อัปเดตล่าสุด 2019-01-28 09:12:51

ตอนที่ 12 เด็กผู้เคราะห์ร้าย

               ในความมืดอันเงียบสงบ สายลมพัดโชยอย่างเชื่องช้าและอ่อนโยน แสงนวลของดวงจันทร์ส่องสว่างประกอบกับประกายดาวเล็กๆนับพันนับหมื่นช่วยแต่งแต้มท้องฟ้าให้สวยงามกว่าที่เคย

               ท่ามกลางความเงียบนั้นมีร่างของชายคนหนึ่งยืนรับลมเพื่อสูดอากาศจากยอดดอยอย่างเดียวดาย

               ท้องฟ้ายามนี้ไม่สามารถพบเห็นได้ในตัวเมือง ที่เดียวที่จะได้พบเจอคือภูเขาสูงที่โผล่พ้นความวุ่นวายของเมืองหลวง เหมือนเป็นอีกโลกที่ไม่น่ามีอยู่ในความเป็นจริง

               ชายมากวัยยืนมองดวงดาวด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า คืนนี้เขาช่างมีความสุขราวกลับได้ชีวิตวัยหนุ่มคืนมา เขายิ้มให้ตัวเองอยู่เนิ่นนาน ในหัวของเขาถูกเติมเต็มด้วยภาพใบหน้าของชายเพียงคนเดียว

‘เทวกานต์’

ตึก

               เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งดังขึ้นในความมืด นายสมัยไม่ได้หันกลับไปมองเพราะรู้ดีว่าผู้มาเยือนคนนี้เป็นใคร

               รองเท้าหนังราคาแพงและสูทที่ถูกนำเข้ามาโดยเฉพาะช่างไม่เข้ากับภาพธรรมชาติอันงดงามของยามค่ำคืน เช่นเดียวกับที่ผู้สวมใส่รู้สึกรังเกียจความสกปรกของเศษดินตรงปลายรองเท้า

               ฝุ่นผงในอากาศอาจทำให้เสื้อผ้าของเขาราคาตก เศษดินตามพื้นอาจทำให้รองเท้านั้นเป็นรอย กลิ่นของธรรมชาติหรือจะสู้กลิ่นของน้ำหอมราคาแพง ธรรมชาติอันไร้ค่าหรือจะเทียบเท่าคุณค่าของเงินตราที่เหลือประมาณ

“คืนนี้ดาวสวยนะครับ” นายสมัยเอ่ยปากทักทาย

“ผมไม่สนใจ ที่ผมมาพบเพราะผมมีคำถาม” ผู้มาเยือนพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่ำกว่าปกติ

“มีอะไรให้ผมรับใช้หรืออย่างไรครับ” ชายมากวัยล้อเลียนผู้มีอายุน้อยกว่าด้วยอารมณ์ขัน

“อย่ามาทำตลก คุณทำอย่างนั้นทำไม”

“ผมทำอะไรงั้นเหรอครับ” นายสมัยยังคงหยอกล้ออีกฝ่ายอย่างสนุกสนาน

“คุณไปปรากฏตัวให้พวกมันเห็นทำไม ก็รู้ว่ามันกำลังตามสืบเรื่องนี้อยู่”

               นายสมัยหัวเราะร่วนอย่างพอใจกับความร้อนใจที่ไร้สาระในสายตาของเขา การไปปรากฏตัวของเขานั้นอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย แต่ถ้าหากเขาไม่ได้เปี่ยมด้วยความมั่นใจถึงเพียงนี้ก็คงจะไม่กล้าทำอย่างแน่นอน

               ผู้มาเยือนยังคงไม่เข้าใจและไม่สบอารมณ์กับพฤติกรรมของคนตรงหน้า แม้ว่าทั้งสองคนจะร่วมมือกันเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง แต่ในอีกมุมหนึ่งเขาก็เป็นดั่งนายจ้างของนายสมัยที่ทุ่มเงินลงไปมหาศาล และแน่นอนว่าเขาต้องการที่จะเกี่ยวผลผลิตจากการลงทุนครั้งนี้ให้คุ้มค่าที่สุด

               นายสมัยหันกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้รอยยิ้มต่างจากเมื่อสักครู่โดยสิ้นเชิง ใบหน้าและแววตานั้นแวววาวในความมืดราวกับจะสะกดคนที่จ้องมันให้จมลงสู่หุบเหวแห่งความกลัวที่ไร้ก้น

               ดวงตาขู่นั้นมองลึกเข้าไปในดวงตาอีกคู่อย่างคุกคามจนผู้ถูกจ้องต้องเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว เหงื่อเม็ดใหญ่ๆผุดขึ้นที่ใบหน้าแสดงให้เห็นถึงความกลัวอย่างลึกซึ้ง

“คุณไม่เชื่อมือผมสินะ” ประโยคคำถามที่ปราศจากอารมณ์ขันฟังดูน่าขนลุก

“เปล่าครับ ผมแค่คงจะกังวลมากไปหน่อย

               ท่าทีของผู้มาเยือนดูนอบน้อมผิดจากเมื่อครู่ลิบลับ และทันทีที่นายสมัยหันหลังกลับไปยืนเหม่อมองท้องฟ้าที่สวยงามนั้นต่อ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้าหมดเรื่องที่จะคุยกับเขาแล้วในเวลานี้

               ผู้มาเยือนเดินกลับไปขึ้นรถหรูที่จอดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักโดยปราศจากคำร่ำลาใดๆ ภายในรถนั้นเขาพยายามปรับจังหวะลมหายใจให้เข้าสู่สภาวะปกติ ก่อนจะต่อสายหาผู้ร่วมงานอีกคนหนึ่งทันที

…………………………………………………………………..

               ข้อมูลที่หมวดเสือสืบค้นมาได้นั้นน่าสนใจอย่างปฏิเสธไม่ได้แม้ว่ามันอาจจะยังไม่พบความเกี่ยวข้องกับคดีนี้แต่ก็ไม่ควรจะมองข้ามรายละเอียดๆใดๆเพื่อความรอบคอบ

“เด็กหาย? พวกแก๊งค์ลักเด็กหรือเปล่าหมวด

               จริงอย่างที่นนทการว่า เพราะในประเทศนั้นยังมีเรื่องของขบวนการลักพาตัวเด็กเกิดขึ้นอยู่แทบจะตลอดเวลา แม้ว่าเวลามันจะผ่านมาหลายสิบปีคดีในรูปแบบนี้ก็ยังไม่เคยจางหายไปจากสังคมเลยสักนิดเดียว

“ในตอนแรกผมก็คิดว่าอย่างนั้นครับ ไม่สิ ต้องพูดว่าถูกทำให้คิดอย่างนั้นมากกว่า”

               ความคิดเห็นของหมวดเสือดึงดูดความสนใจจากทุกคนในห้องประชุมนั้นได้อย่างดี เขาสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเปลี่ยนหน้าเอกสารที่ฉายอยู่บนเครื่องฉายภาพขนาดใหญ่

               หมวดเสือเปิดผ่านรายชื่อของเด็กๆที่หายไปพร้อมรูปใบหน้าของพวกเขา จำนวนรายชื่อนั้นเยอะจนน่าขนลุก เทวกานต์เริ่มกำหมัดแน่นเมื่อได้ทราบถึงจำนวนผู้เคราะห์ร้ายที่ไร้เดียงสาเหล่านี้

“178 รายจากจำนวนคดีที่ถูกบันทึกไว้ทั่วประเทศ” หมวดเสือกล่าวเสียงนิ่งๆ

“นี่มันอะไรกัน ทำไมเยอะขนาดนี้” นนท์โวยวายอย่างไม่พอใจ

“แต่มันมีเรื่องแปลกอยู่ครับ”

               หมวดเสือเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะย้อนกลับไปเปิดรูปภาพใบหน้าของเด็กๆผู้เคราะห์ร้ายใหม่ตั้งแต่ต้น หากไม่สังเกตดีๆจะไม่มีทางรู้เลยว่าจำนวนของภาพนั้นลดลง

               เด็กผู้เคราะห์ร้าย ‘เกือบทั้งหมด’ ถูกนำมาส่งที่บ้านในไม่กี่วันถัดมาหลังจากหายตัวไป แม้จะไม่ได้พร้อมกันทั้งหมดแต่เวลาก็ไล่เลี่ยกันอย่างน่าประหลาด

               ข้อมูลนี้ช่างไร้เหตุผลและน่าประหลาดใจอย่างที่หมวดเสือได้พูดไว้ก่อนหน้านี้

               กานต์นั่งฟังอย่างตั้งใจ หมวดเสือยังคงรายงานข้อมูลอื่นๆประกอบต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึงจุดที่ทำให้เขาสรุปว่าทุกๆคนกำลังถูกจัดฉากละครครั้งใหญ่เพื่อให้คิดว่ามันเป็นฝีมือของขบวนการลักพาตัวเด็ก

“จากจำนวนผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมด ในนั้นมีเด็กที่ไม่ได้กลับมาทั้งหมด 6 คน

               เด็กหกคนจากจำนวนร่วมสองร้อยคนที่ไม่ได้กลับมานั้นถูกรายงานว่ายังไร้ร่องรอยและเบาะแสใดๆ ไม่มีผู้พบเห็นทั้งเด็กและผู้ต้องสงสัย

“เด็กๆที่กลับมาให้การว่ายังไงบ้าง”

               คำถามของนนทการชาญฉลาดสมเป็นมือดีของหน่วย แต่ข้อมูลที่ได้มานั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักเพราะผู้เคราะห์ร้ายเป็นเพียงเด็กเท่านั้น บ้างก็ยอมให้การ บ้างก็ถูกผู้ปกครองปกป้องจนไม่อยากให้มายุ่งกับตำรวจ

               ทิศทางของคำให้การนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เด็กๆถูกใครบางคนพาขึ้นรถไปบ้างก็ถูกอุ้มไป ทั้งหมดรู้สึกง่วงและหลับไป น่าจะเป็นผลจากกยาสลบบางชนิด

               เมื่อเด็กๆตื่นขึ้นจะพบกับห้องขนาดใหญ่ที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไร สภาพคล้ายโกดังและในนั้นมีเด็กคนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่งถูกกักตัวไว้ด้วยกัน ข้างในนั้นมีทั้งอาหาร ขนม ของเล่น การ์ตูน มีทุกอย่างที่เด็กๆจะเพลิดเพลินไปกับมันได้

               แต่เด็กก็คือเด็ก พอไม่ได้พบหน้าพ่อและแม่ก็เริ่มที่จะร้องไห้ และเมื่อมีใครสักคนเริ่มส่งเสียงร้องไห้ เด็กๆบอกว่าจะมีควันลอยฟุ้งไปทั่วห้อง จากนั้นพวกเขาจะง่วงและหลับไป

“ไอ้พวกบัดซบ มันทำกับเด็กอย่างนี้ได้ยังไงวะ” นนท์หลุดปากออกมาอย่างใส่อารมณ์

               กานต์ขอให้หมวดเสือรายงานต่อให้จบโดยเร็วที่สุดเพราะเขาเองเริ่มไม่สบายใจและกังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วว่ามันน่าจะส่งผลกระทบมากกว่าที่เขาคิด

               หมวดเสือส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าเขาไม่มีข้อมูลใดมากไปกว่านี้ กานต์ไม่ได้ตำหนิอะไรเพราะเวลาที่มีให้สำหรับการสืบค้นนั้นช่างน้อยนิด การได้ข้อมูลมาเท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว

               ทุกคนกลับมานั่งรวมกันบนโต๊ะประชุมเพื่อหารือและพยายามเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆกับช่องว่างขนาดใหญ่ที่ไม่มีคำใบ้ คำตอบนั้นยากที่จะเติมให้เต็มด้วยหลักฐานเพียงเท่านี้

               อากาศในห้องประชุมนั้นเย็นกว่าปกติ แสงไฟนีออนสว่างจ้าจนทำให้ปวดตา สมองที่ประมวลผลอย่างสุดกำลังเริ่มมาถึงขอบเขตความสามารถ

“ผมฝากทั้งสองคนช่วยตามสืบเรื่องนี้ต่อด้วย โดยเฉพาะเรื่องเด็กๆที่ไม่ได้กลับมา ระบุให้ได้ว่าเด็กๆทั้งหกคนมีจุดเชื่อมโยงอะไรเข้าด้วยกันหรือไม่ ผมต้องการทุกอย่างทั้งประวัติส่วนตัว ที่อยู่อาศัย อาชีพการงานของพ่อและแม่ โรงเรียน โรคประจำตัว ทุกอย่างเท่าที่จะหามาได้ ก่อนที่จะมีเหยื่อรายต่อไปเพิ่มขึ้นมาอีก นนท์ผมขอให้คุณลงพื้นที่เพื่อสืบหาตัวตนของนายสมัยมาให้ได้ ส่วนคนอื่นๆขอให้แฝงตัวเข้าไปตามชุมชนต่างๆเพื่อสืบข่าวมาให้ได้มากที่สุด”

               เทวกานต์สั่งงานอย่างกระชับก่อนจะปิดการประชุมที่สร้างปัญหามากกว่าการคลี่คลายคดี วันนี้เขาต้องไปพบตุลย์เสียแล้วเผื่อจะได้ความคืบหน้ามากกว่านี้

               หมวดเสือรู้ดีว่าเขาต้องทำอย่างไรต่อไปเขามุ่งตรงสู่ถนนใหญ่ขับรถส่วนตัวออกนอกตัวเมืองมุ่งหน้าไปยังจังหวัดที่ใกล้ที่สุดที่มีการหายตัวไปของเด็กๆ

               นนทการเองก็รีบร้อนออกจากห้องไปเพื่อเตรียมตัวสืบหาข้อมูลของนายสมัย โดยปกติแล้วเทวกานต์จะพูดคุยกับคนในสังกัดเหมือนกับเพื่อนพี่น้อง คำว่าคุณกับผมนั้นจะถูกหยิบขึ้นมาใช้ก็ต่อเมื่อเป็นการสั่งงานที่เป็นทางการและจริงจังในฐานะของตำรวจเท่านั้น

               นนท์เข้าใจดีว่ารุ่นพี่ของเขาคนนี้คือคนที่จริงจังกับงานมากกว่าใครๆ และยิ่งไปกว่านั้นเขาคือผู้ที่ห่วงใยผู้เคราะห์ร้ายมากกว่าใครเช่นกัน แต่ครั้งนี้นนท์เองก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน เหตุนั้นเป็นเพราะผู้เคราะห์ร้ายล้วนเป็นเด็กน้อยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความบ้าคลั่งของผู้ใหญ่ในสังคม

               หนึ่งชั่วโมงถัดมาเทวกานต์ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ห้องชันสูตรของนายแพทย์ตุลยภัทร เพื่อนสนิทคนสำคัญของเขา ระหว่างทางนั้นกลับมีสายเรียกเข้าจากผู้ที่เขากำลังจะไปพบ

“กูกำลังไป ไม่ช้าหรอก” กานต์ถามเพราะนัดไว้ล่วงหน้าแล้ว

“เปล่าๆ เอาเป็นว่าเปลี่ยนที่ กูไม่สะดวกที่ทำงาน”

               ตุลย์ตัดสายไปไม่ปล่อยให้กานต์ได้ถามหรือเถียงอะไรต่อพร้อมส่งที่ตั้งของสถานที่นัดมาให้ผ่านโทรศัพท์

               เทวกานต์ต้องวนรถกลับไปอีกทางหนึ่งเพราะสถานที่นั้นเป็นที่ที่อยู่อีกทางหนึ่งโดยสิ้นเชิง

               รถคันใหญ่ต้องใช้เวลาอีกร่วมสองชั่วโมงเพื่อมาตามสถานที่นัดของเพื่อนรักที่วันนี้มีท่าทีแตกต่างไปจากทุกวัน

               สถานที่นัดของตุลย์นั้นเป็นร้านกาแฟแบบธรรมชาติที่อยู่ระหว่างทางของถนนเส้นใหญ่ตัดผ่านหลายจังหวัดตรงรอยต่อเข้าจังหวัดอยุธยา ซึ่งมันห่างจากตัวกรุงเทพพอสมควร

               บรรยากาศในร้านถูกตกแต่งด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ร่มรื่น ลมเย็นๆจากทุ่งนาทำให้รู้สึกสบายตัวและหายใจสะดวกกว่าบนท้องถนนมาก

               เขามองหาเพื่อนตัวดีของเขาแต่ก็ไม่เห็นวี่แววของตุลย์เลยนอกจากรถมอเตอร์ไซด์คันใหญ่อย่างที่เขาชอบขับเป็นงานอดิเรกจอดเรียงกันอยู่หลายคันที่หน้าร้าน

               เทวกานต์เดินตรงเข้าไปส่วนของร้านกาแฟเพื่อสอบถามการมาถึงของตุลย์หลังจากที่พยายามโทรศัพท์ติดต่ออยู่หลายครั้งก็พบว่าตุลย์ได้ปิดเครื่องเอาไว้

               ภายในร้านต่างจากข้างนอกพอสมควรเพราะข้างในนั้นถูกตกแต่งในสไตล์ตะวันตก วัสดุเกือบทั้งหมดที่นำมาใช้นั้นทำจากไม้ทำให้กลิ่นของร้านเป็นเอกลักษณ์ชวนให้กลับมาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง

“น้องเพื่อนไอ้ตุลย์ใช่ไหม”

               ชายร่างใหญ่ที่ไว้หนวดเครารุงรังอายุน่าจะร่วมหกสิบปีหรืออาจมากกว่าแต่งตัวในชุดหนังสีดำโฉบเฉี่ยวตรงข้ามกับวัยเดินเข้ามาทักทายเทวกานต์

“ใช่ครับพี่ ไม่ทราบว่าตุลย์มาถึงหรือยัง”

               เจ้าของร้านในคราบนักบิดเดินเข้ามาโอบไหล่ของเทวกานต์อย่างเป็นมิตรพร้อมทั้งพาเขาเดินออกไปทางประตูหลังร้านที่ต่อกับทุ่งนาขนาดใหญ่ด้านหลัง

               ทั้งสองคนเดินตามทางที่ปูไว้ด้วยก้อนหินทรงกลม กานต์ยังไม่เห็นวี่แววของเพื่อนรักก็เริ่มรู้สึกระแวงตามสัญชาตญาณ ทำให้เขาต้องตั้งสติและระวังตัวมากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อม

               ที่ข้างทุ่งนานั้นมีรถตู้เก่าๆจอดอยู่ห่างกันหลายคัน พวกมันถูกนำมาตกแต่งใหม่ให้สวยงามแต่ยังคงไว้ซึ่งความเก่าที่เป็นเสน่ห์

               รถตู้คันหนึ่งที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นบ้านพักแบบเคลื่อนที่ตั้งอยู่ที่มุมในสุดของที่ว่างห่างจากต้นข้าวเพียงสามก้าว เจ้าของร้านพากานต์เดินตรงไปยังรถคันนั้น เขาปล่อยมือที่โอบไหล่อยู่และถอยออกมาเล็กน้อยให้กานต์เดินต่อไปด้วยตัวเอง

               เขาเดินมาจนถึงประตูของรถบ้านที่ปิดสนิท กานต์ใช้มือเคาะประตูเบาๆโดยไม่ต้องส่งเสียงเรียกให้เสียงเวลา

“เออเปิดเข้ามา กูเอง”

               เสียงของตุลย์ทำให้เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก ประตูรถถูกเปิดและปิดอย่างเบามือ ข้างในนั้นมีนายแพทย์หนุ่มนั่งไขว่ห้างเท้าสองข้างวางอยู่บนโต๊ะตัวเล็กๆตรงกลาง

               ข้างในรถนั้นมีครบทุกอย่างทั้งห้องน้ำห้องนอนและห้องครัว หากใครได้มาเห็นตุลย์ในท่าทางสบายๆอย่างนี้บอกไปก็คงไม่มีใครเชื่อว่าชายคนนี้เป็นนายแพทย์อันดับต้นๆของวงการเป็นแน่

“ทำไมต้องให้กูมาไกลขนาดนี้วะ” กานต์เอ่ยถามทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้

“บรรยากาศดีขนาดนี้ไม่ชอบรึไง สารวัตร” ตุลย์หยอกล้อตามนิสัยของตัวเอง

“ก็ชอบ แต่อย่างมึงไม่น่าจะโรแมนติกขนาดนั้น”

“มึงนี่ไม่รู้จักกูจริงๆ ช่างเหอะ ที่กูนัดมาเพราะเรื่องคดีนี่แหละ”

               นายแพทย์ตุลยภัทรล้วงมือเข้าไปหยิบเอากระดาษเอสี่ที่ยับยู่ยี่ในกระเป๋าออกมาปึกหนึ่ง เขาโยนมันลงบนโต๊ะตรงหน้าเทวกานต์ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับมานิ่งขรึมอย่างเคร่งเครียด

               กานต์พลิกรูปที่ถูกปริ๊นท์ออกมาอย่างลวกๆไปมาด้วยความไม่เข้าใจ ภาพพวกนั้นคือสภาพศพที่ถูกเจอในคดีทั้งสองก่อนหน้านี้รวมไปถึงตัวเลขรายละเอียดของการตรวจร่างกายอย่างละเอียดของศพที่มีบางส่วนหายไป

“ทำไมไม่เอาอันดีๆมาให้ดูวะ รายงานตัวจริงอยู่ไหน” กานต์ขมวดคิ้วถาม

“หายไปแล้ว”

“ว่าไงนะ!

               ตุลย์ถอนหายใจอย่างหมดแรงก่อนจะเริ่มอธิบายให้เพื่อนรักฟังว่าหลักฐานต่างๆที่เขารวบรวมไว้ทั้งหมดเพื่อรอส่งมันต่อให้กับเทวกานต์ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย

               ผลการตรวจภาพทุกอย่างจะต้องถูกบันทึกเอาไว้ในระบบอย่างเรียบร้อยตามระเบียบของหน่วยงาน แต่มันกลับหายเสียเฉยๆ ตุลย์แน่ใจว่าเขาได้บันทึกผลทุกอย่างลงไปแล้วด้วยมือของตัวเอง และเขาก็ปริ๊นท์ฉบับร่างออกมาดูเพื่อตรวจความเรียบร้อยอย่างที่เห็นได้ในมือของเทวกานต์

               นอกจากนั้นผลการตรวจเพิ่มเติมที่นายแพทย์ส่งคำขอไปยังหน่วยงานอื่นก็ไม่ได้ผลอะไรกลับมา พร้อมกับเหตุผลที่ยากจะทำความเข้าใจ

“วัตถุพยานหายไประหว่างการส่งมอบข้ามหน่วยงาน”

               ตุลย์นั่งกุมขมับขณะที่กานต์กำลังอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน หลักฐานต่างๆหายไปอย่างไร้เหตุผล ซึ่งมันสามารถบอกถึงอะไรได้หลายๆอย่าง ข้อสันนิษฐานหนึ่งของกานต์อาจเป็นจริง

“กูว่าเรื่องนี้มีคนในเกี่ยวข้อง”

               เพื่อเสริมกับคำพูดของตัวเอง นายแพทย์หนุ่มยื่นกระดาษใบเล็กๆให้เทวกานต์เพื่อตรวจสอบ

‘จัดการให้หมด’

               บนกระดาษใบนั้นมีข้อความสั้นๆเขียนเอาไว้แต่ความหมายของมันไม่ธรรมดา เทวกานต์ถามถึงที่มาของมัน ตุลย์ชูหลังมือข้างหนึ่งให้ดู ที่หลังมือนั้นมีรอยช้ำแดงๆม่วงๆ อธิบายถึงวิธีการได้มาซึ่งกระดาษใบนี้

“กูรู้สึกแปลกๆตั้งแต่ที่ไม่ได้ผลตรวจกลับมาเท่าที่ควรแล้ว เลยพยายามสืบด้วยตัวเองก็เลยไปเจอตอเข้าให้”

“ใคร?”

“เด็กใหม่เพิ่งรับเข้ามาไม่ใช่คนที่มึงเจอนะ ใหม่กว่านั้น กูจับมันได้ตอนกำลังมาแอบค้นเอกสารกู เลยอัดมันไปนิดหน่อยให้คายข้อมูลออกมา”

               บทสนทนาเริ่มจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลที่ตุลย์เลือกที่นี่เป็นเพราะเขากลัวว่าตัวเองอาจจะกำลังถูกติดตามและสอดส่องจากใครบางคน การพบเจอกับเทวกานต์อาจส่งผลเสียมากกว่าที่คิด และอีกเรื่องหนึ่งที่ตุลย์ต้องการจะบอกเพื่อนรักของเขาก็ใหญ่ไม่แพ้กัน

“อีกอย่าง กูจะบอกมึงว่า กูถูกปลดจากคดีแล้ว”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Salapao Kampong
2019-01-29 20:23:06

ลุ้นอ่า

#1

thisispp
2019-01-31 18:38:15

รอลุ้นตอนหน้าต่อ 

#2