์ถามทันควัน

“คนหายทั้งหมดนั้น เป็นเด็กครับ”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
IS US
2019-01-22 16:41:06

ขอบคุณค่า รอติดตามรอติดตามตอนต่อไปค่ะ

#1

Fern Lida
2019-01-24 13:35:15

รอตอนต่อไปค่าาา

#2