อัปเดตล่าสุด 2019-03-04 10:50:04

ตอนที่ 25 บทส่งท้าย

              ท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่น ลมเอื่อย ๆ โชยมาอย่างช้า ๆ ท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนสวยงามกลมกลืนกับปุยเมฆสีขาวที่กระจายตัวอยู่บนนั้นราวกับภาพวาด

              เทวกานต์กำลังง่วนอยู่กับการยกสัมภาระหลายลังลงจากท้ายรถ โดยมีดุจดาวคอยช่วยอยู่ไม่ห่าง ของที่เขานำมาในวันนี้ล้วนเป็นของใหม่ทั้งหมด เด็ก ๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าวิ่งห้อมล้อมคนทั้งสองไปมาอย่างตื่นเต้นดีใจ ดุจดาวจึงชวนให้เด็ก ๆ เดินออกมาจากตรงนั้นเพราะกลัวว่าจะได้รับอันตรายจากสัมภาระหนัก ๆ ที่เทวกานต์กำลังขนย้ายอยู่

              เทวกานต์กวาดสายตามองไปรอบๆ ที่แห้งนี้เปลี่ยนไปมากหลังจากที่เขาได้มาเยือนครั้งแรกเมื่อปีก่อน ปีนี้เป็นปีที่สามแล้วที่เขามาเยี่ยมเยียนสถานที่นี้อย่างสม่ำเสมอ

              เงินที่ได้รับหลังจากการจากไปของนนทการ ถูกใช้เพื่อทำนุบำรุงสถานที่แห่งนี้จนหมด อีกทั้งเขาและเพื่อนยังช่วยกันสมทุบเงินอีกจำนวนหนึ่งเข้ามาด้วยเช่นกัน

              บรรยากาศอันเงียบสงบที่นี่ถูกแต่งแต้มด้วยร่มเงาของไม้ใหญ่หลายต้น เสียงหัวเราะอันสดใสของเด็ก ๆ ทุกอย่างเหมือนเป็นความฝันเมื่อนึกย้อนถึงชีวิตที่ผ่านมาของตัวเขาเอง

              หลังจากขนข้าวของเสร็จ เทวกานต์มักจะเดินสำรวจดูวิถีชีวิตของเด็ก ๆ ที่กำลังเล่นสนุก เขาเองก็เฝ้ารอเช่นกันว่าสักวันเขาจะได้มีความสดใสเหล่านี้เป็นของตัวเอง

              “ปีนี้ก็มาอีกแล้วนะคะสารวัตร” หญิงชราวัยเจ็ดสิบกว่าเอ่ยทักทาย

              “แค่อดีตสารวัตรน่ะครับ ผมบอกหลายทีแล้วนะครับ” เทวกานต์หัวเราะขำ ๆ

              “ในครั้งแรกฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณสองคนจึงเลือกที่จะฉลองวันครบรอบแต่งงานด้วยการมาสถานที่อย่างนี้ แต่ตอนนี้ฉันก็พอจะเข้าใจได้ค่ะ”

              เทวกานต์ยิ้มตอบรอยยิ้มที่จริงใจของผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาช่วยเข็นรถวีลแชร์ของเธอไปยังห้องโถงที่กำลังจะใช้จัดกิจกรรมเพื่อแจกของฝากที่เขานำมาให้เด็ก ๆ ในวันนี้

              “หลังจากนนท์จากไป เด็ก ๆ ก็เหงามาก ดีที่ได้คุณเสือมาช่วยสอนศาสนากับประวัติศาสตร์ต่าง ๆ แม้ว่าบุคลิกของเขาจะดูน่ากลัวไปสักหน่อย แต่เด็ก ๆ ก็ติดเขามากค่ะ”

              เทวกานต์มองตามปลายนิ้วที่ผู้อำนวยการชี้ไปยังหมวดเสือที่ตอนนี้กำลังสอนให้เด็กกลุ่มหนึ่งปลูกผักสวนครัว ใบหน้าของเขาดูมีความสุขกว่าแต่ก่อนมาก แม้จะยังคงไว้ผมเผ้ารุงรังเช่นเคย

              ภาพของหมวดเสือทำให้เทวกานต์หวนคิดถึงอดีตลูกน้องคนอื่นๆที่แยกย้ายกลับไปทำนาทำไร่เงียบๆที่ต่างจังหวัด เพราะหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทางเบื้องบนได้ตัดสินใจมอบเงินก้อนใหญ่ให้กับแต่ละคนในหน่วยเพื่อปิดปากเรื่องที่มีนายตำรวจใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเหตุผลว่ามันเกี่ยวกับความมั่นคงและน่าเชื่อถือ

              ข่าวที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะชนนั้นมีเพียง ‘นายสมัย หมอผีวิปริต’ เท่านั้นที่เป็นตัวการ และแน่นอนว่าความดีความชอบทั้งหมดไม่ได้มีชื่อของเทวกานต์และคนอื่นๆเลยแม้แต่น้อย เงินก้อนใหญ่ที่พูดถึงนั้นมากพอที่จะทำให้อยู่สบายไปได้ทั้งชีวิต แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทุกคนตัดสินใจจบเส้นทางตำรวจเอาไว้ตรงนี้

              ทุกคนยังคงสะเทือนใจกับการจากไปของนนทการ และกลัวว่าวันหนึ่งอาจมีใครต้องจากไปอีก ทุกคนมีภาระมีครอบครัว ลูกน้องคนอื่นๆนอกจากเทวกานต์และหมวดเสือตัดสินใจรับเงินก้อนนั้นและกลับไปตั้งตัว แต่อย่างไรพวกเขายังคงจะยังมาพบกันเสมอเมื่อถูกเรียกหาตามสัญญาที่ให้ไว้

              นายแพทย์ตุลย์ กลับไปใช้ชีวิตปลีกวิเวกในห้องชันสูตรตามเดิม ชีวิตเรียบง่ายไม่ต้องพูดคุยกับใคร มีเพียงแค่ร่างอันแน่นิ่งไร้วิญญาณเป็นเพื่อน เพียงเท่านั้นก็สงบสุขเพียงพอแล้วสำหรับเขา เว้นแต่เพียงว่าช่วงหลังๆมานี้ตุลย์มักจะแวะมาหาเทวกานต์ที่บ้านอยู่บ่อยๆ และทุกครั้งก็ไม่พ้นเรื่องสังสรรค์ตามประสาผู้ชาย

              กิจกรรมดำเนินไปด้วยความสนุกสนานดังเช่นเคย เด็ก ๆ นั้นรู้จักเขาตั้งแต่ก่อนที่เทวกานต์จะมาเยือนที่แห่งนี้เสียอีก

              “พี่ชื่อซูเปอร์แมนใช่ไหมครับ ?” เด็กน้อยคนหนึ่งเคยถามในวันที่เขามาเยือน

              “ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะครับ  ?”

              “พี่นนท์ชอบพูดถึงพี่บ่อย ๆ ครับเวลามาเล่นกับพวกเรา”

              เทวกานต์ปาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยความทรงจำของนนทการ รุ่นน้อง เพื่อนร่วมงาน ที่เปรียบดั่งน้องชายแท้ ๆ ของตัวเขาเอง

              และทุกครั้งที่มาเยือนที่แห่งนี้ เขาจะแวะไปเยี่ยมเด็กคนหนึ่งที่มักจะแยกตัวออกจากคนอื่น ๆ เพราะบุคลิกที่โตเกินวัย อีกทั้งยังต้องมีคนคอยดูแลเป็นพิเศษเสมอ

              เทวกานต์มองผ่านกระจกของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปยังเด็กน้อยวัยใกล้จะสามขวบที่กำลังนั่งวาดสีเทียนลงในกระดาษอย่างตั้งใจ เขาไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะเติบโตมาเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยเรื่องราวในอดีตก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดสำหรับอนาคต

              แม้ใจจะคิดอย่างนั้นแต่สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของเขาเองก็สร้างความกังวลได้ไม่น้อย กลุ่มควันสีดำทะมึนไร้รูปร่างวนเวียนห้อมล้อมร่างของเด็กชายเอาไว้ ทุกครั้งที่เทวกานต์มาพบเด็กคนนี้เงาดำก็มากขึ้นทุกครั้งเช่นกัน เขาพยายามมองอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่ามันคืออะไร รู้แต่เพียงว่ามันคือกลุ่มก้อนของความแค้นที่สะสมอยู่รอบๆตัวเด็กคนนี้ เด็กที่เป็นหัวใจของพิธีกรรมในคืนนั้น

              เทวกานต์บอกกับตัวเองอยู่ลึกๆว่าหากวันนั้นมาถึง วันที่เด็กคนนี้อาจถูกครอบงำด้วยสิ่งเหล่านี้ เขาคงจะตัดสินใจรับเด็กคนนี้มาไว้ในความดูแลในฐานะ ลูก สักวันหนึ่ง

              “ไปกันเถอะค่ะกานต์ เด็ก ๆ จะได้พัก” เสียงใสๆของดุจดาวฉุดให้เขาหลุดจากภวังค์

              เทวกานต์ดึงดุจดาวเข้ามากอดก่อนจะเดินกลับไปที่รถเพื่อเดินทางกลับ

              ชายหนุ่มได้กลิ่นแป้งเด็กลอยมาตามลม เขาหันกลับไปมองพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมานองหน้า

              ที่สนามหญ้าเล็ก ๆ ของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั้น นนทการกำลังยืนอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ เขามองมายังเทวกานต์ด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข ร่างของเขาโปร่งใส สุกสว่าง

              นนทการก้มศีรษะให้เทวกานต์ทีหนึ่งเหมือนอย่างที่ทำบ่อย ๆ ก่อนจะจางหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและเสียงหัวเราะอันสดใสของเด็ก ๆ

“มองนนท์อยู่หรือคะ” ดุจดาวยิ้มให้อย่างรู้ทัน

              เทวกานต์ยิ้มรับอย่างสุขใจอีกครั้งที่เขารู้สึกโชคดีที่เขามี ‘ตามาร’ ดวงนี้อยู่กับตัว เพราะมันทำให้เขาได้พบกับคนที่แสนคิดถึง คนที่ไม่มีวันกลับมาเดือนร่วมทางกันได้อีกไม่ว่าอีกนานแค่ไหน แต่ถึงกระนั้นเทวกานต์ก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป ดวงตาที่สามารถมองเห็นบางสิ่งบางอย่างได้มากกว่าคนทั่วไป ดวงตาที่เป็นเหมือนหน้าต่างของโลกหลังความตาย ดวงตาที่มีไว้เพื่อคนตายมากกว่าคนเป็น มันไม่ได้ทำให้เขาล่วงรู้ในสิ่งที่กำลังจะมาถึง แต่เขาก็พร้อมที่จะเผชิญทุกอย่างด้วยหัวใจที่เข้มแข็งมากกว่าเดิม

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Nan Petkaew
2019-03-04 15:10:40

รอติดตามเรื่องต่อไปค่ะ^^

#1

Start Napatkarnkit
2019-03-04 16:27:18

แล้ว ท่าน ที่เป็นคนบงการหายไปไหนคะ ไม่มีพูดถึง

#2