อัปเดตล่าสุด 2019-02-18 09:08:14

ตอนที่ 16 ช่วยไว้ไม่ได้

              เสียงกระแทกจากเสาปูนกับพื้นดินเบื้องล่างกังวานไปทั่วทุกพื้นที่ในบริเวณนั้น และยิ่งชัดเจนกว่าในใจของผู้ชายคนหนึ่งที่ถลึงตามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความผิดหวังจากความรู้สึกผิดปนโกรธเต็มหัวใจ

              เทวกานต์พยายามสุดชีวิตเพื่อดิ้นให้หลุดจากพันธนาการของวิญญาณรับใช้นายสมัย กล้ามเนื้อทุกมัดบีบเข้าหากันเพื่อรีดเค้นแรงกายทั้งหมดที่มี

              หัวใจเต้นถี่จนแทบจะหลุดออกมานอกอกให้ขาดใจ เสียงอันแข็งกร้าวคำรามด้วยความโกรธเริ่มเจือปนด้วยความเกลียดที่ไม่รู้ที่มา

              มือคู่นั้นกำหมัดแน่น ความตั้งใจที่แรงกล้าเริ่มก่อตัวเป็นพลังส่งต่อให้ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ

              ชายหนุ่มส่งเสียงร้องออกมาอย่างขาดสติ ก่อนที่ร่างกายจะกลับสู่สภาวะปกติไร้ซึ่งแรงกดจากวิญญาณร่างใหญ่นั้น

              จิตที่แน่วแน่จะก่อให้เกิดพลังที่เข้มแข็ง จิตดวงใดที่มีความตั้งใจน้อยกว่าหรืออ่อนแอกว่า จะพ่ายไปโดยธรรมชาติ

              วิญญาณรับใช้ที่เคยนั่งอยู่บนร่างของเทวกานต์ตอนนี้ถูกผลักออกไปด้วยความตั้งใจของเจ้าตัว

              ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าของนายสมัยนั้นช่างน่าตื่นตาตื่นใจ นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่มีใครขัดขืนอาคมของเขาได้ แต่ ณ ที่นี่ เวลานี้ ชายที่เขาต้องการเอามาไว้ใกล้ตัวมากที่สุด กำลังทำในสิ่งที่เขาเฝ้าคอยมากที่สุด

              หมัดของเทวกานต์ถูกเหวี่ยงสุดแรงเข้าที่ใบหน้าของนายตำรวจ  ร่างกายที่ชราลงตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจต้านทานแรงของคนวัยหนุ่มที่แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

              เทวกานต์ขึ้นคร่อมบนร่างของชายสูงวัยอย่างไร้ความปราณี หัวเข่าข้างหนึ่งกดลงที่อกอย่างทิ้งน้ำหนัก กำปั้นทั้งสองข้างถูกเหวี่ยงเข้าที่ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกหลายครั้ง

              ดวงตาที่เบิกโพลงจดจ้องมาที่เขาไร้ซึ่งความเจ็บปวด ปากที่โดนกระแทกจากแรงหมัดจนแตกมีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก ยังคงไม่หยุดยิ้มอย่างพอใจ

“ฮ่าๆๆ ผมคิดไม่ผิดจริงๆ ว่าต้องเป็นคุณ!

              เสียงหัวเราะของชายแก่กังวานในความมืดสลับกับเสียงกระทบกันของเนื้อมนุษย์ หมัดแล้วหมัดเล่าที่กระหน่ำใส่ร่างเล็กๆ ตรงหน้า

              ใบหน้าของนายสมัยเริ่มปูดโปนและมีรอยช้ำเป็นจำนวนมาก บางส่วนแตกเป็นแผลเปิดจนมีเลือดไหลนองลงกับพื้นปูนเย็นๆ ของตัวตึก

              ภาพที่เกิดขึ้นนั้นยากจะแยกได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นปิศาจร้าย เทวกานต์ที่กำลังทารุณชายแก่ตรงหน้าอย่างไร้ความปราณี แม้ว่าจะรับรู้ถึงสภาพใบหน้าและรอยแผลต่างๆ ที่เริ่มฉกรรจ์ขึ้นทุกที ราวกับต้องการจะพรากลมหายใจของนายสมัยให้หยุดลงที่ตรงนี้

              นายสมัยที่ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเลือดหลายจุดยังคงยิ้มและหัวเราะอย่างพอใจ โดยไม่แสดงความรู้สึกเจ็บออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย

“เอาอีก คุณตำรวจ เอาอีก”

              ร่างที่นอนอยู่กับพื้นคำรามด้วยความสุขอันล้นปรี่อย่างยากที่จะเข้าใจ อีกร่างหนึ่งที่คร่อมอยู่ยังคงกระหน่ำระบายอารมณ์ที่ลุกโชนอย่างเลือดเย็น

              ภาพค่ำคืนอันเงียบสงัดถูกแต่งแต้มด้วยเสียงเนื้อกระทบกันและสีแดงสดของเลือดมนุษย์ที่ไหลนองกับพื้นเป็นทางยาว สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้ยากจะแยกได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์

              เทวกานต์ไร้ซึ่งสติและความยับยั้งช่างใจใดๆ ในใจนั้นคิดแต่เพียงว่าหากคนตรงหน้าจะสิ้นลมหายใจด้วยน้ำมือของเขาเองก็ไม่เป็นไร

              ท่ามกลางความโหดร้ายของมนุษย์ทั้งสองนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่ายังมีอีกหนึ่งชีวิตที่เฝ้าดูพวกเขามาตั้งแต่ต้น เงาร่างนั้นแฝงตัวอยู่ในความมืดหลืบหนึ่งของตึกร้าง

              ดวงตาของเขาจดจ้องและเฝ้ามองการกระทำของเทวกานต์อย่างไม่พอใจ เพราะเขากำลังล้ำเส้นที่เขาควรจะมีไปพอสมควร แต่ที่เงาร่างนั้นไม่สบอารมณ์มากกว่าคือชายที่นอนนิ่งกับพื้นปล่อยให้อีกคนทำร้ายตัวเองอย่างไม่ขัดขืน

              ในที่สุดความอดทนก็มาถึงขีดจำกัด เงาร่างในความมืดนั้นก้าวเดินออกจากมุมตึกออกมาอย่างเงียบเชียบ เสียงฝีเท้าที่เบากว่าปกติจากการฝึกฝนค่อยๆ ใกล้เข้ามา

              เทวกานต์ไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกชีวิตหนึ่ง แม้ว่าเสียงฝีเท้านั้นจะขยับเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ สติที่ขาดผึง อารมณ์ที่พลุ่งพล่านจนเกินความคุมปิดกั้นเขาจากโลกภายนอกเหลือไว้เพียงภวังค์แห่งความโกรธ

              ในความมืดนั้นปรากฏแสงแวววาวของโลหะสะท้อนกับแสงจันทร์ เผยให้เห็นอาวุธในมือของชายคนที่สี่ ปลายกระบอกปืนนั้นจ่อมาที่ท้ายทอยของสารวัตรหนุ่มที่ยังคงไม่รู้สึกถึงภัยที่มาถึงตัว

              แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะลั่นไกปืนนั้นความลังเลก็ผุดพรายเข้ามาในหัวสมองของเขา จากปากกระบอกปืนกลายเป็นด้ามแข็งๆ ของปืนที่เขากุมอยู่ เงื้อขึ้นสูงในอากาศและฟาดลงมาที่ท้ายทอยอย่างสูดแรง

              สติของเทวกานต์หลุดลอยไปพร้อมกับแรงกระแทก ภาพเบื้องหน้าถูกตัดกลายเป็นความมืด ร่างกายเจ็บปวดไร้แรงขัดขืน ในช่วงสุดท้ายของปลายสติ ภาพนั้นช่างน่ากลัว และน่าขยะแขยง

“คุณไม่น่าเข้ามาขัดขวางความสุขของผมเลย”

              นายสมัยตำหนิคนที่เข้ามาช่วยเหลือเขาในเวลานี้ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ยังดังไม่หยุด แม้ใบหน้าและปากของเขาจะเต็มไปด้วยเลือดสดๆ ของตัวเอง

              ชายแก่ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เลือดที่ไหลออกจากปากแผลถูกบ้วนทิ้งลงกับพื้นกองใหญ่

              ความเจ็บที่ร่างกายได้รับนั้นเทียบไม่ได้กับความสุขครั้งใหญ่เหมือนเด็กๆ เวลาเล่นสนุกจนลืมทุกอย่างไปจนหมดสิ้น

“คุณทำอย่างนี้ทำไม คุณอยากตายนักหรือไง” คนมาทีหลังถามน้ำเสียงหงุดหงิด

“ผมไม่ทำอะไรอย่างนั้นหรอก” นายสมัยตอบเสียงเรียบๆ

“คุณกำลังคิดอะไรอยู่ถึงปล่อยให้พวกมันตามมาได้ขนาดนี้ รู้ไหมผมกังวลแทบจะเป็นบ้าว่ามันจะทำลายแผนของเรา”  น้ำเสียงเกรี้ยวกราด ตวาดดังลั่นไปทั่วบริเวณโดยไม่กลัวว่าใครจะได้ยิน

“จะพูดอีกนานไหม”

              นายสมัยไม่ตอบคำถามนั้นแต่กลับหันไปจ้องคนถามด้วยดวงตาที่ไร้ความรู้สึก ทันทีที่ได้สบตาคู่นั้นความเย็นวาบก็แล่นไปทั่วร่างจนไม่อาจขยับร่างกายส่งเสียงได้อีก

              ชายแก่หันหลังกลับเดินออกไปจากที่แห่งนั้นช้าๆ บรรยากาศโดยรอบกลับมาปกติอีกครั้ง ชายในชุดเสื้อผ้าราคาแพงก้มลงหอบหายใจอยู่กับพื้นปูนนั้น

              เขาใช้เวลาอีกเกือบนาทีในการปรับลมหายใจให้กลับสู่สภาวะปกติ อีกครั้งที่ตึกร้างกลับสู่ความเงียบไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิต เสียงลมหายใจอันรวยรินของนายตำรวจทั้งสองช่างบางเบาราวกับเสียงกระซิบ

              ผู้สมรู้ร่วมคิดของนายสมัยพาร่างของตัวเองเดินไปหยุดมองอีกร่างหนึ่งที่ไม่ได้สติอยู่กับพื้น บาดแผลที่ท้ายทอยทำให้มีเลือดไหลออกมาประมาณหนึ่ง หากทิ้งไว้อย่างนี้ก็อาจจะตายได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่การกระทำที่รอบคอบนัก

              ปืนกระบอกเดิมถูกกระชับกำไว้จนแน่น ปากกระบอกเล็งไปที่ร่างของเทวกานต์ น้ำหนักที่ปลายนิ้วอีกเพียงนิดเท่านั้นทุกอย่างก็จะจบลง แต่ความลังเลกลับผุดขึ้นมาในใจของเขาอย่างคาดไม่ถึง

              และยังไม่ทันที่ทุกอย่างจะจบลง เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังก้องมาตามปูนเก่าๆ ของตึกเป็นสัญญาณบอกการมาถึงของกำลังเสริมที่ได้ติดต่อไปก่อนหน้านี้

              เมื่อความลังเลทำให้เสียจังหวะและเขาก็ไม่มีเวลามากพอที่จะเสี่ยงกับสถานการณ์เช่นนี้ เขาจึงจำเป็นต้องหลบหนีออกจากสถานที่นี้ให้เร็วที่สุด

              เมื่อกำลังเสริมมาถึงที่ตรงนั้นก็ปราศจากร่องรอยของบุคคลอื่นใดนอกจากร่างไร้สติของเทวกานต์และหมวดเสือที่เหลืออยู่ตรงนั้นเท่านั้น

              ร่างของคนทั้งสองถูกนำส่งไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อเข้ารับการรักษาและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วโมงเศษ สารวัตรเทวกานต์ก็ได้สติคืนกลับมาในห้องพักของโรงพยาบาล

              นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาต้องลืมตาขึ้นมาในโรงพยาบาล แสงไฟสีขาวแยงตาจนเขาเกิดความสงสัยว่าคนไข้ประจำนั้นสามารถหลับตาลงได้อย่างไร

              กานต์ใช้มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาขยี้ตาและใช้มืออีกข้างพยายามยันตัวให้ลุกขึ้น แม้ว่ามันจะถูกเข็มน้ำเกลือเจาะคาไว้อยู่ ทันทีที่ออกแรงความเจ็บปวดที่บริเวณท้ายทอยและแผ่นหลังก็แล่นไปทั่วร่างจนเขาต้องยอมนอนลงกับเตียงอย่างไร้ทางเลือก

              ความเจ็บอีกที่หนึ่ง ที่รับรู้ได้ในตอนนี้คือรอยแตกรอยฟกช้ำที่หลังมือทั้งสองข้าง กานต์ยกมือขึ้นมามองภายใต้แสงไฟนีออนในห้องพัก น้ำหนักและความรู้สึกที่เขาได้ระบายกับใบหน้าของนายสมัยยังคงชัดเจน สัมผัสนั้นยังอุ่นอยู่ และความโกรธในใจของเขาก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลยสักนิด

              กานต์เอื้อมมือไปหยิบเครื่องส่งสัญญาณเรียกพยาบาลที่ติดตั้งไว้ตรงหัวเตียงเพื่อแจ้งว่าเขาได้สติกลับคืนมาแล้ว

              คนแรกที่โผล่หน้าเข้ามาในห้องนั้นกลับไม่ใช่พยาบาลแต่เป็นหมวดเสือที่ตอนนี้ดูท่าทางสบายดีกว่าตัวเขาอยู่โขทีเดียว

“ดูสบายดีนะหมวด” กานต์ทักทายด้วยการหยอกล้อ

“โชคดีที่ผมแค่โดนรัดคอ”

              หมวดเสือพูดพลางใช้มือคลำที่คออย่างไม่สบอารมณ์นัก ในครั้งแรกเทวกานต์ไม่เคยได้สังเกตอาการของหมวดเสือเลยสักนิดว่าทุกครั้งที่หมวดเสือได้พบกับนายสมัย เขาจะแสดงอาการไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

“หมวดอารมณ์เสียอะไร”

              ผู้ถูกถามนิ่งเงียบไม่ตอบโต้ซ้ำยังจ้องหน้าผู้ถามเหมือนต้องการจะบอกอะไรบางอย่าง เทวกานต์ไม่เข้าใจในความหมายที่ลูกน้องของตนต้องการจะสื่อสาร เขาพยายามคิดตามในทุกๆ รูปแบบแต่ก็มีเหตุการณ์อื่นเข้ามาแทรกจนได้

              ตำรวจท้องที่นายหนึ่งที่ได้รับหน้าที่ให้เฝ้าอยู่ที่หน้าประตูห้องของเทวกานต์ เดินเข้ามาท่าทางรีบร้อนพร้อมโทรศัพท์ของเทวกานต์ที่ส่งเสียงดังอยู่ในมือ

“ท่านครับ โทรศัพท์ท่านครับ”

              ตำรวจหนุ่มผู้น้อยเมื่อยื่นโทรศัพท์ให้กับเจ้าของแล้ว ก็รีบร้อนเดินออกไปจากห้องด้วยท่าทางเกร็งๆ เทวกานต์รับโทรศัพท์มาถือไว้ในมือและชื่อที่แสดงอยู่บนหน้าจอนั้นก็ดึงความสนใจของเขาไปจนหมด

“ว่าไงนนท์ ได้เรื่องไหม” กานต์ถามก่อนที่จะบอกถึงสถานการณ์ของตน

“ผมขอโทษครับ แต่ไม่เลยพี่ ผมกระจายคนไปทุกพื้นที่แล้ว แต่ก็ไม่มีวี่แววของนายสมัยหรือเด็กคนที่หายไปเลย ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง”

              เทวกานต์ถอนหายใจกับรายงานที่เพิ่งได้ยิน หมวดเสือที่นั่งอยู่ไม่ไกลพอจะเดาเหตุการ์ได้จากสีหน้าของกานต์ที่นั่งกุมขมับอยู่บนเตียงพักฟื้น

              กานต์เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับนนท์ฟังผ่านโทรศัพท์ แน่นอนว่าทันทีที่ได้ทราบข่าวอย่างนั้นทั้งผู้กองนนท์และคนอื่นๆ ในหน่วยแทบจะรีบกลับมาเพื่อดูอาการของเขาในทันที

              เขาสั่งห้ามความห่วงใยเหล่านั้นไว้ด้วยคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ลูกน้องไม่อาจฝ่าฝืนได้ คำสั่งของเขาไม่มีคำอธิบายเหตุการณ์ใดๆ เพิ่มเติมโดยละเอียด แต่ทั้งหมดนั้นมาจากเบาะแสที่เขาเพิ่งค้นพบในคืนนี้ด้วยตัวเอง

              กานต์สั่งให้นนท์ประสานงานไปยังหน่วยต่างๆ ตามจังหวัดที่มีรายงานว่าเกิดเหตุเด็กหายตัวไปทั้งหมดหกจุดตามที่ได้รับรายงานก่อนหน้านี้ และตัวของนนท์เองถูกมอบหมายให้มองหาความเป็นไปได้ถึงที่อยู่ของเด็กผู้หายสาบสูญไป พร้อมกับเด็กชายที่เทวกานต์ช่วยไว้ไม่ทัน

“มองหาตึกเก่าหรือตึกใหม่ที่มีการก่อสร้าง มีปั้นจั่น และสอบถามชาวบ้านในละแวกให้ครบทุกคนว่าช่วงที่ผ่านมามีใครได้ยินเสียงปั้นจั่นกลางดึกบ้าง”

              นั่นคือคำสั่งของเทวกานต์ต่อผู้กองนนท์โดยตรง กานต์ตัดสายโทรศัพท์เพื่อปล่อยให้นนท์ได้กลับไปทำตามหน้าที่ของตัวเองให้ลุล่วง

              ในเวลานี้ห้องพักของโรงพยาบาลกลายเป็นห้องประชุมที่คนหนึ่งยืนอธิบายสมมติฐานและความเป็นได้ให้คนที่นอนอยู่บนเตียงพักฟื้นฟังอย่างเคร่งเครียด

              หมวดเสือสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กานต์ฟังอย่างสั้นๆ ข้อสันนิษฐานแรกของเขาเป็นจริง เด็กทั้งหมดที่ถูกพาตัวไปล้วนถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม

              หน้าที่ของเด็กเหล่านั้น เปรียบดั่งเครื่องสังเวยในมุมหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่งพวกเขาถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอาถรรพ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสร้างปะรำพิธี

              กลวิธีที่ถูกใช้นั้น หมวดเสือตีความว่าน่าจะถูกดัดแปลงมาจากเคล็ดโบราณในการวางเสาเอกของเมืองหรือประตูเมือง ที่จะใช้มนุษย์เป็นๆ ใส่ลงไปในหลุมแล้วตอกซ้ำด้วยเสาขนาดใหญ่เพื่อหวังว่าดวงวิญญาณเหล่านั้นจะปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบสุขไปชั่วลูกชั่วหลาน

              เคล็ดที่คนโบราณใช้นั้นมีบันทึกเอาไว้หลายแบบ หนึ่งในนั้นคือการใช้คนสี่คนตอกเสาสี่เสาและอาศัยอาถรรพ์จากการฆ่าและชื่อของคนทั้งสี่คือ อิน จัน มั่น คง เพราะด้วยเชื่อว่าความหมายของชื่อเหล่านั้นจะนำมาซึ่งความมั่นคงแก่บ้านเมือง

              ในอีกทางหนึ่งเคยมีบันทึกไว้ว่า ให้ใช้หญิงท้องแก่ต่างเครื่องสังเวยก่อนตอกเสาหลักเมืองลงไป ด้วยเชื่อว่าผีตายทั้งกลมนั้นเฮี้ยนและเปี่ยมด้วยอาถรรพ์ที่ยากจะต่อกร

              ทั้งหมดทั้งมวลที่หมวดเสือกล่าวมานั้น คือที่มาของพิธีการสร้าง เสามนุษย์ ที่ถูกจารึกเล่าขานปากต่อปากผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน ซึ่งในคดีครั้งนี้นายสมัยอาจใช้เด็กทั้งแปดเป็นตัวแทนของทิศทั้งแปดและอาจหมายถึงตัวแทนของคนเกิดทั้งแปดวันด้วยก็เป็นได้

“ทิศทั้งแปดผมยังพอเข้าใจ แต่คนเกิดทั้งแปดวันเกี่ยวอะไร”

              คำถามนั้นของเทวกานต์ทำให้หมวดเสือหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาตอบด้วยความคิดที่ยังไม่มีข้อยืนยัน แต่มีความเป็นไปได้ตามตำราที่เขาได้ร่ำเรียนมา

              ตามตำราไทยโบราณและศาสตร์โบราณหลายๆ แขนงจากหลากหลายวัฒนธรรม จะมีส่วนหนึ่งที่พูดถึงอุปนิสัยและอำนาจของคนที่เกิดในแต่ละวัน รายละเอียดนั้นยิบย่อยแต่มีจุดเชื่อมโยงกันอยู่สองข้อใหญ่ๆ คือ ส่งเสริม และ หักล้าง

              ผู้ที่เกิดภายใต้แรงวันหนึ่งอาจเป็นศัตรูของอีกแรงวันหนึ่ง และอาจเป็นที่เอ็นดูของอีกแรงวันหนึ่งเช่นกัน ระบบของมันโคจรคล้ายดวงดาวเป็นงูกินหางไม่รู้จบ และในการทำงานพิธีต่างๆ จะมีเครื่องสังเวยบางอย่างที่ ส่งเสริม และ หักล้าง ดวงชะตาของผู้ทำพิธี

              หมวดเสืออธิบายต่อว่า ความเป็นไปได้หนึ่งคือ นายสมัยต้องการถวายเครื่องสังเวยให้ครบถ้วนกระบวนความด้วยชีวิตของคนที่เกิดในวันทั้งแปด แต่ถ้ามองในอีกความหมายหนึ่ง

              เครื่องสังเวยคือสินบนที่เจ้าพิธีจะมอบให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นของกำนัลที่แสดงถึงบารมี และอำนาจตามความอลังการและคุณค่าของเครื่องเซ่นนั้นๆ

              ตัวอย่างเช่น ยาจกจะสามารถหาเครื่องเซ่นได้อย่างดีคือผลไม้ ในขณะที่เศรษฐีสามารถสังเวยด้วยเพชรพลอย หมู ไก่จำนวนมากเท่าที่เขาต้องการ เครื่องเซ่นเองก็เปรียบเสมือนบริวาร

              และการนำคนที่เกิดในวันทั้งแปดมาเป็นเครื่องเซ่นนั้น อาจหมายถึงการประกาศหรือร้องขอต่อใครก็ตามที่นายสมัยกำลังทำพิธีนี้ถวาย ด้วยใจความว่า บุคคลที่เกิดทั้งแปดวันหรือคือมนุษย์ทุกผู้นั้นตกอยู่ใต้อำนาจของเขา หรือ ต้องการให้คนเหล่านั้นกลายมาเป็นบริวารโดยสมบูรณ์นั่นเอง

              คำอธิบายของหมวดเสือทำให้เทวกานต์หน้าซีดด้วยความกลัว เขาไม่เคยคิดเลยว่าจากคดีที่เขาได้รับมอบหมายมานั้น จะมีเบื้องหลังที่น่ากลัวขนาดนี้

              กานต์เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้นายสมัยไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่ว่าเขาจะมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไรกับพิธีนี้ จะต้องมีคนอีกคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด ใครบางคนที่มีความทะเยอทะยานมากเพียงพอที่จะเล่นสนุกกับชีวิตมนุษย์ราวกับผักปลา

              เมื่อคิดได้อย่างนั้น เขาก็เอื้อมมือไปลูบที่ท้ายทอย บาดแผลที่ได้รับเป็นตัวยืนยันว่าในคืนนั้นนายสมัยไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว หากไม่นับทหารรับจ้างที่ถูกจัดการไปหมดแล้ว ณ ที่นั้นยังมีใครอีกคนหนึ่งเฝ้าดูพวกเขาอยู่

              ใครบางคนที่อาจเดินทางมาพร้อมกับนายสมัย แต่เร้นกายอยู่ในความมืด หรือใครบางคนที่รู้ความเคลื่อนไหวของพวกเขาทุกฝีเก้า กานต์ยังไม่สามารถสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ แต่เขาก็ตัดสินใจได้อย่างหนึ่ง

“หมวด พาผมกลับไปที่เกิดเหตุที”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น