อัปเดตล่าสุด 2019-02-25 11:05:14

ตอนที่ 20 บุก

              เวลาผ่านไปสองวันกานต์ได้รับข้อความระบุพิกัดของแหล่งกบดานที่พวกเขาตามหามาตลอด อีกทั้งในข้อความยังระบุไว้อีกว่าต้องการกำลังเสริมด่วน พร้อมกับหน่วยพยาบาล

              สารวัตรเทวกานต์ออกคำสั่งด่วนไปยังเจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกคนให้เตรียมพร้อม ไม่เว้นแม้แต่นายแพทย์ตุลยภัทรที่ถูกบังคับให้ออกปฏิบัติหน้าที่ระหว่างที่กำลังกินอาหารมื้อดึกกับคู่หมั้นอยู่ที่ร้านอาหารหรูใจกลางเมือง

              พวกเขาต้องใช้เวลากว่าสองชั่วโมงในการเดินทางจากตัวกรุงเทพเพื่อออกสู่ต่างจังหวดเพื่อไปสมทบกับนนทการที่ขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันประชุมครั้งนั้น

              นนท์ใช้เวลาทั้งสองวันเข้ามาแฝงตัวอยู่ในชุมชมตามเบาะแสที่ได้มา เขาจดจำและเสาะหาทุกความเป็นไปได้ของพื้นที่ที่อาจมีร่องรอยหลงเหลืออยู่

              โชคดีที่บ่ายหนึ่งวันก่อนจะสืบเจอสถานที่กบดานเขาสังเกตเห็นชายร่างใหญ่ผิดปกติ และรูปพรรณสัณฐานนั้นไม่ใช่คนไทย ร่างกายภายนอกนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นชาวต่างชาติ อีกทั้งร่างกายนั้นยังถูกฝึกมาอย่างดีจนมีมัดกล้ามเนื้อที่สวยงามเป็นระเบียบ

              นนท์แกะรอยตามทหารรับจ้างในความเข้าใจของตัวเองมายังตึกร้างที่ท้ายซอยแคบๆซอยหนึ่ง กิจวัตรของพวกเขาไม่มีอะไรมากนอกจากการฉลองกันทั้งวันทั้งคืน สลับกับการเดินลาดตระเวนบริเวณรอบๆเป็นพักๆ

              พฤติกรรมเหล่านี้บ่งบอกชัดเจนถึงบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ภายใน อาวุธปืนที่พวกมันพกติดตัวตลอดเวลายิ่งช่วยยืนยันได้อย่างเต็มที่

              ในครั้งแรกนนท์ต้องการจะติดต่อไปยังเทวกานต์ก่อนเพื่อรอให้กำลังเสริมมาถึงจึงจะบุกเข้าไปด้วยกัน แต่ด้วยความใจร้อนของเขาและกลัวว่ามันจะพลาดอีก นนท์ตัดสินใจลอบเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวด้วยตัวเอง

              นนทการมีความชำนาญเป็นพิเศษในด้านการสืบข่าวและแฝงตัว เขาทำได้ดีในทุกภารกิจและถูกดึงตัวมาอยู่ที่นี่เพราะจุดเด่นนี้ด้วย แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องคงจะเป็น นนท์พยายามฝึกฝนทักษะนี้มาเป็นพิเศษเพื่อต้องการที่จะเข้ามาทำงานในสังกัดนี้ต่างหาก

              ผู้กองหนุ่มรอให้ยามค่ำคืนมาถึง ความมืดคือเพื่อนแท้ของเขาในยามนี้ ชุดที่เตรียมมาเพื่อการลอบเร้นถูกนำมาใช้ตามที่ได้คาดการณ์ไว้ บอดี้สูทที่เป็นผ้ายืดสีดำสนิท กับถุงมือหนังป้องกันรอยนิ้วมือ รองเท้าหนังอย่างดีที่ถูกวัดตัดมาพอดีกับผู้ใส่เพียงคนเดียวเท่านั้น

              นนท์พยายามมองหาช่องทางที่หลีกเร้นจากสายตาของผู้คนมากที่สุด และช่องทางที่เขาหาเจอนั้นคือหน้าต่างเก่าๆบานหนึ่งที่อยู่ตรงชั้นสองของตึก หน้าต่างบานนี้อยู่คนละฝั่งกับวงเหล้าของทหารรับจ้าง

              เขาใช้ความสามารถทางร่างกายที่แสนภูมิใจปีนป่ายไปตามตัวตึกและซากปรักหักพังของมัน ไม่นานนนท์ก็ลอดตัวผ่านช่องแคบๆของหน้าต่างเข้ามายังด้านในได้

              เขาเฝ้าดูท่าทีการเคลื่อนไหวของผู้คนในตึกต่ออีกร่วมชั่วโมง เมื่อแน่ใจว่าในห้องนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเขาแล้ว นนท์จึงค่อยๆเดินไปตามทางในความมืดให้เบาที่สุด

              นนท์ค้นหาจนทั่วตัวตึกแล้วแต่ก็ไม่พบวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

ตึก..

              เสียงไม้เท้ากระทบกับพื้นปูนดังก้องไปทั่วตัวตึกบอกถึงการมาเยือนของนายสมัยที่เขาจำได้ดี

              นนทการรีบวิ่งเข้าหาที่กำบังเพื่อสอดแนมสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ความเครียดเริ่มเข้ามากดดันประสาทของนนทการจนบังคับลมหายใจไว้ไม่อยู่มือสองข้างเริ่มสั่นจากความกลัว

              งานของเขาเรียกได้ว่าห่างจากความตายเพียงผ้าขาวกั้นเท่านั้น แต่ในเวลานี้เขาไม่มีเวลาให้ลังเลหรือถอยหลังกลับอีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่หลับตาเขายังเห็นภาพถ่ายของเด็กๆที่ถูกลักพาตัวไปให้กลายเป็นเหยื่อในเหตุร้ายครั้งนี้

              ภาพของเด็กๆนั้นตามหลอกหลอนเขาทุกลมหายใจแม้กระทั่งตอนนี้ เขาจะไม่ยอมให้มีเด็กคนไหนต้องพบเจอกับเรื่องโหดร้ายอย่างนี้อีกแล้ว

              นนทการกดลมหายใจให้ช้าลง เบาลงจนเข้าสู่สภาวะปกติ นนท์เฝ้ามองการกระทำของนายสมัยที่เดินหายเข้าไปในซอกหนึ่งของตัวตึก เวลาผ่านไปหลายสิบนาทีก็ยังไม่มีวี่แววของนายสมัยเดินกลับออกมา

“อ๊ากกกกกกกกกกก!”

              เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังแว่วมาจากที่ใดสักที่ในตึกนั้น นนท์สะดุ้งกับเสียงที่ได้ยินจนเกือบทำเสียงดังออกมา เขาพยายามขยับตัวเข้าไปให้ใกล้เสียงนั้นมากกว่าเดิม

              ตอนนี้นนท์หลบอยู่ที่ฝั่งกำแพงหนึ่งในช่องแคบของตัวตึก เสียงร้องโหยหวนนั้นดังมาจากอีกฝั่งของกำแพงเขาแน่ใจ แต่เขายังไม่สามารถเข้าไปยังที่นั้นได้ในทันทีเพราะที่ตรงนั้นน่าจะยังมีนายสมัยอยู่อีกคนหนึ่ง

              นนท์พยายามอดกลั้นอดทนให้ถึงที่สุดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องอันเจ็บปวดของเหยื่อ เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมงเสียงนั้นก็เงียบลง และถูกแทนที่ด้วยเสียงไม้เท้าที่กระทบกับพื้นเป็นจังหวะ

              นนท์ซ่อนตัวให้ลึกเข้าไปในมุมมืดมากกว่าเดิม เพื่อเฝ้ามองเจ้าของเสียงฝีเท้านั้นให้เดินผ่านไป

              สิ่งที่นนท์เห็นคือภาพร่างของชายแก่ที่เดินถือไม้เท้าผ่านหน้าเขาไปในระยะสิบเมตร นนท์กลั้นหายใจเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง ใบหน้านั้นที่เขาเห็นมันเปื้อนด้วยรอยยิ้มอย่างพอใจ

              ภาพที่เห็นแทบจะทำให้เขาขาดสติและพุ่งออกไปจัดการตัวต้นเรื่องด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องห้ามตัวเองไว้เพื่อไม่ให้เสียงานใหญ่

              เขารออีกครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าชายแก่ได้หายออกไปจากบริเวณแล้วจึงค่อยๆพาตัวเองออกจากที่ซ่อน สองเท้าที่เคยค่อยย่างก้าวอย่างระมัดระวังตอนนี้เต็มไปด้วยความรีบร้อน

              นนท์เดินมาตามทางที่เห็นนายสมัยเดินเข้ามา เมื่อผ่านช่องแคบของตัวตึกแล้วจะเจอกำแพงห้องหนึ่งที่ถูกทุบเป็นรูตรงกลางไว้ห้องหนึ่ง และที่พื้นห้องนั้นเองก็ปรากฏช่องเล็กๆที่มีบันไดทอดยาวลงไปเบื้องล่าง

              เขาค่อยๆก้าวลงไปตามขั้นบันไดอย่างช้าๆ กลิ่นหอมของกำยานและเครื่องหอมยังอวลอยู่ในอากาศเตะจมูกเขา ตอนนี้สายตาของนนท์ปรับเข้ากับความมืดได้พอสมควรแล้ว ทำให้เขาเห็นสิ่งที่ตั้งอยู่กลางห้องได้อย่างชัดเจน

              ดวงตาของนนท์เบิกโพลงด้วยความตกใจ เพราะที่กลางห้องนั้นมีร่างของนายนิยมถูกแขวนอยู่ และตามเนื้อตัวของเขายังคงมีเลือดสดๆไหลหยดลงกับพื้น

              ภาพนั้นทำให้นนท์ต้องรีบกลับออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด และทันทีที่เขากลับมายังพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองแล้ว นนท์ก็รีบส่งข้อความไปแจ้งเทวกานต์ให้มาสมทบตนในทันที

              เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงที่กำลังเสริมตามมาถึง พวกเขานัดเจอกันที่บ้านพักห่างออกไปจากชุมชนพอสมควรเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวนั้นๆ

              ผู้กองนนทการชี้แจงเรื่องราวทุกอย่างที่เขาได้พบเห็นมาด้วยตัวเองรวมไปถึงภูมิทัศน์ภายในตึกที่เขาจดจำเอาไว้ในสมองและวาดออกมาให้เจ้าหน้าที่คนอื่นได้เห็นภาพตาม

              หน่วยปฏิบัติการถูกจัดขึ้นภายในเวลาไม่กี่สิบนาที นายแพทย์ตุลย์ถูกสั่งให้รออยู่ข้างนอกกับลูกน้องของกานต์นายหนึ่ง เพื่อเตรียมรถให้พร้อมสำหรับการเคลื่อนพลโดยเร็วที่สุด

              เป้าหมายหลักของภารกิจคือการเข้าช่วยเหลือเหยื่อเป็นอันดับแรก และลำดับต่อมาหากพบเจอศัตรูอันรวมถึงทหารรับจ้างพร้อมนายสมัย กานต์อนุญาตให้จัดการได้ทันที

              เมื่อแบ่งหน้าที่การเรียบร้อย อาวุธอุปกรณ์ต่างๆถูกเตรียมพร้อม พวกเขาแบ่งออกเป็นทั้งหมดสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือนายสำลีและเพื่อนตำรวจรับหน้าที่จัดการกลุ่มทหารรับจ้างข้างหน้า

              กลุ่มที่สองคือหมวดเสือ ผู้กองนนท์ และสารวัตรเทวกานต์จะบุกเขาช่วยตัวประกันทันทีที่ทางเปิด

              นนท์ยืนยันว่านายสมัยได้ออกไปจากพื้นที่แล้ว และภายในตึกนั้นก็ไม่มีใครนอกจากนายนิยมที่เป็นผู้เคราะห์ร้าย นั่นหมายความว่าหากจัดการกลุ่มทหารรับจ้างนั้นลงได้ พวกเขาจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือตัวประกันได้ทันที

              นายสำลีและคนอื่นๆแม้จะไม่ได้มีความสามารถที่โดดเด่นอย่างนนท์หรือหมวดเสือ แต่พวกเขาก็ถือว่าเป็นมือดีในระดับที่สูงกว่าตำรวจทั่วไปพอสมควร

              เมื่อเข้าประจำที่แล้วปากกระบอกปืนไรเฟิลที่กลุ่มของนายสำลีติดตั้งเพื่อซุ่มยิงก็พร้อมที่จะปฏิบัติการ

              เพียงการให้สัญญาณของเทวกานต์ผ่านวิทยุเพียงคำเดียว กลุ่มทหารรับจ้างก็ถูกดับลมหายใจโดยไม่รู้ตัวภายใต้ความเงียบของอุปกรณ์เก็บเสียง

              อีกหน้าที่หนึ่งของหน่วยซุ่มยิงคือการเฝ้าดูทางเข้าออก หากมีใครเข้ามาในพื้นที่ระหว่างปฏิบัติการจะต้องรีบแจ้งให้ทีมทราบในทันที

              กลุ่มสามคนนำด้วยนนทการที่ชำนาญทางกว่าบุกเข้าไปในตัวตึกทันทีที่คนเฝ้ายามถูกจัดการ

              ความมืดทำให้ทั้งสองคนเดินได้ลำบากกว่านนท์ที่มีความคล่องตัวสูง เพียงไม่ถึงอึดใจพวกเขาก็มาถึงปากทางลงสู่ชั้นใต้ดินเบื้องล่าง

“หมวดช่วยดูต้นทางที ผมจะรีบกลับมาถ้ามีอะไรรีบแจ้ง”

              หมวดเสือพยักหน้ารับคำสั่งเข้าประจำที่เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้ใครเข้ามาใกล้บริเวณนั้น อีกทั้งยังคอยสอดส่องหาวี่แววของนายสมัยที่อาจโผล่มาได้ทุกเมื่อย

              ทั้งสองคนก้าวเท้าลงมาตามขั้นบันไดที่ข้างในยังคงมีกลิ่นหอมจากกำยานอวลอยู่ กานต์สาดไฟฉายไปยังที่มืดเบื้องหน้าคาดหวังว่ามันจะสาดไปกระทบร่างของนายนิยม แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น

              ห้องใต้ดินในเวลานี้เหลือเพียงความว่างเปล่าไม่มีร่างของนายนิยมถูกตรึงอยู่กับเพดานและพื้นห้อง สิ่งเดียวที่หลงเหลือคือกลิ่นหอมของกำยาน แม้แต่รอยเลือดสักหยดก็ไม่มีเหลือให้เห็นบนพื้น

“เป็นไปได้ยังไง”

              นนท์พูดเสียงสั่นด้วยความไม่เข้าใจ เขาละจากสถานที่นี้ไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเพื่อไปรับกำลังเสริมมาที่นี่ เขาแน่ใจว่าไม่มีการขนย้ายหรือเคลื่อนย้ายใดๆ ถ้าหากมีก็ไม่น่าจะรวดเร็วได้ขนาดนี้ อีกทั้งยังเก็บหลักฐานทั้งหมดไปอีกด้วย

“พบกันอีกแล้วนะครับ คุณตำรวจ”

              เสียงของนายสมัยดังขึ้นในความมืด ทั้งสองคนหันปากกระบอกปืนไปมาในอากาศเพื่อมองหาเจ้าของเสียงแต่ก็ไม่พบวี่แววของชายแก่แม้แต่น้อย

              เสียงพูดของชายแก่เหมือนดังก้องอยู่ในอากาศ ดังมาจากทุกทิศทาง ผิวหนังของคนทั้งสองเริ่มสัมผัสได้ถึงความเย็นที่มากขึ้น ขนแขนลุกเกรียวจนน่าหวั่นใจ

              ทั้งนนท์และกานต์ระวังตัวอย่างรอบคอบ ปากกระบอกปืน ไฟฉายในมือกวัดแกว่งไปมาแต่ก็ต้องพบเจอแต่เพียงความว่างเปล่า และในตอนที่กานต์กำลังจะส่งเสียงเรียกหมวดเสือให้ตามมาสมทบ เสียงของเขาก็ถูกขัดไว้จากแรงบีบที่ลำคอ

              กานต์รู้สึกเจ็บและอึดอัดเหมือนถูกบีบคอด้วยน้ำหนักของมือทั้งสองข้าง เขาพยายามดิ้นรนแต่กลับยิ่งทำให้เจ็บปวดมากขึ้น แรงที่มีค่อยๆน้อยลงจนทรุดลงกับพื้น ปืนในมือร่วงกระทบพื้นเสียงดัง

              เขาพยายามมองหานนทการเพื่อขอความช่วยเหลือแต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่ต่างกัน

              นนท์เองก็นั่งทรุดเข่าลงกับพื้นสองมือพยายามหยิบจับปัดเอาอะไรบางอย่างที่รัดคอเขาจนหายใจไม่ออกให้ตัวเองเป็นอิสระ

              เทวกานต์มองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งที่พรากเอาอิสระไปจากรุ่นน้องของเขา ที่หลังของนนทการมีเด็กผอมแห้งพุงโลคนหนึ่งกำลังขี่คอและบีบคอเขาไว้จากด้านหลัง

              สีหน้าของมันดูมีความสุขและสะใจเป็นอย่างมาก ผิวหนังของมันแห้งเหี่ยวติดกระดูก สีของผิวน้ำดำสนิทจนเกือบจะเรียกว่าไหม้ไฟ ใบหน้าของมันไม่มีความสวยงามหลงเหลือ ริมฝีปากที่บางผิดปกติ ดวงตากลมโตถลนล้นออกจากเบ้า

              สองมือของมันออกแรงบีบอย่างสะใจ เล็บแหลมที่ปลายนิ้วกดลงที่ลำคอจนทำให้หายใจลำบาก

              กานต์มองภาพนั้นแล้วรู้สึกเย็นสันหลังวาบ ลึกลงไปในใจเขากำลังกลัวอะไรบางอย่าง อะไรที่เขาไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเป็นที่สุด

              นนทการที่ดิ้นพล่านอยู่กับพื้นนั้นเริ่มหายใจติดขัดรู้สึกเจ็บปวดที่ลำคอจนทนแทบไม่ไหว กานต์พยายามจะดิ้นให้หลุดจากตรงนั้นเพื่อไปช่วยรุ่นน้องของตัวเอง

              ดวงตาที่จ้องภาพนั้นอย่างแน่วแน่ทำให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิด วิญญาณเด็กดวงนั้นจู่ๆก็ปล่อยมือและลงไปดิ้นอยู่กับพื้นร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก่อนจะคลานกลับไปในความมืด

              ที่ที่มันคลานกลับไปไม่ได้ว่างเปล่า มันคลานไปหลบที่หลังขาคู่หนึ่ง ขาที่พวกเขาไม่ได้สังเกตมาตั้งแต่แรก

“แกไม่รอดแน่วันนี้” กานต์เค้นเสียงเท่าที่มีฝืนแรงบีบที่คอของตัวเอง

“เมื่อสักครู่คุณทำอย่างไรบอกผม คุณทำได้ยังไง”

              ดวงตาของชายแก่แวววาวในความมืดจนเป็นประกาย เขาเดินเข้ามาใกล้ๆเทวกานต์ ก้มหน้าลงจนชิดกับใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่า

              ดวงตาของนายสมัยจ้องเข้าไปในดวงตาของเทวกานต์ เขามองมันอย่างสงสัยและหวงแหน ไม่รู้เพราะอะไรแต่นายสมัยดูจะสนใจดวงตาคู่นี้เป็นพิเศษ

              นนท์ที่กลับมาได้สติเห็นนายสมัยเข้าไปใกล้เทวกานต์ก็ยันตัวลุกขึ้นเพื่อเข้าปะทะในทันที

              ระหว่างที่เขากำลังก้าวเท้าได้เพียงก้าวเดียวเท่านั้น นายสมัยก็ชี้ไม้เท้ามาที่เขา แรงลมวูบหนึ่งเข้าปะทะร่างจนชาไปทั่วทั้งตัว นนทการไม่สามารถขยับร่างกายได้อีกต่อไป

              วิญญาณของเด็กคนเดิมคลานมาตามพื้นไต่ตามเนื้อตัวของเขาขึ้นไปขี่ที่คอเหมือนอย่างเดิม นนท์ไม่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากความรู้สึกเย็นยะเยือกเข้าไปถูกกระดูกจนรู้สึกปวด

              มือผอมแห้งนั้นค่อยๆเอื้อมมากุมที่ลำคอของนนทการ มันค่อยๆออกแรงด้วยสีหน้ามีความสุข น้ำหนักของมือที่มากขึ้นเรื่อยๆทำให้ลมหายใจเริ่มขาดช่วง

“ปล่อยเขา จะทำมาทำกูนี่!” กานต์ตวาดใส่หน้าของนายสมัย

“ไม่ได้หรอกครับ นายคนนี้เก่งเกินไป ดมกลิ่นผมมาได้ไกลขนาดนี้”

              นายสมัยหันไปมองนนทการด้วยรอยยิ้มพร้อมกระแทกไม้เท้าลงที่พื้นเป็นสัญญาณให้วิญญาณดวงนั้นออกแรงบีบให้มากขึ้น

“เคยได้ยินคำว่า ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไหมครับ”

              นายสมัยเดินเข้าไปใกล้นนท์แล้วหยิบมีดออกมาจากกระเป๋าที่สะพายอยู่ มีดเล่มนั้นคือเล่มเดียวกับที่ใช้จารอักขระบนร่างของเหยื่อทั้งสามราย

              เขาไม่ได้ใช้มีดเล่มนั้นกรีดหรือแทงไปตามร่างกายของนนท์ แต่นายสมัยกลับยื่นมีดเล่มนั้นใส่มือของผู้กองแทน

              นนท์กำมีดเล่นนั้นไว้แน่นอย่างห้ามไม่ได้ ในเวลานี้เขาไม่สามารถควบคุมมือของตัวเองได้ดั่งใจ แม้เขาจะพยายามออกแรงต้านสักเท่าไหร่ มันก็ไม่ได้ผล มีดในมือค่อยๆเพิ่มระดับความสูงขึ้นอย่างช้าๆ

              แต่ภาพที่เทวกานต์เห็นนั้นคือวิญญาณของหญิงสาวอีกดวงหนึ่งจับมือรุ่นน้องของเขาเอาไว้ มันค่อยๆพามือของเขาให้เลื่อนสูงขึ้น จนสุดท้ายปลายมีดนั้นก็จรดอยู่ที่ลำคอของเหยื่อ

              นนท์จ้องไปยังรุ่นพี่ที่ตอนนี้กำลังจะขาดสติไปพร้อมๆกับเขา สิ่งเดียวที่วนเข้าในหัวเขาตอนนี้คือภาพของเด็กๆ รอยยิ้มเหล่านั้นทำให้เขายิ้ม ยิ้มและมองไปยังผู้ที่เป็นทั้งแบบอย่างและหัวหน้าของตน

“ผมฝากด้วย”

              สิ้นเสียงของประโยคนั้นมีดในมือก็ถูกบังคับให้ขยับผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว เลือดสดๆไหลนองออกจากแผลที่ลำคอเหมือนน้ำตก ร่างนั้นถูกปล่อยให้ล้มลงกับพื้น นนทการกระตุกอีกสองสามครั้งก็นิ่งไป

              วิญญาณทั้งสองดวงที่เคยเกาะกุมเขาอยู่บัดนี้ลอยไปมาในอากาศส่งเสียงหัวเราะอย่างสะใจ

“ผมไม่ฆ่าใครด้วยมือตัวเองหรอกนะคุณตำรวจ”

              กานต์ที่เห็นภาพนั้นด้วยตาของตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาวะช็อก สมองไม่ประมวลผล แม้รับรู้แต่ไม่อยากยอมรับ เขาทำไรไม่ได้แม้แต่จะร้องไห้หรือส่งเสียงออกมา

พลั่ก!

              นายสมัยวาดเท้าเตะเข้าที่ใบหน้าของเทวกานต์จนกลิ้งไปกับพื้นเพื่อเรียกสติของเขาให้กลับมา

              ความเจ็บทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี เทวกานต์กลับมาได้สติ และน้ำตาก็ไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง ริมฝีปากถูกกัดจนแตกเป็นแผลด้วยความแค้น

“ทำไมไม่ฆ่ากู” กานต์ถามคนตรงหน้า

“เพราะคุณสำคัญน่ะสิ คุณตายไม่ได้หรอกครับ เพราะคุณยังมีประโยชน์”

              นายสมัยพูดจบก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าอีกครั้ง เปิดกระปุกไม้เล็กๆวางไว้บนมือ เขาบริกรรมคาถาเล็กน้อยก่อนจะเป่าลมออกจากปากพัดเอาฝุ่นผงเหล่านั้นเข้าปะทะใบหน้าของเทวกานต์

              ผงหอมที่ไม่รู้จักถูกสูดเข้าปอดเพียงนิดก็ทำให้สติของเทวกานต์หลุดลอยไปไกล เหลือไว้เพียงความมืดที่ค่อยๆกลืนกินสติสัมปชัญญะของเขาไปจนหมดสิ้น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Mint Nattawadee
2019-02-25 14:59:35

อยากอ่านตอนต่อไปแล้วค่ะ ลุ้นนนนน 

#1

Coco Tempo
2019-02-27 11:45:04

ตรวจสอบคำสะกดด้วยค่ะ พิมพ์ผิดเยอะเลย บางตอนเปลี่ยนชื่อหมวดเสือเป็น “หมวดเสือก”

#2