อัปเดตล่าสุด 2019-03-04 10:02:27

ตอนที่ 22 เทวกานต์

              ณ ห้องชันสูตรที่ทำงานของนายแพทย์ตุลยภัทร ตุลย์ยืนสูบบุหรี่อัดควันเข้าปอดเป็นมวนที่ห้าติดต่อกันโดยยังไม่ได้ละไปจากโต๊ะตัวนี้แม้แต่น้อย

“มึงจะเอาอย่างนี้จริงๆเหรอวะ กานต์”

              ตุลย์ยืนมองถุงซิบที่ใช้บรรจุศพตรงหน้า มันถูกเปิดเอาไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อยืนยันตัวตนของผู้ตาย ใบหน้าที่คุ้นเคยของเพื่อนสนิทไม่มีทางเป็นไปได้ที่มันจะผิดพลาด

              นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ตุลย์ไม่กล้าลงมีดชันสูตรศพที่ถูกส่งเข้ามาที่ห้องแห่งนี้ เขาอัดบุหรี่ครึ่งตัวสุดท้ายเข้าปอดรวดเดียวก่อนจะเดินออกไปนอกห้องผ่าศพ

              ตุลย์เดินไปยังโต๊ะทำงานของหมอเวรผู้ช่วยที่ยังเฝ้าเวรอยู่

“ออกไปซื้ออะไรให้กินหน่อย กูหิว”

“เด็กแล้วนะพี่จะอ้วนเอานะ” หมอผู้ช่วยแซวเล่นตามปกติ

“กูบอกให้ไปก็ไป!”

              ตุลย์เผลอตวาดเสียงดังใส่รุ่นน้องด้วยความเครียดที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่ เด็กใหม่ที่ไม่เคยเจออารมณ์ของตุลย์มาก่อนจึงรีบเผ่นออกจากห้องทำงานไปทันที

              นายแพทย์ตุลย์ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ทำงานเงยหน้ามองเพดานสีขาวที่หลุดลอกไปตามกาลเวลาอย่างเหม่อลอย เขาคิดเหลือเกินว่าอยากให้คืนนี้เป็นเพียงฝันไปเท่านั้น

              ท่ามกลางความมืดเอาแสนเบาสบาย เทวกานต์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยอยู่ในอากาศหรือในน้ำก็ยากที่จะแยก เขาพยายามขยับตัวเรียกความรู้สึกให้กลับมาแต่ก็ทำไม่ได้

              เขาไม่รับรู้ถึงมือและเท้า แม้จิตจะรับรู้แน่ชัดว่าลืมตาอยู่ แต่เขาก็เห็นเพียงความมืดเบื้องหน้าไม่มีแสงสว่างอื่นใดเข้ามาเจือปน

              ในความมืดนั้นกานต์รู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความเครียด ความเจ็บปวด ความเศร้าใดๆเหมือนไม่เคยมีอยู่จริงบนโลกใบนี้

              กานต์ปล่อยให้ตัวเองล่องลอยไปตามกระแสที่ไหลเวียนไปมาอย่างช้าๆ และนุ่มนวล

              ในภวังค์นั้นเขารู้สึกเหมือนถูกเรียกจากที่ไกลๆ เสียงเรียกนั้นคุ้นเคยแต่เขานึกไม่ออกว่าเป็นเสียงของใคร หรือจริงๆแล้วเขาไม่อยากจะนึกถึงมันกันแน่

              ในการรับรู้นั้นเหมือนกับร่างกายของเขาค่อยๆลอยต่ำลงจมลงในน้ำนิ่งๆ แรงกดทับที่มีเริ่มหนักขึ้น ความโล่งโปร่งเบาสบายกลายเป็นความหนักที่สร้างความทรมาน

              เขารู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังจะจมน้ำจริงๆ แรงกดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆร่างกายที่ไม่ขยับไปตามความต้องกาของตัวเอง กานต์พยายามดิ้นรนไขว่คว้าหามือใครสักคนที่ไม่มีอยู่จริง

              จู่ๆในการรับรู้ของเขาก็ปรากฏภาพความทรงจำของใครบางคน ภาพนั้นหมุนวนคล้ายม้วนหนังที่กำลังฉายผ่านเครื่องเล่น

              ภาพของห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในนั้นมีผู้คนมากมายที่เขาไม่รู้จัก พวกเขากำลังมองดูอะไรกัน

              เพียงแค่คิดว่าอยากรู้ภาพตรงหน้าก็เลื่อนเข้าหาตัวเขาตามความต้องการ ภาพที่เห็นคือร่างเล็กๆของเด็กสองคนที่นอนจับมือกันอยู่บนผ้าสีเขียว

              เนื้อตัวของเด็กทั้งสองเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและน้ำคร่ำ หมอพยาบาลในห้องต่างวิ่งวุ่นด้วยความโกลาหล

              มือเล็กๆของเด็กคนหนึ่งกำมือของอีกคนไว้แน่น มือนั้นออกแรงแบบราวกับจะบอกอะไรบางอย่าง

              มือเล็กๆนั้นกระตุกเกร็งทีหนึ่งก่อนจะค่อยๆคลายออกจากมืออีกข้างหนึ่ง พร้อมกับที่หมอถอนหายใจอย่างเศร้าๆรายงานการผ่าตัดครั้งนั้น

“เด็กเป็นแฝดชาย แต่รอดแค่คนเดียวค่ะ”

              สิ้นสุดเสียงนั้นมือที่ไชว่คว้าหาที่ยึดจับรากับมีมืออีกข้างมาคว้ามือของกานต์ไว้ มือนั้นบีบเขาไว้จนแน่นออกแรงฉุดให้เขาพ้นจากการจมน้ำในภวังค์อันมืดมิดนั้น

              เทวกานต์รู้สึกตัวและลุกพรวดขึ้นจากเตียงมานั่งอยู่ในห้องชันสูตรของโรงพยาบาล

              ถุงซิบที่ห่อคลุมตัวอยู่นั้นทำให้เขาอึดอัด กานต์พยายามขยับร่างกายออกจากถุงนั้นอย่างทุลักทุเล ด้วยความไม่ระวังเขาจึงร่วงลงกับพื้นเกิดเป็นเสียงดังไปทั่วห้อง

              ตุลย์ที่นั่งเหม่ออยู่ที่หน้าห้องชันสูตรเมื่อได้ยินเสียงโครมครามก็รีบวิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับปืนที่เก็บเอาไว้ใต้โต๊ะทำงาน

              เขาเปิดประตูอย่างแรงพร้อมกับชี้ปืนไปมาทั่วห้อง แต่สิ่งที่ทำให้เขามืออ่อนจนปืนร่วงลงกับพื้น

              สิ่งที่เขาเห็นไม่รู้ว่าจะต้องกลัวหรือว่าดีใจ ภาพของเทวกานต์ที่พยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นจากพื้นในสภาพอันเปลือยเปล่า ดวงตาของเขาสดใสเหมือนอย่างเคย แต่ร่างกายนั้นดูจะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่

              ตุลย์วิ่งเข้าไปประคองร่างของเพื่อนรักทั้งที่ยังไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น สัมผัสร่างกายของเทวกานต์เริ่มกลับมาอุ่นอีกครั้งไม่เย็นชืดเหมือนไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

              กานต์ยังไม่สามารถสื่อสารและพูดให้รู้เรื่องได้ ตุลย์จึงตัดสินใจรีบพาร่างของเพื่อนั้นเดินออกมาจากห้องชันสูตรทันที

              เขาเหวี่ยงร่างของการเข้าไปที่เบาะหลังรถของตัวเองจากนั้นก็รีบเหยียบออกจากบริเวณทันที

              หมอผู้ช่วยที่เพิ่งกลับเข้ามาขับรถสวนกับรถของตุลย์จึงเกิดความสงสัยว่าเขาจะออกไปไหนในเวลานี้ทั้งที่เพิ่งบังคับให้เขาออกไปซื้อของกินกลับเข้ามา

              หมอผู้ช่วยเดินเข้ามาในห้องทำงานตามปกติ เขาวางอาหารไว้ตรงหลังตู้เย็นที่อยู่ห่างออกไปอีกห้องหนึ่ง เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยตามหน้าที่ เขาจึงเปิดประตูเขาไปเพื่อสำรวจข้าวของในห้องผ่าศพ แต่กลายเป็นว่าศพที่เคยอยู่ตรงนั้น หายไปเสียเฉยๆ

“ฉิบหายแล้ว”

              กานต์ที่ยังได้สติไม่เต็มที่เริ่มร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดจากปากแผลเปิดที่ขมับข้างขวา เขาพยายามใช้มืออุดปากแผลไว้แต่ก็ทำไม่ได้เพาะมันเจ็บเกินกว่าจะจับมันโดยตรง

              ตุลย์ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงเลี้ยวรถวนหาร้านยาที่ยังเปิดอยู่ในละแวกนั้น ครั้งนี้เขาได้ใช้ประโยชน์จากความเป็นหมออย่างเต็มที่ ตุลย์ซื้อยานอนหลับขนานแรงมาให้เพื่อนที่กำลังเจ็บพร้อมกับชุดเย็บแผล

              เขาขับรถพาคนเจ็บไปพักที่มุมถนนหนึ่งที่ไม่มีใครสัญจรผ่านไปมาในยามนี้ กานต์ถูกบังคับให้กินยานอนหลับไปหลายเม็ด จากการคำนวณของนายแพทย์

              ก่อนที่กานต์จะหลับไปด้วยฤทธิ์ยา ตุลย์ถามว่าจะให้พาไปที่ไหนและด้วยสติอันเลือนรางนั้นเขาก็ตอบออกมาโดยไม่รู้ตัว

“บ้าน”

              เวลาผ่านไปจนรุ่งเช้ามาเยือน เทวกานต์รู้สึกตัวอีกครั้งบนที่นอนนุ่มๆที่คุ้นเคย กลิ่นแดดที่ใช้ตากผ้า กลิ่นอากาศบริสุทธิ์ที่เขาแสนคิดถึง

              กานต์ลืมตามองไปรอบๆ ภาพที่เห็นนั้นทำให้เขาประหลาดใจพอสมควรแต่ความเจ็บจากบาดแผลยังมากพอที่จะทำให้เขาไม่หุนหันลุกขึ้นจากเตียงในเวลานี้

              ที่นี่คือห้องนอนในบ้านของเขาเอง บ้านที่เขาเกิดและเติบโตมาไม่ใช่ที่ทำงาน ไม่ใช่ห้องพักกลางเมืองหลวง นี่คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเขาในเวลานี้

              เขาปล่อยให้ตัวเองได้นอนพักต่ออีกเกือบครึ่งวัน เมื่อร่างกายพอจะมีแรงขึ้นมาบ้างเขาก็ค่อยๆพาตัวเองออกจากห้อง เดินตรงไปยังห้องนั่งเล่นที่ทุกคนนั่งอยู่

              ผ้าพันแผลบนหัวของเขาถูกทำไว้อย่างดี ทันทีที่แม่เห็นกานต์เดินออกมาจากห้องก็รีบวิ่งเข้าไปประคองให้มานั่งลงบนเก้าอี้อย่างช้าๆ พ่อของกานต์เองก็เช่นกันรีบวิ่งมาดูอาการลูกด้วยความห่วงใย

              เว้นแต่นายตุลย์ที่ตอนนี้นั่งเชียร์มวยอยู่หน้าเวทีอย่างออกรสออกชาติไม่สนใจเพื่อนรักที่กำลังมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

              พ่อกับแม่ปล่อยให้กานต์ได้นั่งพักส่วนทั้งสองคนนั้นเข้าไปจัดแจงหากับข้าวมาให้ลูกชายด้วยความรีบร้อน

“กูคิดว่ากู...” กานต์พูดเบาๆกับตุลย์ที่ละสายตาจากโทรทัศน์มามองเขา

“เออกูก็คิด กูยัง งงๆ อยู่เลยตกลงกูบ้าหรือกูฝันอยู่”

              เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเทวกานต์นั้นมีเพียงไม่กี่คนที่รับรู้ หนึ่งในนั้นคือตุลย์ การตายของเขายังไม่ถูกประกาศไม่ถูกแจ้งไปยังญาติหรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานบางคน

              บาดแผลที่ขมับนั้นในครั้งแรกคิดว่ากระสุนคงจะฝังเข้าไปจนทำลายเนื้อสมองข้างใน แต่ในตอนที่กานต์หลับด้วยฤทธิ์ยานั้น ตุลย์ได้ทำแผลให้และพบว่ากระสุนนั้นไม่ได้เข้าไปลึกอย่างที่คาด

              มันอาจเป็นความโชคดีในความโชคร้ายที่กระสุนนัดนั้นไม่สมบูรณ์ ส่วนที่เป็นตะกั่วนั้นเล็กกว่านัดปกติ ทำให้มันไม่ได้เจาะผ่านกะโหลกของเทวกานต์เข้าไป

“แล้วทำไมกูตัวเย็นจนส่งไปหามึงได้” กานต์ถามเพราะไม่เข้าใจ

“กูก็ไม่รู้ ตอนนั้นมึงเหมือนตาย ตายจริงๆ แล้วอยู่ดีๆมึงก็ฟื้น”

              นายแพทย์ตุลยภัทรไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้เพื่อนรักฟังได้ แม้แต่สำหรับตัวเขาเองเขาก็ยังไม่สามารถอธิบายมันได้เลยด้วยซ้ำ

              แต่ในความรู้สึกของเทวกานต์นั้นเขาเชื่อว่าเขาได้ตายไปแล้วจริงๆ นิมิตที่เขาได้เห็นความรู้สึกเหล่านั้นมันสมจริงเสียเหลือเกิน

              ระหว่างที่เขากำลังกินข้าวต้มที่แม่ทำมาให้ ไม่รู้ทำไมแต่ความรู้สึกลึกลงไปในหัวใจเทวกานต์บอกกับเขาว่าเด็กแฝดที่เขาได้เห็นนั้นต้องเป็นตัวเขาเองอย่างแน่นอน

              กานต์ตัดสินใจถามพ่อและแม่ออกไปตรงๆ

“ผมมีแฝดรึเปล่า”

              เพียงคำถามเดียวเท่านั้นก็ทำให้ทั้งพ่อและแม่น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด กานต์ได้แต่นั่งมองภาพนั้นเงียบๆอย่างรู้สึกผิด

              เมื่อปรับอารมณ์จนเข้าที่แล้ว พ่อกับแม่ก็ยอมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ฟัง ในวันที่เขาเกิดมาพร้อมกับแฝดพี่ของตัวเอง

              เด็กทั้งสองคนเกิดมาพร้อมลมหายใจที่เบากว่าปกติจนน่าเป็นห่วง แม้แต่หมอเองยังไม่เคยพบกับเหตุการณ์นี้ เพราะลักษณะภายนอกไม่มีปัญหาใดๆ

              เด็กทั้งสองพยายามหายใจด้วยตนเอง แต่ก็ยากเหลือเกิน พยาบาลวิ่งวุ่นหายเครื่องช่วยหายใจ จนสุดท้ายก็เหลือเพียงเทวกานต์คนเดียวที่รอดมาได้

              กานต์ไม่ได้เล่าให้พ่อกับแม่ฟังถือมือเล็กๆข้างนั้นที่กำมือของเขาไว้แน่น มือที่เข้ามาฉุดเขาให้กลับมาจากความตายถึงสองครั้ง มือที่ต่อชีวิตให้เขามาจนถึงทุกวันนี้

“ทำไมกานต์ถึงชื่อ เทวกานต์ รู้ไหมลูก” แม่พูดด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา

“ไม่รู้ครับ แม่เคยบอกแค่ว่ามันหมายถึงผมถูกรักจากคนทั้งสองคือพ่อกับแม่”

“นั่นก็ใช่ลูก แต่จริงๆแล้วมันหมายถึง ผู้อันเป็นที่รักทั้งสอง แม่เชื่อว่าพี่ชายของลูกยังคงอยู่ภายในตัวลูกสักมุมหนึ่ง แม่ไม่อยากลืมเขา แต่ก็ไม่อยากให้กานต์ต้องจดจำเรื่องร้ายๆ ทะ-เว ที่แปลว่าสอง นั่นหมายถึงลูกทั้งสองของแม่”

              กานต์เข้าไปกอดพ่อกับแม่อย่างเงียบๆ แม้มันจะเป็นความจริงที่ถูกปกปิดไว้แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเพราะความรู้สึกในด้านลบ ทุกๆอย่างเกิดจากความรักและความห่วงใยทั้งสิ้น

              ขณะนี้เทวกานต์ได้คลายสงสัยลงบ้างแล้วถึงสาเหตุและที่มาของดวงตาที่ผิดปกติของเขา แม้จะไม่ชัดเจนแต่มันน่าจะเกี่ยวข้องกับการจากไปของแฝดที่ถูกพูดถึง และตัวเขาเองที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของความตายมาแล้วตั้งแต่ยังเด็ก

              หลังจากทั้งสามคนกอดกันแลกเปลี่ยนความรู้สึกต่างๆจนรู้สึกดีขึ้นแล้ว เทวกานต์ก็ขอปลีกตัวออกมาข้างนอกบ้านเพียงลำพัง

              ก่อนที่เขาจะเดินออกจากบ้านนั้นเขาได้มองหาตุลย์แต่ก็ไม่เจอ ไม่รู้ว่าเพื่อนตัวดีหายไปไหนในเวลาแบบนี้ แต่รถส่วนตัวของเขายังคงจอดอยู่ที่หน้าบ้านเหมือนก่อนหน้านี้

              เทวกานต์เดินไปตามถนนของหมู่บ้านที่อยู่นอกเมือง เวลาผ่านไปหลายสิบปีไม่แปลกที่ทิวทัศน์จะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แม้ว่าที่ตรงนั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ในความทรงจำเหล่านั้นยังชัดเจน

              เขาปล่อยให้ตัวเองดื่มด่ำกับความหลัง ภาพในวันวานตามสถานที่ต่างๆรอบตัวบ้านค่อยๆย้อนเข้ามาให้ความอบอุ่นกับหัวใจที่เหนื่อยล้า

              ห่างจากตัวบ้านออกมาสักกิโลหนึ่งจะมีคลองเล็กๆที่แยกออกมาจากแม่น้ำสายใหญ่ของจังหวัด ที่นี่เคยเป็นที่ประจำในตอนที่เขายังเด็ก

              เทวกานต์นั่งลงข้างต้นไทรใหญ่ติดกับคลองที่น้ำของมันไม่ใสเหมือนดังเดิม

              ต้นไทรที่เคยเป็นเหมือนเครื่องเล่นแสนสนุก ทั้งปีนป่าย ทั้งกระโดดโหนไปมา หรือแม้แต่จะเป็นเตียงนอนก็ย่อมได้ในวันนั้น วันนี้มันดูเล็กลงไปถนัดตา

              เขาปล่อยให้อารมณ์และความรู้สึกที่กดเก็บไว้ภายในพรั่งพรูออกมา ตลอดมาเขาเคยคิดว่าสิ่งที่เขามี ดวงตาที่เขามองเห็นสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณได้นั้นเป็นเหมือนกับคำสาป

              กานต์พยายามใช้มันเพื่อผู้อื่นมาโดยตลอด เพื่อเปลี่ยนคำสาปให้กลายเป็นพรสวรรค์ แต่แล้วความจริงก็ไม่อาจถูกเปลี่ยนแปลง เพราะทุกครั้งที่หลับตาเขาจะเห็นภาพของนนท์ในวันที่จากไป

              ใบหน้าของนายสมัยและนนทการยังวนเวียนอยู่ในความรู้สึก ปลายมีดที่จ่อแนบชิดกับลำคอนั้น ภาพก่อนที่มันจะเคลื่อนตัวปาดเนื้อหนังให้ขาดออกจากกัน ภาพเลือดที่ไหลอาบร่างไร้วิญญาณของรุ่นน้องคนสนิท

              เขาโทษตัวเองมาโดยตลอดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันมาจากเขา ถ้าหากเขาไม่ได้มีดวงตานี้ ถ้านายสมัยไม่ได้ทำทุกอย่างเพื่อตามล่าเพื่อแลกเปลี่ยนกับของอาถรรพ์นี้ นนท์ก็คงจะไม่ต้องลงเอยอย่างนั้น อีกทั้งเขายังเป็นคนส่งนนท์ไปตาย เขาเลือกนนท์ด้วยตัวเอง เขาไม่มีข้ออ้างใดๆสำหรับตัวเอง

              และในวันนี้เขาก็ได้รับรู้ว่าดวงตาของเขาไม่ได้เพียงพรากเอาชีวิตของนนทการไปจากทุกคน แต่มันพรากชีวิตของพี่ชายแท้ๆไปตั้งแต่ครั้งที่เขายังจำความไม่ได้ ชีวิตหนึ่งและอีกชีวิตหนึ่ง ภาพของเด็กตัวเล็กๆสองคนนอนเคียงข้างกับบนผืนผ้าสีเขียวยังชัดเจน

              ร่างหนึ่งหายใจรวยรินเบาหวิวคล้ายจะดับลงได้ทุกเมื่อในขณะที่ร่างข้างๆนั้นแน่นิ่งไม่ไหวติงอีกต่อไป ภาพพ่อและแม่ที่ร้องไห้เสียใจเหมือนโลกใบนี้ได้แหลกสลายลงไปตรงหน้า

              เรื่องราวต่างๆวนเวียนอยู่ในหัวของเขาพร้อมกับประโยคเดียวสั้นๆที่เขาบอกกับตัวเอง ‘ทุกอย่างนั้นมันเกิดมาจากเขา หากเขาไม่เกิดมาเสีย ก็คงจะดีกว่า’

“ว่าแล้วว่าเธอต้องอยู่ที่นี่”

              เสียงใสๆดังขึ้นที่ข้างๆกายของเขา เสียงนั้นเขาไม่มีวันลืม กานต์ยังคงไม่หันไปมองใบหน้าที่นั่งกอดเข่ามองมายังเขา เพราะกลัวว่าเธอจะเห็นดวงตาที่แดงก่ำจากการร้องไห้

              ไม่มีเสียงตอบรับใดจากชายที่ชื่อเทวกานต์ เพราะเธอก็เป็นอีกหนึ่งความรู้สึกผิดที่มีอยู่เต็มหัวใจ ภาพที่เธอเขาอุ้มออกมาจากกองเพลิง ภาพของเธอที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ทั้งหมดทั้งหมดนั้นมันเป็นเพราะ ‘เขา’

“ผมขอโทษ”

              กานต์เอ่ยเสียงเบาอย่างรู้สึกผิด มือของเขากำแน่นเพื่อข่มอารมณ์ที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ

“กานต์รู้ไหม ตั้งแต่พ่อกับแม่เราจากไป เราก็อยู่คนเดียวมาโดยตลอด”

              ดุจดาวมองไปยังท้องน้ำเบื้องหน้า น้ำตาใสๆไหลหยดลงมาอย่างช้าๆ ภาพความทรงจำอันเลวร้ายที่ไม่เคยหายไป บ้านที่เกิดไฟไหม้ต่อหน้าต่อตาของเธอ พ่อและแม่ที่ไม่อาจหนีออกมาจากกองเพลิงนั้นได้

“เราคิดจะตามพ่อกับแม่ไปหลายครั้ง”

              เธอพูดพร้อมลูบไล้ไปตามข้อมือที่ยังมีร่องรอยของแผลเป็นที่เป็นทางยาวจากของมีคม

“เรารู้สึกเหมือนโลกมันพังลงไปแล้วครั้งหนึ่ง คนที่ฉุดเรากลับมาจากความเศร้านั้นคือพ่อแม่ของกานต์ พวกท่านรักเราเหมือนลูก ดูแลเราเหมือนลูก จนเรากลับมายืนได้อีกครั้ง เรารักท่านเท่าๆกับที่กานต์ก็รัก”

              ดุจดาวเอนตัวซบลงที่ไหล่ของคนรัก เธอรับรู้ถึงร่างกายที่สั่นเทาของคนข้างๆ แม้จะเป็นผู้ชายแต่เขาก็เป็นคนคนหนึ่งที่มีความรู้สึก ไม่มีใครจะเข้มแข็งได้ตลอด ยิ่งเข้มแข็งเท่าไหร่ในยามที่พังลง จะยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น

“เราเคยพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง เคยผิดพลาดเข้าไปยุ่งกับยาเสพติด แต่พ่อกับแม่ของกานต์ก็ไม่เคยว่า เพียงแค่กอดตัวเองเอาไว้แล้วโทษว่ามันเป็นความผิดของตัวเองที่ไม่สามารถเติมเต็มช่องว่างในหัวใจของดาวได้”

“ผมไม่เคยรู้มาก่อน” กานต์ตอบเบาๆ

“เราขอไว้น่ะ เราก็ไม่อยากเธอต้องมาเป็นห่วงเราไปอีกคน”

              ช่วงเวลาหนึ่งดุจดาวเติบโตมาในบ้านหลังเดียวกับเทวกานต์ เหตุการณ์ชีวิตได้พัดพาให้ทุกๆอย่างเป็นไปอย่างไร้เหตุผลแต่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

              ดาวเติบโตขึ้นมาด้วยความรักอย่างเต็มเปี่ยม แต่เมื่อถึงวันที่เธอหายดีแล้วเธอก็ควรที่จะก้าวเดินต่อด้วยเท้าของตัวเอง ดาวเลือกไปเรียนต่อในสิ่งที่เธอรัก และกลับมาเปิดร้านอาหารของตัวเองที่บ้านเกิดของเธอ

              แม้เธอจะสร้างบ้านหลังใหม่ใกล้ๆกับบ้านหลังเก่าที่ไหม้ไฟไป แต่เธอก็มักจะแวะเวียนมาดูแลพ่อและแม่ของเทวกานต์เสมอ

“เธอว่าพ่อกับแม่จะมองดาวเป็นภาระไหม หรือจะโกรธจะเกลียดดาวไหม ที่ผ่านมา”

“ไม่มีทาง ทั้งสองคนรักดาวมาก”

“ใช่ไหม ในวันที่เราไม่รักตัวเองก็ยังมีคนที่รักเราเสมอ และพวกเขาก็ยังคงหวังให้เราก้าวเดินต่อไป เดินไปข้างหน้าด้วยความสดใส”

              เรื่องบางเรื่องเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไร้ประโยชน์ที่จะถามหาต้นตาหรือสาเหตุ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ตนไม่ได้สร้าง หากตัวของเราเป็นเพียงเหยื่อหรือถูกบังคับให้จำยอมกับสถานการณ์นั้นๆ จะมีเหตุผลอะไรที่เอาแต่กล่าวโทษตัวเอง

              สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้คืออนาคต มีดเล่มหนึ่งอาจเป็นได้ทั้งอาวุธและเครื่องมือหล่อเลี้ยงชีพขึ้นอยู่กับการใช้งาน

              หากใจของเราเต็มไปด้วยความอาฆาตเราคงจะมองเห็นมันเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพ แต่หากใจเราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นมันอาจจะเป็นเครื่องครัวชั้นเลิศที่สามารถทำอาหารแสนอร่อย

              แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเหรียญยังมีสองด้านแม้จะเป็นเพียงเครื่องครัวชิ้นหนึ่งหากไม่ระมัดระวังก็คงจะพรากชีวิตใครให้จากไปได้โดยง่ายเช่นกัน

“ดาวว่า นนท์คงไม่โทษกานต์หรอก เขารู้ดีว่าเขาทำอะไร กานต์น่าผิดหวังนะ แทนที่จะชื่นชมเขาที่จากไปในหน้าที่ กลับมานั่งอุดอู้อยู่ตรงนี้อย่างไร้ประโยชน์”

              ภาพรอยยิ้มของนนทการในช่วงเวลาสุดท้ายฉายเข้ามาในความทรงจำ คำพูดสุดท้ายของเขาที่ฝากฝังเอาไว้ในวินาทีที่ยอมรับกับความตายที่อยู่ตรงหน้า หัวใจที่คิดถึงผู้อื่นก่อนเสมอ เขากำลังจะทำให้มันไร้ค่าหากยังนั่งอยู่ตรงนี้

              กานต์เอียงหัวพิงซบร่างที่บอบบางนั้น ทำไมกันนะทั้งที่เธอช่างอ่อนแอไม่มีพละกำลังใดๆเหมือนอย่างเขา แต่ผู้หญิงคนนี้กับผ่านเรื่องราวทุกอย่างมาได้ด้วยตัวคนเดียว

“ไปเถอะกานต์ ไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ดาวจะรออยู่ตรงนี้”

              หญิงสาวยิ้มกว้างส่งกำลังใจให้ชายตรงหน้า ลมอ่อนๆพัดโชนปลายผมนั้นให้ปลิวไสวลู่ไปตามลม เธอช่างงดงามในความทรงจำทั้งอดีตและปัจจุบัน กานต์ไม่รู้เลยว่าเขาโชคดีเพียงใดที่มีเธอคนนี้อยู่เคียงข้างตลอดมา แม้ในยามที่เขาพยายามจะกันเธอให้ห่างจากชีวิตของเขา

              ใบไม้เล็กๆจากต้นไทรโปรยปรายลงมาคล้ายกลีบดอกไม้สวยงาม ลมวูบหนึ่งพัดแรงจนผมที่ปิดหน้าผากของดุจดาวขยับออกจากทรงที่จัดไว้

              บนหน้าผากของเธอปรากฏเป็นรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ หัวใจของเทวกานต์แทบหยุดเต้น นั่นคือแผลที่เธอเพิ่งได้รับมาเมื่อไม่นานมานี้ จากเหตุการณ์ในคืนนั้น

              ชายหนุ่มโผตัวเข้ากอดคว้าเธอมาไว้ในอ้อมอก อ้อมกอดนั้นแน่นกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา ความรู้สึกมากมายเอ่อล้นจนยากจะจัดการ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไป ทุกเรื่องราวที่ยังค้างคา ผู้คนมากมายที่หวังพึ่ง เขาจะจัดการมันให้เรียบร้อย และเขาจะกลับมาดูแลคนที่เขาทอดทิ้งมาโดยตลอด

              เทวกานต์กอดดาวไว้แน่นพร้อมกับพูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมาอย่างเชื่องช้า

“ผมขอโทษ”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น