อัปเดตล่าสุด 2019-02-18 09:08:14

ตอนที่ 17 เหล่าผู้สูญหาย

              อีกครั้งที่เทวกานต์ใช้อำนาจในทางที่ผิด เขาใช้ตำแหน่งและหน้าที่เพื่อบังคับให้ทางโรงพยาบาลปล่อยตัวเขาออกมาทั้งที่อาการของเขายังอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง

              ชายหนุ่มพาร่างอันบอบช้ำของตัวเองเดินมาตามถนนของโรงพยาบาลโดยมีหมวดเสือพยายามจะเข้ามาช่วยประคองแต่ก็ถูกห้ามไว้ 

              บนรถส่วนตัวนั้นไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้น หมวดเสือพยายามคิดทบทวนเรื่องพิธีกรรมให้มากขึ้น พยามเรียบเรียงและคาดการณ์ถึงรูปแบบของมันเพื่อที่จะได้รู้ล่วงหน้าถึงการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของนายสมัย

              ฝ่ายเทวกานต์ยังนั่งเงียบอยู่ที่เบาะด้านข้างคนขับ เขาหลับตาลงพยายามปรับลมหายใจให้ปกติที่สุด กานต์พยายามนึกถึงการฝึกสมาธิพื้นฐานที่ถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่เด็ก การกำหนดลมหายใจเข้าออก

“จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว เมื่อจิตบอก กายจะทำตาม”

              นั่นคือสิ่งที่พ่อและแม่สอนเขามาตั้งแต่เด็กเมื่อรุ้ถึงความผิดปกติในดวงตาของเขา กานต์ต้องฝึกการควบคุมความสามารถในการมองเห็นของตัวเองให้อยู่ในระดับที่ไม่กระทบกับชีวิตประจำวัน เขาต้องควบคุมมันให้ได้ นั่นคือสิ่งที่เขาถูกสอนมาโดยตลอด

              การกำหนดลมหายใจคืออุบายหนึ่งในการเหนี่ยวนำจิตเข้าสู่สมาธิและความสงบ เสียงเครื่องยนต์ของรถและเครื่องปรับอากาศค่อยๆ เบาลงและแว่วดังไกลออกไปจนเหลือเพียงความเงียบ

              ในห้วงแห่งสมาธินั้น เทวกานต์กำลังบอกร่างกายว่าตัวเองไม่เจ็บและย้ำว่าเขายังคงทำงานได้ แม้ร่างกายจะไม่เอื้ออำนวยในเวลานี้ สิ่งที่เขาทำนั้นคล้ายการสะกดจิตของทางตะวันตก

              แปลกที่ความเจ็บปวดของร่างกายค่อยๆ เบาบางลง แม้จะไม่ถึงกับหายดีแต่มันก็เพียงพอให้หัวของเขาโล่งคิดอะไรได้ง่ายกว่าเมื่อสักครู่ บาดแผลภายนอกไม่ได้หายไปแต่อย่างใด แต่จิตต่างหากที่เพิกเฉยต่อความเจ็บนั้น

              เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพวกเขาก็กลับมายังที่เกิดเหตุอีกครั้ง ที่ตึกร้างนั้นตอนนี้ถูกขึงไปด้วยเทปกั้นบริเวณหลายเส้น และยังคงมีกำลังตำรวจหลายนายวุ่นกับการจัดการพื้นที่และตรวจหาเบาะแสเพิ่มเติม

              ทั้งสองคนเดินตรงเข้าไปในตัวตึกลึกเข้าไปจนทะลุออกมาที่ลานด้านหลัง

              เสาต้นใหญ่สูงตระหง่านในความมืด ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ย้อนกลับมาทำร้ายจิตใจของสารวัตรหนุ่มที่ไม่อาจช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งเอาไว้ได้ เทวกานต์กำหมัดแน่นอย่างเคียดแค้น

              ความเงียบของยามค่ำคืนเริ่มถูกแทนที่ด้วยเสียงจ้อกแจ้กของชาวบ้านในละแวกนั้น ที่ตื่นขึ้นมาเพื่อเตรียมประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนในวันถัดไป

              เสียงรถราเริ่มมีให้ได้ยิน กลิ่นกับข้าวโชยมาตามลม เสียงจากร้านข้าวราดแกงใกล้ๆ ช่วยไล่ความอึมครึมและความน่ากลัวของพื้นที่นี้ให้จางไป

              กานต์สอดส่องสายตาไปทั่วๆ บริเวณเพื่อมองหาอะไรบางอย่าง  ใครบางคนที่ควรจะอยู่ที่นี่ ใครที่เพิ่งจบชีวิตลงอย่างน่าสงสารและไม่รับรู้ถึงชะตากรรมของตัวเอง

              ดวงตาคู่นั้นแม้จะพยายามจ้องผ่านความมืดนานเท่าใดก็ไร้ซึ่งวี่แววของเด็กชายที่เพิ่งเจอกันและจากไปในเวลาที่ใกล้เคียงกัน

              สารวัตรหนุ่มก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกก้าวที่พาร่างของตัวเองเข้าไปใกล้เสาต้นนั้น ความเย็นยะเยือกที่ไม่รู้ที่มาก็เริ่มก่อตัวลูบไล้ไปตามผิวหนังของเทวกานต์จนปวดไปถึงกระดูก

              ตอนนี้เขายืนอยู่ห่างจากเสาต้นนั้นไม่ถึงหนึ่งไม้บรรทัด ยิ่งเข้ามาใกล้เขาก็ยิ่งรับรู้ถึงความรู้สึกคลื่นไส้ น่าสะอิดสะเอียนของพิธีอันน่ารังเกียจนี้

              เทวกานต์ยื่นมือออกไปแตะวางไว้ที่เสาต้นนั้นอย่างเบามือ เขาสัมผัสถึงความเย็นที่ส่งผ่านเนื้อปูนมายังเนื้อใต้ผิวหนังของเขา ความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มวนอยู่ในท้องเหมือนกับต้องการจะบอกอะไร

              เขาหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ตัวเองดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิอันสงบเช่นเดียวกับที่เขาเคยทำในห้องทำงานของนายแพทย์ตุลย์

              จิตที่ถูกฝึกจะผ่านเข้าสู่สมาธิได้โดยง่ายและคล่องแคล่วกว่าจิตทั่วๆ ไป ในห้วงสมาธิอันเงียบสงบนั้นเทวกานต์ตัดขาดจากโลกภายนอกไม่ได้ยินซึ่งเสียงรอบข้างแต่อย่างใด

              ในความมืดมิดที่ดวงตาภายในนั้นมองเห็นปรากฏเป็นภาพคล้ายลานดินโล่งๆ ที่ถูกทาทับด้วยสีดำสนิท สีดำที่ไม่ใช่ทั้งความมืดและเงาจากแสงไฟ สีดำอันบริสุทธิ์ไร้แสงสว่างเจือปน

              ในห้วงความมืดมิดนั้น กานต์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทีละก้าว เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นนั้นดังก้องไปทั่วบริเวณทั้งที่มันไม่มีกำแพงหรือเพดานให้สะท้อนคลื่นเสียงนั้นไปมา

              จากสัมผัสของรองเท้ากลายเป็นพื้นเย็นๆ แม้ไม่เห็นแต่ก็รู้สึกได้ ตอนนี้เขากำลังใช้เท้าเปล่าเดินไปตามพื้นเย็นๆ แข็งๆ ที่เขาเคยรู้สึก

              และโดยไม่ทันตั้งตัว ในความมืดนั้นก็ปรากฏเงาร่างหนึ่งส่องสว่างอยู่ไม่ไกล เทวกานต์มองเด็กน้อยตรงหน้าเพียงปราดเดียวก็แน่ใจว่านั่นคือ เด็กชายคนเดียวกับที่เขาเพิ่งพบเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้

              ในภวังค์นั้นชายหนุ่มพยายามส่งเสียงเรียกให้เด็กชายหันกลับมาแต่ก็ไร้ผล เด็กคนนั้นยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกจากชายที่อยู่เบื้องหลัง

              กานต์ออกแรงวิ่งเพื่อจะเข้าไปให้ถึงตัวเด็กน้อยคนนั้น แต่ยิ่งวิ่งเหมือนยิ่งไกลออกไป ระยะห่างระหว่างเขาสองคนไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย

              นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เขาออกแรงวิ่งจนเริ่มเหนื่อยหอบ บัดนี้ภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นภาพของคนกลุ่มหนึ่งที่แวววาวในความมืดไม่ต่างจากเด็กชายตรงหน้า

              สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของเทวกานต์คือ เงาร่างของเด็กเจ็ดคนที่ยืนรวมกันอยู่ใจกลางความมืดนั้น แสงสว่างจากดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ดูสวยงามตัดกับความมืด แต่สำหรับบางดวงนั้นเริ่มหรี่ลงอย่างเห็นได้ชัด

              เงาร่างของเด็กชายที่กานต์วิ่งตามมานั้นยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มของเด็กคนอื่นๆ ที่ยืนนิ่งไร้วี่แววของสัมปชัญญะใดๆ คล้ายตุ๊กตาที่ไม่มีชีวิต

              เขาพยายามส่งเสียงเรียกและห้ามไม่ให้เด็กชายเดินไปสมทบกับเพื่อนๆ ที่อยู่ไกลออกไป แต่มันยังคงไร้ผลเหมือนดังที่ผ่านมา เด็กชายยังคงก้าวเท้าต่อไป ใกล้เข้าไปอีก ทีละก้าว

              ท่ามกลางแสงสว่างของกลุ่มเด็กๆ พลันปรากฏเป็นความมืดกลุ่มหนึ่งม้วนตัวไปมารวมกันก่อเกิดเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ดูน่าเกลียด

              จากควันดำค่อยกลายเป็นรายละเอียดของใบหน้าอันหมดจดงดงามราวกับรูปปั้นของเทวะ แต่ดวงตานั้นลึกโบ๋ ดำสนิทไร้ก้นบึ้ง ริมฝีปากนั้นมีสีแดงสดตัดกับผิวหน้าที่ซีดเผือดผิดธรรมชาติ

              ใบหน้านั้นยากจะบอกว่าเป็นใบหน้าของชายหรือหญิง และแม้ว่าใบหน้านั้นจะผิดรูปผิดธรรมชาติ แต่มันก็ดูสวยงามราวกับภาพวาดเลยทีเดียว

              เจ้าของใบหน้านั้นเอื้อมมือไปโอบเอาเด็กทั้งเจ็ดคนไว้ในอ้อมกอด ดวงตากลมกลวงของมันจ้องมองมายังเทวกานต์ที่ยืนตัวแข็งด้วยความกลัวอย่างพอใจ

              เด็กทั้งเจ็ดคนถูกกระชับกอดให้แน่นขึ้นแสดงถึงความหวงแหนในสมบัติของตน และในตอนนี้เด็กคนที่แปดก็กำลังเดินเข้าไปใกล้ร่างปริศนานั้น

              นิ้วมือเรียวงามที่ยาวกว่าปกติผายออกยื่นมาเชิญชวนเด็กน้อยให้เข้ามาใกล้ สติของเทวกานต์กลับมาและพยายามจะส่งเสียงเรียกเด็กชายตรงหน้าอีกครั้ง แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมานอกจากลมหายใจที่ติดขัด

              ตอนนี้เด็กน้อยคนที่แปดได้เดินเข้าสู่อ้อมกอดของร่างปริศนาตรงหน้า มันโอบกอดเด็กทั้งแปดเอาไว้อย่างพอใจ และเมื่อสังเกตให้ดี สารวัตรหนุ่มก็ได้เห็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาตามหามาตลอด

              ในมือผอมแห้งของมันมีเชือกเส้นหนึ่งพันอยู่ เชือกเส้นนั้นยึดโยงไปยังที่ว่างข้างหลังห่างออกไปเล็กน้อย

              ที่ตรงนั้นปรากฏเงาร่างที่เทวกานต์เคยตามหาเช่นกันนั่นคือ ชายผู้เคราะห์ร้ายในคดีประหลาดก่อนหน้านี้ทั้งสองคดี

              ร่างปริศนานั้นยังคงใช้ดวงตาที่กลวงโบ๋จ้องมองมายังเทวกานต์ พลันใบหน้านั้นยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันแหลมๆ น่าขนลุก ก่อนที่ทุกอย่างจะหายไปเหลือไว้เพียงห้วงความมืดในนิมิตนั้นเพียงลำพัง

              กานต์กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ร่างกายหอบโยนอย่างเหนื่อยอ่อน ภาพที่เห็นนั้นยังคงติดตาเขาอยู่แม้จะไม่เข้าใจในความหมายของสิ่งที่เห็นก็ตาม

              บ่ายวันนั้นในห้องประชุมเล็กๆ ของบ้านเช่าหลังเดิม ไฟนีออนถูกเปิดให้สว่างเต็มที่ทุกดวง เจ้าหน้าที่ภายใต้สังกัดของเทวกานต์ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ ณ ที่นี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน

              ทุกสายตาจับจ้องไปที่จอขนาดใหญ่บนผนังด้านหนึ่ง ที่ตอนนี้มันกำลังฉายข่าวที่โด่งดังที่สุดในประเทศตอนนี้

              นักข่าวหลายสำนักใส่สีตีข่าวกันอย่างสนุกสนาน ภาพที่นำมาออกสื่อนั้นช่างน่าขนลุกและไม่ให้เกียรติผู้ตายเลยสักนิด

“ฆาตกรรมโหด พิธีสยอง เสามนุษย์”

              ทุกสำนักข่าวพาดหัวไปในทิศทางเดียวกันพร้อมภาพเสาขนาดใหญ่แปดต้นจากแปดที่ทั่วประเทศ เสาทุกต้นถูกรื้อถอนออกจนหมด และเบื้องล่างของหลุมนั้นก็ปรากฏเศษซากของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ซึ่งในตอนนี้แหลกเหลวเป็นชิ้นๆ จนไม่สามารถบ่งบอกถึงรูปร่างเดิมได้อีก

              นักข่าวในแต่ละสำนักใช้คำพูดเชิญชวนให้คนติดตามอย่างสนุกปาก แม้ว่ามันจะไม่สมควรและรุนแรงเพียงใด

“ไอ้เวร!

              นนทการไม่สามารถทนดูข่าวที่ไร้จรรยาบรรณอย่างนั้นต่อไปได้จนต้องปิดมันด้วยมือตัวเอง ในเวลานี้ทุกคนในห้องยังคงนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครออกความคิดเห็น แม้แต่เทวกานต์เอง

              ความเงียบดำเนินไปอีกหลายนาทีก่อนที่สารวัตรเทวกานต์ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยจะตัดสินใจทำลายความเงียบด้วยคำถามและคำสั่งที่หนักแน่น

“เราจะต้องไปกันต่อ ตอนนี้ผมได้เบาะแสใหม่มาแล้ว”

              เทวกานต์เดินไปที่หน้าห้องประชุมเอากระดาษในมือสอดเข้าที่เครื่องฉายภาพ สิ่งที่ถูกแสดงขึ้นบนจอนั้นเป็นประวัติของชายคนหนึ่งที่ดูไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

‘นายนิยม กรกิจ’

              ประชาชนทั่วไปคนหนึ่งประกอบอาชีพสุจริตขายของอยู่ในตลาดแห่งหนึ่งมาทั้งชีวิตตั้งแต่เด็กจนโต จากการสืบปากคำพยาน นายนิยมไม่มีข้อเสียใดๆ ไม่ติดเหล้า ไม่เล่นพนัน ไม่ติดผู้หญิง

“แต่นายนิยมกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามวันก่อน”

              สามวันที่ไม่มีใครพบเห็นนายนิยมแม้แต่เงา ไม่มีเบาะแส ไม่มีร่องรอย ขาดการติดต่อโดยสมบูรณ์ ครั้งสุดท้ายที่มีพยานพบเห็นชายคนนี้คือภรรยาของเขาในช่วงกลางคืนก่อนเข้านอน

              เทวกานต์ถอนหายใจอย่างหนักอกและย้ำว่า มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่าชายคนดังกล่าวนั้น ถูกลักพาตัวไปด้วยสาเหตุบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับคดีในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

“ข่าวนี้มาจากไหนครับ” นนท์ถาม

“ในตอนนี้ยังบอกไม่ได้ บอกได้แต่เพียงว่ามีความน่าเชื่อถือสูงและไม่น่าจะพลาด”

              ทุกคนในสังกัดนี้เริ่มชินกับข้อมูลที่มีลับลมคมใน คนขายข่าวบางรายไม่ยอมปรากฏตัว แหล่งข่าวบางแหล่งก็ลึกลับไม่แพ้กับการตามหาตัวคนร้ายในแต่ละคดี

              กานต์มอบหมายหน้าที่ให้แต่ละคนเพื่อลงพื้นที่ตามหาตัวนายนิยมที่หายสาบสูญไป เว้นแต่หมวดเสือที่ถูกเรียกตัวไว้และมอบหมายหน้าที่อื่นให้ต่างจากคนอื่น

“ผมอยากให้หมวดมองหาความเชื่อมโยงของเหยื่อทั้งสามคน ถ้าเราเชื่อว่านายนิยมคนนี้จะเป็นเหยื่อรายต่อไปจริงๆ” กานต์กำชับ

“หมายความว่านายเชื่อว่า นายนิยมจะถูกนำไปทำพิธีกรรมจริงๆ”

              แม้ในใจของเทวกานต์จะยังไม่ปักใจเชื่อ แต่แหล่งข่าวนั้นก็ไม่น่าพลาด เขาจึงพยักหน้าตอบหมวดเสือเพื่อยืนยันความคิดของเขาอีกครั้งหนึ่ง

              หลังจากหมวดเสือออกไปแล้ว ผู้กองนนทการถูกเรียกให้เข้ามาพบเป็นการส่วนตัวอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่ในห้องประชุมแต่เป็นห้องทำงานส่วนตัวของเทวกานต์ที่ไม่ค่อยจะมีใครได้เข้าไปนัก

“พี่มีอะไรหรือเปล่าครับ เรียกผมเข้ามาในนี้” นนท์รู้ดีว่าการถูกเรียกตัวมาอย่างนี้นั่นหมายถึงเทวกานต์มีเรื่องบางเรื่องที่ไม่อาจพูดต่อหน้าคนอื่นได้

“กูกำลังคิดว่า เรามีหนอน”

              เพียงคำพูดเดียวของเทวกานต์ทำให้นนท์ต้องตั้งสติรับโดยฉับพลัน แม้ว่าเขาจะพอได้ยินข้อมูลที่กานต์ได้รับมาจากตุลย์อยู่บ้างแล้ว แต่ในความหมายของกานต์คือ หนอนบ่อนไส้ที่อยู่ภายใต้สังกัดเขา

“รู้รึยังครับ ว่าเป็นใคร”

              กานต์ส่ายหัวแทนคำตอบ เขายังไม่มีชื่อใดๆ ในใจเป็นพิเศษ แต่เขาแน่ใจว่ามันต้องมีอยู่ และน่าจะต้องใกล้ตัวเขาพอสมควร

              เขายื่นกระดาษใบเล็กๆ ให้นนทการ ในนั้นเป็นแผนที่และที่อยู่ของใครบางคน ที่ไม่ได้มีชื่อของบุคคลเขียนไว้ เป็นเพียงสถานที่ทั่วไป แต่ถ้ามันถูกส่งมาอย่างนี้ก็คงจะมีเบาะแสอะไรเป็นแน่

              นนทการกำลังจะออกไปจากห้องทำงานแคบๆ ของสารวัตร แต่ก่อนที่จะออกไป กานต์กลับเรียกเขาไว้

“เรื่องนี้ไม่ง่าย ระวังตัวดีๆ นะ กูคาดหวังกับมึงสูงนะนนท์ แต่อย่าเอาชีวิตไปทิ้งอย่างโง่ๆ ใช้สมองให้มาก ระวังให้มาก เข้าใจไหม”

              นนทการทำท่าเคารพตอบรับความคาดหวังของผู้บังคับบัญชาที่แฝงไว้ด้วยความเป็นห่วงอย่างพี่น้อง นี่เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกว่าตัดสินใจถูกเหลือเกินที่ได้ชายคนนี้มาเป็นหัวหน้า และเขาก็มองชายคนนี้เป็นแบบอย่างเสมอมาเช่นกัน

              นนท์ก้าวเท้าออกจากห้องไปแล้ว เหลือเพียงเทวกานต์ที่ยังนั่งครุ่นคิดกับเบาะแสที่ตัวเองได้มาอย่างไม่น่าเชื่อ

              เขาต่อสายโทรศัพท์ในมือหาเพื่อนรัก หลังจากได้รับข้อความเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนอย่างร้อนใจ

“ฮัลโหล เออกูได้กลับมาทำคดีนี้แล้วนะ” ตุลย์แจ้งข่าวทันทีที่รับสาย

“ดี กูจะได้พอมีคนให้เชื่อมือได้บ้าง ว่าแต่ล่าสุดเป็นยังไงบ้าง”

“ทำได้แค่ยืนยันตัวตนจากเลือดและชิ้นเนื้อ ที่เหลือแหลกละเอียด”

“นั่นสินะ” กานต์พูดด้วยเสียงเบาๆ

“ไอ้สมัยอะไรนี่เป็นคนทำเรื่องบัดซบนี่ใช่ไหม มึงต้องลากคอมันออกมาให้ได้นะเว้ย”

“กูไม่ปล่อยมันหรอก ตอนนี้ก็น่าจะใกล้ตัวมันแล้ว”

“เออ ก่อนที่จะส่งเข้าตะรางบอกกูสักหน่อยนะ จะขอซัดหน้ามันสักที”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Rapipan Maneesee
2019-05-17 16:33:58

ตื่นเต้น และน่าลุ้นทุกตอนเลยค่ะ

#1