อัปเดตล่าสุด 2019-02-11 09:12:16

ตอนที่ 15 เครื่องสังเวย

               ไม่มีเวลาให้พักหายใจสำหรับทุกคน หลังจากจบการประชุมได้ไม่ถึงสองชั่วโมงทั้งสองทีมก็แยกตัวกันไปทำภารกิจด่วนในทันที

               รถคันใหม่ที่’ท่าน’ ส่งมาให้เทวกานต์ใช้แทนคันเก่าที่พังไปกำลังวิ่งตรงสู่ทิศเหนือของกรุงเทพมหานคร

               บนรถนั้นมีหมวดเสือนั่งมาด้วยอีกหนึ่งคนส่วนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆถูกแบ่งไปให้ทำงานร่วมกับผู้กองนนทการ

“หมวดผมถามเพิ่มหน่อย ถ้าเด็กๆพวกนั้นถูกใช้เพื่อสร้างปะรำพิธีอย่างที่ว่าจริง แล้วสองคดีนั้นหมายถึงอะไร” เทวกานต์ถามย้อนไปถึงศพในสภาพประหลาดที่ถูกพบก่อนหน้านี้

“การสร้างปะรำเป็นเพียงการเตรียมครับ แต่หัวใจของพิธีกรรมคือ เครื่องเซ่น ซึ่งผมมั่นใจว่าสองคนนั้นคือเครื่องเซ่นเพื่อถวายใครบางคน เพราะร่างกายของศพที่กำกับไว้ด้วยอักขระบางอย่างที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง”

               เทวกานต์เงียบครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ข้อมูลใหม่ๆมีประโยชน์มากก็จริงแต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะสาวไปให้ถึงตัวผู้บงการได้อย่างไร ความคิดหลายอย่างไหลเข้ามาในหัวจนเขาต้องสลัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นออกไป ตอนนี้เขาควรที่จะตั้งสมาธิกับคดีที่กำลังจะเกิดขึ้นเสียก่อน

               เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของเทวกานต์ดังขึ้นพร้อมแสดงรายชื่อที่เขาเฝ้ารอมาตลอดหลายชั่วโมง

“แม่มาถึงแล้วใช่ไหมครับ” น้ำเสียงของเขาร้อนใจเป็นอย่างมาก

“แม่มาถึงแล้วกานต์ แล้วนี่กานต์อยู่ไหน เราเองก็เจ็บไม่ใช่เหรอ”

“ผมมีงานด่วนครับ ไม่ต้องห่วงผมสบายดี ว่าแต่ดาว

“ดาวฟื้นแล้วเมื่อสักพักก่อนที่แม่จะมาถึง อ่ะนี่ ดาวเขาอยากจะคุยด้วย”

               กานต์เฝ้ารอเพื่อให้ได้ยินเสียงใสๆของเธออีกครั้งไม่ว่านั่นจะเป็นคำด่าหรือคำสาปแช่งใดๆ เขาจะรับมันไว้ด้วยความเต็มใจ

“ทำไมไม่พัก” เสียงที่เคยสดใสนั้นแหบลงแต่ยังคงมีแรงพอจะดุปลายสาย

“ผมขอโทษ..” เสียงเบาๆของกานต์สั่นเครือด้วยความหวั่นไหว

“เราฟังจนเบื่อแล้ว เอาเป็นว่า เราไม่เป็นไร ส่วนเธอขอให้ปลอดภัยนะ

               เทวกานต์พูดสายกับพ่อและแม่ต่ออีกนิดหน่อยเป็นการฝากฝังเพื่อให้ดูแลดุจดาวที่ยังไม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ไปอีกสักพัก

               เขาสบายใจขึ้นที่ได้ยินเสียงของเธออีก แต่ยิ่งเธอไม่โกรธเขามากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น

“นายหญิงฟื้นแล้วสินะครับ” หมวดเสือแซวคนข้างๆ

“หมวดเรียกดาวว่าไงนะ” กานต์ขมวดคิ้วเพราะไม่แน่ใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“นายหญิงไงครับ ภรรยาของนายเหนือก็คือนายหญิง”

               หมวดเสือหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ ดีเท่าไหร่แล้วที่ชายคนนี้จะมีมุมหนึ่งของชีวิตที่ยังปกติ งานของพวกเขานั้นแปลกประหลาดและหนักเกินคนทั่วไปจะรับไหว คำว่าชีวิตปกติช่างห่างไกลจากความจริงเสียเหลือเกิน

               กานต์ยิ้มเล็กๆกับตัวเองโดยที่ไม่ได้เถียงหรือตอบโต้อะไรกลับไป เขาได้แต่เพียงคิดในใจเท่านั้น

‘ถ้ามันเป็นจริงได้ก็ดีสิ’

               รถคันใหม่ที่เหมือนคันเก่าทุกประการใช้เวลาประมาณห้าชั่วโมงก็มาถึงที่หมายที่ได้รับแจ้งว่ามีการหายตัวไปของเด็กคนหนึ่ง

               สถานที่แรกที่กานต์และหมวดเสือแวะเข้าไปคือสถานีตำรวจของจังหวัด ข้างในมีกำลังตำรวจในพื้นที่หลายนายเตรียมการรออยู่ ผู้กำกับสถานีเป็นคนออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง

               การทักทายเกิดขึ้นพอเป็นพิธีเท่านั้น เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเร่งด่วนกว่ามาก เทวกานต์ได้รับการแจ้งเพิ่มเติมถึงเบาะแสใหม่ว่าเมื่อชั่วโมงที่แล้วมีคนพบเห็นนายสมัยเดินอยู่ในตลาดห่างจากที่นี่ไปไม่กี่กิโล

               นอกจากนั้นตลาดนั้นยังเป็นที่ตั้งของบ้านเด็กผู้เคราะห์ร้ายที่หายตัวไปอีกด้วย

               กำลังตำรวจทั้งหมดถูกกระจายไปทั่วทั้งอำเภอ ทุกอย่างจะต้องไม่หลุดรอดสายตาไปไม่ว่าจะต้องใช้กำลังพลเท่าไหร่

               เทวกานต์ขอแยกตัวออกมาทำงานกับหมวดเสือเพียงสองคนตามคำขอร้องที่หมวดเสือแจ้งไว้ก่อนจะมาถึงที่นี่

               เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าหมวดเสือต้องการจะตามรอยนายสมัยด้วยวิธีที่ต่างออกไปจากแผนการตามปกติ ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่แล้ว เขาเตรียมพร้อมและเตรียมทุกอย่างมาเท่าที่จะเป็นไปได้ เขาจะไม่ยอมเสียท่าให้หมอผีวิปริตคนนี้อีกแล้ว

               กะโหลกเล็กๆถูกนำขึ้นมาถือในมืออีกครั้ง หมวดเสือหลับตาบริกรรมคาถาเรียกสัมภเวสีบริเวณใกล้เคียงให้ขานรับคำขอของเขาโดยแลกกับข้าวสารที่โปรยลงตามทาง

               บนถนนเปลี่ยวสายหนึ่งเทวกานต์และหมวดเสือยืนอยู่ในความมืด มีเพียงแสงไฟจากเทียนที่ติดอยู่กับหัวกะโหลกนั้นที่ส่องสว่างอยู่ในความมืด

               ข้าวสารเม็ดเล็กๆทอดตัวนอนอยู่บนพื้นหญ้าข้างทางเป็นวงกว้าง บรรยากาศโดยรอบหนักขึ้นจนหายใจลำบาก หมวดเสือยังคงตั้งจิตนิ่งบริกรรมต่อไปอย่างไม่สนใจ

               ในสายตาของเทวกานต์ปรากฏเป็นภาพของวิญญาณหิวโหยหลายดวงคืบคลานออกมาจากความมืด สองมือสองเท้าพยายามตะเกียกตะกายหยิบจับเอาข้าวสารบนพื้นนั้นเข้าปากแต่ก็ทำไม่ได้

“กูจะให้พวกมึงกินเมื่อเสร็จงาน”

               สิ้นเสียงนั้นเหล่าดวงวิญญาณก็ลอยเคว้งขึ้นในอากาศแทรกแซงเบียดเบียนกันอย่างน่าขนลุกก่อนที่จะพุ่งตรงเข้ามาอยู่ในหัวกะโหลกใบเล็กๆนั้น

“หมวด พวกนั้นจะเป็นอะไรหรือเปล่า”

“คงจะทรมานหน่อยครับ แต่ผมจะรีบปล่อยให้เร็วที่สุด”

               เทวกานต์ถามเพราะรู้สึกเวทนาดวงวิญญาณที่ถูกเรียกมาใช้ประโยชน์ แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะตามตัวนายสมัยได้อย่างไรเช่นกัน

               อาถรรพ์ต่ออาถรรพ์ ของต่ำจะดึงดูดซึ่งกันและกัน ถ้าหากนายสมัยอยู่ที่นี่หรือที่นี่กำลังจะถูกประกอบพิธีอุบาทว์จริงๆ เหล่าสัมภเวสีชั้นต่ำพวกนี้คือเครื่องนำทางชั้นเลิศในเวลานี้

               ทั้งสองคนกลับขึ้นมานั่งบนรถโดยที่ในมือของหมวดเสือมีกะโหลกและเปลวไฟจากปลายเทียนแทนเครื่องนำทาง

“นายขับไปเลยครับ ผมจะบอกทางให้เอง ด้วยการดูจากเปลวเทียนนี้”

               รถฟอจูนเนอร์คันใหญ่เคลื่อนตัวออกจากทางเปลี่ยวนั้นพร้อมกับที่เปลวเทียนลู่ไปมาคล้ายเข็มทิศใช้บอกทาง ภาพนั้นน่าอัศจรรย์หากใครได้พบเห็น แต่ในสายตาของเทวกานต์กลับไม่ได้เห็นเพียงเท่านั้น

               สิ่งที่สารวัตรหนุ่มได้เห็นนั้นนอกจากหมวดเสือและอุปกรณ์ของเขาแล้ว บนตักของเขายังมีวิญญาณของเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่ เด็กคนนั้นอยู่ในสภาพน่าเวทนาไม่ต่างจากพวกที่เขาได้เห็นเมื่อสักครู่

               เด็กน้อยวัยไม่น่าจะเกินขวบหนึ่งนั่งอยู่บนตักของหมวดเสือในสภาพเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลน ผิวหนังนั้นซีดจากการจมอยู่ในน้ำมาเป็นเวลานาน ตามหู จมูกและตาเองมีคราบโคลนไหลออกมาน่าขนลุก

“ดวงตาของนายสะดวกดีนะครับ ไม่ต้องใช้มนต์คาถาใดก็สื่อสารได้”

“นั่นคือคำชมหรือความอิจฉาล่ะหมวด”

               ทั้งสองคนกลับมาสนใจเส้นทางที่เริ่มแคบลงเรื่อยๆเพราะเปลวเทียนนั้นนำพวกเขาเข้ามาในส่วนตลาดที่ถนนคับแคบตามแบบของผังเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน

               เปลวเทียนวูบไหวไปมาเป็นจังหวะ หมวดเสือบอกทางตามการเคลื่อนไหวนั้น ไม่นานรถของพวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่ตึกร้างแห่งหนึ่ง

               เปลวเทียนที่เคยสว่างดับวูบไปเหลือเพียงควันจากการเผาไหม้เป็นสัญญาณบอกว่ามันได้นำพวกเขามาจนถึงที่หมายแล้ว เทวกานต์ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งตำแหน่งเพื่อเรียกกำลังเสริมมายังพื้นที่ดังกล่าวทันที

               อาวุธปืนและมีดพกถูกเตรียมให้พร้อมสำหรับสองคน หมวดเสือและสารวัตรเทวกานต์เริ่มเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยไม่รอการมาถึงของกำลังเสริม

               ตึกเก่านั้นมีร่องรอยของการเกิดไฟไหม้หลายจุด บางส่วนมีเศษไม้วางระเกะระกะ ตึกนี้น่าจะเคยมีไม้เป็นส่วนประกอบและเกิดการไหม้ไฟไปจนเหลือไว้เพียงโครงสร้างที่ทำจากปูนเท่านั้น

               ทั้งสองคนต้องก้าวเท้าให้เบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อปกปิดการมาเยือนของพวกเขา สิ่งที่พึ่งได้มีเพียงดวงตาและแสงสว่างจากภายนอกเท่านั้น แม้แต่ไฟฉายก็เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับงานนี้

               ลึกเข้ามาในตัวตึกนายตำรวจทั้งสองเริ่มได้ยินเสียงของความเคลื่อนไหวดังมาจากที่ไกลๆ เสียงนั้นพอจะจับได้ว่าเป็นเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนที่กระจายตัวกันอยู่ตามจุดต่างๆ เสียงคุยที่ลอยมาตามลมกำลังบอกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ตามลำพังอีกต่อไป

               เสียงพูดคุยเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนทั้งสองคนต้องหาที่หลบเผื่อไว้ยามฉุกเฉิน

               ที่มุมหนึ่งของตึกเก่านั้นมีอีกตึกตั้งอยู่ติดกัน รอบนั้นเป็นที่รกร้างไร้การดูแลมาพอสมควร แต่สิ่งที่ผิดสังเกตคือปั้นจั่นขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น

“ผมว่าเรามาถูกที่แล้วล่ะครับ” หมวดเสือมั่นใจกับสิ่งที่ตัวเองค้นพบมากขึ้น

               ทั้งสองขยับเข้าใกล้กลุ่มคนเหล่านั้นอย่างช้าๆ เมื่อระยะทางถูกลดจนเหลือในระดับหนึ่งพวกเขาก็ได้เห็นใบหน้าของกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างชัดเจน

               กลุ่มคนที่ส่งเสียงพูดคุยเบาๆนั้นมีประมาณห้าคน พวกเขาทั้งหมดแต่งตัวอยู่ในชุดทหารที่ไม่เคยเห็น คาดว่าน่าจะเป็นทหารรับจ้างที่ถูกจ้างมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

               ในมือของพวกเขามีปืนกลหนักถืออยู่คนละกระบอกอย่างเตรียมพร้อมหากมีใครบุกรุกเข้ามาในอาณาบริเวณนี้

               ทั้งสองคนเฝ้าดูพวกเขาอย่างเงียบๆเพราะคิดว่ากำลังเสริมน่าจะใกล้เข้ามาแล้ว และระหว่างที่สังเกตการอยู่นั้นก็มีเงาร่างของชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นมาในความมืดใกล้กับทหารรับจ้างเหล่านั้น

“นายสมัย”

               เทวกานต์เรียกชื่อเขาด้วยเสียงที่เบาที่สุด ครั้งนี้พวกเขามาทันเวลาและครั้งนี้ชายแก่คนนี้จะต้องถูกจับด้วยน้ำมือของเขา เพราะสิ่งที่ทำให้เขาแทบจะกดอารมณ์ไว้ไม่อยู่คือร่างเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่งที่เดินจูงมือนายสมัยอยู่ข้างๆ

               เด็กน้อยคนนั้นกุมมือของนายสมัยไว้อย่างสงบปราศจากอาการตื่นกลัวที่ควรจะมีอยู่โดยสิ้นเชิง ทั้งสองคนสังเกตเห็นความผิดปกตินี้จึงรีบขยับเข้าไปใกล้กลุ่มคนเหล่านั้นทันที

               นายสมัยเดินลึกเข้าไปในตึกร้างที่อยู่ติดกัน กานต์ไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้มากกว่านี้เพราะกลุ่มคนที่ยืนขวางทางอยู่

“เอาไงดีครับนาย จะจัดการพวกนี้ยังไง” หมวดเสือชี้มือไปทางกลุ่มทหารรับจ้าง

“จัดการให้เงียบที่สุด อย่าให้มันรู้ตัว”

               หมวดเสือปฏิบัติการตามคำสั่งอย่างฉับไวเขาหาพื้นที่ที่เหมาะต่อการซุ่มโจมตีและรอจังหวะที่แต่ละคนละสายตาออกจากกัน

               กระสุนจากปลายกระบอกปืนพกผ่านลำกล้องเก็บเสียงของทั้งสองคนช่วงชิงลมหายใจของทหารรับจ้างเหล่านั้นจนหมดก่อนที่จะมีใครรู้ตัว

               เมื่อไม่มีอุปสรรคใดแล้วเทวกานต์จึงเร่งฝีเท้าตามเข้าไปในตึกร้างเพื่อช่วยเหลือเด็กและจัดการกับนายสมัยด้วยความมั่นใจว่าตอนนี้นายสมัยไม่มีใครคอยช่วยคุ้มกันอีกแล้ว

               ในความมืดของตัวอาคารร้างนั้นเขาเดินไปตามทางเดียวกับที่เห็นนายสมัยเดินผ่านไป ที่ตรงนั้นสกปรกเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง เสียงฝีเท้าของตัวเองดังก้องไปตามผนังเก่าๆ

               เมื่อสิ้นสุดส่วนของตัวตึกออกมาสู่ภายนอก ที่ตรงนั้นเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ข้างๆกันมีปั้นจั่นขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และที่สำคัญที่กลางที่ดินนั้นมีชายคนที่เขาอยากพบมากที่สุดยืนอยู่ด้วยเช่นกัน

“ตามมาจนได้นะครับคุณตำรวจ” นายสมัยกล่าวทักทายอย่างสุภาพ

“ปล่อยเด็กซะ ไม่อย่างนั้นกูยิง” กานต์ไม่ได้ขู่แต่เขาจะยิงชายตรงหน้าจริงๆ

               นายสมัยหัวเราะในลำคอก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อยที่ยืนแน่นิ่งอย่างเหม่อลอยอยู่ข้างๆ ดวงตาของเด็กน้อยเหลือกขึ้นไปยังเปลือกตาด้านบนไม่เห็นตาดำ ตาขาวของเขานั้นแดงระเรื่อจนน่ากลัว

               ในความมืดนั้นหมวดเสือสังเกตเห็นสิ่งที่น่ากลัวกว่านายสมัยปรากฏอยู่ มันคือหลุมดินที่ถูกขุดไว้ลึกพอสมควร ขนาดของมันใหญ่พอที่จะรองรับเสาตึกสามสี่ชั้นได้สบายๆ และเมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปบนปั้นจั่นนั้นมันก็มีเสาอย่างที่คิดอยู่จริงๆ

“นายครับผมรู้แล้วว่ามันใช้เด็กทำอะไร ดูที่เสานั่นสิครับ”

               เทวกานต์ประมวลผลตามคำพูดของหมวดเสือก็รู้สึกเสียวสันหลังวูบจนเหงื่อซึมออกมาที่ฝ่ามือ เขากดปลายกระบอกปืนให้นิ่งกว่าเดิม

“ปล่อยเด็กซะ คำเตือนสุดท้าย” เทวกานต์ตะโกนใส่คนตรงหน้า

“คุณก็เลี้ยงหมาดีๆไว้เหมือนกันนะ ถึงดมกลิ่นผมมาถึงที่นี่ได้”

               นายสมัยเหลือบตามองหมวดเสืออย่างเหยียดหยามราวกับกำลังมองผู้ด้อยความสามารถที่ตัวเองไม่อยากจะใส่ใจ

แชะ!

               เทวกานต์ตัดสินใจลั่นไกใส่นายสมัยหลังจากที่เขาไม่มีทีท่าจะยอมปล่อยเด็กตามคำสั่งของกานต์ นิ้วนั้นลั่นไกเขามั่นใจแต่กลับยิงไม่ออก ภาพนั้นช่างน่าขันสำหรับผู้เข้มขลังด้วยมนต์ดำอย่างนายสมัย

“คุณคิดว่าของเล่นโง่ๆนั่นจะทำอะไรผมได้งั้นเหรอ”

               น้ำเสียงของนายสมัยดูไม่พอใจด้วยความรู้สึกเหมือนการดูถูกจากศัตรูตรงหน้า เขาชี้ไม้เท้าในมือมายังคนทั้งสอง

               อากาศรอบข้างหนักอึ้ง กลิ่นเหม็นเน่าลอยคลุ้งในอากาศตลบอบอวล เทวกานต์พยายามขยับร่างกายที่เริ่มไม่ทำตามคำสั่ง ส่วนหมวดเสือนั้นกำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่กับพื้นเพราะหายใจไม่ออก

               ดวงตาของเทวกานต์สะท้อนภาพงูดำตัวหนึ่งกำลังเลื้อยไปมารัดคอขอหมวดเสืออยู่อย่างทารุน หมวดเสือเองก็พยายามตั้งสติและบริกรรมคาถาสู้กับมนต์ดำของนายสมัย

               ส่วนตัวเขาเองนั้นถูกน้ำหนักมหาศาลกดจากข้างหลัง เขาพยายามเหลือบตามองก็เห็นเป็นภาพของวิญญาณผู้หญิงคนหนึ่งในสภาพขึ้นอืดจนบวมเละไม่เหลือเค้าโครงของมนุษย์อีกต่อไป

               น้ำหนักนั้นมากเกินจะทนไหวเขาค่อยๆล้มตัวลงบนพื้นอย่างขัดขืนไม่ได้ กานต์กัดปากแน่นจนเลือดไหลออกมาตามไรฟัน ร่างกายที่บอบช้ำจากอุบัติเหตุยังไม่หายดี การขัดขืนนั้นมีแต่จะสร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกาย

“ยินดีด้วย คุณกำลังจะได้เห็นส่วนหนึ่งของพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้”

               นายสมัยหันหลังกลับไปยังหลุมดินขนาดใหญ่นั้น สองมือของเขาชูขึ้นในอากาศพร้อมบริกรรมคาถาที่ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน เด็กน้อยข้างๆยังคงไม่ได้สติและเหม่อลอย

               เทวกานต์พยายามดิ้นให้พ้นจากสภาพนั้นเพื่อจะเข้าไปช่วยชีวิตของเด็กชายตรงหน้า แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไร้ประโยชน์

“ข้าแต่มหาเทพแลจอมมารทั้งหลาย โปรดรับเครื่องสังเวยนี้เพื่อเตรียมลานพิธีให้เพียบพร้อม ก่อนการเสด็จมาของท่านด้วยเถิด”

               นายสมัยกระแทกไม้เท้าลงกับพื้นครั้งหนึ่ง จากนั้นเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

“ไม่ๆๆๆ” กานต์พยายามส่งเสียงเรียกให้สติของเด็กชายกลับมา

               การกระทำนั้นไร้ประโยชน์ในเวลานี้ เด็กชายก้าวเท้าต่อไปเรื่อยจนถึงปากหลุม และเขาก็ไม่ได้หยุดเดิน เท้าข้างหนึ่งก้าวออกไปยังที่ว่างเหนือหลุมดินก่อนจะทิ้งน้ำหนักพาให้ร่างทั้งร่างนั้นร่วงลงไปยังก้นบึ้งของความมืด

               เสียงร่างเล็กๆกระทบกับดินแข็งเบื้องล่างดังลอดขึ้นมาจนได้ยินชัด นายสมัยกระแทกไม้เท้าลงกับพื้นอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่น่าสยดสยองไม่แพ้กันก็เกิดขึ้น

               เสาปูนขนาดใหญ่ที่เคยแขวนอยู่กับปั้นจั่นถูกปล่อยให้ร่วงลงมายังหลุมเบื้องล่างจนเกิดเป็นเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ

“ไม่!!!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
thisispp
2019-02-12 10:07:51

รอลุ้นตอนต่อไปค่ะ 

#1

Pungzz Homzz
2019-02-12 16:35:11

รอตอนต่อไปค่า

#2