อัปเดตล่าสุด 2018-12-26 09:35:40

ตอนที่ 5 ผู้มาเยือน

โอเค พรุ่งนี้คุยกันต่อครับ

               นนท์วางสายโทรศัพท์พร้อมถอนหายใจ เขายังไม่สามารถจะทำใจเชื่อได้ลงจริงๆว่าคดีนี้มันจะมีมูลเหตุมาจากไสยศาสตร์หรือวิชาอาคมต่างๆ แต่มันก็ไม่เสียหายที่จะลองเก็บไว้เป็นข้อมูลดิบ

               คืนนั้นเขาทิ้งตัวลงนอนพักผ่อนทันทีหลังจากอาบน้ำเสร็จเพราะพรุ่งนี้ยังคงเป็นวันทำงานของเขา อีกทั้งยังนัดใครบางคนไว้อีก คนที่เขาคิดว่าน่าจะมีคำตอบให้กับเขาสำหรับเรื่องนี้

               เสียงเครื่องปรับอากาศกลางเก่ากลางใหม่ดังคลอกล่อมให้คนที่นอนอยู่บนเตียงหลับสนิท ทั้งประตูกระจกและหน้าต่างปิดสนิทเพื่อกักเก็บความเย็น

               อุณหภูมิในห้องถูกปรับไว้ที่ 25 องศา ตามปกติ แต่คืนนี้นนท์กลับรู้สึกหนาวกว่าปกติ ผ้านวมที่ไม่ได้ใช้มานานจึงถูกนำออกมาใช้ในโอกาสพิเศษ

               ตำรวจหนุ่มในยามนี้ไม่ต่างจากวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาขดตัวซุกผ้านวมหวังให้มันช่วยซับเอาความเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงานออกไปเสียให้หมด

               เขาผล็อยหลับไปในเวลาไม่นาน แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเขาก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างช้าๆ เพราะอากาศที่หนาวจนผ้านวมผืนเดียวเริ่มจะเอาไม่อยู่

               เสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังเบาๆค่อยๆดังขึ้นจนเหมือนมันใกล้จะพัง เสียงครืดคราดนั้นดังอยู่ไม่ไกลจากตัวของเขาเท่าไหร่

               นนท์กระชับผ้านวมให้แน่นหนาขึ้น ดึงมันให้สูงขึ้นมาจนปิดใบหูข้างที่นอนตะแคงหวังว่ามันจะช่วยให้เขาไม่ต้องได้ยินเสียงน่ารำคาญนี้อีก

               จากเสียงเครื่องปรับอากาศที่ผิดปกติค่อยๆเปลี่ยนไปทีละน้อยและดังขึ้นเรื่อยๆ จนเสียงมันเริ่มฟังได้ชัดเจนว่าไม่ใช่เสียงของเครื่องปรับอากาศอีกต่อไป

               ท่ามกลางความมืดในห้องนอนนนท์ตื่นเต็มที่เพราะเสียงผิดปกติที่ได้ยิน แต่เขายังไม่ลืมตา เขายังคงทำเป็นเหมือนหลับอยู่เพื่อสังเกตการณ์และวิเคราะห์เสียงนั้นให้ชัดเจน

               เสียงครืดคราดนั้นคล้ายกับเครื่องปรับอากาศในครั้งแรกแต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ เสียงนั้นคือเสียงของลมหายใจที่หอบโยน มันหน่วงและหนัก

               เสียงติดขัดของมันบ่งบอกว่าเจ้าของเสียงหายใจได้ไม่สะดวกเหมือนมีอะไรบางอย่างเข้าไปติดอยู่ในลำคอและหลอดลม แต่แม้จะเป็นอย่างนั้นเจ้าของเสียงก็ยังพยายามที่จะฝืนหายใจต่อไป

               เสียงหายใจหอบหนักค่อยๆชัดเจนและใกล้เข้ามา นนท์พยายามรวบรวมสติและถามว่าตัวเองฝันหรือเปล่า เขาใช้มือหยิกแขนตัวเองใต้ผ้านวมก็พบว่าตัวเองยังมีสติอยู่ดีพร้อม

มันเรื่องอะไรกันวะ

               นนท์ถามตัวเองในความคิดโดยยังไม่กล้าที่จะลืมตาขึ้นมา ในหัวของเขามีสองความคิดที่ตีกันอยู่ ถ้าไม่ใช่โจรก็คงจะเป็นผี

               แต่มันจะมีโจรที่ไหนมานั่งหายใจใส่เขาอย่างนี้ พอคิดได้อย่างนั้นเขาก็พยายามที่จะหลุดพ้นจากสภาพนี้ เขาพยายามขยับร่างกายเล็กๆ ก็พบว่าไม่ได้มีอาการผีอำเหมือนอย่างที่เคยได้ยินมา

อือ..

               เสียงหอบหายใจเริ่มช้าและยาวขึ้น เสียงสั่นเครือของมันเริ่มเปลี่ยนไปเป็นเสียงครวญครางในลำคอ เนิบช้า ทรมาน และเศร้าสร้อย

               เสียงสะอื้นของหญิงสาวค่อยๆ ใกล้เข้ามาอย่างช้า จนคนที่แกล้งหลับได้ยินทุกอย่างราวกับมันดังอยู่ข้างหู

ฮือ.. ช่วย..

               เริ่มมีคำผสมเข้ามาในเสียงสะอื้น นนท์ขนลุกชูชันไปทั่วทั้งตัว และไม่สามารถจะแกล้งหลับต่อไปได้อีก เพราะเสียงนั้นเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ความดังของมัน แต่น้ำเสียงนั้นเริ่มหนักและมีความโกรธปะปนอยู่

               นนท์เริ่มหายใจไม่สะดวกเพราะกลิ่นคาวกับความอับชื้นกระจายตัวไปทั่วห้องอย่างไม่มีที่มา เขาเริ่มจะสำลักกลิ่นเหล่านั้นจนไอโขลกออกมาอย่างลืมตัว

               เมื่อเผลอลืมตาขึ้นมาเขาก็ได้เห็นว่าที่ตรงหน้าของเขาไม่มีเงาร่างใดปรากฏในคลองสายตา เขาหันซ้ายหันขวาก็ไม่พบใคร

ฮือ..

               เสียงสะอื้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนแล้วว่าเจ้าของเสียงนั้นอยู่ข้างหลังของเขา และมันคงจะไม่ไกลสักเท่าไหร่นัก

               นนท์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอรวบรวมความกล้า สองมือกำแน่นอย่างหวาดวิตก คนที่ไม่เคยกลัวใครอย่างเขาเมื่อต้องมาเจอกับสิ่งที่ยากจะเข้าใจแบบนี้ ตรรกะที่มีก็เริ่มจะพังทลายลงทีละน้อย

               เขากลั้นหายใจรวบรวมความกล้าหันกลับไปเผชิญกับอะไรก็ตามที่รอเขาอยู่ พร้อมเงื้อหมัดในมือขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล

               เมื่อหันกลับมาสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของนนท์คือร่างอวบของหญิงสาวคนหนึ่งในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่นเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและคราบน้ำสีดำๆทั่วทั้งตัว

               เธอนั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ในช่องข้างเตียง ร่างนั้นโยกไปมาตามจังหวะของเสียงสะอื้น เสียงครวญครางนั้นสะดุดเป็นช่วงๆ เหมือนกับอาการหายใจไม่สะดวก

               นนท์ทำได้แค่ตัวแข็งยืนมองวิญญาณปริศนาตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ เขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ใช่เขากลัว แต่เขาก็ยังพอจะประคองสติไว้ได้ เขาต้องทำอย่างไร เขาควรจะวิ่งหนีออกไป หรือ ควรจะจัดการกับคนตรงหน้ามากกว่า

               ไม่ทันที่นนท์จะได้คิดอะไรออก หญิงสาวคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นจากท่ากอดเข่า เธอค่อยๆหันใบหน้ามาจ้องมองนนท์ด้วยใบหน้าที่ฟกช้ำปูดโปนจนน่าขนลุก

               ดวงตาของเธอไร้แวว แต่ก็พอจะดูออกได้ว่าอยู่ผิดรูปจากสิ่งที่มันควรจะเป็น หนังศีรษะข้างหนึ่งเปิดออก ไม่มีเส้นผมเหมือนกับถูกถลกออกไปทั้งแผ่น

                ร่างตรงหน้าค่อยๆ คลายมือที่กอดเข่าอยู่ขึ้นมากุมที่ศีรษะแล้วส่งเสียงร้องที่ดังกว่าเดิม

เจ็บ... ฮือ...

               ความกลัวและความไม่เข้าใจก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและพุ่งเข้าใส่สมองของนนท์จนมันประมวลผลไม่ทัน

               สมองที่ทำงานหนักจนเริ่มจะขาดผึงทำให้สติของเขาเริ่มหลุดลอย ห้องหมุนคว้างด้วยความเครียดที่เกินจะรับ ร่างของเขาร่วงนอนลงบนเตียงอย่างไม่มีแรงขยับ

               ในสติอันเลือนรางนั้น นนท์ได้ยินเสียงสะอื้นชัดเจนห่างออกไปเพียงหนึ่งช่วงแขน เสียงร้องไห้นั้นดังขึ้น แล้วมันก็ค่อยๆแผ่วลง

               เงาร่างของวิญญาณดวงนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างช้าๆ ย่างกราบเข้ามาอย่างเจ็บปวดทรมาน ทุกอากัปกิริยาสร้างความเจ็บปวดรุนแรงจากแผลจำนวนนับไม่ถ้วน

               เธอเข้ามาใกล้กับร่างของนนท์ที่นอนอยู่ตรงนั้น เธอค่อยๆ เอื้อมมือข้างที่บิดผิดรูปนั้นออกมา ลูบไล้ไปบนใบหน้าของเขา ภาพสุดท้ายที่นนท์ได้เห็นคือเงานิ้วมือที่เอื้อมมาจากด้านหลัง

               สติของนนทการหลุดลอยไปในความมืด คล้ายกับตกสู่ห้วงนิทราอันยาวนาน

.............................................................

               เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเทวกานต์นั่งจิบกาแฟอยู่ในร้านขายของชำกลางตลาดใกล้ที่พัก

               กานต์ยังคงคุ้นชินกับภาพในวัยเด็ก ตลาดที่คนแออัด พระเดินบิณฑบาตขวักไขว่ ร้านน้ำชากาแฟที่ลุงๆ ต้องมานั่งถกกันเรื่องหนังสือพิมพ์ของวันใหม่ เสียงแม่ค้า เสียงรถ ทำให้เขาอุ่นใจเมื่อได้มานั่งตรงนี้

               เขาเลือกที่พักที่ห่างจากตัวเมืองออกมาพอสมควร เขาไม่ชอบความวุ่นวาย ความรีบร้อน และความแออัดนั้น บ้านที่เขาโตมาในต่างจังหวัดไร้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่ทันสมัย แต่อบอุ่น

               แก้วใสใบเล็กที่ใส่กาแฟดำไว้เต็มมีนมข้นและน้ำตาลนอนก้น ปาท่องโก๋ที่วางใส่จานสังกะสีไว้ใกล้ๆ ราคาของมันไม่ได้มากมาย แต่กลับเติมเต็มหัวใจของเขาได้อย่างประหลาด

               หลังจากนั่งจิบกาแฟจนพอใจแล้วสารวัตรหนุ่มก็ลุกขึ้นเดินออกจากร้านไปแวะซื้อของกินเล็กน้อยติดมือไปยังสถานที่ต่อไปตามตารางเวลาที่ได้วางไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

               รถฟอร์จูนเนอร์สีดำสนิทวิ่งผ่านถนนใหญ่ขึ้นสู่ทางด่วนด้วยความเร็ว สิ่งที่กานต์เบื่อที่สุดไม่ใช่การขับรถ แต่เป็นการเดินทางไปยังสถานที่ทำงานของตัวเองต่างหาก

               ด้วยหน้าที่การงานของเขาจำเป็นจะต้องวนรถไปมาอยู่หลายรอบ เข้าออกหลายถนนหลายซอย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สะกดรอยตามมา แม้กระทั่งถึงที่หมายแล้วเขาก็ไม่สามารถจอดรถเอาไว้ใกล้กับที่นั่นได้

               เทวกานต์จอดรถในที่รับฝากรถห่างออกไปประมาณหนึ่ง เขาต้องเดินผ่านถนนและสะพานลอยอีกต่อจึงมาถึงซอยย่านชุมชนแห่งหนึ่งในย่านลาดพร้าว

               ที่ทำงานของพวกเขาไม่ได้อยู่ในสถานีตำรวจหรือศูนย์บัญชาการใด พวกเขาต้องเปลี่ยนที่พักพิงไปเรื่อยๆ ไม่ให้ใครรู้ที่อยู่ที่แน่นอนได้ และห้ามบอกใครถึงสถานที่ทำงานของตัวเอง แม้แต่ครอบครัวก็ตาม

               เดินลึกเข้ามาในซอยครึกครื้นที่เต็มไปด้วยร้านกาแฟสมัยใหม่ ร้านขนม อีกทั้งยังหอพักหลายแห่งซึ่งมองดูเผินๆ แล้วก็ไม่ต่างอะไรจากซอยธรรมดาทั่วไป และนั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ

               ในซอยธรรมดาๆ แห่งนี้มีบ้านเช่าหลังหนึ่งตั้งอยู่กลางซอย ที่ตรงนั้นดูไม่ต่างจากที่อื่นๆ บ้านทาวน์เฮ้าส์เก่าๆ โทรมๆ เนื่องจากไม่ได้รับการดูแล มีผ้าตาก มีมอเตอร์ไซด์ มีทุกอย่างตามแบบฉบับของที่อยู่อาศัย

               กานต์เดินตรงเข้าไปในบ้านโดยไม่ต้องไขกุญแจ เพราะเห็นว่ามีคนมาถึงก่อนแล้วจากรองเท้าที่วางอยู่หน้าบ้าน

               เปิดประตูไม้เข้ามาข้างในมีเฟอร์นิเจอร์วางตั้งเต็มไปหมดทั้งโทรทัศน์ โซฟา ตู้เย็น แต่ถ้าสังเกตดีๆ แล้วจะเห็นได้ชัดว่าพวกมันเต็มไปด้วยคราบฝุ่นหนาเขรอะ เนื่องจากการไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานาน แต่ถ้าจะให้มองเข้ามาจากข้างนอกก็คงจะเป็นเรื่องยาก

               เดินลึกเข้ามาอีกหน่อยจะมีประตูห้องเก็บของบานหนึ่งใต้บันไดขึ้นชั้นสอง เมื่อเปิดประตูไม้เก่าๆ จะเจอประตูกระจกอีกบานหนึ่งที่จำเป็นจะต้องใช้การแสกนลายนิ้วมือเพื่อผ่านเข้าไป

               ผ่านประตูบานนั้นจะเป็นบันไดชันดิ่งลึกลงมาที่ชั้นใต้ดินความสูงประมาณตึกสองชั้น

               ข้างล่างนั้นถูกคั่นด้วยประตูกระจกอีกบานที่ครั้งนี้ต้องใช้ทั้งบัตรผ่านและการแสกนลายนิ้วมือ

               ที่นี่คือหนึ่งในเซฟเฮ้าส์ของพวกเขาที่ได้รับมอบมาจากทางกรมอย่างเป็นความลับ ข้างในนั้นถูกตกแต่งด้วยผนังชั้นดีเก็บเสียงและตัดคลื่นรบกวนทุกอย่าง และในห้องนั้นก็มีคนหนึ่งมานั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว

มาเช้าจังนะหมวด

               กานต์ทักทายหนุ่มใหญ่ที่ยืนทำความเคารพเขาอย่างเรียบร้อยขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ไว้หนวดเครารุงรัง อีกทั้งยังเกือบจะเป็นสีขาวโพลนทั้งหมดอีกด้วย

เรื่องใหญ่อย่างนี้ผมก็ต้องรีบมาสิครับนาย

               หมวดเสือ ตอบพลางกางตำราและสมุดเก่าๆออกมาหลายเล่ม เทวกานต์เดินเข้าไปดูก็พบว่ามันถูกเขียนไว้ด้วยลายมืออย่างบรรจงทุกแผ่น เนื้อหาของมันยากที่จะเข้าใจหากแต่หมวดคนนี้สามารถเข้าใจมันได้ทั้งหมด

ผมคิดว่ามันน่าจะมีมูลมาจากเรื่องพวกนี้จริงๆ

               หมวดเสือไล่นิ้วไปตามรูปแบบของยันต์ที่เขียนเอาไว้ในหนังสือ ซึ่งปรากฏอยู่บนร่างของเหยื่อที่พบเป็นศพอยู่ที่ชายทุ่ง

               เทวกานต์ขมวดคิ้วยังไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขากดโทรศัพท์หานนท์ผ่านทางโทรศัพท์เฉพาะในห้องนั้น เพราะคลื่นถูกตัดหมด แต่ปลายสายก็ไม่มีการตอบรับแม้แต่น้อย

เมื่อคืนผู้กองก็นัดผมมาเหมือนกัน คิดว่าน่าจะสาเหตุเดียวกัน

               กานต์กดโทรไปอีกหลายสายก็ไม่มีคนรับ ซึ่งแปลกมากสำหรับคนอย่างนนทการที่บ้างานเป็นบ้านเป็นหลัง อีกทั้งพวกเขายังมีกฎเรื่องของการตามตัวอยู่ด้วย

               ทั้งสองคนมองหน้ากันและสรุปเอาเองว่าอาจจะเกิดเหตุอะไรขึ้นกับรุ่นน้องของตนหรือเปล่า ด้วยเหตุนี้คนทั้งสองจึงรีบร้อนกลับออกมาจากบ้านหลังนั้นในทันที

               เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงทั้งสองคนก็ขับรถมาถึงยังที่พักของนนท์ โดยตลอดทางที่ผ่านมานั้นเขาให้หมวดเสือพยายามต่อสายถึงผู้กองอย่างต่อเนื่อง หากจะนับสายก็คงจะเกินร้อยสายไปไกลแล้ว

               ทั่งสองคนเดินตรงขึ้นไปยังห้องพักของนนท์ กานต์ใช้กุญแจที่ได้รับมาจากนนท์ไขเปิดเข้าไปก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น

               ในห้องพักแคบๆ นั้น ผู้กองหนุ่มนั่งคุดคู้อยู่อยู่ที่ช่องข้างเตียง มือข้างหนึ่งกอดเข่าร้องไห้เสียงแหบแห้งน่าจะเกิดจากการส่งเสียงติดกันมาหลายชั่วโมง

               มืออีกข้างลูบไปมาอยู่บริเวณศีรษะ ราวกับกำลังควานหาอะไรบางอย่าง หรือไม่ก็พยายามจะทำอะไรบางอย่างกับหัวตัวเอง

               ภาพที่ทั้งสองคนได้เห็นนั้นทำเอาขนลุกไปทั่วทั้งตัว หมวดเสือรีบปิดประตูใส่กลอนให้สนิท ส่วนกานต์เดินเข้าไปเขย่าตัวรุ่นน้องด้วยความเป็นห่วง

               ทันทีที่มือของเขาสัมผัสกับร่างนั้น ภาพหนึ่งก็วิ่งแล่นเข้ามาในหัวอย่างเลี่ยงไม่ได้

               ภาพชายทุ่งที่เขายังจำได้ดี ที่เกิดเหตุและข้างๆกันนั้นก็คือเงาร่างของสาวร่างอวบที่เขาเห็นและทำเป็นไม่สนใจในตอนเช้าของเมื่อวาน

เธอตามมาได้ยังไง กานต์พูดกับตัวเอง

ผมไล่ให้เอง หมวดเสือเข้ามารับช่วงต่อ

               หมวดเสือเป็นคนหนึ่งที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการอวิชชามาค่อนชีวิตก่อนจะได้มาเจอกับเทวกานต์ที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง

               ชายมากวัยหยิบเอาน้ำในตู้เย็นออกมาขวดหนึ่ง โดยเลือกเอาขวดที่ยังไม่ได้แกะใช้ เขาถือมันไว้ในมือแล้วหลับตาบริกรรมคาถาอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญ

ด้วยมนต์ของกู ภูติใด พรายใด มันต้องสลาย ไร้ทางสู้

               สิ้นเสียงนั้นเขาก็พ่นลมออกจากปากเป็นการร่ายคาถาขั้นสุดท้าย น้ำในขวดถูกรินใส่มือแล้วสะบัดใส่ร่างของรุ่นน้องจนสั่นสะท้านไปทั่งตัว

ฮือ.. เจ็บ.. เสียงแหลมเล็กที่ออกมาจากปากนนท์ฟังดูน่าขนลุก

ไป! นี่ไม่ใช่ที่ของมึง!’ หมวดเสือคำรามกร้าว

ช่วย.. ช่วยด้วย.. เสียงร้องไห้นั้นยังดังอยู่

               หมวดเสือไม่ฟังสิ่งใดอีก เขาสาดน้ำทั้งขวดใส่นนท์ก่อนจะหยิบเอาผงเถ้าบางอย่างในกระเป๋าสะพายออกมาเป่าใส่คนตรงหน้าจนล้มลง สลบไป

               ทั้งสองคนช่วยกันอุ้มร่างของรุ่นน้องกลับมานอนไว้บนเตียง โดยหวังว่าเขาจะได้สติในไม่ช้า และมันก็เป็นไปตามคาด

               เพียงไม่ถึงนาทีร่างของนนท์ก็ลืมตาขึ้นมามองหน้าพวกเขาทั้งสองคน แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ร่างนั้นก็ลุกขึ้นนั่งและเดินออกจากเตียงหันกลับมามองเขาทั้งสองคนอย่างน่าขนลุก

               ใบหน้าของนนท์ไร้ความรู้สึก ดวงตาเหม่อลอยเหมือนคนไม่ได้สติ มีเพียงอย่างเดียวที่ยังทำงานได้อยู่นั่นคือปากของเขา

ยินดีที่ได้พบ สารวัตรเทวกานต์ เสียงทุ้มใหญ่ถูกพูดผ่านร่างของนนท์

               ทั้งสองคนไม่ตอบรับกับใครก็ตามที่อยู่ในร่างนั้นอย่างเห็นได้ชัด หมวดเสือควานหาของที่พอจะใช้ประโยชน์ได้ในทันที

ผมไม่คิดเลยว่าเราจะได้คุยกันเร็วขนาดนี้ เสียงนั้นไร้ความหนักเบา

แกเป็นใคร เทวกานต์ถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

คุณไม่รู้จักผมหรอก แต่ผมรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคุณ

แกมาทำอะไรเขา สารวัตเริ่มกังวลถึงความปลอดภัยของรุ่นน้อง

ผมไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่ลูกน้องคุณดันไปหยิบเอาของของผมมาก็เท่านั้น ผมต้องไปแล้ว แล้วพบกัน

               สิ้นสุดประโยคนั้น ร่างของนนท์ก็อ่อนยวบไร้เรี่ยวแรงจนล้มทั้งยืนหัวฟาดพื้นเข้าอย่างจัง

               เสียงกระทบของศีรษะและพื้นกระเบื้องที่ดังขนาดนั้นมาจากแรงกระแทกที่มากเกินไป ตอนนี้บนพื้นของหอพักเต็มไปด้วยเลือดจากร่างของนนท์

               ท่ามกลางความตกใจทั้งสองคนต้องรีบพาร่างของรุ่นน้องคนนี้ไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ก่อนที่มันจะสายเกินแก้

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
IS US
2018-12-17 19:00:25

ขอบคุณค้าบ

#1

yaaaaa
2018-12-17 21:23:10

ตอนนี้อุทานคำว่า เฮ้ย! หลายรอบมาก พร้อมกับเครื่องหมาย ? ตลอด ต้องกลับไปอ่านตอนก่อนหนเาซธแล้วว่านนท์หยิบอะไรมา รอติดตามต่อไปนะคะ 

#2

Fern Lida
2018-12-18 11:03:38

กำลังมันส์เลย รอตอนต่อไปนะคะ

#3

Mint Nattawadee
2018-12-21 08:56:53

โอ้ยยยย ลุ้นนนน รอค่ะ 

#4