อัปเดตล่าสุด 2018-12-24 15:58:49

ตอนที่ 6 เริ่ม

คืนเดียวกัน

               ท่ามกลางห้องกว้างห้องหนึ่งที่ถูกจัดวางไปด้วยข้าวของหลายชิ้นจนเหลือที่ว่างเพียงน้อยนิด ตรงกลางห้องนั้น มีชายคนหนึ่งนั่งหลับตาอย่างสงบไม่ไหวติงมากว่าสามชั่วโมง

               ในห้องที่ทำจากไม้ห้องนี้มีหน้าต่างแต่ก็ถูกปิดสนิทเอาไว้ทุกบาน ทำให้มีเพียงแสงอ่อนๆ ที่พอจะเล็ดลอดผ่านช่องเล็กระหว่างแผ่นไม้เข้ามาได้

               แสงนวลนั้นดูสวยในความมืดอาจเพราะมันไม่ใช่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงจนแสบตา แต่มันเป็นแสงจันทร์ที่คอยส่องนำทางในยามค่ำคืน

               กลิ่นธูปยังคงอบอวลอยู่ในห้อง แม้ว่าจะมอดไปจนถึงก้านมาได้สักพักใหญ่แล้ว  เสียงแตกเปรี๊ยะของเทียนขี้ผึ้งแท้ดังเบาๆ เป็นจังหวะ กลิ่นหอมของทั้งสองสิ่งหลอมรวมช่วยให้เกิดความสงบและดิ่งสู่สมาธิโดยง่าย

               ท่ามกลางความเงียบในห้องปิดตายนั้น ร่างที่เคยสงบนิ่งไม่ไหวติงเริ่มมีรอยยิ้มปรากฏที่มุมปาก

               รอยยิ้มน่าขนลุกนั้นแสดงออกถึงความพอใจอย่างยิ่งยวด แม้ไม่ได้พูดออกมา

               ชายมากวัยเจ้าของรอยยิ้มนั้นยังคงหลับตาอยู่ แต่ก็เริ่มจะมีการขยับร่างกายเพื่อคลายความปวดเมื่อยจากการนั่งเป็นเวลานาน

               ลมวูบหนึ่งพัดมาจากที่ใดไม่มีใครรู้ ทั้งที่มันเป็นห้องปิดสนิทไร้ช่องว่าง เปลวเทียนที่เคยสว่างนิ่งวูบไหวบ้างตามแรงของลมหายใจที่อยู่ใกล้ๆ บัดนี้มันดับลงไม่เหลือไว้ซึ่งแสงสว่างอีกต่อไป

               เจ้าของรอยยิ้มน่าขนลุกยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีกหลังจากเทียนดับลง เขาลืมตาขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ อย่างพอใจ

               เขานั่งพิจารณามองหุ่นปั้นตัวเล็กๆ ที่กำไว้ในมืออย่างพอใจ ไม่นานเขาก็ยกมันขึ้นสูงจนอยู่ในระดับสายตา บนตัวของหุ่นดินปั้นนั้นมีข้อความหนึ่งถูกเขียนเอาไว้ชัดเจน ‘นนทการ’

               หุ่นดินปั้นขนาดประมาณ 5 เซนติเมตร ถูกพลิกไปมาแล้วขยำทิ้งจนเละคามือของชายมากวัยคนนั้น

‘เก็บไว้ก่อนแล้วกัน ตัวหมากดีๆ’

               เขาพูดกับตัวเองเบาๆ แล้วยันตัวให้ลุกขึ้นด้วยความรวดเร็วผิดกับวัยที่เข้าใกล้เลข 6

               ความมืดในห้องปิดตายนั้นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการเดินหรือหยิบจับอะไรภายในห้อง นั่นอาจเป็นเพราะเขาคุ้นเคยกับห้องนี้ หรือไม่เขาอาจมองเห็นมันได้อย่างชัดเจนต่างจากคนทั่วๆ ไป

               กลอนไม้แบบสอดถูกยกออก สองมือผลักเปิดประตูไม้แบบบานพับให้กว้างออกทั้งสองข้าง สองเท้าและไม้ค้ำข้างหนึ่งค่อยๆ ก้าวผ่านธรณีประตูที่ยกสูงแบบบ้านโบราณ

               อากาศข้างนอกในยามนี้เย็นเยียบน่าขนลุก ความเงียบของบ้านเรือนในต่างจังหวัดยังคงมีความขลังน่าหลงใหล

               เสียงแมลงกลางคืนคล้ายดนตรีขับกล่อม ท้องฟ้าสว่างนวลด้วยแสงจันทร์ ห่างออกไปบนผืนผ้าสีดำสนิทนั้นถูกแต่งแต้มด้วยประกายดาวนับร้อยพันงดงามไม่ต่างจากงานศิลปะแต่อย่างใด

               ชายมากวัยเดินมาหยุดอยู่ที่ชานบ้านเหมือนอย่างทุกที เขาเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึมซับเอาความงามและความสงบที่ธรรมชาติมอบให้กับมนุษย์

               ฉับพลัน แววตานั้นก็เปลี่ยนไปจนเห็นได้อย่างชัดเจน แม้จะมีอายุมากแล้วอีกทั้งร่างกายก็ถูกใช้งานมาอย่างหนักจากการโหมงานในช่วงวัยรุ่น แต่ประกายตานั้นสุกสกาวฉายแววความทะเยอทะยานอันล้นเหลือจนเกือบจะทะลักออกมานอกเบ้าตา

               ดวงตาคู่นั้นจับจ้องไปยังท้องฟ้าอันเงียบสงบ ในใจก็เฝ้าคิดว่าอยากจะครอบครองแสงดาวที่สวยงามเหล่านั้นไว้ ดวงจันทร์นั้นเองก็อยากได้ แม้จะเหม่อมองไปยังที่ดินหลายไร่ที่ติดกับเรือนของตัวเองก็ยังไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี

               ในคลองสายตาของเขาปรากฏเงาร่างนับสิบยืนห่างออกไปที่ปลายนา วิญญาณทุกดวงตรงนั้นฉายแววอาฆาตเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อคนตรงหน้า

               สภาพของดวงวิญญาณเหล่านั้นหลากหลาย บ้างคอขาด บ้างมีเชือกรัดแน่นที่ลำคอ บ้างก็อาบโทรมไปด้วยเลือดและบาดแผล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พวกเขาก็ไม่สามารถเข้ามาใกล้บ้านหลังนี้ได้ในรัศมีระยะหนึ่ง

‘หึ ไอ้พวกดื้อด้าน จ้องกูให้ตายก็ทำอะไรก็ไม่ได้’

               เขายิ้มเยาะดวงวิญญาณเหล่านั้นอย่างสะใจ ทั้งน้ำเสียงและแววตานั้นราวกับจะเย้ยทุกอย่างบนโลกใบนี้ เหยียดมันเอาไว้ให้ต่ำยิ่งกว่าฝ่าเท้า ด้วยการเปรียบตัวเองเป็นดังพระเจ้าผู้มีสิทธิ์ในทุกสรรพสิ่งที่คงอยู่

               แม้ความโลภจะเป็นรากฐานและสันดานดิบของมนุษย์ แต่เขาคนนี้ก็มีมันมากกว่าใครๆ และเขาก็ยินยอมที่จะปล่อยให้มันกลืนกินเขาไปทั้งตัวและจิตใจ อาจลึกจนถึงวิญญาณในกายตน

               มันอาจฟังดูเหมือนเรื่องทั่วไปที่คนส่วนมากก็เป็นกัน แต่เขาไม่ใช่ เพราะเขามี ‘เครื่องมือ’ ที่จะตอบสนองความอยากของเขาให้บรรลุผล เครื่องมืออันเด็ดขาดที่ไร้การต่อต้าน และร่องรอย

               เขาสามารถทำทุกอย่างได้ตามใจ จะฆ่า จะบงการใครก็เป็นเรื่องแสนง่าย หากได้ชื่อว่าเป็นหมอผีคนหนึ่ง แต่มันก็ยังน้อยเกินไปสำหรับเขา เพราะสิ่งที่เขาต้องการมันมากกว่านั้น มากกว่าที่ใครๆ จะจินตนาการได้

‘ผมอยากได้คุณมาอยู่ฝั่งนี้กับผมจริงๆ คุณตำรวจ’

               ชายมากวัยหัวเราะออกมาสุดเสียงจนดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านเพื่อรอรับวันใหม่ที่กำลังจะมาถึง

               บัดนี้ละครฉากใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น เสียงโห่ครึกโครมดังก้องอยู่ในความเงียบที่ยากจะได้ยิน ความโกลาหลที่เกิดจากน้ำมือคนไม่กี่คน แต่จะคร่าเอาชีวิตคนอีกหลายคน เพื่อนของพวกมันเอง

               เพราะ ‘ความโลภ’ เพียงอย่างเดียว

 

‘ จะผืนฟ้าหรือผืนน้ำ กูจะเอา

ใครจะเฝ้า ใครจะรักษ์ กูไม่สน

กูจะฆ่า กูจะบดมันทุกคน

กูจะปรน กูจะเปรอ ดวงใจให้สำราญ

..............................................................................

1 วันต่อมา

               สารวัตรเทวกานต์และหมวดเสือนั่งเงียบอยู่ในห้องพักพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้ที่สุด เพื่อรอให้รุ่นน้องที่ยังหลับไม่ได้สติฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน

‘ไม่มีอะไรผิดปกตินะคะ แค่หัวแตกจากการฟาดอย่างรุนแรง’

               นั่นคือสิ่งที่แพทย์ผู้รับผิดชอบบอก เพราะนอกจากบาดแผลภายนอกแล้วก็ไม่พบความผิดปกติอื่นใดอีก

               กานต์ก้มหน้ามองพื้นด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว เขารู้สึกว่าเขาต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของสิ่งที่เขาเชื่อว่าคือ วิญญาณ เหตุการณ์ที่นอกเหนือจากภาระและหน้าที่ของตำรวจ

               แม้ว่าตัวเขาเองจะคุ้นเคยกับเรื่องราวลึกลับและดวงวิญญาณเหล่านี้ แต่เขาก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่า มันจะมาเกิดกับคนใกล้ตัวที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยสักนิด

‘ลูกน้องของคุณหยิบของของผมมา’

               ประโยคนี้ยังดังก้องอยู่ในหัว และทำให้เกิดคำถามที่ไม่อาจให้ใครมาช่วยหาคำตอบได้นอกจาก คนที่ยังไม่ได้สติอยู่บนเตียงคนนั้น

               หมวดเสือนิ่งใช้ความคิดหลังจากที่ไม่ได้ใช้มานาน เขาเงียบสลับกับการเปิดตำราและหนังสือเก่าๆ ที่ติดตัวมา พลิกไปพลิกมาจนเสียงดังไปทั่วห้องพัก

‘อือ..’

               ทันทีที่ทั้งสองคนได้ยินเสียงดังมาจากเตียงคนไข้ก็รีบผละทุกอย่างแล้วเข้ามาคุยกับคนป่วยที่ค่อยๆ ได้สติขึ้นมาอย่างช้าๆ

               ตอนนี้นนท์เริ่มได้สติแล้ว แม้ว่าจะยังรู้สึกปวดหัวและมีอาการเบลออย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะจำเสียงเรียกของรุ่นพี่ทั้งสองได้ แต่ดวงตาของเขาก็ยังไม่สามารถปรับความคมชัดให้มากพอจนเห็นใบหน้าเหล่านั้นได้

               เสียงที่ดังเข้ามาในหูก้องราวกับมีคนตะโกนอยู่ใต้น้ำ ความเจ็บแปลบที่ขมับและกลางกระหม่อมทำให้เขารู้สึกทรมาน ลำคอแห้งผากเพราะอาการขาดน้ำ

               นนทการพยายามส่งเสียงอันแหบแห้งนั้นออกมา เพื่อขอให้ใครสักคนเอาน้ำมาให้เขาดื่ม เพราะเขารู้สึกกระหายจนจะทนแทบไม่ไหวอีกแล้ว

               กานต์ยื่นขวดน้ำเล็กๆ ของโรงพยาบาลส่งให้รุ่นน้องถือ พร้อมบอกให้ค่อยๆ จิบ แต่นนท์กลับหยิบหลอดที่ใส่เอาไว้ในขวดออก แล้วกระดกมันเข้าไปรวดเดียวจนหมด

               นนท์พยายามเรียกสติของตัวเองให้กลับมา เขาส่ายหัวไปมา ลูบไปตามเนื้อตัวที่ยังรู้สึกชาไม่เข้าที่ สายน้ำเกลือดูช่างเกะกะและน่ารำคาญ

               เขาค่อยๆ ประมวลผลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบตัวเองให้ได้ว่า ทำไมตนจึงต้องมานอนอยู่ในโรงพยาบาลอย่างนี้

               ทันทีที่เขาเริ่มคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น อาการปวดแปลบที่บริเวณขมับก็ทวีความรุนแรงขึ้นจนต้องร้องออกมาเสียงดัง

               ภาพเหตุการณ์ในคืนก่อนหน้าเริ่มรีเพลย์ให้เขาเห็นในห้วงความคิด เขาจำได้แล้ว จำได้ว่าเขาเห็นอะไรในคืนนั้น

               ภาพวิญญาณของหญิงสาวร่างอวบนั้นยังติดตาของเขา ภาพของเธอ กลิ่นของเธอ และเสียงของเธอช่างสมจริงเกินกว่าจะเรียกว่าความฝัน

อ๊อก..

               เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น นนท์ก็อ้วกออกมาจนเลอะผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่เต็มไปหมด

               กานต์บอกให้หมวดเสือรีบไปเรียกพยาบาลมาดูอาการของนนท์ ทั้งที่เขาก็รู้ดีว่าเรื่องนี้มันเกินขอบเขตของความรู้ทางการแพทย์ไปไกล

               พยาบาลสองคนที่เข้ามาช่วยจัดการเก็บกวาดห้องให้สะอาดและจัดแจงหาเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับนนท์ มองหน้ากันอย่างหวาดระแวง เพราะสิ่งที่ได้เห็น

               ของเสียที่ถูกขย้อนออกมาจากปากของตำรวจหนุ่มคนนี้ไม่ใช่เศษอาหารเพียงอย่างเดียว แต่มันปนไปด้วยเศษดินและน้ำสีเข้มๆ คล้ายน้ำโคลนหรือน้ำขังตามพื้น แม้จะไม่ใช่ปริมาณมากนัก แต่มันก็เห็นได้อย่างชัดเจนจริงๆ

‘คนไข้ไปทานอะไรแปลกๆ มาหรือเปล่าคะ’ พยาบาลคนหนึ่งถามตามหน้าที่

‘เอ่อ เปล่าหรอกครับ คงจะซวยไปเจออาหารไม่สะอาดเข้าเฉยๆ’

               เทวกานต์ตอบแก้เขินให้กับรุ่นน้องที่ตอนนี้ก็กำลังช็อกกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าเหมือนกัน

               นนท์รู้สึกร่างกายหนักผิดปกติ การสั่งการร่างกายทำได้ยากกว่าที่เคย ตามปลายมือปลายเท้ายังคงชา สมองยังคงทำงานได้ช้าและยังรู้สึกกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

               เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว พยาบาลทั้งสองคนก็รีบเดินออกจากห้องไปในทันที

               ตอนนี้ในห้องมีเพียงความเงียบที่ยังไม่มีใครกล้าจะพูดอะไรขึ้นมาสักประโยค เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันช่างยากต่อการอธิบายให้เป็นรูปธรรมเสียเหลือเกิน

‘มันเกิดอะไรขึ้นกับผม ผมเห็น..’

               นนท์เป็นคนแรกที่ตัดสินใจทำลายความเงียบขึ้นมา เขาเว้นว่างพยางค์เสียงสุดท้ายเอาไว้ เพราะในใจก็ยังไม่เชื่อว่าโลกใบนี้จะมีสิ่งที่เรียกว่า ผี อยู่จริงๆ

‘เธอเป็นผู้หญิงอวบใช่ไหม’

               ประโยคนั้นที่หลุดจากปากของกานต์ทำให้นนท์ถึงกับอึ้งจนตาค้าง เพราะเขายังไม่ทันบอกเล่าสิ่งที่เขาเห็นให้ใครฟังเลยสักคน แล้วทำไมรุ่นพี่ของเขาคนนี้จึงพูดออกมาได้ตรงตามสิ่งที่เกิดขึ้น

               นนท์จ้องใบหน้าของกานต์และหมวดเสือสลับกันอย่างต้องการคำตอบ หมวดเสือเลือกที่จะไม่ก้าวก่ายการตัดสินใจของเทวกานต์ที่เป็นหัวหน้าของทั้งสองคน

               กานต์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดถึงลักษณะของหญิงสาวคนที่ว่าออกมาอย่างละเอียด

               รายละเอียดเหล่านั้น ตรงตามที่นนท์ได้เห็นทุกประการ ไม่มีจุดไหนขาดตกบกพร่องไป พร้อมด้วยการปิดท้ายประโยคว่า

‘เมื่อคืนแกโดนผีเข้า’

               สิ่งที่ได้ยิน ทำเอานนท์รู้สึกชาไปทั้งตัว เหมือนไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินและเขาก็พยายามเถียงทุกอย่างด้วยเหตุผลที่วกไปวนมาจนจับใจความไม่ได้

‘ใจเย็นๆ ก่อนครับ’

               หมวดเสือเสริมให้กับกานต์ แล้วค่อยอธิบายอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของนนท์ในเวลานี้

               อาการเจ็บปวดทางกาย ความกระหายที่มากผิดปกติ ร่างกายที่หนัก ปลายมือปลายเท้าชา สมองเบลอ และอีกหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนมาจากการถูกวิญญาณเข้าสิงเป็นเวลานาน

               หมวดเสือสามารถพูดถึงอาการของนนท์ได้อย่างละเอียดถูกต้อง โดยไม่ต้องพึ่งการวินิจฉัยของหมอ หรือการสอบปากคำจากเจ้าตัวแม้แต่น้อย

               ร่างกายของมนุษย์มีสิ่งหนึ่งที่วิญญาณไม่มีนั่นคือ พลังชีวิต กระแสแห่งชีวิตเหล่านี้คือสิ่งหล่อเลี้ยงและพยุงร่างกายให้ยังมีชีวิตและทำงานอยู่ได้

               วิญญาณที่ห่างไกลจากกระแสแห่งชีวิต เมื่อเข้ามาสัมผัสกับกายเนื้อมันจะค่อยๆ ซึมซับเอากระแสแห่งชีวิตนั้นไปแทนการกินอาหาร ความอิ่มของวิญญาณไม่ได้มาจากการเคี้ยวข้าว แต่มาจากกระแสที่ได้รับมาอีกต่อหนึ่ง

               ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นเวลากี่ชั่วโมงที่นนท์ถูกครอบงำด้วยวิญญาณของหญิงสาวคนนั้น แต่มันก็นานและมากพอที่จะทำให้เกิดผลกระทบกับร่างกายของเขา

               ร่างที่ไม่เคยสัมผัสกับพลังงานชั้นต่ำจะเกิดอาการต่อต้านและปฏิเสธสิ่งที่เข้ามา  นอกจากนี้ร่างกายยังถูกบั่นทอนด้วยกระแสลบของดวงจิตที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาต นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมหลังจากถูกวิญญาณสิง หรือถูกขับไล่ออกไปแล้ว จะเกิดอาการเหนื่อยล้าอย่างรุนแรงจากผู้ถูกสิงสู่

               นนท์ยังไม่สามารถทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทันที ตรรกะที่เขาใช้ดำเนินชีวิต หลักการทางวิทยาศาสตร์และหลักเหตุผลมากมายค่อยๆ ถูกทำลายลงจากคำพูดของคนสองคน และสิ่งที่ตัวเองได้พบเจอมาชั่วข้ามคืน

‘ค่อยๆ คิด แต่พี่อยากให้เชื่อว่า มันมี เพราะหลังจากนี้เราจะต้องวุ่นวายกับมันอีกเยอะ’

               นั่นคือประโยคสุดท้าย ก่อนที่เทวกานต์และหมวดเสือจะเดินออกไปจากห้องพักเพื่อให้นนท์ได้พักผ่อนและทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น

               น้ำเสียงของสารวัตรจริงจัง ไม่มีแววของการหยอกล้อแต่อย่างใด ยิ่งกานต์เป็นคนที่นนท์เคารพมากเท่าไหร่ สิ่งที่เขาพูดก็ยิ่งดูเป็นความจริงมากเท่านั้น

               สารวัตรเทวกานต์และหมวดเสือกลับเข้ามาในรถฟอร์จูนเนอร์คันเดิม

               กานต์สตาร์ทรถแต่ยังไม่ขับออกไปจากบริเวณลานจอดรถนั้น หมวดเสือล้วงมือเข้าในกระเป๋าควานเอาสิ่งของบางอย่างกำไว้ในมือเพื่อเตรียมพร้อม

‘จะเอาอะไร’

               กานต์ถอนหายใจ ก่อนจะตัดสินใจถาม ‘เธอ’ ที่นั่งอยู่ตรงเบาะหลังผ่านกระจกมองหลังที่เขาใช้มองเธอ

               วิญญาณของหญิงสาวร่างอวบนั่งนิ่งอยู่ที่กลางเบาะ ดวงตานั้นไร้แวว แต่รู้สึกได้ว่ามันจดจ้องมายังคนทั้งสอง

‘ช่วย... ด้วย...’

               น้ำเสียงนั้นเนิบช้า แต่ทุกข์ทรมาน เสียงนั้นเย็นเยียบจนคนในรถทั้งสองคนอดขนลุกไปกับสิ่งที่เจอไม่ได้

               อีกครั้งที่เขาต้องรวบรวมความกล้าแล้วถามออกไปว่าจะให้ทำอย่างไรกับเธอคนนี้ เพราะเธอไม่ยอมบอกในสิ่งที่ต้องการออกมา

‘อยาก... กลับบ้าน...’

               วิญญาณดวงนั้นยินยอมที่จะตอบกลับ และในทันทีที่เธอพูดจบ เธอก็ดิ้นพล่านอยู่ที่เบาะหลัง

               หญิงสาวร่างอวบนั้นเหวี่ยงมือไปมา ในอาการสองเท้าเตะสะเปะสะปะไปทั่ว ท่าทางของเธอทรมาน ดวงตาเหลือกมองข้างบนจนแทบหลุดจากเบ้า ปากอ้ากว้าง แลบลิ้นออกมาพร้อมกับพยายามส่งเสียงอย่างสุดกำลัง

               เธอดิ้นไปมาอย่างทรมานได้ไม่กี่นาที ก็สงบ เธอนอนนิ่งอยู่ที่เบาะหลังเหมือนกับต้องการจะแสดงให้ทั้งสองคนได้เห็นถึงความทุกข์ทรมานที่เธอได้รับ

‘ไปเถอะ เราสัญญา จะทำให้’

               สิ้นเสียงตอบรับของเทวกานต์ เธอก็ค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศ

               กานต์ถอนหายใจพร้อมกับฟุบหน้าลงบนพวงมาลัยอย่างเหนื่อยใจ ในเวลานี้หมวดเสือคงจะเป็นคนเดียวที่เขาจะระบายให้ฟังได้

‘ผมเบื่อจังเลยหมวด’ กานต์พูดเสียงอ่อนแรง

‘ทำใจเถอะครับ มันหนีไม่พ้น’ หมวดเสือพูดพลางเปิดสมุดเล่มเล็กในมือ

‘นั่นสินะ’ กานต์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า

‘นายครับ พาผมไปที่เกิดเหตุที ผมมีเรื่องต้องยืนยัน ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นหนึ่งในพิธีกรรมโบราณที่ผมรู้จัก’

               กานต์มองเข้าไปในดวงตาของหมวดเสือ เหมือนจะถามเพื่อความแน่ใจ และแววตาคู่นั้นก็ดูมั่นใจกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งถอดความได้


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น

2018-12-24 14:22:05

แงงง ทำไมตอนนี้สั้นจังยังไม่เต็มอิ่มเลยค่ะ

#1

Fern Lida
2018-12-25 02:01:54

เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆแล้วววว

#2

thisispp
2018-12-25 12:13:16

รออ่านตอนไปนะคะ 

#3

Yok Maneerat
2018-12-25 17:40:24

ตื่นเต้นแล้ววว

#4

Suporntip Sirimahakanya
2019-01-02 16:37:33

ง่า...มาต่อเร็วๆ นะคะ รออย่างจดจ่อเลย

 

#5