อัปเดตล่าสุด 2019-03-04 09:54:27

ตอนที่ 21 ผู้ที่จากไป

              เทวกานต์ได้สติขึ้นมาอีกครั้งในห้องของโรงพยาบาล ภาพเดิมๆที่เขาเห็นบ่อยในช่วงนี้ เพดานสีขาวสะอาดกับหลอดไฟนีออนหนึ่งหลอด ตอนนี้ร่างกายของเขายังไม่เข้าที่เข้าทางนัก เขารู้สึกหนักหัวและมึนหัว

              กานต์พยายามส่ายหัวสลัดเอาความมึนงงนั้นออกไป สายตาที่เริ่มปรับโฟกัสให้ชัดขึ้นทำให้เห็นคนที่นั่งจ้องเขาอยู่บนโซฟาข้างเตียง

“ผมหลับไปกี่วันหมวด” เสียงของเขายังคงแหบแห้ง

“หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆครับนาย”

              เขาพยายามยันตัวให้ลุกขึ้นนั่ง หมวดเสือเองก็เข้ามาช่วยพยุง เขากำลังจะเอ่ยปากถามถึงรุ่นน้องคนสนิท แต่แล้วภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นก็กลับมาทำร้ายจิตใจของเขาอย่างรุนแรง

“หมวด ผมพลาด นนท์เลย...” กานต์พยายามจะพูดคำนั้นออกมา

“มันไม่ใช่ความผิดของนายครับ”

              หมวดเสือปลอบใจคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยนเพราะตัวเขาเองก็รู้สึกสูญเสียไม่แพ้กัน แม้ไม่ใช่ญาติพี่น้องโดยสายเลือดแต่ก็ผูกพันกันด้วยงานและอุดมการณ์ที่มี

              โทรทัศน์ที่ถูกเปิดทิ้งไว้กำลังฉายภาพข่าวการก่อเหตุคดีฆาตกรรมปริศนาครั้งที่สามที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางไสยศาสตร์และอาจเชื่อมโยงกับคดีเสามนุษย์ของเด็กทั้งแปดคนอีกด้วย

“เราช่วยเขาไว้ไม่ทันสินะ” กานต์มองดูภาพใบหน้าของนายนิยมที่ฉายอยู่บนจอ

“ครับนาย” หมวดเสือไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี

“มันต้องการอีกกี่คนเหรอหมวด” ท่าทางของกานต์ดูเหม่อลอย

“ผมคาดว่าอีก 1 ครับ”

“เรามีเวลาเหลืออีกเท่าไหร่จะถึงวันลงมือ”

“ผมคาดว่าอีก 1 เดือนครับ ตามฤกษ์ที่คำนวณไว้”

              เทวกานต์ทิ้งตัวลงกับเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน แม้เขาจะเตรียมใจไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องจากกับทุกคนรอบๆตัว แต่บางครั้งมันก็มาถึงเร็วจนเกินไป เร็วเกินกว่าที่เราจะทันตั้งตัว

              ไม่นานนักเสียงฝีเท้าหนักๆก็ดังมาตามระเบียงทางเดินของโรงพยาบาล

              ประตูห้องพักของเทวกานต์ถูกกระชากเปิดออก คนที่มาเยือนไม่ใช่ใครแต่เป็นนายแพทย์ตุลย์ที่รับดูแลเคสนี้ด้วยตัวเอง

“มึงโอเคนะ”

“มึงหมายถึงเรื่องไหนล่ะ”

“ถ้าต่อปากต่อคำได้ก็คงไม่แย่เท่าไหร่”

              ตุลย์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงตบไหล่เพื่อนแทนคำปลอบใจ เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกผิดไม่ต่างจากอีกสองคนในห้องนี้ เพราะเขาในวันนั้นทำได้เพียงรออยู่ด้านนอกไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในแม้แต่น้อย

              สิ่งที่เขาทำคือรีบตรงไปยังที่เกิดเหตุทันทีที่ได้รับสัญญาณจากหมวดเสือ เมื่อไปถึงทุกอย่างก็จบลงแล้ว มีเพียงร่างที่แน่นิ่งอยู่กับพื้นของทั้งสองคนเท่านั้น

“นาย.. พอจะไปข้างนอกไหวไหมครับ”

“อะไรหมวด!”

              ตุลย์กำลังจะห้ามไม่ให้หมวดเสือพากานต์ออกไปข้างนอกในสภาพนี้แต่เมื่อมองไปที่ใบหน้าของหมวดเสือก็รู้ได้ทันทีว่าเขาหมายถึงเรื่องอะไร

“อืม ถ้ามึงไหวก็ไปเถอะ กูพาไปเอง”

              คนที่รู้ดีที่สุดนั้นไม่ใช่ใครแต่เป็นตัวของเทวกานต์เอง เมื่อมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งจากไป สิ่งที่จะตามมาคือการระลึกเป็นครั้งสุดท้ายถึงบทบาทในความทรงจำของผู้ล่วงลับ

              ในช่วงเวลาเย็นของวันเดียวกัน ทั้งสามคนได้ขับรถมาตามถนนใหญ่ด้วยความเงียบ ในรถไม่มีใครพูดคุยหรือสนทนากันแม้แต่น้อย จนกระทั่งรถไปถึงยังที่หมาย

              ที่หมายในวันนั้นเป็นวัดเก่าๆนอกเมืองห่างไกลจากชุมชน ในวัดมีเพียงพระไม่กี่รูปที่จำพรรษาอยู่

              ทันทีที่รถจอดนายสำลีและเพื่อนตำรวจอีกสองสามนายเห็นผู้บังคับบัญชามาถึงก็รีบวิ่งเข้าไปจัดการดูแลด้วยความเป็นห่วง

              กานต์ยังเดินได้ไม่ถนัดนักแต่ก็พยายามจะเดินไปด้วยตัวเอง

              ตรงหน้าของเขาคือเมรุเก่าๆที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานโล่ง กานต์ค่อยๆก้าวขึ้นไปตามบันไดอย่างช้าๆ จนมาถึงโลงศพที่ปิดสนิท ไม่มีชื่อไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกถึงตัวตน แม้แต่วันเดือนปีเกิด

              ที่ข้างๆโลงนั้นมีรูปขาวดำกรอบเล็กๆวางตั้งอยู่บนขาตั้ง เขามองใบหน้าของรุ่นน้องคนนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาอย่างเกินที่จะอดกลั้นไว้ได้

              กานต์ปาดน้ำตาแล้วเดินกลับลงมาเพื่อไปพบบุคคลหนึ่งที่ถูกเชิญมาเป็นพิเศษในฐานะญาติสนิทเพียงคนเดียวของผู้ล่วงลับ

              หญิงชราวัยเจ็ดสิบปีนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกใกล้ๆกับบริเวณนั้น ในมือของเธอกอดกรอบรูปของนนทการในชุดตำรวจเต็มยศไว้แน่น ดวงตาทั้งสองข้างของเธอแดงและบวมจากการร้องไห้อย่างหนักติดต่อกัน

“ผมขอโทษครับ”

              เทวกานต์ยืนตัวตรงก้มหัวให้หญิงชราตรงหน้าเพื่อยอมรับผิดทั้งหมดที่เขาไม่อาจดูแลและพานนทการให้ไปพบจุดจบที่ยากเกินจะทำใจรับไหว

              หญิงชราตรงหน้าแทนที่จะโกรธกลับยิ้มด้วยความเห็นใจเพราะเห็นว่าผู้ชายตรงหน้าเองก็ยังไม่สามารถหยุดน้ำตาของตัวเองไว้ได้เลย

“พอเถอะ ฉันรู้ดี รู้ตั้งแต่วันแรกที่เขาตัดสินใจมาทำงานนี้ รู้ว่าวันนี้จะต้องมาถึงในสักวัน” หญิงชราปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้ง

“ผมผิดเองครับ ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้...”

“ไม่หรอกค่ะ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว แค่มีคนที่รักเขา เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เด็กคนนี้ไม่เคยได้รับความรัก แต่เขากลับเป็นผู้ให้ความรักที่มากมายกว่าใครๆ จากนี้ไปเด็กๆคงจะเหงากันน่าดู”

              โลงศพที่ทำจากไม้เหมือนอย่างทั่วๆไป ไม่มีธงชาติ ไม่มีเหรียญ ไม่มีพวงหรีด ไม่มีสิ่งใดเชิดชูเกียรติยศของตำรวจผู้ตายในหน้าที่ งานศพในวันนี้ไม่ต่างจากงานทั่วๆไปของชาวบ้านคนหนึ่ง

              โลงนั้นถูกยกใส่เตาอย่างช้าๆ เปลวไฟในเตาลุกโชนเป็นสัญญาณแห่งการอำลาครั้งสุดท้าย เมื่อประตูเตาปิดลงสิ่งเดียวที่เหลือไว้ให้มองหาคือควันที่โชยออกจากยอดปล่องด้านบน

              ทุกครั้งที่ผู้คนมองขึ้นไปที่ยอดปล่องควันนั้น ราวกับว่าทุกคนพยายามบอกหรือหลอกตัวเองอยู่เสมอว่าผู้ล่วงลับจะได้ขึ้นสวรรค์ไปพร้อมกับกลุ่มควันที่ลอยสูงขึ้นสู่ฟ้า

              งานศพของนนทการเกิดขึ้นอย่างเงียบๆและจบลงอย่างเงียบๆ มีเพียงผู้ร่วมงานไม่กี่คนที่พิมพ์ภาพความทรงจำเหล่านี้ไว้ในหัวใจตราบนานเท่านาน

              เทวกานต์เมื่อเสร็จจากงานศพแล้วไม่ได้กลับเข้าไปที่โรงพยาบาลอีก เขายืนยันว่าเขาแข็งแรงแล้วและอยากจะอยู่เงียบๆคนเดียว เขาต้องการที่จะกลับมาสะสางงานที่ค้างอยู่ อย่างน้อยมันคงทำให้เขาหายฟุ้งซ่านไปได้บ้าง

              กานต์กลับมาที่ห้องทำงานเล็กๆของตัวเอง ห้องทำงานที่เขาเคยมอบหมายงานให้กับนนท์อยู่เสมอๆ

              เขาเหลือบมองไปบนโต๊ะทำงาน บนนั้นมีแฟ้มสีดำที่เขาไม่อยากเห็นมันมากที่สุด

‘แฟ้มประวัติ’

              เป็นที่รู้กันว่าทุกคนที่เข้ามาทำงานภายใต้สังกัดนี้จะไม่มีการแสดงตัวตนที่แท้จริง อีกทั้งยังต้องทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกปกปิดในยามที่เข้ามา แต่จะถูกเปิดเผยในยามที่จากไป

              เทวกานต์หยิบแฟ้มนั้นมาถือไว้ เปิดอ่านทีละหน้าทีละหน้าอย่างเบามือ นี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักกับคนที่ชื่อว่า นนทการ อย่างแท้จริง

              นนท์ถูกทิ้งไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่จำความได้ เขาเติบโตที่นั่นได้รับการศึกษาและการส่งเสริมจากที่นั่นจนสามารถออกมามีอาชีพได้

              แม้ว่านนท์จะทำงานแล้วแต่เขายังไม่เคยคิดที่จะซื้อบ้าน หอพักมีไว้เพื่อพักพิงยามอ่อนล้าจากการงาน ที่เดียวที่เขาจะเรียกว่าบ้านคือ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น

              ในข้อมูลการเงินของนนทการระบุเอาไว้ตามข้อตกลงว่า เงินเดือนเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของเขาจะถูกหักเข้าบัญชีของผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทันที

              ข้างๆรายงานบัญชีการเงินคือรูปและประวัติของผู้ที่นนท์เรียกว่าแม่มาตลอดชีวิต หญิงชราวัยเจ็ดสิบคนเดียวกับที่มาร่วมงานของเขาในวันนี้นั่นเอง

              เวลาว่างหลังจากเลิกงานหรือเว้นว่างจากภารกิจต่างๆ นนท์จะกลับไปบ้านหลังนี้พร้อมกับของฝากมากมายเสมอ เขากลับไปเพื่อพูดคุย เพื่อเล่น เพื่อสอนเด็กๆถึงโลกภายนอก เพื่อเติมเต็มช่องว่าง เพื่อเป็นพี่ และเป็นเพื่อนให้กับเด็กๆที่ถูกทิ้ง

              ภาพของนนท์ที่กำลังเอามีดจ่อคอและพูดกับเทวกานต์ในคืนนั้นยังชัดเจนคำว่า ฝาก ของนนท์คงหมายถึงเรื่องนี้

              กานต์ปิดแฟ้มนั้นลงแล้วหยิบไฟแช็กที่อยู่ใกล้ๆมือ จุดและเผามันให้ไหม้หายไปต่อหน้าต่อตา เพราะเขาจะเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดนี้

              สิ่งต่อไปที่กานต์จะทำไม่ใช่การพักผ่อนแต่เป็นการเตรียมพร้อม เขาหยิบปืนและกระสุนสำรองใส่กระเป๋าก้าวเดินออกจากบ้านเช่าหลังนั้นไปอย่างเงียบๆ

              บนถนนอันมืดมิดเทวกานต์ไม่รู้สึกเจ็บปวดจากบาดแผลที่ได้รับในใจของเขาสงบกว่าทุกที แต่มันไม่ได้สงบเพราะความสบายใจ แต่มันคือไฟแค้นที่ลุกโชนอย่างแน่วแน่

              ในสมองของเทวกานต์ตอนนี้ไม่มีเรื่องอื่นใดนอกจากใบหน้าของนายสมัยที่เขาจะจัดการมันด้วยตัวเองในคืนนี้

              เทวกานต์เลี้ยวรถเข้ามาจอดที่ตึกร้างตึกเดิมที่นนท์จากไป เมื่อดับเครื่องแล้วเขาตรวจสอบอาวุธให้พร้อมเพื่อจะลงไปเสี่ยงดวงกับศัตรูที่รออยู่

              ทันทีที่เขาเปิดประตูรถลงมาได้ ชายร่างใหญ่สองคนก็พุ่งมาเข้ามาจากด้านหลังกระแทกตัวเขาจนลงไปกองกับพื้น

              ร่างของเทวกานต์เล็กกว่าแต่ชั้นเชิงของเขามีเหนือกว่า กานต์โดนล็อคคอจากด้านหลังจนหายใจไม่ออกแต่เขาก็ใช้ความได้เปรียบจากร่างกายที่เบากว่า

              สารวัตรหนุ่มโหนแขนล่ำๆของทหารรับจ้างที่ตรงเข้ามาทำร้ายทิ้งน้ำหนักตัวลงจนมันเสียศูนย์ เมื่อเข่าแตะพื้นกานต์ก็ใช้ปืนพกที่ติดตัวมาด้วยจ่อไปที่กลางหน้าผากลั่นไกอย่างไร้ความลังเล

              เหลืออีกหนึ่งคนตรงหน้าที่พยายามจะเข้ามาทำร้าย และมันก็ทำได้สำเร็จ เทวกานต์ถูกหมัดและเข่ากระแทกเข้าที่ใบหน้าจนล้มลงไปกองกับพื้น ชายร่างใหญ่ใช้ท่าล็อคที่ถนัด สองแขนสอดรัดกันใต้คางของกานต์พร้อมแขนข้างที่ถือปืนอยู่

              กานต์พยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการนั้นแต่ก็เป็นไปไม่ได้เพราะแรงที่น้อยกว่า กานต์ไม่เลือกวิธีอีกต่อไป เขาอ้าปากกัดลงที่แขนล่ำๆนั้นจนจมเขี้ยว

              เลือดสดๆจากปากแผลของทหารรับจ้างทะลักเข้าปากและลำคอของเขาจนคาวเกินจะทน กานต์ออกแรงกัดให้มากขึ้นเพราะคนรัดไม่ยอมปล่อย จนสุดท้ายกานต์ต้องออกแรงกัดให้ลึกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และสะบัดคอของตัวเองให้แรงที่สุดเช่นกัน

              ชิ้นเนื้อจากแขนของทหารรับจ้างนั้นติดมากับปากของเทวกานต์ ความเจ็บปวดจากบาดแผลนั้นทำให้เขาหลุดจากพันธนาการนั้นออกมา

              กานต์คายเอาชิ้นเนื้อคาวๆออกจากปากถุยมันลงกับพื้น ปืนในมือชี้ไปยังชายร่างใหญ่ตรงหน้าและเหนี่ยวไกซ้ำจนแน่ใจว่าคนตรงหน้าได้จบชีวิตลงแล้ว

              สารวัตรหนุ่มยืนหอบหายใจเพราความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้าที่มี เขาอ้วกเอาเลือดสดๆที่เพิ่งกลืนเข้าไปออกมาจนหมด

              สถานการณ์ในตอนนี้ไม่มีเวลาให้เขาได้พักหายใจ กานต์กดลมหายใจให้เข้าที่แล้วก้าวเท้าเข้าไปยังแหล่งกบดานของนายสมัยอย่างมั่นใจ

              ภายในนั้นยังคงมืดสนิท มีเพียงแสงไฟสลัวที่ลอดผ่านช่องว่างของตัวตึกและหน้าต่างที่ผุพังพอให้เห็นทางอยู่รำไร

“คุณมาหาผมจริงๆ”

              น้ำเสียงที่คุ้นเคยกล่าวทักอย่างไร้ที่มา พร้อมๆกับที่มีชายร่างกำยำอีกสองสามคนพุ่งออกมาจากความมืดเข้าปะทะกับเขาอีกครั้ง

              คราวนี้ไม่ง่ายเหมือนคราวที่แล้ว เทวกานต์ทั้งถูกหมัดและเท้ากระแทกเข้าตามจุดต่างๆของร่างกาย แม้กระทั่งกระสุนปืนที่เฉียดไปมาตามผิวหนังจนเกิดเป็นแผล

              โชคดีที่ในที่สุดเทวกานต์ก็เป็นฝ่ายชนะ เขารีบวิ่งไปยังห้องใต้ดินห้องเดิมเพื่อตามหานายสมัย และเพื่อหลบหนีจากพื้นที่โล่งที่เขาอาจเสียเปรียบ

“หนีไปก็เท่านั้นแหละครับคุณตำรวจ”

              กานต์หอบหายใจพิงกำแพงข้างหนึ่งที่ยื่นออกมาในห้องใต้ดิน เขายังไม่สามารถระบุที่มาของเสียงนั้นได้ รู้แต่เพียงว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องนี้เพียงลำพัง

              เสียงหอบหายใจและปลายกระบอกปืนที่สั่นเทาถูกชี้กราดไปมาในอากาศ เสียงหัวเราะเย้ยหยันของชายมากวัยดังขึ้นจากทางนั้นทีทางนี้ทีจนเขาต้องลั่นไกไปตามเสียงนั้นอีกหลายนัด

“หาผมไม่เจอหรือครับ”

ปัง!

“ผมอยู่ตรงนี้”

              เสียงนั้นดังมาจากข้างหลังของตัวเขาเองห่างจากท้ายทอยเพียงไม่ถึงฝ่ามือ เทวกานต์หันหลังกลับเตรียมลั่นไกปืนแต่มันก็ช้าไป

              อากาศหนักๆกดลงที่ลำคอของเขาร่างกายแข็งเกร็งจนตึงไม่สามารถขยับได้ดังใจ

              ชายแก่เดินถอยห่างออกไปทีละก้าวพร้อมเสียงไม้เท้าที่ดังเป็นจังหวะ ความรู้สึกคลื่นไส้ประเดประดังเข้ามากระทบผิวสัมผัสของเทวกานต์

              มือที่เปื่อยยุ่ยจากการเน่าของเนื้อหนังมนุษย์ลูบไล้ไปมาอยู่ที่ใบหน้าและลำคอของเขา อีกทั้งยังวิญญาณเด็กดวงเดียวกับที่ทำร้ายนนท์ปีนป่ายไปมาอยู่ทั่วตัวของเขาน่าขนลุก

“ผมถามอีกครั้ง มาอยู่กับผมเถอะครับคุณตำรวจ” นายสมัยยิ้ม

“ทำไมก็ต้องไปอยู่กับมึง มึงมันบ้า!”

“พูดอย่างนี้ผมเสียดายแย่นะครับ” นายสมัยถอนหายใจ

“มึงจะมาเสียดายอะไรกูนักหนาทำไมไม่ฆ่ากูให้มันจบๆไป”

              นายสมัยเดินเข้ามาใกล้จนลมหายใจของเขารดอยู่บนใบหน้าของเทวกานต์ เขามองจ้องเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่เขาอยากได้มากที่สุด

“คุณรู้ไหมว่าดวงตาของคุณพิเศษแค่ไหน จะมีสักกี่คนที่ได้รับมันมา” น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความอิจฉามากกว่าความเป็นมิตร

“กูไม่เคยอยากได้มัน”

“จะอยากหรือไม่อยากวันนี้มันก็อยู่กับคุณแล้ว แต่คุณกลับใช้มันอย่างเสียเปล่า คุณคิดว่าดวงตาคู่นี้มันเป็นของขวัญจากพระเจ้าหรือพรสวรรค์ที่ฟ้าประทานมางั้นเหรอ เปล่าเลย มันคือของที่ควรจะอยู่ฝั่งนี้ มันถูกเรียกว่า ตามาร มันถูกกล่าวถึงมาจากทุกยุคทุกสมัยและนานๆครั้งมันจะมาเกิดกับคนที่มีความพิเศษเช่นคุณ”

              เทวกานต์ไม่เข้าใจในสิ่งที่ตนกำลังได้ยินแต่เขาคิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น กี่ครั้งแล้วที่นายสมัยเลือกจะเก็บเขาไว้ไม่ฆ่าทิ้งทั้งที่มีโอกาส

“ดวงตาของคุณมีไว้เพื่อความมืดมิดของโลก ดวงตาที่สามารถสอดส่องและแยกแยะกิเลสของมนุษย์ ไม่ใช่แค่วิญญาณหรอกใช่ไหมคุณตำรวจ คุณมองเห็นได้มากกว่านั้น คุณมองเห็นความดำมืดในจิตใจของผู้คน”

“และยังไง มันจะมีประโยชน์อะไร” กานต์กัดฟันถาม

“มีสิครับ นอกจากอาถรรพ์ของมันแล้วมันจะทำให้ผู้ครอบครองนั้นมีอำนาจเหนือความตาย ผมเชื่อว่าคุณต้องเคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างน้อย”

              สิ่งที่ได้ยินยิ่งทำให้เขาตัวเย็น เขาเชื่อว่าเขาไม่มีความทรงจำอย่างนั้น แต่ทำไมลึกลงไปในใจของเขากลับรู้สึกสั่นสะท้าน เหมือนกับมีบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนซ่อนอยู่ในตัวของเขา

“ด้วยดวงตาของคุณ กับความสามารถของผม เราจะทำได้ทุกอย่าง คุณไม่สนใจบ้างเลยหรือ”

“ไม่มีทาง กูไม่มีทางไปอยู่กับมึงเด็ดขาด”

“ผมคิดไว้แล้วว่าจะเป็นอย่างนี้ ในวันที่ผมถูกจ้างให้ทำพิธีนี้ และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับคุณผมจึงตัดสินใจทุกอย่างให้รอบคอบ เพื่อที่ผมจะได้แย่งดวงตานั้นมาเป็นของผม”

“มึงหมายความว่ายังไง”

“คุณรู้ไหมว่าชะตาของคนเรามันเปลี่ยนกันได้ เหมือนที่ผมกำลังจะทำให้ดู ในตอนแรกผมคิดจะทำอย่างนั้น แต่คิดไปคิดมาก็น่าเสียดาย ทำไมผมถึงต้องอยากได้ดวงตาของคุณด้วยในเมื่อผมเองก็ทำได้เช่นกัน”

              สีหน้าของนายสมัยดูวิปริตอย่างไม่อาจหวนกลับ เขาหัวเราะกับตัวเองในความมืดนั้นอย่างน่าสยดสยอง

“ใครจ้างแกทำแบบนี้” กานต์ถามสิ่งที่พยายามตามสืบมาตลอด

“อยากรู้งั้นเหรอ มองสิ มองผม มองเข้าไปให้ลึก คุณจะเห็นมัน”

              นายสมัยจับใบหน้าของเทวกานต์ให้เข้ามาใกล้ ตาสองคู่สบกันอย่างใกล้ชิดความเครียดที่บีบคั้นทำให้เทวกานต์ได้เห็นภาพนิมิตหนึ่งที่ชัดเจนกว่าทุกครั้ง

              ในบ้านทรงไทยเก่าๆนอกเมือง นายสมัยนั่งสวดมนต์อยู่ในห้องพระเล็กๆของตัวเองตามปกติ ในยามดึกคืนนั้นมีรถหรูคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน

              คนขับวิ่งลงมาเปิดประตูรถด้านหลัง เผยให้เห็นคนที่นั่งอยู่ข้างใน ชายร่างใหญ่กำยำดูดี ใบหน้ามีราศีของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง สูทราคาแพง และรองเท้าหนังคู่โปรดนั้นกานต์จำมันได้ดี

“ท่าน...”

              นายสมัยหัวเราะลั่นอย่างสะใจที่ได้เห็นคนตรงหน้าทำหน้าปั้นยาก คนที่เขาเชื่อว่าสนับสนุนเขามาโดยตลอดกลับเป็นคนที่บงการเรื่องนี้มาโดยตลอดเช่นกัน

“รู้ไหมทำไมผมถึงไม่อยากฆ่าคุณ”

              เทวกานต์ไม่ตอบปล่อยให้คนตรงหน้าพูดออกมาเอง

“เพราะคุณคือเครื่องสังเวยคนที่สี่อย่างไรล่ะ”

              จบประโยคนั้นเทวกานต์ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่มือข้างหนึ่ง ปืนในมือของเขาถูกบังคับให้กำไว้แน่นด้วยมือเล็กๆของวิญญาณเด็กน่ารังเกียจ

              รอยยิ้มของมันทำให้เทวกานต์หนาวไปทั่วสันหลัง เขาพยายามออกแรงฝืนแต่ก็ทำไม่ได้ ใบหน้าของเขาถูกมือเย็นชืดอีกคู่หนึ่งบีบเอาไว้แน่นไม่ให้ขยับ

              เสียงหัวเราะเล็กๆของเด็กน้อยเสียดแทงเข้ามาในแก้วหูของเทวกานต์

“ผมถามเป็นครั้งสุดท้าย คุณจะมาอยู่กับผมไหม” นายสมัยพูดเสียงเรียบ

“ไปตายซะ”

“น่าเสียดาย แต่เราคงต้องจากกันจริงๆ ผมสนุกมากคุณตำรวจ แต่เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าคุณตายแล้ว ผมอาจจะใช้งานคุณได้ง่ายกว่าที่คิดนะ”

              วิญญาณเด็กนั้นออกแรงดันปืนในมือของเทวกานต์ให้สูงจนขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับขมับของเขา

              โลหะเย็นๆนั้นถูกกดเข้าชิดขมับจนรู้สึกเจ็บ เทวกานต์มองนายสมัยที่หันหลังกลับไปอย่างช้าๆ

ปัง!

              เสียงลั่นไกนั้นพรากเอาชีวิตของสารวัตรหนุ่มไปตลอดการ บนพื้นเหลือไว้เพียงร่างไร้วิญญาณและกองเลือดที่ไหลนองออกจากรูกระสุน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น