อัปเดตล่าสุด 2019-02-04 09:08:07

ตอนที่ 13 คำเชิญ

“มึงว่าไงนะ ใครปลดมึง!

              เทวกานต์ลุกขึ้นด้วยความโกรธสุดขีด เรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มซับซ้อนมากขึ้นและมันยิ่งชัดเจนว่าคนในที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นต้องมีอำนาจอยู่ในระดับที่สูงมากเช่นกัน

              กานต์คว้าโทรศัพท์จะต่อสายหา ‘ท่าน’ เพื่อถามเอาความให้รู้เรื่องแต่ตุลย์ก็ยกมือเป็นสัญญาณห้ามเอาไว้ก่อน

“กูคุยกับนายมึงแล้ว เขากำลังพยายามจะช่วยวิ่งให้กูกลับมาอยู่”

              คราวนี้เป็นฝ่ายเทวกานต์บ้างที่ต้องกุมขมับ ถ้าหากนายของเขายังต้องวิ่งเต้นเพื่อใช้เส้นสายและกำลังภายในขนาดนี้ นั่นหมายถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้จะต้องมีอิทธิพลมากว่านายของเขาพอสมควร

“เรื่องนี้ค่อยว่ากันเอาเป็นว่า กูมีข้อมูลจากศพรายที่สองมาบอก”

              กานต์เตรียมสมุดขึ้นมาจดรายละเอียดที่ตุลย์กำลังจะเล่าให้ฟัง ผลการชันสูตรนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกันซึ่งยืนยันได้ว่าคดีทั้งสองนี้ถูกวางแผนด้วยฝีมือของคนคนเดียวกัน

              ร่องรอยและลวดลายต่างๆบนศพนั้นเหมือนกันราวกับแกะ ไม่คลาดเคลื่อน ไม่มีความต่างกันแม้แต่น้อย แม้กระทั่งผลตรวจเพิ่มเติมอื่นๆเหมือนกันจนน่าประหลาด

              ผลการตรวจวิเคราะห์นั้นสรุปได้ว่าศพทั้งสองตกอยู่ในสภาพวะขาดสารอาหารเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนจะถูกสังหาร ของเสียในร่างกายถูกชำระล้างออกจนหมด ผู้เคราะห์ร้ายน่าจะได้รับเพียงน้ำดื่มเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น และช่วงเวลาของการตายนั้นสรุปได้ยากจากสภาพศพ แต่ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสันนิษฐานว่าในขณะเกิดเหตุ ผู้เคราะห์ร้ายยังมีชีวิตอยู่

              เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกานต์ได้เล่าเรื่องราวของนายสมัยและข้อมูลอื่นๆที่ได้พบเจอมาให้ตุลย์ฟังทั้งหมด

“กูว่ามึงต้องระวังตัวให้มากหน่อยแล้วว่ะ เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล”

              ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขากำลังเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวที่ซับซ้อนมากแค่ไหน เมื่อไม่มีอะไรให้พูดคุยกันต่อ ตุลย์จึงเสนอให้แยกย้ายและขาดการติดต่อกันสักพักก่อนเพื่อความปลอดภัย

              ทั้งสองคนเดินออกมาจากรถบ้านกลับเข้าไปในส่วนของร้านกาแฟเพื่อหาอะไรกินกันก่อนจะกลับ

              เจ้าของร้านคนเดิมเดินเข้ามาพูดคุยอย่างเป็นกันเองพร้อมออกปากว่าจะเลี้ยงอาหารสักมื้อหนึ่งเพื่อเป็นการต้อนรับเพื่อนคนใหม่

“เอาเลี้ยงน้อง เพื่อนของตุลย์ก็น้องชายพี่เหมือนกัน”

              งานอดิเรกหนึ่งของตุลย์คือการขี่รถมอเตอร์ไซด์คันใหญ่ของเขาไปตามจังหวัดต่างๆ ความบังเอิญทำให้เขาได้รู้จักกับเจ้าของร้านนี้ ครั้งหนึ่งระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวนั้นเจ้าของร้านเกิดอาการกำเริบจากโรคหัวใจ ดีที่ตุลย์เป็นหมอจึงช่วยชีวิตของเขาไว้ได้ทัน

              อาหารมื้อนั้นแม้จะอร่อยแต่ก็ไม่สามารถทำให้ความเครียดในใจของทั้งสองลดน้อยลงได้แม้สักนิด

              ทั้งสองแยกกันตรงนั้นพร้อมกำชับกันและกันให้ดูแลตัวเองให้ปลอดภัย เพราะตอนนี้เท้าข้างหนึ่งของพวกเขาก้าวเข้าไปสู่แดนอันตรายที่ยากจะถอยกลับแล้ว

              เทวกานต์ขับรถกลับสู่เมืองหลวงด้วยข้อมูลสำคัญหลายอย่างที่ได้รับมาจากเพื่อนรัก เขายังให้เวลาคนอื่นๆในหน่วยอีกสัปดาห์หนึ่งเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการสืบคดี

              บนถนนอันแสนวุ่นวายของเมืองหลวงหน้าจอโทรศัพท์ของเทวกานต์ก็ปรากฏชื่อที่เขาต้องการจะพูดคุยมากที่สุดในเวลานี้

‘เชอร์รี่’

              ในห้องมืดสนิทของบ้านเช่าหลังหนึ่งมีคนสองคนยืนคุยกันในความมืดเพื่อหลีกเร้นจากสายตาที่อาจซ่อนอยู่ในทุกที่ของเมืองหลวง

              บทสนทนานั้นไม่อาจให้ใครได้ยินได้ฟังโดยเด็ดขาด เพราะทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับคดีที่มีชีวิตของคนเป็นเดิมพัน ซ้ำยังเกี่ยวข้องกับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองอีกหลายคน

“กานต์คุณรู้แล้วใช่ไหมว่าเรื่องนี้มีคนในอยู่เบื้องหลัง”

“ครับท่าน เรื่องนี้มันไปไกลกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก”

“ส่วนเรื่องเพื่อนคุณผมกำลังพยายามเต็มที่”

“ขอบคุณครับท่าน”

              แม้ว่าชายคนนี้จะเป็นที่พึ่งและที่เคารพของเทวกานต์ แต่เขาก็เป็นหนึ่งในคนที่กานต์ไม่อยากจะเจอเป็นที่สุด นั่นเป็นเพราะทุกครั้งที่พบกันจะต้องตามมาด้วยเรื่องราวที่ยากต่อการแก้ไข

              คืนนั้นจบลงด้วยคำถามมากมายดังเช่นหลายๆคืนที่ผ่านมา ปมเชือกที่ยังไม่ถูกคลายแต่กลับถูกผูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยฝีมือของใครบางคนที่ไร้ตัวตนราวกับผีสางก็ไม่ปาน

              ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ความเงียบของค่ำคืนในห้องพักเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความวุ่นวายของเสียงหลายสำเนียงสอดประสานกันอย่างน่ารำคาญ

              เสียงหัวเราะเยียบเย็นชวนให้ขนลุกปลุกเทวกานต์ให้ตื่นจากภวังค์หลับ สติของเขาค่อยๆร้อยเรียงประกอบเข้าด้วยกันจนสมบูรณ์พร้อม

              ภาพอันเลือนรางของวิญญาณหลายดวงลอยคว้างไปมาในอากาศ วนเวียนอยู่รอบๆตัวของเทวกานต์ บ้างส่งเสียงกรีดร้อง บ้างลอยเฉียดเข้ามาใกล้ลูบไล้ไปตามผิวกายของเขาจนรู้สึกหนาว

              สัญชาตญาณของเทวกานต์บอกกับเขาว่าในห้องนี้ไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียวที่เป็นสิ่งมีชีวิตในขณะนี้

              บนเก้าอี้ไม้ข้างเตียงของเขามีร่างของชายแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ ชายคนนั้นนั่งไขว่ห้างมองแผ่นหลังของสารวัตรหนุ่มด้วยรอยยิ้ม ไม้เท้าในมือขยับขึ้นลงตามจังหวะการกระดิกเท้าอย่างอารมณ์ดี

“แกมาทำไม ฆ่าปิดปากงั้นเหรอ” กานต์รู้ดีว่ามีเพียงไม่กี่คนที่ทำได้อย่างนี้

“ไม่เอาน่าคุณตำรวจ ผมไม่มักง่ายอย่างคนพวกนั้นหรอก”

              น้ำเสียงที่ใช้นั้นยังคงติดตลกเหมือนในครั้งแรกที่ได้พบกัน กานต์ยังไม่ขยับจากท่านอนของตัวเอง เพียงแต่ล้วงมือเข้าไปใต้หมอนควานหาปืนที่ซ่อนไว้มาถือไว้ในมืออย่างเตรียมพร้อม

              สายตาของเขามองไปยังประตูบานเลื่อนที่ทำจากกระจกเพราะบนนั้นมันสะท้อนภาพอันเลือนลางของคนในห้องให้ได้เห็น แม้จะไม่ละเอียดมากแต่เมื่อไหร่ที่ชายคนนั้นขยับเขาจะเห็นมันอย่างแน่นอน

“คุณตำรวจคุณรู้ไหมว่าผม ถูกใจคุณมากแค่ไหน”

              น้ำเสียงนั้นถูกกดให้ต่ำและเน้นที่พยางค์สุดท้ายจนน่าขนลุก

“คุณรู้ไหมว่า ‘ดวงตา’ ของคุณมันพิเศษแค่ไหน” ในที่สุดนายสมัยก็เข้าเรื่อง

“แกรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”

“ผมรู้มากกว่าที่คุณคิดเยอะครับ” คำพูดนั้นแฝงด้วยการเยาะเย้ย

“แล้วยังไงแกจะมาฆ่าฉัน แล้วแย่งมันไปงั้นเหรอ” เทวกานต์กำปืนแน่นเตรียมจะหันกลับไปยังที่ที่นายสมัยนั่งอยู่

“เปล่าครับ แต่ผมมาเชิญชวนคุณ” น้ำเสียงนั้นฟังดูจริงใจ

“ชวน?” เขาทวนคำถามที่ฟังดูไร้เหตุผล

“มาอยู่กับผมเถอะ คุณไม่เหมาะกับโลกฝั่งนั้นหรอก มาใช้ดวงตาของคุณให้เป็นประโยชน์จะดีกว่านะครับคุณตำรวจ”

              เทวกานต์โกรธจนขาดสติพลิกตัวหันกลับมาชี้ปลายกระบอกปืนไปยังเก้าอี้ไม้ในห้องของตัวเองที่ตอนนี้มันเหลือเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

              เสียงลมหายใจของเขากลายเป็นเสียงเดียวที่ดังอยู่ในความมืด อากาศภายในห้องกลับสู่สภาพปกติ กานต์กวาดไปทั่วห้องเพื่อตามหาตัวของนายสมัย แต่ก็ไร้วี่แววของคนที่ตามหา

              เขาไม่เข้าใจถึงคำเชิญชวนของชายแก่คนนั้นเพียงแต่เขารู้สึกโกรธที่จู่ๆก็ถูกชวนให้ไปเป็นส่วนหนึ่งกับเรื่องเลวร้ายเกินจะรับไหวนั้น เทวกานต์อธิบายความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก

              กานต์หยิบข้าวของเท่าที่จำเป็นใส่กระเป๋าเดินออกจากห้องกลางดึก รถฟอจูนเนอร์คันเดิมวิ่งไปตามถนนที่รกร้างไร้ผู้คนกลางเมืองที่กำลังหลับไหล

              เขาไม่มีจุดหมายปลายทาง แค่อยากขับไปเรื่อยๆ ขับไปจนกว่าเขาจะคิดอะไรออก ขับไปจนกว่าเขาจะหนีพ้นจากเรื่องราวเหล่านี้ได้สักวันหนึ่ง

              แสงแรกในยามรุ่งฉายลงมาบนพื้นโลกสะท้อนผ่านกระจกรถกระทบที่เปลือกตาของเทวกานต์ที่ตอนนี้นอนหลับอยู่ในรถคันเดิม

              เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ยังเป็นแสงทองอ่อนๆ ความสงบสุขอันเรียบง่ายแต่ดูช่างห่างไกลจากชีวิตของคนอย่างเขาเสียเหลือเกิน

              ที่ข้างๆรถนั้นมีพระภิกษุสองสามรูปเดินบิณฑบาตผ่านไป นานแล้วที่เขาไม่ได้ทำบุญ กานต์เดินลงจากรถข้ามถนนไปยังฝั่งตลาดหาซื้ออาหารเล็กๆน้อยๆเพื่อใส่บาตรในวันนั้น

              เขารู้สึกสบายใจขึ้นบ้างหลังจากได้ทำในสิ่งที่ห่างหายไปนาน กานต์กำลังจะกลับไปที่รถ เสียงข้อความในโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เขาเปิดมันดูพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก

“พรุ่งนี้จะไปทำธุระที่กรุงเทพ มารับหน่อยได้ไหม”

              อีกครั้งที่ประโยคสั้นๆจากคนเพียงคนเดียวสร้างรอยยิ้มให้เขาโดยไม่รู้ตัว

วันถัดมา

              รถคันเดิมของเทวกานต์จอดรออยู่ที่หน้าทางออกของสนามบินมาได้สักพักหนึ่งแล้ว เขาได้รับแจ้งเรื่องเวลานัดหมายเรียบร้อยแต่ก็ยังเลือกที่จะมารอก่อนเวลาด้วยความตื่นเต้นที่พยายามซ่อนไว้ให้แนบเนียนที่สุด

              ไม่นานนักใบหน้าที่เขาคิดถึงที่สุดก็เดินออกมาจากประตูบานเลื่อนนั้น กานต์รีบลงจากรถตรงไปหาหญิงสาวผิวขาวละเอียดในชุดผ้าไทยที่เธอใส่เป็นประจำด้วยรอยยิ้ม

“มาผมถือให้” กานต์เอื้อมมือไปแย่งกระเป๋ามาจากเธอ

“มารอนานรึยัง แต่เราว่าเครื่องก็ไม่ได้เลทนะ”

              เสียงหัวเราะเล็กๆของเธอฟังดูสดใสรอยยิ้มของเธอทำให้เธอดูสวยยิ่งขึ้นไปอีก

“ดาวมาทำธุระอะไร อยู่ที่นี่กี่วัน” กานต์ถามขณะขับรถออกจากสนามบิน

“มาเรื่องร้านอาหารที่บ้านนั่นแหละ กลับวันไหนยังไม่ได้คิด ว่าแต่กานต์ว่างเหรอถึงมารับเราได้ หายากนะเนี่ย”

              บทสนทนาของทั้งสองคนเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรู้สึกที่พิเศษอย่างเห็นได้ชัด สำหรับเขาแล้วเธอไม่ต่างจากแสงสว่างเพียงดวงเดียวที่เขามีอยู่ในชีวิตอันสกปรกและมืดมนของตัวเอง

              วันนั้นทั้งวันเทวกานต์ใช้เวลาไปกับดุจดาวเพื่อจัดการธุระส่วนตัวของเธอโดยเขาอาสาเป็นคนขับรถและพาเธอไปทุกๆที่ ที่เธออยากไป

              ในช่วงเย็นวันนั้นกานต์พาเธอมาใช้เวลาร่วมกันในร้านอาหารร้านหนึ่งกลางตัวเมือง ร้านที่เขาเลือกนั้นไม่ได้หรูหราอย่างในละคร มันเป็นร้านที่อยู่นอกเมืองออกมาไม่มากแต่ไม่วุ่นวาย

              ทั้งสองคนยังคงมองหน้ากันด้วยความสุข สารวัตรเทวกานต์ในยามนี้ไร้ซึ่งมาดของตำรวจหนุ่มผู้เด็ดขาดและมากความสามารถ

              มื้อเย็นวันนั้นช่างแสนวิเศษและเติมกำลังใจให้เขาได้อย่างดี แม้ว่ามันอาจจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆที่เหมือนกับฝันไป ใช่ เขาต้องบอกกับตัวเองอีกครั้งว่า ฝัน คือสิ่งที่ไม่มีวันเป็นจริง

              ลมเย็นอ่อนๆพัดโชยมายังโต๊ะอาหารของทั้งสองคน แสงเทียนไหวเอนตามแรงลมดูสวยงาม อาหารพื้นบ้านรสชาติถูกปากค่อยๆลดลงสวนทางกับบทสนทนาที่ยังคงมากขึ้นเรื่อยๆ

              แม้จะเป็นสถานที่ที่ห่างไกลจากตัวเมืองประมาณหนึ่ง แต่ฟ้าก็ยังหม่นไปด้วยแสงไฟนีออนและควันมลพิษต่างๆ ยากเหลือเกินที่จะมองหาดวงดาวในที่อย่างนี้

“ที่นี่ฟ้าไม่สวยเลย” หญิงสาวมองขึ้นไปยังท้องฟ้าสีหม่นสกปรก

“เราชินแล้ว ชินจนคิดว่ามันปกติ”

              หญิงสาวขมวดคิ้วมองชายตรงหน้าอย่างตำหนิ เหตุใดชายคนนี้จึงอมทุกข์ได้มากมายถึงเพียงนี้ เธอพยายามทำให้เขายิ้ม พยายามเรียกความสุขให้กลับมาสู่หัวใจของเขา แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆก็ตาม

              หลังจากเรียบร้อยกับมื้ออาหารแล้ว เทวกานต์ก็ยังอาสาที่จะขับรถไปส่งเธอที่โรงแรมก่อนจะจากกันในคืนนี้

              บนถนนมืดสนิทของย่านชานเมืองมีแสงไฟของรถเป็นที่พึ่ง บนถนนนั้นมีแสงไฟหลายคู่สวนทางพวกเขาไปตามปกติ แต่เทวกานต์สังเกตเห็นความผิดปกติของแสงไฟคู่หนึ่ง

“ไม่ต้องรีบก็ได้กานต์”

              ดาวสะกิดเรียกคนขับที่กำลังเร่งความเร็วขึ้นจนผิดสังเกต กานต์ไม่ได้บอกกับเธอว่าเขารู้สึกเหมือนมีคนขับรถตามพวกเขามาสักพักหนึ่งแล้ว แม้ว่าเขาจะเลี้ยวรถวนไปทางอื่น แสงไฟคู่นั้นยังคงตามเขามาติดๆ

              เทวกานต์พยายามเร่งความเร็วเพื่อพาตัวเองกลับเข้าสู่ตัวเมืองที่มีแสงสว่างให้เร็วที่สุด

              แต่มันช้าเกินไป จู่ๆแสงไฟคู่นั้นก็เร่งความเร็วจนเครื่องยนต์ส่งเสียงดัง รถกระบะคันใหญ่ขับขึ้นมาตีคู่กับรถของเขา กระจกรถที่ถูกปกปิดด้วยฟิล์มสีดำเกินกฎหมายกำหนดลดต่ำลง

              แสงสว่างจากไฟหน้ารถสะท้อนกระทบกับโลหะในมือของอีกฝ่าย ปากกระบอกปืนชี้มายังเขาอย่างจงใจ

              กานต์กดหัวหญิงสาวข้างๆให้ก้มต่ำลง เขาทำเช่นเดียวกันและออกแรงเหยียบที่ฝ่าเท้าให้หนักขึ้น

ปัง!

              เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องของหญิงสาว เทวกานต์มองสำรวจเธอเพื่อหาบาดแผล โชคดีที่มันไม่มี

“ก้มไว้ดาว!

              ดุจดาวก้มหัวให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กานต์เงยหน้ามามองถนนเพื่อหาทางหนีทีไล่ แต่ตรงนั้นมีเพียงถนนที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาไม่มีทางเลี้ยวและทางหนีใดๆ

              ยังไม่ทันที่เขาจะได้คิดอะไรออก รถกระบะคันใหญ่ก็ปลีกตัวออกห่างจากรถของเขาจนชิดขอบถนนอีกฝั่ง เพียงชั่วอึดใจ รถกระบะคันเดิมก็เร่งความเร็วให้มากขึ้น ก่อนจะหักพวงมาลัยมาทางซ้ายสุดกำลัง

              แรงปะทะจากรถคันใหญ่ผลักให้รถของเทวกานต์เสียหลักจนตกไหล่ถนน พุ่งชนเข้ากับเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างทาง


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น