อัปเดตล่าสุด 2019-02-11 09:12:16

ตอนที่ 14 ปะรำพิธี

               แรงปะทะทำให้สติของเทวกานต์ดับวูบไปชั่วขณะ ความร้อนจากไฟที่ลุกโชนอยู่บนกระโปรงหน้าของรถทำให้เขาค่อยๆรู้สึกตัวขึ้นมา ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างแต่เขาก็ต้องฝืนร่างกายนั้นอย่างสุดกำลัง

“ดาว!

               ชายหนุ่มในชุดที่เปรอะเปื้อนด้วยเขม่าและคราบเลือดของตัวเองพยายามพังประตูรถออกด้วยแรงถีบเพราะล๊อกของมันน่าจะพังจากแรงกระแทก แต่ร่างกายที่บอบช้ำของเขาไม่อำนวยให้ทำอย่างนั้น

ปัง!

               ปืนพกในมือถูกยิงใส่กระจกรถจนมันแตกละเอียด กานต์ยัดเยียดร่างของตัวเองออกจากรถผ่านช่องแคบของหน้าต่าง

               ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลาเพราะไฟที่ลุกไหม้อยู่บนฝากระโปรงรถนั้นอาจทำให้เกิดการระเบิดได้ตลอดเวลา

               ดุจดาวแน่นิ่งไร้สติอยู่ที่เบาะข้างคนขับใบหน้าของเธอชุ่มโชกไปด้วยเลือดจากรอยแผลบริเวณศีรษะ ภาพนั้นทำให้หัวใจของเทวกานต์เต้นไม่เป็นจังหวะ ความกลัวต่างๆนานาถาโถมเข้าสู่หัวใจของเขา

               โชคดีที่ประตูฝั่งที่เธอนั่งอยู่ไม่ได้พังไปด้วย เขาเปิดมันและพาร่างของเธอออกมาได้อย่างเรียบร้อย

               ดุจดาวไร้การตอบสนองจากการเรียกชื่อของเทวกานต์ ร่างอันบอบบางนั้นถูกประคองไว้แน่นในอ้อมแขนของเขา

               แม้ร่างกายจะบอบช้ำแต่เขาต้องพาเธอออกมาให้ห่างจากบริเวณนั้นโดยเร็วที่สุด

               กานต์กดโทรศัพท์ต่อสายฉุกเฉินไปยังต้นสังกัดเพื่อขอความช่วยเหลือ เขาวางร่างของเธอลงกับพื้นหญ้าข้างทางนั้น

“ดาว! ดาว! ได้ยินผมไหม

               เทวกานต์ตะโกนสุดเสียงอย่างตื่นตูม เขาไม่เคยกลัวอะไรเท่านี้มาก่อน หญิงสาวยังคงนิ่งเงียบ ความเจ็บที่ร่างกายเกินจะทนไหวทำให้สติของเทวกานต์ค่อยๆเลือนรางลงอีกครั้ง

ในโรงพยาบาล

               นนท์และหมวดเสือรีบเดินทางกลับมาทันทีหลังได้รับการรายงานเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับนายของตน

               นนทการเปิดประตูห้องพักฟื้นเข้าไปพร้อมตะโกนเรียกเสียงดัง ภาพที่เขาได้เห็นคือเทวกานต์ที่นั่งก้มหน้าอยู่ที่ข้างเตียง ตามเนื้อตัวมีผ้าพันแผลเป็นจุดๆ

“เป็นไงบ้างพี่”

               นนท์เบาเสียงลงเมื่อเห็นว่าบนเตียงยังมีอีกชีวิตหนึ่งนอนนิ่งอยู่ดูอาการน่าเป็นห่วง

               เทวกานต์หันมามองคนทั้งสองที่เหมือนจะไม่กล้าพูดหรือทำอะไรเท่าที่ควร

“ได้เรื่องมาบ้างไหม”

“ไว้ก่อนไหมครับ”

               กานต์ส่ายหัวตอบนนท์เพราะเขาไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวเข้ามารบกวนงานที่เกี่ยวพันกับอีกหลายชีวิต

               นนท์ยังไม่กล้าที่จะรายงานข้อมูลใดๆเพิ่มเติมเพราะยังอยากให้เทวกานต์ได้พักผ่อนและแม้ว่าเขาจะไม่รู้จักผู้หญิงที่หลับอยู่บนเตียง แต่เมื่อมองจ้องมือของกานต์ที่กุมมือของเธอไว้แน่น นั่นก็ให้ความหมายจนเกินพอแล้ว

               ห้องพักฟื้นนั้นเต็มไปด้วยความเงียบเพราะต่างฝ่ายต่างไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาในเวลานี้

               บรรยากาศน่าอึดอัดถูกทำลายลงด้วยเสียงเรียกเข้าของหมวดเสือ เขาขอตัวออกไปรับสายข้างนอกแต่เทวกานต์บอกให้เขารับที่ตรงนี้ เพราะคาดว่าน่าจะเป็นเรื่องงานอยู่แล้ว

               หมวดเสือตอบกลับปลายสายเพียงไม่กี่คำก็กดวางสายพร้อมหันมามองอีกสองคนด้วยสีหน้าปั้นยาก เขารู้ดีว่านี่คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะนัก แต่ก็คงต้องตัดใจพูดออกไป

“ได้เรื่องแล้วครับนาย เรื่องด่วนครับ”

               นนทการกุมขมับอย่างหงุดหงิดที่ทำไมเรื่องแย่ๆชอบเข้ามาซ้ำเติมกันในช่วงเวลาที่แย่กว่า

“เดี๋ยวผมตามออกไป ขอเวลาสักครู่”

               เทวกานต์ถอนหายใจอย่างหดหู่ อีกครั้งที่เขาต้องตัดสินใจเลือกระหว่างงานหรือคนที่เขาห่วงใย แม้ในเวลาที่ดวงใจของเขาตกอยู่ในสภาพอันเลวร้ายอย่างนี้ เขายังไม่สามารถจะอยู่ข้างๆเธอได้

               บ่อยครั้งที่กานต์กลัวว่าการงานและอาชีพของเขาจะดึงให้คนรอบข้างเข้ามาแบกรับความเสี่ยงและโชคร้ายไปด้วย เหมือนอย่างเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอคนนี้

               ครั้งหนึ่งดุจดาวเคยเป็นทั้งชีวิตและวิญญาณของเขาแม้ในวันนี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หากจะถามหาความหมายของคำว่ารักคืออะไร เขาคงจะตอบได้อย่างเต็มปากว่าคือเธอคนนี้

               เขาเองก็เป็นดั่งเช่นดวงใจของเธอเช่นกัน จากเพื่อนในวัยเด็กพัฒนามาเป็นคนรักทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีจนเขาเลือกที่จะรับงานนี้ สุดท้ายเทวกานต์ก็เลือกที่จะจบความสัมพันธ์และกันเธอออกจากความเสี่ยงทั้งปวงที่อาจเกิดขึ้น

               เขากุมมือของเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะไม่มีวันได้จับมันอีก เขาหวังให้เธอลืมตาขึ้นมาหยอกล้อเขาเหมือนอย่างเคย ขอเพียงแค่คำเดียว ขอให้เขาได้ยินเสียงของเธออีกสักครั้งเพื่อเป็นหลักประกันว่าเธอยังปลอดภัย

               แต่ความหวังก็คือความหวัง มันไม่ใช่ความจริง ดุจดาวไม่ได้ตื่นขึ้นมาส่งเสียงหรือตอบรับความรู้สึกของเทวกานต์ และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปทำงานเพื่อตามล่าพวกที่สร้างเรื่องนี้ขึ้นมาเสียที

“ผมขอโทษ”

               ประโยคสุดท้ายนั้นแผ่วเบาเพราะเขาต้องกดความรู้สึกทั้งหมดที่มีลงให้ลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม ครั้งหน้าเขาจะต้องไม่ปล่อยให้ใครเข้ามารับเคราะห์ไปด้วยอีกแล้ว

               ที่ลานจอดรถของโรงพยาบาลหมวดเสือและผู้กองนนทการยืนรอเขาอยู่แล้ว ทั้งสองทำท่าจะวิ่งเข้ามาช่วยประคองเพราะคิดว่ากานต์ยังคงบาดเจ็บอยู่

               แต่กานต์ยกมือปฏิเสธ รอยช้ำยังคงมีอยู่แต่มันไม่ได้มากมายนัก เขายังไหวและเขาจะต้องไหว นั่นคือสิ่งที่เขารู้สึก

               ทุกคนกลับมาพร้อมหน้ากันที่บ้านเช่าหลังเล็กของพวกเขา ในห้องประชุมห้องเดิมนั้นเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ในหน่วยที่นานๆครั้งจะมาพร้อมหน้ากันอย่างนี้

               หมวดเสือเริ่มที่จะรายงานความคืบหน้าของคดีการหายตัวไปของเด็กๆให้กับทุกคนได้ฟัง

               หลังจากการลงพื้นที่สืบคดีและใช้เส้นสายหลายอย่างเพื่อเสาะหาข้อมูลก็พบร่องรอยที่สำคัญของเด็กที่หายไปทั้งหกคน

               เด็กแต่ละคนนั้นไม่มีจุดร่วมใดๆที่เป็นรูปธรรมโดยตรง พ่อและแม่ของเด็กล้วนแต่ประกอบอาชีพแตกต่างกัน ไม่มีความเกี่ยวข้อง ไม่มีประวัติขัดแย้ง ทุกอย่างไม่สามารถเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้

“ถ้าพูดถึงทางทฤษฎีนะครับ”

               คำพูดของหมวดเสือทำให้ทุกคนต้องขมวดคิ้วตาม กานต์เองก็เช่นกัน แต่ทุกคนในที่นี้ก็พร้อมที่จะเปิดรับและฟังข้อสันนิษฐานทุกชนิดที่อาจเป็นไปได้ เพราะเชื่อมือกันอย่างมั่นใจว่า ณ ที่นี้ทุกคนล้วนเป็นมืออาชีพ

               หมวดเสือถอนหายใจก่อนจะเริ่มอธิบายข้อมูลที่ยากจะทำความเข้าใจได้ในทันที แต่เมื่อฟังจนจบแล้วมันกลับเชื่อมโยงกันจนน่าเหลือเชื่อ

“จากการสืบประวัติเด็กๆทั้งหมด ผมไม่พบความเกี่ยวข้องหรือจุดเชื่อมโยงใดๆเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อเอาข้อมูลของพวกเขามาวางเรียงต่อกันผมก็พบกับสิ่งที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกันแต่ก็ยังเชื่อได้ยาก สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ วันเกิดของผู้เคราะห์ร้าย”

               หมวดเสือนิ่งเงียบเพื่อดูปฏิกิริยาของผู้ฟัง และเมื่อพบว่าไม่มีใครคัดค้านจึงพูดต่อ

“เด็กทั้งหกคนเกิดกันคนละวันทั้งหมด หมายถึง เจ็ดวันในหนึ่งสัปดาห์ ตอนนี้ผู้เคราะห์ร้ายที่หายสาบสูญไปนั้นเกิดวัน อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พฤหัส ศุกร์ และเสาร์ ถ้าความคิดของผมถูกต้องจะต้องมีผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นอีก สองราย”

“จะสองได้ไงหมวด อาทิตย์นึงมีเจ็ดวัน”

               นนทการท้วงหลังจากได้ฟังข้อสันนิษฐานที่เหมือนจะยังมีช่องโหว่อยู่

“ใช่ครับ ตามปกติแล้วสัปดาห์หนึ่งจะมีจำนวนวันอยู่ที่เจ็ด แต่ทุกคนทราบกันดีว่าตอนนี้คดีที่เกิดขึ้นนั้นมีความเกี่ยวข้องกับ ไสยศาสตร์”

               มาถึงตรงนี้ห้องที่เคยเงียบก็เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนายตำรวจคนอื่นๆที่ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และคิดว่าหมวดเสือจอมขมังเวทย์คนนี้อาจหมกมุ่นกับไสยเวทย์จนเกินไป

“ว่าต่อเลยหมวด ผมฟังอยู่”

               ประโยคสั้นๆของเทวกานต์ทำให้ห้องกลับมาเงียบได้อย่างน่าฉงน หมวดเสือก้มหัวลงเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ

“ถ้าเราเชื่อว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์จริงๆ ผมจะเอาความรู้ทางโหราศาสตร์เข้ามาจับ ซึ่งนั่นจะทำให้เราแบ่งวันออกได้เป็น แปดวัน นั่นคือพุธกลางวันและกลางคืน เมื่อผมคิดได้อย่างนี้ผมจึงยืนยันมันอีกครั้งด้วยข้อมูลในด้านอื่นๆ”

               หมวดเสือก้มลงไปหยิบแผนที่ประเทศออกมากางให้เครื่องฉายภาพสะท้อนมันขึ้นไปบนแผ่นรับเพื่อให้ทุกคนได้เห็นไปพร้อมๆกัน

“ผมเอาจังหวัดและอำเภอของเด็กแต่ละคนที่หายไปมาปักหมุดลงบนแผนที่ และสิ่งที่ผมพบก็คือภาพนี้ครับ เมื่อลากเส้นเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่แต่ละจุดจะเห็นได้ว่ามันเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม”

               ภาพที่ฉายอยู่บนฉากรับทำให้ทุกคนเริ่มคล้อยตามโดยเฉพาะนนท์และกานต์ที่ได้ยินคำว่า วงกลม แล้วก็หวนนึกถึงภาพที่เกิดเหตุในทันที

“ในครั้งแรกผมเองก็คิดว่ามันเป็นเพียงแค่วงกลม แต่ตัวเลขแปดตามจำนวนวันนั้นยังดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ คำตอบของมันอยู่ที่ตรงนี้ครับ”

               หมวดเสือใช้นิ้วชี้ลงไปที่รูปเข็มทิศบนแผนที่

“ทิศทั้งแปด นั่นคือสิ่งที่ผมสันนิษฐาน ทิศทั้งแปดแทนด้วยวันทั้งแปดจากเด็กแปดคน ทุกอย่างดูสอดคล้องกันไปหมดเมื่อวิเคราะห์ด้วยปัจจัยเหล่านี้”

“แล้วทิศทั้งแปดนี้มันเกี่ยวข้องยังไงกับคดีล่ะหมวด” นนทการถามเพราะยังไม่เข้าใจ

“เหตุผลของมันเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของผมไปมาก ในตำราโบราณเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่าน และต้องกลับไปอ่านเพื่อยืนยันความคิดนี้ นั่นคือการเปิดทิศทั้งแปดเพื่อเตรียมปะรำพิธี ในงานมงคลใดๆนั้นจำเป็นจะต้องอัญเชิญเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาประทับ และก่อนหน้านั้นจะต้องทำการชำระล้างสถานที่ เตรียมปะรำพิธีให้สะอาดทั้งแปดทิศ บางครั้งจะใช้ผลไม้และเครื่องเซ่นวางเอาไว้ตามทิศต่างๆ บ้างใช้ต้นกล้วย บ้างใช้เสาเพื่อเป็นตัวแทนในการระบุทิศ

               แนวคิดของหมวดเสือเริ่มฟังดูหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆจากข้อมูลเสริมอื่นๆ

“ผมเชื่อว่าครั้งนี้คนร้ายเลือกใช้เด็กๆแทนเครื่องสังเวยให้ทิศทั้งแปดเพื่อเตรียมปะรำพิธี เหตุที่เป็นอย่างนั้นน่าจะมาจากความเชื่อโบราณว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชอบของที่บริสุทธิ์อย่างเช่นน้ำฝน น้ำมะพร้าว อะไรก็ตามที่ไร้การเจือปน และถ้าเรามองว่าเด็กคือสิ่งมีชีวิตที่ยังบริสุทธิ์ไม่ถูกแต่งเติมและผสมด้วยกิเลสของคนโต มันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างมีคำอธิบาย”

“หมวดแน่ใจไหมกับสิ่งที่พูดมาทั้งหมด”

               เทวกานต์ถามเพื่อยืนยันความคิดที่หลุดกรอบจากตำราเรียนของวิชาตำรวจโดยสิ้นเชิง

“ในครั้งแรกผมไม่มั่นใจครับนาย แต่ผมลองเอาข้อมูลทั้งหมดมาวาดลงบนแผนที่นั้นทำให้ผมเห็นช่องว่างที่ยังเหลืออยู่ของวันทั้งสอง และผมก็ได้ปักหมุดไว้ถึงความน่าจะเป็นนี้ และวันนี้เองผมก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ที่ผมสั่งให้เฝ้าระวังไว้ ที่ดังกล่าวมีการหายตัวไปของเด็กเกิดขึ้นจริงครับ และยังพร้อมกันทั้งสองที่ ที่สำคัญเด็กสองคนนั้นเกิดวันพุธ กลางวันหนึ่งคน กลางคืนหนึ่งคน”

               ทุกคนในห้องประชุมขนลุกวาบไม่ได้ยินการรายงานครั้งสุดท้ายของหมวดเสือ ทฤษฎีที่ดูเหมือนกับจะเสียสติ แต่กลับตรงตามที่คาดการณ์ไว้ทุกอย่าง ในเวลานี้เหมือนพวกเขาจะคลำทางมาจนเจอหางของพวกมันแล้ว

“ดีมากหมวดเสือ ผมจะเชื่อไว้ก่อน แล้วเด็กๆที่หายไปถูกนำไปไว้ที่ไหน”

               เทวกานต์เสริมให้ทุกคนได้มั่นใจมากขึ้นแต่ข้อมูลของหมวดเสือยังขาดจุดสำคัญไปหนึ่งจุด

“ผมยังไม่ทราบครับ ไม่รู้ว่ามันใช้เด็กเป็นตัวแทนอะไรแต่อย่างหนึ่งที่ผมค่อนข้างมั่นใจ”

               หมวดเสือเงียบเหมือนไม่กล้าที่จะพูดมันออกมาตรงๆ

“ถ้าเด็กๆถูกนำไปใช้เป็นเครื่องสังเวยในพิธีจริง ผมว่าเด็กๆน่าจะไม่รอดครับ” หมวดเสือพูดด้วยน้ำเสียงเบาลงกว่าปกติ

“ไอ้พวกบัดซบ!” นนทการดูจะมีปฏิกิริยากับเรื่องของเด็กมากกว่าเรื่องอื่นๆ

               ทุกคนในห้องนิ่งเงียบเพราะไม่คิดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นความจริง ไม่มีใครอยากเชื่อว่าบนโลกใบนี้จะมีคนคร่าชีวิตของผู้อื่นได้อย่างง่ายดายและเลือดเย็นถึงเพียงนี้

               เมื่อหมวดเสือรายงานจบก็เป็นรอบของนนทการที่ต้องรายงานข้อมูลการสืบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับนายสมัย

               นนท์เริ่มจากการกระจายภาพสเก็ตใบหน้าของนายสมัยไปตามจังหวัดต่างๆเพื่อสอบถาม และตัวเขาเองกลับไปยังที่เกิดเหตุเพื่อสอบถามบุคคลในชุมชนถึงร่องรอยของชายคนนี้

               เขาได้รับแจ้งข้อมูลจากตำรวจในพื้นที่หนึ่งแถบภาคเหนือว่ามีคนรู้จักชายคนนี้ และยืนยันว่าเขาชื่อนายสมัยจริงๆ เขาเป็นคนพื้นที่เติบโตมาในชุมชนเล็กๆห่างไกลจากตัวเมืองค่อนข้างมาก

               นายสมัยเคยเป็นหมอผีหมอเป่าให้กับชุมชนนั้น เรียกได้ว่าเป็นคนมีวิชาที่มีคนรู้จักเป็นกลุ่มๆ

               ชื่อเสียงของเขามีไม่มากแต่ถ้าถามจากปากคนที่รู้จักก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเก่งไม่แพ้พวกคนดังๆตามสื่อต่างๆ หรือบางทีอาจจะเก่งกว่าเสียด้วยซ้ำ

               นายสมัยใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนเล็กๆนั้นจนอายุได้ราวๆสี่สิบปีเขาก็หายไปจากที่แห่งนั้น และมักจะมีคนพบเจอเขาบ้างตามโอกาส แต่บ้านของเขากลับถูกทิ้งร้างเอาไว้ บ้างก็ว่ามีคนได้ข่าวการย้ายถิ่นฐานของนายสมัย บ้างก็ว่ามีคนรับไปชุบเลี้ยงแล้ว

               ข้อมูลทั้งหมดนั้นยืนยันว่าชายคนนี้มีตัวตนอยู่จริงและใช้ชื่อจริงในวันที่ประกาศกร้าวกับนายตำรวจทั้งสาม แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าทำไมข้อมูลทั้งหมดของเขาจึงหายไปจากเอกสารทั่วประเทศ เขากลายเป็นคนไร้ตัวตนมาหลักสิบปี และเขาใช้ชีวิตได้อย่างไรโดยปราศจากหลักฐานเหล่านี้

“มีข่าวดีครับ ผมได้ภาพถ่ายของนายสมัยมาจากกล้องวงจรไปในย่านชุมชนแห่งหนึ่งใกล้ที่เกิดเหตุ”

               นนทการฉายภาพถ่ายของนายสมัยที่ตรงตามความทรงจำทุกประการ ทุกคนในห้องนั้นถูกสั่งให้จดจำใบหน้านี้ไว้ให้ดี และภาพถ่ายนี้ก็ถูกส่งไปยังสถานีตำรวจทั่วประเทศเพื่อเฝ้าระวัง

“ที่สำคัญคือมีคนพบเห็นนายสมัยในวันก่อนเกิดเหตุหนึ่งวันบริเวณชุมชนใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุครับ”

               ข้อมูลสุดท้ายของนนทการทำให้ทุกอย่างชี้เป้ามาที่นายสมัย เขาไม่ได้อวดอ้างเกินจริงมาตั้งแต่ต้น แต่เรื่องนี้เขาสร้างมันด้วยมือขอบตัวเองอย่างแท้จริง

               สารวัตรเทวกานต์สั่งให้ลูกน้องทุกคนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่หมวดเสือตั้งข้อสงสัยไว้โดยทันที นนท์ถูกสั่งให้เป็นหัวหน้าคุมอีกกลุ่มหนึ่งในขณะที่ตัวเขาและหมวดเสือจะเดินทางไปด้วยกันในอีกที่หมายหนึ่ง

               ทุกคนเตรียมตัวกันอย่างรวดเร็วแต่มีหมวดเสือและผู้กองนนท์เดินเข้ามาพูดเป็นการส่วนตัวกับเทวกานต์ถึงความไม่เห็นด้วยหนึ่งอย่าง

“ผมว่านายควรพักก่อนครับ ปล่อยให้พวกผมจัดการดีกว่า”

               สภาพร่างกายของเทวกานต์ดูภายนอกอาจไม่น่าเป็นห่วงมากนักแต่อย่างไรก็ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี

               ทั้งสองรู้ดีว่าเขาไม่มีทางทำตามความห่วงใยนั้นอย่างแน่นอนแต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกไปตรงๆ

               สุดท้ายสารวัตรเทวกานต์ก็ยืนยันที่จะเข้าร่วมภารกิจด้วยตัวเอง เพราะนิสัยของเขาไม่มีทางที่จะปล่อยให้คนอื่นต้องไปเสี่ยงอันตรายขณะที่เขานั่งอยู่ในห้องแอร์เด็ดขาด


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Kaiwan
2019-02-12 00:31:45

#1

thisispp
2019-02-12 09:45:37

ค่อยๆคลี่คลายแล้ว 

#2