อัปเดตล่าสุด 2019-03-04 10:41:32

ตอนที่ 24 ชีวิตใหม่

              ภายในอาคารขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยโคมไฟที่ทำจากแก้วใสกระทบแสงเทียบรอบข้างเป็นประกายสวยงาม

              ห้องโถงขนาดใหญ่ถูกส่องสว่างด้วยแสงไฟสีส้มจากเปลวเทียนปราศจากแสงประดิษฐ์ของหลอดไฟตามท้องตลอด กลิ่นหอมอ่อนๆโชยอยู่ในอากาศทำให้ผ่อนคลาย ควันของมันเบาบางคล้ายปุยเมฆ

              ขณะนี้ชายร่างงใหญ่อยู่ในชุดขาวบริสุทธิ์เดินโอบไหล่ภรรยาผู้เปรียบดั่งดวงใจและชีวิตของเขาไว้ในอ้อมอก มือนั้นประคองอย่างอ่อนอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความรัก

“คุณคะเรากำลังจะทำอะไรกันหรือคะ มีงานอะไร” ภรรยาเป็นฝ่ายถาม

“งานมงคลเล็กๆน้อยน่ะที่รัก” สามีปลอบอย่างอ่อนโยน

“ต้องเดินมากหรือเปล่าคะ ฉันท้องแก่มากแล้ว อีกสองสามวันก็จะคลอดแล้ว ฉันไม่ค่อยจะไหวนะคะ” เธอพูดพลางลูบท้องที่โตจนทำให้เดินลำบาก

“ไม่หรอก คุณแค่นั่งเฉยๆเท่านั้น”

              ทั้งสองเดินลงมาที่ชั้นล่างอย่างช้าๆ จนมาถึงโถงที่ใหญ่กว่าอีกด้านหนึ่ง ห้องนั้นถูกสร้างไว้ในลักษณะวงกลมห้อมล้อมด้วยกระจกใสที่ตอนนี้ถูกปิดด้วยฟิล์มสีดำสนิทรอบด้าน

              ที่กลางห้องนั้นนายสมัยนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างเงียบเชียบท่ามกลางความวูบไหวของเปลวเทียน ที่ตรงหน้าของเขามีเทวะรูปศิลาแลงชิ้นหนึ่งวางตั้งอยู่ ขนาดของเทวะรูปนั้นประมาณเท่าครึ่งของผู้ใหญ่โตเต็มวัย

              ห่างมองไม่ดีเทวะรูปนั้นจะเหมือนกับรูปเสมือนของเท้ามหาพรหมทั่วๆไป แต่ถ้าจดจ้องลงไปในรายละเอียดของใบหน้าจะเห็นได้ว่ามันต่างกันโดยสิ้นเชิง

              รูปเสมือนเทพเจ้าที่มีสี่พักตร์แปดกรสีทองอร่าม แต่ใบหน้านั้นดุดันดุจดั่งปิศาจ ริมฝีปากที่เคยเรียวงามดั่งหญิงสาวบัดนี้อ้ากว้าง เขี้ยวที่แหลมคมยาวโง้งออกมาจากปาก ดวงตาที่เคยลืมเพียงครึ่ง บัดนี้เบิกโพลงน่าสยดสยอง

“นี่มันอะไรกันคะ แล้วนั่นใคร”

              ภรรยาของผู้บัญชาการตื่นกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น ฝุ่นผงบางอย่างก็ถูกโปรยมาจากด้านหลังของเธอ สติของเธอขาดและหลุดลอยไปกับอากาศและแรงเป่าของนายสมัย

              ร่างนั้นไม่สามารถยืนอยู่ได้ ผู้เป็นสามีประคองร่างเธอไว้ในอ้อมแขนก่อนจะส่งให้บอดี้การ์ดอีกสองคนที่รออยู่ก่อนแล้ว เขาก้มลงจูบที่หน้าผากของเธอเบาๆเป็นครั้งสุดท้าย

“ผมขอโทษที่รัก แต่ทั้งหมดก็เพื่อลูกของเรา”

              นายสมัยหันหลังกลับไปยังแท่นพิธีเพื่อเตรียมพร้อมพิธีกรรมครั้งสุดท้ายกับเครื่องสังเวยชิ้นสุดท้ายที่ถูกเลือกมาตั้งแต่แรก ก่อนที่จะค้นพบเทวกานต์

              แสงไฟในห้องสว่างขึ้นจากเปลวเทียนที่ลุกโชนเมื่อนายสมัยพนมมือร่ายพระเวทโบราณตามลำดับ คาถาและมนตราต่างๆนั้นจะศักดิ์สิทธิ์ตามจิตของผู้ประกอบพิธี ยิ่งจิตนั้นแน่วแน่ไม่ว่าจะมั่นคงด้วยกิเลสหรือเบาบางด้วยพุทธคุณ จิตนั้นจะมีกำลัง

              “เมื่อมีแสงย่อมมีเงา แสงสว่างจักก่อให้เกิดความมืด ไม่มีที่ใดที่สว่างบริสุทธิ์ เมื่อมีตัวตน มีวัตถุ ที่นั่นจักมีเงา และข้าขอสรรเสริญแด่เงามืดนั้น ข้าขอหันหลังให้แสงสว่างทั้งมวลในไตรโลก เมื่อเทวะบังเกิดจำเป็นต้องก่อมารให้เป็นรูปร่างเผื่อถ่วงดุล เพื่อความสมดุลแห่งระบบจิตจักรวาล และตัวข้านั้นขอหันหลังให้เทพยาดาทุกพระองค์ ข้าจักเมินเฉยต่อหนทางแห่งการหลุดพ้น ข้าจักขอมัวเมาในกิเลสและดื่มด่ำรสชาติของมันไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ข้าขอสรรเสริญแด่มารผู้เป็นดั่งเงาสะท้อนแห่งเทวะผู้ลิขิตชะตามนุษย์ ยิ่งต้นกำเนิดแห่งแสงส่องสว่างเพียงใด เงานั้นจะยิ่งใหญ่ได้เทียบเท่าจนเสมอเหมือน ข้าขอวิงวอนต่อท่าน โปรดจงรับเครื่องเซ่นสังเวยนี้แทนคำสัตย์แห่งความภักดีของปวงข้า!”

              คำกล่าวนั้นตั้งมั่นในกิเลสและความชั่ว รูปเสมือนของมหาเทวะคล้ายจะล้อเลียนและสะท้อนเอาความมืดที่ซ่อนอยู่ภายใต้แสงสว่างนั้นออกมาให้เด่นชัด

“ข้านั้นบูชาความมืด หาใช่แสงสว่าง เหล่ามารทั้งปวงจงตอบรับเสียงเรียกของข้า”

              นายสมัยยังคงสังวัธยายมนตราและคำสรรเสริญเหล่านั้นต่อไป พร้อมกับร่างของหญิงวัยกลางคนท้องแก่ที่ถูกนำมาวางลงตรงหน้าเทวะรูปมารนั้น

ก่อนหน้านั้นหนึ่งชั่วโมง...

              เทวกานต์และคนอื่นๆเตรียมพร้อมในชุดกันกระสุนที่แน่นหนาแต่คล่องแคล่ว แม้แต่ตุลย์เองก็จำเป็นจะต้องอาศัยเครื่องป้องกันที่เขาไม่ถนัดเช่นกัน

“วันนี้ไม่มันก็เราต้องตายกันไปข้างหนึ่ง”

              หัวหน้าหน่วยประกาศกร้าวเพื่อเรียกขวัญกำลังใจแก่พวกพ้องที่พร้อมเอาชีวิตไปทิ้งในภารกิจนี้ แม้ว่าพวกเขาจะทำงานเพื่อความถูกต้องของโลกใบนี้ แต่ในครั้งนี้พวกเขาคงต้องยอมรับว่าเขาทำมันด้วยความรู้สึกส่วนตัวเสียมากกว่า

“ทุกคนจำไว้ว่างานนี้เราจะพลาดไม่ได้ และผมไม่ยอมรับการตายของใครทั้งนั้น หายใครตายผมจะถือว่าขัดคำสั่ง!”

              หมวดเสือคือคนสุดท้ายที่เดินออกมาจากห้องเช่าเล็กๆซึ่งถูกใช้เป็นแหล่งกบดานชั่วคราวของพวกเขา

              ในมือของเขามีกะโหลกใบเดิมวางอยู่ และที่ส่วนบนนั้นมีเทียนสีแดงสดถูกยึดให้ติดกันด้วยน้ำตาเทียนสีเดียวกัน

              กานต์เดินตรงเข้าไปใกล้กะโหลกใบนั้น เขาถอดถุงมือหนังออกใช้มือเปล่าสัมผัสลงไปตรงๆบนกระดูกแห้งๆชิ้นนั้น

“ไปกับพวกเรานะนนท์ นำทางพวกเราไปที”

              สิ้นเสียงคำร้องขอนั้นไฟก็ลุกไหม้ติดที่ปลายไส้เทียนโดยไม่ต้องอาศัยประกายไฟใดๆ

              เปลวเทียนนั้นวูบไหวไปมาไม่นานก็นิ่งสนิทจากนั้นลมอ่อนๆก็โยนมาอีกครั้ง สายลมนั้นวนล้อมรอบตัวของทุกๆคน กลิ่นหอมจางๆของแป้งเด็กยังคงชัดเจน

              หมวดเสือกลั้นน้ำตากดมันลงไปจนลึกที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ แม้จะเป็นรุ่นน้องแต่ก็เหมือนกับน้องชาย เทวกานต์เองก็ไม่ได้คิดต่างไปจากหมวดเสื้อ

              ทุกคนขึ้นมาบนรถกระบะคันใหญ่โดยที่มีตุลย์เป็นคนขับ หมวดเสือนั่งอยู่ที่เบาะหลังกับคนอื่นๆเพื่อเตรียมพร้อม เทวกานต์หลับตาถือกะโหลกนั้นตั้งสติเพื่อไม่ให้สัญญาณนั้นขาดตอน

              นายแพทย์ตุลย์ตลกกับตัวเองที่คนเป็นหมออย่างเขากำลังขับรถไปบนถนนตามทิศทางของเปลวเทียนจากกะโหลกมนุษย์ซ้ำยังเชื่อว่ามันเป็นการนำทางจากวิญญาณดวงหนึ่งอีกด้วย

              เปลวเทียนนั้นไหวเอนไปมาเป็นครั้งคราวเพื่อบอกทิศทางของสิ่งที่ตามหา แต่คนขับก็จะต้องมองหาถนนที่ตนจะเลือกใช้นั้นด้วยตัวเอง

              ไม่นานรถคันใหญ่ก็มาจอดอยู่ที่หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง พวกเขาจำเป็นจะต้องจอดรถให้ห่างออกจากบริเวณนั้นพอสมควร รถของคนภายนอกนั้นไม่สามารถขับเข้าไปด้านในได้โดยพละการ

              เทวกานต์แน่ใจเป็นอย่างมากว่าที่นี่คือที่ประกอยพิธีกรรมครั้งสุดท้ายตามที่นนทการได้นำทางพวกเขามา เพราะหมู่บ้านแห่งนี้คือที่ตั้งบ้านพักของ ‘ท่าน’

              แม้ว่าเขาจะเคยมาเพียงครั้งเดียวเขาก็จำได้ไม่เคยลืม กานต์มองดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือตอนนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงคืนตามที่หมวดเสือบอกนั้นพิธีน่าจะเริ่มขึ้นช่วงเปลี่ยนผ่านก็คือหลังเที่ยงคืนพอดี

              พวกเขาเหลือเวลาไม่มากที่จะไปให้ถึงตัวของนายสมัยและผู้บัญชาการ

              เพียงไม่กี่นาทีกานต์และคนอื่นๆก็แทรกซึมเข้ามาในหมู่บ้านได้โดยง่าย เปลวเทียนนั้นยังคงชี้ไปยังบ้านที่เป็นปลายทางของทุกคน

              บ้านหลังนั้นใหญ่โตกว่าบ้านหลังอื่นๆมากกินพื้นที่เกือบสามเท่าของบ้านหลังทั่วๆไป รอบบ้านนั้นเต็มไปด้วยบอดี้การ์ดอาวุธครบมือเตรียมพร้อมสำหรับการมาเยือนของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

              คนที่ชำนาญการต่อสู้ประชิดตัวที่สุดคือเทวกานต์ เขาจึงอาสาลอบเข้าไปปะทะกับบอดี้การ์ดคนหนึ่งที่มุมของกำแพง

              แขนและมือของเขาล็อกลำคอนั้นไว้แน่นจนเหยื่อสลบไปในเวลาไม่ถึงนาที

              พวกเขาต้องแข่งกับเวลาเพื่อปีนผ่านกำแพงบ้านหลังนั้นเข้าไปด้านใน

              แปลกที่ด้านในนั้นต่างจากด้านนอกโดยสิ้นเชิง ข้างในนั้นไม่มียามหรือบอดี้การ์ดใดๆเตรียมพร้อมอยู่ พวกเขาเดินเข้ามาข้างในตัวบ้านได้สำเร็จ กลิ่นหอมของกำยานลอยมาเตะจมูกยืนยันความถูกต้องของแผนการที่มี

              เทวกานต์ส่งสัญญาณให้นายสำลีและตำรวจผู้น้อยคนอื่นๆกระจายกำลังออกไปเพื่อค้นหาศัตรูที่อาจแอบซ่อนอยู่ในทุกซอกมุมของบ้าน ส่วนพวกเขายังคงตามเปลวเทียนนั้นต่อไป

              เปลวไฟนั้นวูบไหวเอนเอียงไปมาไร้รูปทรง กานต์นึกเป็นห่วงนนท์ที่อาจได้รับผลกระทบจากพื้นที่นี้ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ในที่สุดนนทการก็พาพวกเขามาจนถึงห้องโถงที่ถูกปิดด้วยฟิล์มสีดำสนิท

              กานต์และคนอื่นๆหาทางแอบลอบเข้าไปข้างในเพื่อสังเกตการณ์ก่อนที่จะเข้าปะทะ ในตอนนี้พิธีได้ดำเนินมาจนถึงช่วงกลางแล้ว ร่างของหญิงท้องแก่นั้นถูกตรึงไว้ในอากาศต่อหน้าเทวะรูปมารที่ใจกลางห้อง

              ร่างของเธอเปลือยเป่าไม่ไหวติงจากอาการหมดสติ ตามเนื้อตัวมีลวดลายอักขระที่ยังมีเลือดสดๆไหลหยดลงมาจากแผลที่เพิ่งได้รับ

              อดีตสารวัตรตาเบิกโพลงเพราะจำได้ดีว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร กานต์สังเกตที่หน้าอกและท้องของเธอที่ยังขยับอยู่เบาๆ เขาดีใจที่ร่างนั้นยังมีชีวิตอยู่แต่มันก็อาจจะสายเกินไปในอีกไม่กี่นาที

              กานต์ออกคำสั่งบุกให้เข้าปะทะได้ทันที เสียงปืนหลายนัดดังขึ้นจากการสาดกระสุนของหมวดเสือเพื่อพังกระจกที่ปิดล้อมห้องนั้นอยู่ เทวกานต์ออกจากที่ซ่อนวิ่งตรงเข้าไปหานายสมัยที่กำลังมองมาทางเขาหัวเราะลั่น

              ตุลย์นั้นแยกตัวไปจากกลุ่มทันทีที่เห็นชายคนที่เขาตามหามาตลอด และอีกหน้าที่หนึ่งของหมวดเสือคือการทำลายพิธีนี้ก่อนที่มันจะสำเร็จ

              โชคดีที่ลูกน้องของเทวกานต์เป็นตำรวจมีฝีมือทุกคน บอดี้การ์ดและทหารรับจ้างจำนวนหนึ่งถูกจัดการเรียบร้อยเพื่อเคลียร์ทางให้เขาได้เข้าปะทะกับนายสมัยเต็มที่

“คุณกลับมาได้จริงๆ!”

              เสียงหัวเราะของนายสมัยเย็นเยียบอย่างมีความสุขหลังจากได้เห็นใบหน้าของเทวกานต์ที่ฟื้นมาจากความตาย กานต์สังเกตเห็นความผิดปกติของชายตรงหน้า

              เขาไม่ได้มีทีท่าจะห่วงพิธีกรรมที่อาจถูกทำลายลงได้ทุกเมื่อ ต่างจากอีกคนหนึ่งที่ส่งเสียงโวยวายมาจากด้านบนของห้องโถง

              กานต์เข้าประชิดตัวของนายสมัยแต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะความรู้สึกเดิมๆอีกครั้ง ความอึดอัดจากภายนอกบีบรัดเข้าที่ลำคอและท่อนขาของเขา

              วิญญาณหญิงสาวและเด็กน้อยกำลังบีบรัดเขาอย่างรุนแรงหวังจะเอาชีวิต ฟันที่แหลมคมของมันแสยะยิ้มอย่างสนุกสนานกับสิ่งที่กลังทำอยู่ กานต์รู้สึกเจ็บปวดลึกเข้าไปจนถึงกระดูก

              หัวกะโหลกใบเล็กในมือตกลงที่พื้น นายสมัยเดินเข้ามาอย่างช้าๆ เหยียบลงที่กะโหลกใบนั้นจนแตกละเอียด หมวดเสือที่ตามมาสมทบเห็นดังนั้นก็ร้องลั่นด้วยความโกรธเมื่อของสำคัญถูกย่ำยี

              หมวดเสือลั่นไกปืนลูกโม่ของตัวเองใส่ชายแก่ตรงหน้าอย่างไร้ปราณี ร่างชรานั้นล้มลงกับพื้น นอนนิ่งไม่ไหวติง ผิดกับแรงบีบที่ลำคอของเทวกานต์ที่ยังมากขึ้นเรื่อยๆ

              เพียงอึดใจเดียวร่างนั้นก็ลุกขึ้นมายืนปัดฝุ่นที่เปรอะเปื้อนตามตัวออกอย่างสบายๆ

“เปล่าประโยชน์น่า”

              นายสมัยชี้ไม้เท้าไปยังหมวดเสือ พลันเทวกานต์ถูกปล่อยจากแรงบีบของวิญญาณทั้งสองเพราะพวกมันพุ่งตรงเข้าขย้ำที่ลำคอของหมวดเสืออย่างทารุณ

              กานต์พยายามเรียกแรงและสติให้กลับมาโดยเร็วที่สุด สายตาของเขามองสลับไปมาระหว่างนายสมัยและหญิงท้องแก่ที่เริ่มหายใจรวยรินลงทุกที

              ร่างกายของเทวกานต์เจ็บปวดจารกการทารุณเมื่อสักครู่จนไม่สามารถขยับได้ดั่งใจ เขาจ้องไปที่นายสมัยซึ่งกำลังเดินตรงไปหาหมวดเสือแทนที่จะเป็นเขา

              ปลายไม้เท้าเล็กๆนั้นกดลงที่กลางหน้าอกของหมวดเสือ นายสมัยออกแรงกดอย่างช้าๆจนคนที่นอนอยู่ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

              กานต์ยังคงจ้องไปยังนายสมัยและร่างวิญญาณทั้งสอง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความโกรธนั้นแปรเปลี่ยนเป็นกำลังให้จิตของเขาที่รวมกันเป็นจุดเดียว ในดวงตาของเทวกานต์ปรากฏภาพของหญิงชายคู่หนึ่งยืนกอดกันอย่างมีความสุข

              ภาพนั้นหมดคว้างอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยที่เคยถูกอุ้มไว้ในอ้อมอกตอนนี้กลายเป็นเด็กวัยกำลังโตเดินจูงมือพ่อกับแม่ไปตามท้องถนน เมื่อมองไปยังภาพของคนเป็นพ่อเขาก็จำมันได้ทันที

“ไอ้เดรัจฉาน!”

              เสียงคำรามก้าวของเทวกานต์มีกำลังมากพอที่จะปลดพันธนาการอวิชชาที่ผูกมัดดวงวิญญาณทั้งสองให้คลายออก ความโกรธในใจนั้นพลุ่งพล่านเพราะภาพของนายสมัยตอนยังหนุ่ม และภาพหญิงสาวกับเด็กน้อยข้างๆกำลังซ้อนทับกับวิญญาณสองดวงตรงหน้าที่แทบไม่เหลือเค้าเดิม

              นายสมัยได้ก้าวข้ามขอบเขตของสามัญสำนึกจนเลือกใช้เมียและลูกเป็นหนึ่งในการทดลองศาสตร์ของตน เขาเปลี่ยนคนทั้งสองให้กลายเป็นวิญญาณร้ายเพื่อคอยรับใช้ตนเอง

“เยี่ยม นี่มันมากกว่าที่ผมคิดไว้อีก”

              นายสมัยยังคงหัวเราะอย่างมีความสุขให้กับสิ่งที่เทวกานต์ได้ทำลงไป วิญญาณรับใช้สองดวงที่หลุดออกจากพันธนาการกำลังสับสนด้วยผลกระทบของอวิชชา หญิงสาวและเด็กน้อยในสายตาของทเวกานต์ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนไปทั่วห้องโถงปล่อยมือจากร่างของหมวดเสือที่แน่นิ่งอยู่กับพื้น

              กานต์เรียกเอาแรงฮึดสุดท้ายที่เหลืออยู่กระโจนเข้าหานายสมัยจนคว่ำลงกับพื้น มือของเขากดลงที่ลำคอของชายมากวัยนั้นอย่างไร้ปราณี

“มึงทำอย่างนี้ทำไม!”

“ต้องถามด้วยเหรอครับ” นายสมัยยังคงไม่แสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา

“มึงมันไม่ใช่คน! กับแค่เงินไม่กี่บาท มึงฆ่าคนไปเท่าไหร่แล้ว!”

“เงินงั้นเหรอ? ตลกแล้วคุตำรวจ ผมไม่สนใจของโง่ๆอย่างนั้นหรอก สิ่งเดียวที่ผมต้องการคือความสนุก แค่ความสนุก! ความสุขเวลาที่ผมได้กุมชีวิตคนอื่นเอาไว้ในกำมือ ความรู้สึกเวลาที่มีคนมาขอร้องอ้อนวอนแทบเท้าของเราอย่างไร้ศักดิ์ศรี มันช่างดีเสียเหลือเกิน”

              นายสมัยจับใบหน้าของเทวกานต์ให้เข้ามาใกล้เพื่อบอกความต้องการของตัวเองให้คนตรงหน้าฟัง

ปัง!

              กระสุนนัดหนึ่งแหวกผ่านอากาศฝังเข้าที่กลางหลังของเทวกานต์ ความเจ็บปวดและแรงกระแทกนั้นมากเกินที่ร่างกายจะทนไหว เขาล้มลงกับพื้นข้างๆร่างของนายสมัย

              คนที่ยิงกระสุนนัดนั้นกำลังจะลั่นไกเพื่อยิงซ้ำอีกนัดหนึ่งแต่ก็ต้องถูกหยุดไว้เพราะรู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็นๆจากโลหะที่จ่อตรงท้ายทอยของเขาในระยะเผาขน

“วางปืนลงเถอะครับ ท่าน” ตุลย์กดากกระบอกปืนเป็นเชิงเตือน

“คุณไม่เข้าใจ” ชายร่างใหญ่ยังคงพยายามจะอธิบาย

“แกมันบ้าไปแล้ว ฆ่าคนเพราะเรื่องบ้าๆนี่” ตุลย์ตะโกนเสียงดัง

“มันไม่ใช่เรื่องบ้าๆ แต่ผมทำเพื่อลูก!”

“ลูก? ”

“ใช่ ผมทำทุกอย่างไปก็เพื่อลูก ผมแก่แล้วไม่สามารถไปได้ไกลมากกว่านี้ แต่ลูกของผมที่กำลังจะเกิดมานั้นไม่ใช่! เขาจะต้องยิ่งใหญ่! ต้องอยู่เหนือใคร! ไม่ต้องมาไต่เต้าในระบบอันน่าสมเพศของประเทศนี้อย่างผม!”

              ตุลย์ไม่ทนฟังอะไรอีกต่อไป เขาฟาดปด้ามปืนเข้าที่ท้ายทอยของชายตรงหน้าอย่างแรง จนเขาหมดสติไปแทบจะในทันที

              เทวกานต์ไม่ได้สิ้นสติไป แต่เขากำลังเจ็บปวดจากรอยกระสุน ฝ่ายนายสมัยยังคงแข็งแรงดี เขาเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายคร่อมอดีตสารวัตรด้วยสีหน้ามีความสุข

              ไม้เท้าอันเดิมกดลงที่ลำคอขอเทวกานต์จนหายใจไม่ออก เลือดไหลออกจากผิวหนังบริเวณที่ถูกกด

“ผมชอบคุณมาก คุณเหมือนของเล่นหายากสำหรับผม แต่ของเล่นก็คือของเล่น ผมเริ่มจะเบื่อคุณเสียแล้ว เพราะฉะนั้นก็พังไปเสียเถอะ”

              ชายแก่ออกแรงกดไม้เท้าให้หนักขึ้นหมายจะเอาชีวิต เทวกานต์กัดฟันครั้งสุดท้ายล้วงมือหยิบเอาปืนอีกกระบอกที่ซ่อนไว้ออกมา เหนี่ยวไกเข้าที่ท้องของนายสมัย

“ปืนทำอะไรผมไม่ได้หรอก เอ๊ะ..”

              นายสมัยรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ไม่ได้รับรู้มานาน รอยเลือดซึมออกมาจากปากแผลนั้นทำให้ร่างกายที่แก่ลงมากแล้วไม่สามารถทนความเจ็บปวดไหว

              ร่างนั้นล้มลงนอนข้างๆกับเทวกานต์ เมื่อแรงกดที่กดคอหายไปเขาก็ไอโขลก การหายใจยังเป็นเรื่องยากในตอนนี้ กานต์พยายามพลิกตัวกลับไปขึ้นคร่อมนายสมัย

              นายสมัยหายใจหอบด้วยความเจ็บปวด เขาหลับตากำหนดลมหายใจพร้อมบริกรรมคาถา เลือดที่ไหลเริ่มช้าลงและกำลังจะหยุดในไม่ช้า

              กานต์ขึ้นมานั่งคร่อมชายตรงหน้าด้วยร่างกายที่บอบช้ำ นายสมัยยังไม่มีแรงต่อสู้ เขาได้แต่ยิ้มให้เทวกานต์ด้วยฟันที่แดงไปด้วยเลือดที่สำลักออกมา

“เอายังไงดีคุณตำรวจ จะจับผมไหม” นายสมัยยังคงใช้น้ำเสียงเยาะเย้ย

“กูจะฆ่ามึงตรง คนอย่างมึงไม่สมควรได้อยู่ต่อ”

              นายสมัยหัวเราะลั่นอย่างสะใจ

“อะไรกันคุณตำรวจ เล่นเป็นคนดีมาได้ตั้งนาน สุดท้ายคุณมันก็ฆาตกรดีๆนี่เอง ไหนว่าเป็นคนของเทพยดา ทำไมทำตัวเหมือนมารอย่างนั้นเล่า”

“จะเทพจะมารกูไม่สนใจทั้งนั้น กูแค่ทำในสิ่งที่กูคิดว่ามันถูกต้อง”

              กานต์กำมีดที่ได้รับมาจากหมวดเสือไว้ในมือ มือนั้นอ่อนแรงจนต้องใช้ทั้งสองมือเพื่อกุมมัน เขาเงื้อมันขึ้นสุดตัวแล้วปักมันลงที่กลางอกของชายแก่ตรงหน้า

              เลือดที่เกิดจากแผลเปิดภายในทะลักเข้าอวัยวะภายในจนนายสมัยสำลักมันออกมา

“คุณมีของดีนี่นา ไม่อย่างนั้นคงแทงไม่เข้า”

              แม้ในยามนี้นายสมัยยังคงหัวเราะอย่างมีความสุข ผิดจากมือที่เปื้อนเลือดสีแดงสดของเทวกานต์ มือนั้นสั่นเทาด้วยความรู้สึกที่หลากหลายจนยากจะจัดการ

              ร่างของนายสมัยค่อยๆผอมแห้งลงอย่างเห็นได้ชัด รอยสักตามเนื้อตัวค่อยๆจางลงทีละนิด นี่คงจะเป็นอาถรรพ์ที่กำลังเสื่อมลงจากผลของมีดเล่มนี้ เทวกานต์พยายามตั้งตัวให้ตรงจนวินาทีสุดท้าย และก่อนที่นายสมัยจะสิ้นลมไปนั้นเขายังคงหัวเราะร่าและตะโกนใส่เทวกานต์อย่างสุดเสียง

“ฆ่าผมไปก็เท่านั้นคุณตำรวจ คนอย่างผมยังมีอีกเยอะ คนที่โลภในความสุขอย่างผม วันนี้ผมได้แสดงให้เห็นแล้วว่าผมทำได้ พวกเขาก็ทำได้ สักวันหนึ่งคุณตำรวจ สักวันหนึ่งจะมีคนอย่างผมเกิดขึ้นมาอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะอะไรรู้ไหม เพราะกิเลสมันหอมหวานยังไงล่ะ...”

              ร่างของชายแก่ตรงหน้าหยุดหายใจสนิทแน่นิ่งไปกับพื้นทั้งที่ยังยิ้มและดวงตาคู่นั้นยังเบิกกว้างมองไปข้างหน้าอย่างทะเยอทะยาน

              กานต์มองร่างที่ดูแก่ลงจากเมื่อครู่ราวกับคนละคน คดีนี้จบลงแล้วแต่มันต้องแลกมาด้วยความสูญเสียมากมาย อย่างหาอะไรมาทดแทนไม่ได้

              ตุลย์เข้ามาพยุงร่างของเพื่อนให้ยืนขึ้นหลังจากช่วยปลดโซ่ตรึงร่างของหญิงท้องแก่นั้นไว้ในอากาศลงมากับพื้นแล้ว

              นายแพทย์หนุ่มส่ายหน้าแทนคำตอบของการจากไปทั้งแม่และลูกผู้น่าสงสาร กานต์กำปืนโบราณในมือไว้แน่นขอให้ตุลย์พาตนเดินไปยังเทวะรูปตรงกลางห้อง

              เมื่อมาพิจารณาดูใกล้ๆรูปลักษณ์ของเทวะรูปนี้ช่างน่ากลัว และในที่สุดเบาะแสที่หายไปจากที่เกิดเหตุก็ปรากฏอยู่ ณ ที่นี้ ชิ้นส่วนบริเวณหน้าผากของศพที่ถูกใช้เป็นเครื่องสังเวยนั้นถูกวางไว้ในปากทั้งสามด้านของเทวะรูป เหลือเพียงชิ้นเดียวของหญิงท้องแก่ตรงหน้าเท่านั้นที่ยังไม่ถูกนำออกมา

              กานต์มองไปยังร่างไร้วิญญาณนั้นอย่างเวทนา เธอคือหนึ่งในเหยื่อของความทะเยอะทะยานในใจมนุษย์ เธอเกิดมาภายใต้ฤกษ์เพชฌฆาตเช่นเดียวกับเขาและเหยื่อรายอื่นๆ

              เธอคือคำใบ้แรกที่สามีของเธอคิดร่วมกับนายสมัยถือการตามหาเครื่องสังเวยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเกิดใหม่ของเด็กในท้อง

              อดีตสารวัตรจ่อปืนไปที่เทวะรูปมารนั้น เขาบังคับลมหายใจให้ช้าลงรีดเอาแรงสุดท้ายที่เหลือออกมา ปลายนิ้วของเขาเกี่ยวไว้ที่ไกปืน และออกแรงกดลั่นไกออกมา

              กระสุนตะกั่วพุ่งทะลุผ่านส่วนบนของเทวะรูปนั้นจนแตกออกเป็นชิ้น สิ้นเสียงลั่นไกของเทวกานต์ พลันเกิดเสียงใหม่ที่ไม่คาดคิด

“อุแว้!”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น