อัปเดตล่าสุด 2019-02-25 09:07:04

ตอนที่ 18 ฤกษ์เพชรฆาต

ย้อนกลับไปในวันที่เกิดเหตุ

              หลังจากที่นนท์ได้รับคำสั่งค้นหาจากเทวกานต์แล้ว เขาก็รีบกระจายคำสั่งดังกล่าวไปยังทุกหน่วยภายใต้การดูแลและความร่วมมือของเขา

              กำลังคนทั้งหมดถูกกระจายตัวไปตามพื้นที่ต่างๆและแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาดึกดื่นที่ประชาชนกำลังหลับใหลพักผ่อนก่อนจะตื่นมาต่อสู้กับวันใหม่ พวกเขาก็จำเป็นต้องปลุกทุกคนขึ้นมาเพื่อสอบถามและตามหาเบาะแสเท่าที่มีมาให้ได้

              ด้วยการจำกัดขอบเขตการค้นหาตามเบาะแสที่เทวกานต์ให้มาไม่นานก็สามารถระบุสถานที่ดังกล่าวได้ไม่ยากนัก แต่ในบางที่จะมีสถานที่ในลักษณะเดียวกันมากกว่าหนึ่งแห่ง สิ่งที่ใช้แยกแยะสถานที่เหล่านั้นออกจากกันคือความเก่าและใหม่ของเสาที่ถูกนำไม่ใช้ร่วมกับคำบอกเล่าเรื่องเสียงของปั้นจั่นในช่วงเวลาที่ถูกระบุไว้ว่าเด็กหายไปจากบันทึกของสถานีตำรวจ

              ในที่สุดพวกเขาก็สามารถระบุสถานที่ทั้งเจ็ดที่เหลือจากทั้งหมดแปดแห่งตามคำสั่งของเทวกานต์ได้ และในตอนนี้นนท์ก็ได้สั่งให้ทุกหน่วยเตรียมทำการถอนเสาดังกล่าวขึ้น

              ระหว่างการเตรียมการนั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและชาวบ้านในละแวกนั้น บ้างก็ไม่เข้าใจถึงการกระทำของกองกำลังตำรวจ บ้างก็ว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุ บ้างก็เชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆแต่ก็ยากที่จะยอมรับว่าเหตุร้ายแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเด็กๆวัยเพียงไม่กี่ขวบ

              เสาบางต้นถูกตอกลงไปนานพอสมควรจนปั้นจั่นที่เคยมีอยู่ถูกนำออกไปแล้วทำให้ต้องทำการระเบิดเสาบางส่วนออกให้มีขนาดเล็กลงแล้วจึงใช้รถยกที่มีขนาดเล็กกว่าเข้ามาช่วยทำการรื้อถอนในพื้นที่

              ตลอดเวลาที่จัดการนั้นนนท์เฝ้าดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกขั้นตอนอย่างละเอียด เขาจะไม่มีทางพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอีกเป็นอันขาด เขาในตอนนี้เหมือนมีไฟกองใหญ่สุมอยู่ในอก เขาไม่สามารถทนต่อความโหดร้ายที่นายสมัยกระทำกับเด็กๆเหล่านี้ได้

              เสาต้นที่นนท์เป็นคนเจอนั้นคาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในสองเสาที่ใช้สำหรับทำพิธีกับเด็กสองคนสุดท้ายที่ได้รับแจ้งมา ปั้นจั่นที่ยังถูกตั้งไว้ในบริเวณดังกล่าวยิ่งเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี

              เจ้าหน้าที่ตำรวจตามตัวคนงานก่อสร้างที่ใช้เครื่องจักรเป็นมาทำงานให้โดนด่วน

              เครื่องมือขนาดใหญ่ถูกติดตั้งเข้ากับเสาขนาดใหญ่ที่เพิ่งถูกตอกลงไปในหลุม เมื่อเครื่องเริ่มทำงานเสาก็เริ่มขยับตามแรงยกของเครื่องจักร เสาต้นใหญ่ค่อยๆถูกถอนขึ้นอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่

              เมื่อเสาลอยขึ้นจากหลุมได้ครึ่งท่อนนนท์ที่ยืนอยู่ใกล้กับหลุมนั้นที่สุดก็ได้กลิ่นคาวคลุ้งตีเข้าที่จมูกอย่างรุนแรงจนเกือบจะอ้วกเอาอาหารที่กินเข้าไปออกมา

              กลิ่นนั้นเขาจำได้ดี มันคือกลิ่นคาวของเลือดที่ยังสดๆอยู่ นนท์ตั้งสติมองภาพตรงหน้าอย่างแน่วแน่เพื่อไม่ให้ตัวเองวูบไหวไปกับกลิ่นอันรุนแรงนั้น

              เมื่อเสาถูกถอนขึ้นจากหลุมจนถึงบริเวณปลายของเสา สิ่งที่เห็นทำให้เจ้าหน้าที่คนอื่นๆและชาวบ้านที่มามุงดูต้องขาอ่อนและขนลุกไปพร้อมๆกัน

              ที่ปลายเสาต้นนั้นมีคราบเลือดที่กระเซ็นเปรอะเปื้อนขึ้นมาจากด้านล่าง รายเปื้อนของมันกระจายเป็นวงกว้างสูงขึ้นจากฐานเสาประมาณหนึ่งบ่งบอกถึงความแรงยามกระแทกลงไปที่ใจกลางหลุม

              เสาต้นใหญ่ถูกยกออกจากปากหลุมมาวางไว้บนพื้นดินด้านข้าง คนงานที่ถูกเรียกมาคุมเครื่องเมื่อเห็นภาพดังกล่าวก็รีบวิ่งลงจากเครื่องลงมาแก้ตัวกับเจ้าหน้าที่ทันทีว่าตัวเองไม่มีส่วนรู้เห็น

              ชาวบ้านที่มามุงดูบางรอยเป็นลมล้มพับลงไปกับพื้นทั้งอย่างนั้น เจ้าหน้าที่หน้าใหม่บางรายก็ทนกับสิ่งที่เห็นไม่ได้จนขาอ่อนและอ้วกกันไปตามๆกัน

              ดีที่สถานที่นั้นถูกปิดกั้นด้วยเจ้าหน้าที่อย่างแน่นหนาทำให้นักข่าวและชาวบ้านยังไม่สามารถเข้าไปถึงปากหลุมได้ในเวลานี้

              นนทการผู้ควบคุมการปฏิบัติการในครั้งนี้ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ปากหลุมให้มากขึ้นอีก จนปลายเท้าของเขายืนหมิ่นเหม่อยู่ตรงช่องว่างของหลุมนั้น

              เขาก้มมองลงไปในหลุมเบื้องล่างที่ลึกและมืดจนไร้ก้น เขาชะงักมือไปนิดหนึ่งก่อนที่จะเปิดไฟฉายในมือให้ทำงานและส่องแสงสว่างนั้นลงไปที่ก้นหลุม

              ภาพที่ไฟฉายเผยให้เห็นคือก้นของหลุมดินที่ถูกขุดลึกลงไปหลายเมตร และที่ก้นหลุมนั้นมีร่างอันแหลกเหลวของเด็กชายคนหนึ่งนอนอยู่ในสภาพน่าอนาถไม่ต่างจากหมูบดตามท้องตลอด

              สิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันตัวตน ณ ที่เกิดเหตุได้คือเสื้อผ้าของเด็กที่ขาดไปบางส่วนแต่ยังไม่ถูกทำลายไปกับแรงกระแทกของเสาปูน

              ร่างอันบอบบางของเด็กไม่กี่ขวบไม่มีทางเลยที่จะทนรับแรงกระแทกที่รุนแรงขนาดนั้นได้ ผู้กองหนุ่มกัดริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นปนเวทนาจนเลือดไหลซิบลงมาที่ปลายคาง

              มือของเขากำแน่น สายตาของเขาจดจ้องไปยังร่างเล็กๆที่ไร้ทางสู้นั้นพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นออกจากดวงตาอย่างห้ามไม่ได้

              แม้ในใจของเขาจะคุกรุ่นไปด้วยความรู้สึกที่รุนแรงต่างๆ แต่ในตอนนี้เขากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ เขาต้องตัดความรู้สึกส่วนตัวออกให้หมด

              นนทการเดินออกจากบริเวณนั้นและใช้วิทยุสื่อสารของส่วนกลางติดต่อไปยังพื้นที่อื่นๆทั้งหมดที่กำลังทำการรื้อถอนเสาดังกล่าว

              เป็นไปตามที่เทวกานต์คาด ที่ก้นหลุมของทุกๆเสานั้นมีร่างอันแหลกเหลวของเด็กๆที่หายไปนอนหลับอยู่ภายใต้ความโหดร้ายนั้น ชุดเสื้อผ้าที่ยังหลงเหลืออยู่ตรงตามรายงานของพ่อและแม่เด็กที่มาแจ้งความเอาไว้

              ตัวอย่างเลือดและชิ้นเนื้อถูกส่งไปตรวจพิสูจน์เพื่อนยืนยันตัวตนอีกครั้งในทันที

              พื้นที่แปดถูกสั่งให้ปิดตายและมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอย่างแน่นหนา โดยกำชับว่าห้ามให้ใครเข้าใกล้โดยเด็ดขาด แต่แม้จะเป็นอย่างนั้นก็ยังคงมีหมาล่าเนื้อที่หิวโหยกับข่าวใหญ่อย่างนี้อยู่มาก

              สื่อที่ไร้จรรยาบรรณสนุกสนานกับการประโคมข่าวที่โหดร้าย ยิ่งรุนแรงเท่าไหร่จะยิ่งมีผู้ให้ความสนใจมากเท่านั้น พวกเขาท้าทายกฎหมายและรู้สึกพอใจกระแสตอบรับของประชาชนที่คอยเสพข่าวจากทางบ้าน

              เมื่อเสร็จสิ้นเรื่องราวทั้งหมดแล้วทุกคนในสังกัดของเทวกานต์กูถูกเรียกตัวกลับมาที่บ้านเช่าหลังเดิมก่อนที่ฟ้าสางจะมาถึง

หนึ่งวันผ่านไป

              ในห้องที่มืดจนเกือบสนิท แสงสลัวลอดผ่านม่านที่ถูกเลื่อนมาปกปิดสายตาจ้างทั้งข้างนอกและข้างใน

              เทวกานต์เดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบๆเมื่อประตูปิดลงต้องปล่อยให้สายตาของเขาปรับตัวเพื่อให้มองเห็นในที่มืดได้ชัดขึ้นสักครู่หนึ่ง

“เบาะแสที่ผมให้ไป ได้เรื่องไหมสารวัตร”

              ชายร่างใหญ่ที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วเอ่ยทักทันทีที่ได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามาของเทวกานต์

“อยู่ระหว่างการสืบสวนครับท่าน” เทวกานต์ทำท่าเคารพแม้ชายคนนั้นจะไม่ได้หันมามอง

“คุณคงไม่ว่าผมหรอกนะ ที่ไม่ยอมเปิดเผยแหล่งข่าว ทางนั้นเขาก็ระวังตัวมาก”

              เป็นเรื่องปกติที่การให้ข่าวจะนำภัยมาสู่ตัว ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ก็ยิ่งจะนำภัยที่ใหญ่กว่าให้คืบคลานเข้ามาใกล้

              การที่สารวัตรเข้ามาพบท่านในเวลานี้ไม่ใช่เพื่อรายงานความคืบหน้าของคดี แต่มาเพื่อกล่าวขอบคุณเรื่องที่ช่วยให้นายแพทย์ตุลยภัทรได้กลับมาทำงานร่วมในคดีนี้อีกครั้งตามความต้องการของตน อีกทั้งเขายังมาเพื่อขออนุญาตบางอย่างจากผู้บังคับบัญชาของเขาโดยตรง

“ผมต้องการสิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้งานทั้งทรัพย์กรและบุคลากรเท่าที่จำเป็นภายใต้คำสั่งผมครับ” เทวกานต์แสดงความต้องการออกไปตามตรง

“ผมว่าคุณคงไม่ได้มาเพราะเรื่องแค่นี้หรอกจริงไหม”

              เสียงทุ้มนั้นกล่าวอย่างเรียบง่ายและรู้ทัน เพราะสิ่งที่เทวกานต์ร้องขอนั้นเขาสามารถจัดการให้ได้เพียงแค่ขอให้โทรเข้ามาเท่านั้นไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องเข้ามาพบท่านด้วยตัวเอง

“ครับ ผมอยากขอให้ท่านรับรองความปลอดภัย หรือเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นกับคนของผมครับ”

“กานต์ คุณก็รู้จุดยืนของพวกคุณดี แค่คุณก้าวเข้ามาก็เหมือนพวกคุณทิ้งตัวตนไว้ข้างหลังแล้ว ถ้ามีใครตาย มันก็ไม่ต่างจากการหายไปของชาวบ้านคนหนึ่ง จริงไหม” ผู้บัญชาการย้ำในข้อตกลงก่อนที่พวกเขาจะก้าวเข้ามาในหน่วยงานนี้

“ครับท่าน แต่ผมยังยืนยันที่จะเรียนท่านอย่างนั้นครับ”

“เข้าใจล่ะ ผมจะดูให้เท่าที่ทำได้ มีอะไรอีกไหม”

“หลังจากจบจากคดีนี้ ผมจะขอวางมือครับ”

              ประโยคสุดท้ายของเทวกานต์ดึงความสนใจของผู้บังคับบัญชามาจนหมด ไม่ใช่แค่ความสนใจยเท่านั้น มันยังรวมไปถึงความไม่เข้าใจอีกด้วยว่าทำไมคนที่รักงานและความถูกต้องอย่างเขาจึงจะวางมือลงง่ายๆ

“บอกเหตุผลได้ไหม ว่าทำไม”

“หลังจากจบเรื่องนี้ ผมจะเข้ามาชี้แจงโดยละเอียดครับ”

              ทันทีที่พูดจบเทวกานต์ก็ทำความเคารพและหันหลังกลับโดยไม่รอให้คนตรงหน้าตอบรับหรือเพิ่มคำสั่งใด เพราะสิ่งที่เขาเพิ่งพูดไปนั้นคือสิ่งที่เขาคิดมาดีแล้ว ตัดสินใจมาดีแล้ว และเขาต้องการจะให้มันเป็นไปอย่างนั้นจริงๆ แม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะถอนตัวจากงานสกปรกนี้/ได้

              เมื่อตำรวจผู้น้อยก้าวถอยออกไปจากห้องเหลือไว้เพียงความเงียบในห้องที่มืดสลัว ชายร่างใหญ่ในความมืดนั้นก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน บางครั้งการตัดสินใจก็เป็นเรื่องยาก

“ผมไม่ห้ามคุณหรอกสารวัตร ถ้าคุณมีลมหายใจถึงวันนั้นนล่ะก็นะ”

              เสียงบ่นพึมพำกับตัวเองคล้ายการตัดสินใจที่ออกมาจากปากของตน ผู้บัญชาการตำรวจ หันหลังกลับมาที่โต๊ะทำงานเล็กๆหยิบสูทราคาแพงขึ้นมาคลุมไหล่แล้วก้าวออกจากห้องตามหลังเทวกานต์ออกไป

              บนถนนเส้นใหญ่มุ่งหน้าสู่ทางออกกรุงเทพมหานคร เทวกานต์ขับรถด้วยความเร็วที่มากกว่าปกติ ที่เบาะข้างคนขับนั้นมีนายแพทย์อายุไล่เลี่ยกันนอนหลับกรนเสียงดังอยู่ข้างๆหลังจากโหมงานหนักมาตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

              เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วเขาได้รับแจ้งจากหมวดเสือและผู้กองนนทการเข้ามาพร้อมๆกันว่าทั้งสองคนได้เบาะแสชิ้นสำคัญมาไว้ในมือแล้ว และมันมากพอที่จะทำให้พวกเขาสามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวต่อของนายสมัยได้

              ในตอนที่กานต์ได้รับแจ้งนั้นเขากำลังจะเข้าไปหาตุลย์เพื่อพูดคุยถึงรายละเอียดต่างๆของคดี แต่เมื่อได้รับแจ้งดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนใจพาเพื่อนรักคนนี้ออกมาข้างนอกกับตนด้วยแทน

              สถานที่นัดปลายทางนั้นผิดวิสัยของเทวกานต์ ลูกน้องหลายคนงุนงงกับสถานที่นัดพบในการประชุมครั้งนี้

              ร้านกาแฟชายทุ่งตอนนี้คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย คละวัยอย่างมีชีวิตชีวา ที่หน้าร้านมีมอเตอร์ไซด์คันใหญ่จอดเรียงกันอย่างสวยงามนับสิบคัน

              ภายในร้านตกแต่งแบบตะวันตก และที่เคาท์เตอร์นั้นเจ้าของร้านกำลังนั่งคุยโวเรื่องเพื่อนใหม่ที่เพิ่งโทรมานัดประสังสรรค์เป็นการส่วนตัว เพื่อนที่ได้รับการแนะนำให้รู้จักจากตุลย์นั่นเอง

“เดี๋ยวนี้ร้านเราแบ็คดีจังโว้ย ทั้งหมอทั้งตำรวจ ฮ่าๆๆ”

“เบาหน่อยพี่ ผมมาพักผ่อน อย่าเอาเรื่องงานมายุ่งเลย” กานต์แซวเจ้าของร้านทันทีที่มาถึง

              เจ้าของร้านพาตุลย์และกานต์เดินออกที่ทางเดิมหลังร้าน สถานที่นัดพบของพวกเขาคือรถตู้เก่าคันเดิม ข้างในนั้นถูกทำความสะอาดและจัดเตรียมพื้นที่เอาไว้อย่างเพียบพร้อม

              กานต์และตุลย์ที่เข้ามานั่งรอก่อนยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันเรื่องงาน เพราะฝ่ายตุลย์กลับเอื้อมมือไปคว้าเอาเหล้าที่เก็บสะสมไว้ในรถบ้านนั้นออกมาเปิดรินใส่แก้วแบ่งกับกานต์

“สักหน่อย เผื่อจะเป็นมื้อสุดท้าย” ตุลย์หัวเราะลั่น

“ปากมึงนี่นะ” กานต์ยิ้มให้กับความห่วงใยของเพื่อน

              เมื่อคนอื่นๆมาถึงก็ถูกเจ้าของร้านนำทางมายังรถบ้านคันที่กานต์กับนนท์ได้รออยู่ก่อนแล้ว

              ทุกคนในสังกัดภายใต้เทวกานต์ตอนนี้มาพร้อมหนกันครบแล้ว การประชุมจึงเริ่มขึ้นอย่างไม่รอช้า

              กานต์แนะนำตุลย์ให้ทุกคนรู้จักพร้อมอธิบายต่อว่าหลังจากนี้เขาคิดว่าหน่วยปฏิบัติการชุดต่อไปจำเป็นจะต้องมีแพทย์คอยสนับสนุน ทั้งในด้านการรักษาและการวิเคราะห์สถานการณ์

“แต่ส่วนมากผมผ่าศพนะ ฮ่าๆๆ”

              แม้จะอยู่ในสภาวะเคร่งเครียดขนาดนไหนตุลย์ก็ยังคงมีอารมณ์ได้เสมอ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นสิ่งดีสำหรับเวลาเครื่อยดๆอย่างนี้

              การประชุมเริ่มจากการรายงานข้อมูลเพิ่มเติมที่ตนได้ไปทำการสืบสวนและวิเคราะห์มาเพิ่มเติม

              หมวดเสือกกางภาพถ่ายของคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งก่อนหน้านี้ลงบนโต๊ะประชุม ภาพทุกภาพนั้นทุกคนเคยได้เห็นมาก่อนแล้ว เว้นแต่เพียงตอนนี้มีนายแพทย์ผู้ลงมีดโดยตรงนั่งอยู่ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาจึงมีความละเอียดมากกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า

              สิ่งหนึ่งที่หมวดเสือจับทางได้จากสองคดีที่เกิดขึ้นคือ เขาจะต้องไม่ยึดโยงเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกันผ่านความสัมพันธ์ทั่วไป สิ่งที่เขาต้องมองหาคือความสัมพันธ์ในเชิงไสยศาสตร์และอาถรรพ์ต่างๆ

              และมันก็เป็นจริงตามนั้นเพราะเมื่อเขาใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้เข้ามาใช้ในการเชื่อมโยงสิ่งหนึ่งที่เขาพบคือ ผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองเกิดภายใต้ฤกษ์เดียวกัน

“ผู้ตายทั้งสองเกิดภายใต้ฤกษ์เพชรฆาตครับ”

              ไม่เชื่อก็คงต้องเชื่อเพราะเมื่อใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้ก็กลับพบความสัมพันธ์ของคนทั้งสองขึ้นมาจริงๆ และเพื่อยืนยันในความสัมพันธ์ดังกล่าว หมวดเสือจึงไปค้นหาข้อมูลวันเดือนปีเกิดของผู้เคราะห์ร้ายรายที่สามเข้ามาประกอบ

             

หลังจากคำนวณเวลาตกฟากของรายที่สามแล้วคำตอบก็ยังตรงกันพอดี นั่นคือ นายนิยม ที่หายไปนั้นเกิดภายใต้ ฤกษ์เพชรฆาตเช่นเดียวกับทั้งสองรายก่อนหน้านี้

ทั้งหมดในที่ประชุมเงียบฟังข้อสันนิษฐานของหมวดเสือที่มีต่อคดีนี้ ซึ่งมันค่อนข้างน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก

“แต่เราก็ไม่รู้อยู่ดีว่านายนิยมถูกพาไปไว้ที่ไหนใช่ไหมหมวด”

              นนทการมักจะถามคำถามอย่างชาญฉลาดเสมอ หมวดเสือพยักหน้าตอบรับกับคำถามนั้นที่เขาเองก็คำนวณไว้แล้วเช่นกัน

              หมวดเสือกางปฏิทินลงบนโต๊ะ เพื่อเปรียบเทียบวันที่เกิดเหตุในแต่ละคดีเพื่อเปรียบเทียบ แน่นอนว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร

“ทั้งสองคดีนั้นเกิดขึ้นภายใต้ฤกษ์เพชรฆาตเช่นกันครับ”

              อีกครั้งที่คำตอบของหมวดเสือเรียกความสนใจของคนทั้งห้องได้อย่างดี เมื่อสามารถล่วงรู้ถึงวันและเวลาที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ ก็จะสามารถคาดการณ์วันที่จะเกิดการก่อคดีครั้งต่อไปได้เช่นกัน

              หมวดเสือวงวันที่ลงบนปฏิทินที่ถูกระบุว่าเป็นฤกษ์เพชรฆาตตามปฏิทินทางโหราศาสตร์ที่ผ่านการคำนวณซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันที่ดังกล่าวนั้นจะมาถึงในอีกสามวัน

              นั่นหมายถึงพวกเขามีเวลาเพียงเล็กน้อยในการเตรียมตัว และนั่นคือหลักฐานหนึ่งที่พอจะเป็นหลักประกันได้ว่าในขณะนี้นายนิยมยังมีชีวิตอยู่

“เรามีเวลาเท่าไหร่หมวด” เทวกานต์เป็นฝ่ายถาม

              หมวดเสือเชื่อว่าพวกเขายังมีเวลาอีกตลอดสามวันเพราะเครื่องเซ่นสังเวยในพิธีแต่ละครั้งนั้นต้องผ่านการเตรียมไม่สามารถนำมาใช้ได้ในทันที

“เตรียมยังไง”

              ครั้งนี้เป็นนายแพทย์ตุลย์ที่เป็นฝ่ายถามน้ำเสียงหนักแน่นไร้วี่แววของความขี้เล่นโดยสิ้นเชิง


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Primploy
2019-02-25 19:20:21

ลุ้นมากค่ะ 

#1

MadameAmy
2019-02-28 23:49:05

ไม่ผิดหวังเลยจริงๆค่ะ ที่เติมกะโหลกเข้ามาอ่าน

#2