อัปเดตล่าสุด 2019-03-04 10:34:55

ตอนที่ 23 ก่อนพายุจะมาถึง

              ในช่วงพลบค่ำ ทั้งสองคนเดินกลับมาที่บ้านของเทวกานต์ มือของกานต์และดาวเกาะกุมกันเอาไว้แน่นด้วยความคิดถึง นานเท่าไหร่แล้วที่เคยได้จับมือกันอย่างนี้ นานเท่าไหร่ที่ได้พูดคุยแต่ความรู้สึกกับไกลกันจนน่าเจ็บปวด

              พ่อกับแม่ที่กำลังวุ่นวายกับการเตรียมอาหารมื้อเย็นเมื่อเห็นคนทั้งสองเดินกลับมาพร้อมกัน น้ำตาของคนเป็นแม่ก็ไหลนองด้วยความดีใจ เธอทิ้งเรื่องราวทุกอย่างวิ่งเข้าไปกอดลูกชายและลูกสาวอันเป็นที่รัก

“อย่าทิ้งกันไปอีกนะลูก เราเจ็บปวดกันมามากเกินพอแล้ว”

              อ้อมกอดของครอบครัวยังอบอุ่นเสมอ โดยเฉพาะในวันนี้ครอบครัวได้สมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาหนึ่งคนอย่างเป็นทางการ ความอบอุ่นที่มียิ่งเพิ่มพูนทวีขึ้นอีกหลายเท่าตัว

“หวานกันจริง พ่อหนุ่มนักรัก”

              เสียงกวนๆของตุลย์ดังมาจากแคร่ไม้ใกล้ๆที่เขานั่งสูบบุหรี่มาได้สักพักหนึ่ง ตุลย์เดินเข้ามากอดคอเพื่อนรักแทนการแสดงความยินดี บุหรี่มวนหนึ่งถูกยัดใส่ปากพร้อมจุดให้เหมือนในวันวาน

              เขาดีใจที่เห็นเพื่อนได้มีความสุข แต่เขาก็ต้องกลั้นใจเพื่อแจ้งเรื่องที่รอกานต์อยู่

“ไปเถอะกานต์ อย่าปล่อยให้เพื่อนๆรอนาน” แม่พูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม

“เพื่อนๆ?” เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่พูด

“เออน่า มึงมานี่”

              นายแพทย์ตุลย์ลากตัวเทวกานต์ออกมาจากกลุ่มคนตรงนั้นเพื่อเดินตรงมายังกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่นั่งรอด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน

              ที่หลังบ้านของเทวกานต์จะมีลานกว้างขนาดใหญ่ ที่ตรงนั้นมีต้นมะม่วงใหญ่ให้ร่มเงา ผลของมันดกตลอดปี และมันก็เป็นหนึ่งในต้นไม้ที่เขาผูกพันไม่แพ้ต้นอื่นๆ

              ในเวลานี้ที่โต๊ะยาวใต้ต้นไม้ที่เขารักก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่เขารักมากเช่นกัน

              ทุกคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะตัวนั้นเมื่อสังเกตเห็นใบหน้าของเทวกานต์ ทุกคนก็ยืนขึ้นด้วยความตื้นตัน

              รายงานที่ถูกส่งมายังบ้านเช่าเล็กๆกลางซอยแคบๆของตัวเมือง ในห้องประชุมที่สว่างจ้าด้วยไฟนีออน บนโต๊ะประชุมนั้นมีเอกสารชุดหนึ่งพร้อมภาพถ่ายร่างไร้วิญญาณของหัวหน้าที่เคารพ

              สิ่งนั้นคือเอกสารอย่างเป็นทางการถึงกาจากไปของสารวัตรเทวกานต์พร้อมกับคำสั่งยุบหน่วยงานโดยเร็วที่สุด ในเวลานั้นไม่มีใครเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะหมวดเสือ

“ผมคิดไว้แล้วว่านายไม่มีทางตายง่ายๆ” หมวดเสือพยายามข่มเสียง

“ผมก็ไม่รู้ว่ารอดมาได้ยังไงเหมือนกันนั่นแหละ”

              เทวกานต์เดินเข้าไปที่โต๊ะไม้ตัวนั้น ตอนนี้นายสำลีร้องไห้สะอึกสะอื้นจนเพื่อนต้องปลอบเหมือนเด็กๆ ทุกคนรีบเดินทางมายังที่แห่งนี้ทันทีเมื่อได้รับข่าวจากนายแพทย์ตุลยภัทร

              แม้ว่าการพบกันอีครั้งจะเป็นเรื่องดี แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าเหตุผลที่แท้จริงของการมาพบกันในวันนี้คืออะไร

              หมวดเสือสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อปรับอารมณ์ก่อนจะกางเอกสารจำนวนมากลงบนโต๊ะ เนื้อหาของมันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่รายละเอียดของมันน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

“คำสั่งยุบหน่วย มาพร้อมกับคำสั่งให้ทำลายหลักฐานที่เก็บไว้”

              เรื่องทั้งหมดนั้นไม่ยากเกินจะคาดเดาเพราะในตอนนี้เทวกานต์รู้แล้วว่าตัวการที่แท้จริงของเรื่องราวในครั้งนี้คือใคร แม้จะยังไม่รู้เหตุผลก็ตาม

              เอกสารทั้งหมดไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปในวันนี้ ถ้าพูดกันตามตรงทุกคนบนโต๊ะนี้ไม่ได้เป็นแม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกต่อไปแล้ว อำนาจในการเข้าถึงสิ่งใดก็ไม่มี อภิสิทธิ์ใดๆไม่หลงเหลืออีกต่อไป

              แต่ที่หนักกว่าใครคือนายแพทย์ตุลย์ภัทร เพราะการหายตัวไประหว่างเวลางานพร้อมกับศพของเทวกานต์นั้นเป็นเรื่องใหญ่และถูกตีความไปทั่วอย่างสนุกสนาน และมันก็เป็นโอกาสดีที่จะโยนเรื่องราวทั้งหมดลงที่ใครคนหนึ่ง

              ข้อหาหนึ่งที่ตุลย์ได้รับมาแทนของขวัญวันต้อนรับการกลับมาของเทวกานต์คือ ‘ผู้มีส่วนรู้เห็นในคดีฆาตกรรมและอำพรางศพของนายตำรวจเจ้าของคดีเพื่อปิดบังข้อเท็จจริง’

              ตุลย์ยักไหล่เยาะเย้ยกับข้อกล่าวหาของตัวเอง

“โลกใบนี้มันก็อย่างนี้แหละ ใครใหญ่ก็รอดไป แค่นั้น”

              ก่อนที่จะเริ่มการประชุมครั้งสุดท้าย อย่างน้อยเขาก็หวังให้เป็นอย่างนั้น เทวกานต์ยืนตรงขึ้นสองมือแนบลำตัวก้มหัวโค้งตัวลงต่ำจนหัวแทบจะชิดกับพื้นโต๊ะ

“ผมขอโทษที่เคยสงสัยพวกคุณ”

              กานต์แสดงการขอโทษอย่างจริงใจที่ครั้งหนึ่งเขาเคยสงสัยสหายหัวของตัวเองว่าคงมีใครสักคนที่เป็นหนอนบ่อนไส้ ทำให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวต่างๆของพวกเขา

              โดยเฉพาะในคืนที่นนท์จากไป นั่นคือกับดักที่ถูกเตรียมการมาอย่างแนบเนียน นนท์ไม่ได้ตามหาพวกมันเจอ แต่มันล่อให้นนท์ตามกลิ่นของตัวเองมา และพวกเขาก็หลงกลนั้นเข้าเต็มๆ

              พวกเขาไม่ได้ถูกสอดแนมการเคลื่อนไหวหรือถูกแทรกซึมจากบุคคลภายนอก แต่กลับเป็นเขาเอง ที่รายงานการเคลื่อนไหวของตัวเองให้ คนร้ายฟังมาโดยตลอด

              ผู้บัญชาการตำรวจ หรือ ท่าน ที่ใครๆ เรียกกันติดปาก ใบหน้าทีใครๆก็รู้จักกันดีตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์เวลาที่มีข่าวใหญ่ ทุกคนมองเขาว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราช แต่มีเพียงคนบนโต๊ะนี้เท่านั้นที่รู้ว่าเขาซ่อนอะไรไว้ภายใต้หน้ากากนั้น

              พวกเขาเลิกถามหาเหตุผลของการก่อเหตุทั้งหมดเพราะมันไม่มีทางที่ใครจะตอบได้นอกจากตัวของผู้ก่อเหตุเอง เพราะฉะนั้นไว้ไปถามเอาหลังจากที่ได้ลากคอมันออกมาก็ยังไม่สาย

“เดี๋ยวก่อน ก่อนที่จะประชุมกันผมขอพูดอะสักหน่อย”

              กานต์ยกมือห้ามก่อนที่หมวดเสือจะอธิบายแผนที่เตรียมมาให้ทุกคนฟัง

“ตอนนี้เราจะคุยกันอย่างเพื่อน ไม่ใช่เจ้านายหรือลูกน้อง เพราะเรื่องราวหลังจากนี้มันเสี่ยงมาก พวกคุณได้เห็นแล้วว่ามีใครได้จากไป ผมจะไม่โกรธ หากใครจะถอย ทุกคนมีชีวิต มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้ามาเกี่ยว”

              เขากำลังถามหาความสมัครใจที่ลึกๆแล้วเขาอยากให้ทุกคนช่วยปฏิเสธออกมาเสียให้หมด ขอให้เหลือเพียงเขาคนเดียว แค่เขาคนเดียวที่จะเข้าไปเสี่ยงกับอันตรายที่เขาเป็นต้นเหตุ

“พูดอะไรบ้าๆ ปัญญาอ่อน”

              ตุลย์ทิ้งบุหรี่ในมือแล้วควักปืนพกที่เก็บไว้มาวางลงบนโต๊ะแทนคำตอบ และพร้อมๆกันนั้นทุกๆคนที่ล้อมโต๊ะอยู่ก็ทำเหมือนกัน ปืนทุกกระบอกวางรวมกันอยู่ตรงนั้นแทนสิ่งที่จะต้องพูดออกมาให้ยืดยาว

“ในวันนั้นนายไม่ทิ้งผม ผมจะทิ้งนายได้ยังไงครับ” นายสำลีพูดเสียงดัง

“นายฉุดผมขึ้นมาจากความโสมม ชีวิตนี้เป็นของนายครับ” หมวดเสียงตอบ

“ไม่มีกูเดี๋ยวมึงก็พลาดอีก แค่นั้นแหละ” ตุลย์ตบไหล่เพื่อนเบาๆ

“เรามารวมกันที่นี่เพราะความตั้งใจของตัวเองครับ”

              เสียงตอบรับของทุกๆคนทำให้กานต์น้ำตารื้นอย่างตื้นตันใจ หากแต่จริงๆแล้วเขาคงจะต้องขอบคุณตัวเองที่ทำงานอย่างซื้อตรงมาโดยตลอด และไม่เคยทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

“ผมไปด้วยครับพี่”

              กานต์หันหลังกลับไปมองอย่างตกใจเพราะเขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักมือที่วางลงบนบ่า น้ำเสียงที่คุ้นเคยของรุ่นน้องคนสนิท ชายผู้มีใจเอื้อเฟื้อมากกว่าใคร ชายคนที่ยึดมั่นในความยุติธรรมมากกว่าใคร

              เมื่อเสร็จสิ้นการเจรจาทุกอย่างแล้วก็ถึงคราวที่ทุกคนจะวางแผนการเข้าไปขัดขวางพิธีกรรมในขั้นตอนสุดท้ายนี้เสียที

              พิธีกรรมนี้จะเริ่มในอีกไม่กี่คืนหลังจากนี้จากการคำนวณฤกษ์ยามด้วยศาสตร์โบราณ หมวดเสือยืนยันว่าในการประกอบพิธีกรรมขั้นสุดท้ายนั้น ผู้ที่ต้องการจะได้รับพรจากยัญกรรมใดๆนั้นจะต้องมาเข้าร่วมด้วยตัวเอง

              อีกทั้งเหยื่อรายที่สี่จำเป็นจะต้องมีชีวิตอยู่จนวินาทีสุดท้ายของพิธีกรรมเช่นกัน เมื่อพูดถึงเหยื่อรายที่สี่หมวดเสือก็อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของเลขสี่นั้น

              หมวดเสือตีความเอาเองว่าหากพิธีนี้มีเพื่อเปลี่ยนดวงชะตาเพื่ออ้อนวอนต่อท้าวมหาพรหมให้ขีดเขียนชะตาขึ้นใหม่จริง สิ่งที่ถูกใช้เป็นเครื่องสังเวยหลักจะต้องมีทั้งหมดสี่ชิ้น ตามจำนวนพระพักตร์ของท่าน เหมือนกับการไหว้ขอพรท่านโดยทั่วไปที่จะวางเครื่องสักการะที่หน้าพระพักตร์ทั้งสี่จุด

“นายครับ คือเหยื่อรายที่สี่นั้น..” หมวดเสืออ้ำอึ้งที่จะพูด

“ผมรู้แล้ว ว่าเป็นผมเอง”

              หลังจากเกิดเรื่องราวทั้งหมด หมวดเสือก็แอบค้นประวัติของเทวกานต์เอาเองโดยพละการเพราะรู้สึกถึงความสนใจในตัวเขาของนายสมัยที่มีมากจนเกินไป

              หมวดเสือคำนวณเวลาตกฟากทั้งหมดแล้วจึงได้รู้ว่า สารวัตรเทวกานต์เองก็เกิดภายใต้ฤกษ์เพชรฆาตรเช่นกัน

              เพชฌฆาตนั้นหมายถึงผู้พรากชีวิตของผู้กระทำผิดในสมัยโบราณ หากแต่จริงๆแล้วความผิดที่ว่านั้นขึ้นอยู่กับคำตัดสินของผู้มีอำนาจของบ้านเมืองในเวลานั้น

              จะผิดจริงหรือถูกจริงก็ยากที่จะต่อต้านและขัดขืน แต่ปลายทางนั้นไม่ต่างกัน ดาบในมือของชายสองคนจะฟาดฟันลงที่ต้นคอของผู้ที่ถูกเชื่อว่าเลวร้ายที่สุด

              แรงอันมหาศาลและปลายดาบอันแหลมคมจะบั่นให้หัวหลุดลอยออกจากร่างในชั่วเสี้ยววินาที ชีวิตนั้นดับดิ้นไปอย่างไร้ทางขัดขืน และในทางกลับกันไม่ใช่เพียงโจรหรือผู้ร้ายเท่านั้นที่จะถูกบั่นคอ

              แม้แต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินในสมัยโบราณเองเมื่อถูกตัดสินให้มีความผิดก็จะต้องถูกช่วงชิงเอาชีวิตไปด้วยน้ำมือของเพชรฆาตเหล่านี้เช่นกัน ต่างกันเพียงเครื่องมือที่ใช้เท่านั้น

              สิ่งที่หมวดเสือพยายามจะอธิบายให้ฟังนั้นก็คือ เพชฌฆาตนั้นถือว่าเป็นบุคคลพิเศษยิ่งกว่าใครๆ เขามีสิทธิ์ที่จะพรากชีวิตของไพร่ฟ้าประชาชนไปจนถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน

              และตามความเชื่อโบราณนั้นผู้ที่จะถูกคัดเลือกมาเป็นเพชรฆาตได้จะต้องเกิดภายใต้ฤกษ์และดวงดาวที่มีกำลังมากพอจะคุ้มครองเจ้าของดวงชะตานั้นให้พ้นภัยจากความอาฆาตของวิญญาณผู้ที่ถูกช่วงชิงเอาชีวิตไปได้ด้วย

“อีกความเชื่อหนึ่งกล่าวไว้ว่า หากกษัตริย์ใดมีเพชฌฆาตมือหนึ่งเป็นบริวาร กษัตริย์ผู้นั้นจะไร้ผู้ต่อต้าน”

              ถ้ายึดเอาตามความเชื่อโบราณเหล่านี้มาเป็นที่ตั้งก็เป็นไปได้ที่นายสมัยจะเลือกเครื่องสังเวยเป็นผู้ทีเกิดภายใต้ฤกษ์เพชรฆาตเปรียบดั่งสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมีที่มากพอจะหยิบใช้ชีวิตของคนเหล่านั้นดั่งผักปลา

              เมื่อเข้าใจถึงใจความที่แท้จริงในพิธีกรรมแล้ว บทสนทนาก็เต็มไปด้วยความเงียบ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความบ้าคลั่งของมนุษย์ผู้หนึ่งแต่มันถูกคิดและทบทวนมาอย่างดี

              กิเลสที่ตั้งวางอยู่บนชีวิตของผู้อื่น หากจิตใจของผู้กระทำไม่ดำมืดจนกล้าที่จะช่วงชิงชีวิตอื่นเพียงเพื่อความพอใจของตนสิ่งเหล่านี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น

“ในตอนนี้ผมสามารถคำนวณวันเวลาได้ทั้งหมดแล้วครับ ขาดก็แต่สถานที่ที่จะประกอบพิธีเท่านั้น ผมไม่รู้จริงๆว่าจะตามหามันอย่างไร ถ้าจะส่งคนเข้าไปสืบก็กลัวว่าจะไม่ทันกาล”

              หมวดเสือพูดอย่างเจ็บใจและโทษให้เป็นความผิดของตัวเองทั้งที่ไม่ใช่ กานต์หลับตานิ่งเงียบคิดทบทวนความรู้สึกเมื่อสักครู่

“ผมมีวิธี อย่าลืมสิว่าทีมของเราไม่ได้มีแค่นี้”

              กานต์บอกให้หมวดเสือหยิบเอากะโหลกอันเล็กๆนั้นออกมาอีกครั้ง หมวดเสือทำท่าอึกอักแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งนั้นได้

              กะโหลกใบเล็กในสภาพสมบูรณ์ถูกวางเอาไว้ตรงกลางโต๊ะ ทุกสายตาจับจ้องไปที่มันอย่างขนลุก

              อดีตสารวัตรวางมือลงบนกะโหลกอย่างอ่อนโยน เขาหลับตาลงซึมซับความรู้สึกของเจ้าของที่เบาบางจนแทบไม่เหลือร่องรอย ใบหน้าของเด็กน้อยที่อิงแอบอยู่ข้างตักของหมวดเสือนั้นบ่งบอกถึงความรักและความผูกพันที่มี

              กานต์ปล่อยให้ตัวเองดิ่งลงสู่สมาธิที่ลึกที่สุดเท่าที่ตัวเองจะเข้าถึง ในความเงียบนั้นกานต์มองหาสายใยแห่งวิญญาณของคนผู้หนึ่ง ใครบางคนที่เฝ้ารอให้เขาเรียกหามากที่สุด

“ตอบพี่สินนท์”

              คำขอนั้นก้องกังวานในจิตอันสงบเงียบ สายลมเอื่อยพัดโชยโอบล้อมคนทั้งกลุ่มไว้อย่างอ่อนโยน สัมผัสของมันช่างชุ่มชื้นในหัวใจ แม้จะเปลี่ยนรูปไปแล้วแต่สหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมายามกลับมาพบกันใหม่ก็มักจะเต็มไปด้วยความสุขอย่างนี้

              แทนการแสดงตัวตนของผู้มาเยือน สายลมเอื่อยนั้นพัดเอากลิ่นหอมอ่อนๆของแป้งเด็กราคาถูกที่เจ้าตัวเคยใช้จนชินมาตามลม  ทุกคนจดจำกลิ่นนั้นได้ขึ้นใจ ภาพความทรงจำเก่าๆหวนมาจนน้ำตารื้น

              ลมหอบนั้นหมุนวนอยู่รอบตัวของหมวดเสือเป็นพิเศษ จากกลิ่นหอมของแป้งเปลี่ยนเป็นกลิ่นฉุนของเหล้าฝรั่งที่หมวดเสือชอบ กลิ่นนั้นวนไปมาราวกับจะกระซิบตำรวจรุ่นพี่

“ขอโทษที่ผมไม่ได้เลี้ยงเหล้าพี่”

              หมวดเสือก้มหน้าปาดน้ำตาสะอึกสะอื้น กานต์มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มและน้ำตาที่ไหลออกมาไม่รู้ตัว ตุลย์เองแม้ไม่ได้คลุกคลีกับนนทการแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายสัมผัสของคนกลุ่มนี้

              ลมนั้นพัดโชยอยู่อีกไม่นานก็สงบลงพร้อมกับกลิ่นหอมที่กระจุกรวมตัวกันอยู่ที่กะโหลกเล็กๆใบนั้น ในเวลานี้นนทการสถิตอยู่ภายใต้สื่ออาถรรพ์ชิ้นนี้รอเวลาที่เขาจะได้ร่วมภารกิจเป็นครั้งสุดท้ายกับเพื่อนที่เขารัก

              ก่อนจะแยกย้ายกันไปเตรียมตัวให้พร้อม หมวดเสื้อได้ยื่นห่อผ้าใหญ่ๆให้กับเทวกานต์ และเขาก็เปิดมันดูทันที

              ข้างในห่อผ้านั้นบรรจุปืนเก่าๆหนึ่งกระบอกหนึ่งที่หมวดเสือเคยให้ไว้กับนนทการก่อนเขาจะจากไป ส่วนข้างๆกันนั้นเป็นวัตถุรูปร่างแปลกประหลาดที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน

“มันคือยอดเศียรพระครับ”

              ยอดเศียรพระที่ปกติจะอยู่ในรูปทรงแหลมอยู่แล้วถูกเจียให้แหลมคมยิ่งกว่าเก่า มันคืออีกหนึ่งวัตถุอาถรรพ์ที่หาได้ยากแม้แต่ในบันทึกหรือตำราใด

              พุทธรูปที่ถูกฟ้าผ้าจนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ยอดเศียรนั้นจะประจุพลังบริสุทธิ์จากสายฟ้าที่ฟาดลงมา วัตถุชิ้นนี้มีอำนาจในการชำระล้างมลทิลและสิ่งสกปรกทั้งปวงให้สูญสลายไป ไม่เว้นแม้แต่อวิชชาของผู้ถือครอง

“มีนายคนเดียวครับที่จะใช้มันได้”

              กานต์หยิบมีดเล่มนั้นมาถือไว้ในมือ ความตั้งใจครั้งสุดท้ายของทุกๆคนจะต้องไม่สูญเปล่า ทุกๆอย่างจะต้องจบลงในไม่ช้านี้ และจะไม่มีใครต้องตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป

              ทุกๆคนแยกย้ายกลับไปแล้วเหลือเพียงหมวดเสือที่นั่งมองกะโหลกใบเล็กนั้นพร้อมแก้วเหล้าในมือ เขายกมันขึ้นดื่มติดๆกันหลายครั้ง ส่วนอีกแก้วนั้นถูกวางไว้ตรงข้ามกัน เหล้านั้นถูกรินจนเต็ม และหมวดเสือก็คงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนที่เคยสัญญาจะกลับมาดื่มกับเขาตามที่พูดไว้

“ถ้าน้องมันมานั่งตรงนี้ได้ก็ดีสินะหมวด”

              กานต์ลงมานั่งที่ฝั่งตรงข้ามของหมวดเสือ เขาเอื้อมมือไปแตะกะโหลกใบนั้นด้วยความคิดถึง นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกขอบคุณคำสาปที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด ขอบคุณที่มันทำให้พวกเขาได้กลับมาพบกันอีก

              ค่ำคืนนั้นจบลงด้วยภาพของคนสองคนนั่งดื่มด่ำในฤทธิ์ของสุราผสมกับความคิดถึงที่มีต่อผู้ล่วงลับ ในความว่างเปล่าของอากาศที่เก้าอี้ข้างๆกันนั้นมีเงาร่างสว่างสุกใสของชายที่แสนคิดถึงนั่งอยู่ เขานั่งมองพี่ชายทั้งสองด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

              ค่ำคืนอันเงียบสงบ ฟ้าโปร่งแสงดาวทอประกายแต่ลมนั้นนิ่งเสียจนน่าหวั่นใจ โบราณว่ากันไว้ว่าก่อนพายุใหญ่จะพัดมา อากาศจะนิ่งสงัดราวกับไร้ชีวิต และเมื่อพายุมาถึงมันจะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Kaiwan
2019-03-05 00:17:26

อ่านตอนนี้แล้ว​เศร้าจัง​ สงสารนนท์

#1