อัปเดตล่าสุด 2018-12-31 21:03:40

ตอนที่ 7 ข่าวลือ

               เสียงฝนโปรยปรายกระทบกับกระจกหน้ารถฟังลื่นหูและดูสงบกว่าเสียงเครื่องยนต์ที่แสนน่ารำคาญของยานพาหนะที่สารวัตรเทวกานต์และหมวดเสือกำลังนั่งอยู่

               ภายในรถไม่มีเสียงเพลงใดเปิดกล่อมเป็นเพื่อนสำหรับการเดินทางไกลในครั้งนี้ แม้แต่บทสนทนาระหว่างคนทั้งสองก็น้อยนิดจนนับครั้งได้

               กานต์ขับรถด้วยความเร็วร่วมสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะความร้อนใจและความกังวลที่ยังวนเวียนไม่หายไป

               หมวดเสือยังคงเปิดตำราเล่มเก่าๆ ไปมาตลอดสองชั่วโมง สลับกับการจดบันทึกอะไรบางอย่างลงในสมุดเล่มเล็กที่พกไว้เสมอ

‘หมวดแน่ใจนะว่ามันจะใช่’ คนขับถามทั้งที่ไม่ได้หันมามอง

‘ผมคิดว่าใช่ แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ไม่ตรงกัน ผมถึงอยากมาเห็นที่เกิดเหตุด้วยตาตัวเอง’

               เทวกานต์ลงน้ำหนักเหยียบคันเร่งให้เร็วขึ้นอีก เพราะตอนนี้พระอาทิตย์กำลังใกล้จะลับขอบฟ้าไปแล้ว

‘ไม่ต้องรีบหรอกครับนาย ยังไงเข้าไปดูตอนมืดก็ดีกว่า’

               กานต์ขมวดคิ้วคิดตามสิ่งที่หมวดเสือพูด และโดยไม่ต้องเอ่ยปากถามเขาก็เข้าใจในความหมายที่สื่อออกมา

               ในครั้งแรกเขาคิดแต่ว่าจะไปตามเก็บพยานหลักฐาน หรือสำรวจที่เกิดเหตุอีกครั้งเผื่อว่าจะมีอะไรตกหล่นไปในครั้งนั้น หากแต่จริงๆ แล้วอีกจุดประสงค์หนึ่งของคนทั้งสองไม่ใช่การสืบคดีตามการทำงานของสายอาชีพ แต่พวกเขากำลังตามหาร่องรอยเพื่อยืนยันความเกี่ยวข้องของคดีประหลาดนี้กับสิ่งที่เรียกว่า ไสยศาสตร์

               เมื่อคิดได้อย่างนั้น กานต์จึงผ่อนแรงที่ฝ่าเท้าลง ปล่อยให้รถคันใหญ่เคลื่อนตัวผ่านถนนไปด้วยความเร็วที่ช้าลงกว่าเดิม

               เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงถัดมา ทั้งสองคนก็มาถึงยังสถานที่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ ครั้งนี้คนทั้งสองเลือกที่จะเข้ามาตรวจสอบดูโดยพลการ จึงไม่ได้ทำการแจ้งหรือขอกำลังเสริมไปยังสถานีตำรวจใกล้เคียง

               กานต์เลือกที่จะมาจอดรถทิ้งไว้ที่ปั๊มน้ำมัน ห่างออกมาจากตรงนั้นสองสามกิโล และก่อนที่จะเข้าไปยังพื้นที่ด้านในนั้น เขาทั้งสองก็เริ่มที่จะสืบคดีเพิ่มเติมตามความถนัดของตัวเอง

               แหล่งข่าวชั้นเลิศนั้นคงจะหนีไม่พ้นข่าวลือ หรือเรื่องที่พูดกันปากต่อปากของคนในพื้นที่ เพราะบางครั้งก็มีบางเรื่องที่พยานหรือผู้พบเห็นเหตุการณ์ไม่ยอมให้การกับตำรวจ แต่เลือกที่จะพูดคุยกับคนใกล้ตัวมากกว่า

               อีกหนึ่งข้อสำคัญคือ คนทั้งสองต้องการทราบเรื่องว่า หลังจากเกิดคดีนั้นและทางการได้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ยังมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่

               ทั้งสองคนเลือกใช้บริการโรงอาหารขนาดใหญ่ที่อยู่ในปั๊มน้ำมัน แทนที่จะเลือกร้านแบรนด์ต่างๆ ที่สมัยนี้นิยมเข้ามาเปิดกิจการในปั๊มใหญ่บนถนนเส้นข้ามจังหวัด

               ด้วยบุคลิกและรูปลักษณ์ของหมวดเสือทำให้สามารถเข้ากับคนทั่วๆ ไปได้ง่ายกว่าเทวกานต์ เพราะจะให้มองอย่างไร เขาก็ไม่น่าจะใช่คนในเครื่องแบบเป็นแน่

               กานต์นั่งสังเกตแวดล้อมรอบๆ ตัวตามความเคยชิน ก๋วยเตี๋ยวในชามถูกกินไปไม่ถึงครึ่ง ก็ปล่อยให้เส้นอืดและเย็นชืดไปทั้งอย่างนั้น

               หมวดเสือที่เดินตามมาทีหลังพักหนึ่ง เพิ่งถือข้าวมันไก่มาวางร่วมโต๊ะอาหาร

‘เป็นไงหมวด มีอะไรน่าสนใจไหม’

               หมวดเสือพยักหน้าเล็กๆ ก่อนจะตักข้าวคำโตยัดใส่ปากด้วยท่าทางสบายๆ ทั้งที่คนตรงหน้านั้นมียศสูงกว่าตัวเองหลายขั้น

               เทวกานต์ปล่อยให้หมวดเสือกินข้าวไปเรื่อยๆ เพราะระหว่างนั้นมือข้างหนึ่งของหมวดเสือก็กำลังจดบันทึกและรวบรวมข่าวต่างๆ มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน

               หลังจากข้าวมันไก่ทั้งจานถูกกำจัดลงท้องไปจนหมด หมวดเสือก็เงยหน้าขึ้นจากสมุดเล่มเล็กนั้น แล้วยื่นออกมาข้างหน้าให้เทวกานต์พอมองเห็น

               จากข่าวลือและเรื่องเล่าปากต่อปากหลังจากเกิดคดีนั้น มีใจความแตกแขนงออกไปหลายทาง บ้างว่าเป็นฆาตกรรมชิงทรัพย์ บ้างว่าเป็นคนสติไม่ดี บ้างก็ว่าทำตามหนังหรือละคร แต่ก็มีหลายคนที่เชื่อว่ามันเป็นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์

               เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ยังไม่สามารถสรุปความอะไรได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่ถามถึงเลยคงไม่ได้คือ พยาน คนดังกล่าวที่เป็นผู้พบศพคนแรก

               พยานคนนี้เป็นคนในพื้นที่ ไม่แปลกที่จะมีคนรู้จักและไปถามไถ่ถึงเรื่องราวในวันนั้นตามประสาของชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็น แต่มันมีเรื่องแปลกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล

               ชาวบ้านและแม่ค้าที่อยู่ในโรงอาหารนั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุก็ไม่ค่อยมีใครได้พบกับพยานคนนั้นเท่าไหร่นัก ซึ่งปกติแล้วจะได้เจอกันตามตลาดหรือตามคลองที่เขาชอบออกมาหาปลายามว่าง

               มีบางคนบอกว่า ไปหาถึงที่บ้านก็ไม่ยอมเปิดประตูออกมาต้อนรับแขก เอาแต่ขังตัวเองไว้อย่างนั้น ยังดีที่มีลูกหลานคอยสอดส่องดูแล หาน้ำหาข้าวให้         

               กานต์เริ่มสนใจกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะพฤติกรรมดังกล่าวอาจหมายถึงการหลบซ่อนตัวจากใครบางคน หรือกำลังตกอยู่ในความกลัวกับเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ก็เป็นได้

               และสอดรับกันกับข่าวลือนั้นยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เป็นเรื่องปกติที่สถานที่เกิดเหตุผิดธรรมชาติอย่างนี้ จะมีวัยรุ่นใจกล้าอยากเข้าไปลองของท้าทายความเฮี้ยนของสถานที่เหล่านี้

               เรื่องนี้เกิดขึ้นในคืนเดียวกันกับเช้าวันที่พบศพ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บหลักฐานได้เพียงพอแล้ว ก็เคลื่อนกำลังพลออกจากพื้นที่ เพื่อไปปฏิบัติการในส่วนอื่นๆ ต่อไป

               ช่วงกลางดึกที่เงียบสงัดกลางท้องทุ่งไร้ผู้คน มีวัยรุ่นประมาณ 4-5 คน บุกเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามสำหรับการทำคดี

               ทั้งหมดนั้นเข้าไปถ่ายรูปอวดความกล้าของตัวเอง หวังว่าจะเอาไปคุยโม้ตามความคิดของเด็กในวัยนั้น แต่ในระหว่างที่กำลังจะกลับออกมา พวกเขาก็พบว่ามีเงาของใครบางคนเดินวนไปมารอบๆ บริเวณที่พวกเขาอยู่

               ทุกคนในที่นั้นเห็นเหมือนกันหมด รับรู้ถ้วนทั่วเหมือนกันหมด เงาดำนั้นชัดเจนว่าเป็นเงาร่างของมนุษย์ หรืออดีตมนุษย์ก็ตามที เงาร่างนั้นเดินวนเวียนไปมาเป็นวงกลมเหมือนกับพยายามจะมองหาอะไรบางอย่าง

               ในครั้งแรกพวกเขาแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า อาจจะเป็น คน แต่การที่มีคนมาพบพวกเขาในสถานการณ์อย่างนี้ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ และหากซ้ำร้ายว่าคนๆ นั้นเป็นตำรวจ เรื่องราวคงจะบานปลายไม่ใช่น้อย

               คนทั้งกลุ่มพยายามย่อตัวให้ต่ำลง และรีบเคลื่อนย้ายด้วยความเงียบอย่างที่สุด ดีที่ความมืดในค่ำคืนนั้น ช่วยพรางตัวพวกเขาเอาไว้ได้ แต่สภาพแวดล้อมที่เงียบจนเกินไปทำให้เสียงดังเพียงเล็กน้อย ก็สามารถกังวานไปทั่วทั้งบริเวณได้

               ระหว่างที่กลุ่มเด็กวัยรุ่นกำลังคลานออกจากพื้นที่ จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของคนหนึ่งในกลุ่มก็ดังขึ้น แม้เสียงนั้นจะดังขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันก็ทำให้อีกฝ่าย หันความสนใจมาที่พวกเขาในทันที

               เจ้าของโทรศัพท์ที่เพิ่งเรียกความสนใจของเงาร่างนั้น เอามืออุดปากตัวเอง เพราะเกือบจะหลุดปากกรี๊ดด้วยความตกใจ ทั้งหมดพร้อมใจกันลุกขึ้นมองไปยังที่ที่เคยมีเงาร่างนั้นอยู่

               ที่กลางทุ่งนั้น ตอนนี้ว่างเปล่า ไม่มีเงาร่างใดปรากฏอยู่อีกต่อไป คนที่เหลือยืนขึ้นสุดตัวอย่างโล่งอกที่ไม่เห็นใครอยู่ตรงนั้น เหลือไว้แต่เจ้าของโทรศัพท์ที่ยังนั่งอยู่กับพื้นหลับตาปี๋ด้วยความกลัวปนตกใจ

‘มึงๆ ไปกันได้แล้ว คนนั้นหายไปแล้ว’ คนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นมา

‘คนจริงรึเปล่าเถอะ ผีรึเปล่า อยู่ดีๆ ก็หายไปเฉยๆ’ อีกคนพูดแทรก

               เสียงเรียกของเพื่อนทำให้เจ้าของโทรศัพท์กล้าเปิดตา เพื่อมองสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

               หญ้าที่ขึ้นรกในพื้นที่ใกล้ๆ นั้น สูงประมาณเอวของวัยรุ่น แต่เมื่อนั่งอยู่กับพื้นมันก็พอที่จะท่วมหัวจนมิดเช่นกัน

               ท่ามกลางความมืดและความเงียบในค่ำคืนนั้น สายตาของเด็กสาววัยรุ่นเจ้าของโทรศัพท์ที่ยังนั่งอยู่กับพื้น ก็มองเห็นสิ่งที่ผิดปกติเหลือจะกล่าว

               ที่ดงหญ้าห่างจากตัวเธอไปไม่ถึงเมตร มีเงาร่างหนึ่งค่อยๆ โผล่ส่วนหัวออกมาผ่านใบไม้ใบหญ้าที่ขึ้นสูง

               ใบหน้านั้นดำคล้ำ เปรอะเปื้อนคราบดินและโคลน ส่วนหัวของมันขยับผ่านออกมาอย่างช้าๆ สายตาจดจ้องมาที่เธออย่างพินิจและสงสัย

               สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือ ดวงตาของมันเหลือกลอยขึ้นไปยังเปลือกตาด้านบน จนเหลือให้เห็นเพียงตาขาวและเส้นเลือดฝอยสีแดงๆ รอบๆ นั้น

               เมื่อส่วนหัวนั้นผ่านพื้นดงหญ้ามาจนถึงลำคอ มันก็หยุด และเริ่มหายใจแรงขึ้นเรื่อยๆ จนคนอื่นๆ เริ่มได้ยินเสียงประหลาด

               ทันทีที่ทุกคนหันมาเจอกับสิ่งผิดปกตินั้น ทั้งหมดพร้อมใจกันร้องอย่างสุดเสียงแล้วออกแรงวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต กระจัดกระจายไปคนละทาง เหลือไว้แต่เด็กสาวที่นั่งนิ่งอยู่กับพื้นเพราะก้าวขาไม่ออก

               ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น แต่มีคนมาพบร่างของเด็กสาวที่นอนหมดสติอยู่ตรงที่เดิมที่เดียวกับคืนนั้น และจนตอนนี้เธอก็ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลไม่ได้สติ

‘ผมว่าน่าจะดีถ้าลองไปถามดู’ หมวดเสือเสนอ

‘ใช่ หมวดติดต่อโรงพยาบาลไว้แล้วกัน ถ้าเธอตื่นแล้วให้รีบแจ้งเรา’

‘ครับนาย’

               ทั้งสองคนปรึกษาหารือกันต่ออีกหน่อย ก็ลุกออกจากบริเวณนั้น หมวดเสือเดินตรงไปยังกลุ่มวินมอเตอร์ไซด์ที่อยู่ห่างจากปั๊มไปไม่ไกล

               ไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับมอเตอร์ไซด์ที่ไปยืมมาจากวิน โดยอาศัยความเป็นตำรวจในการเจรจา

               ทั้งสองซ้อนรถกันออกมา ตรงไปยังที่เกิดเหตุ เพราะเทวกานต์ลงความเห็นว่าอย่างไรก็ต้องเข้าไปดู และถ้าโชคดีอาจจะได้เจอตัวการที่ทำให้เด็กสาวหมดสติไป

               รถมอเตอร์ไซด์ถูกจอดไว้ที่ซอยเปลี่ยวอีกด้านหนึ่ง ลัดเข้ามาจากถนนใหญ่ ทั้งสองค่อยๆ เดินไปตามความมืด อาศัยเพียงแสงจันทร์นวลที่พอช่วยให้การเดินเท้าเป็นไปได้สะดวกขึ้น

               การใช้ไฟฉายส่องในเวลานี้อาจทำให้เดินสะดวก แต่นั่นก็อาจหมายถึงการส่งสัญญาณเตือน การมาถึงของตัวเองให้ใครบางคนรู้เช่นกัน

               กานต์ตรงไปยังบริเวณที่พบศพทันที เพราะว่ายังจำทางได้อยู่ ที่ตรงนั้นตอนนี้ยังคงถูกกั้นไว้ด้วยเทปสีเหลืองเขียนว่า ห้ามเข้า

               พื้นดินที่มีวงหญ้าล้อมรอบนั้น ยังคงโล่งเป็นวงกลมจากการตัดถางและรอยไหม้ไฟบางส่วน

‘นี่มันเหมือนกับปะรำพิธีเลย’

               หมวดเสือขยับตัวเข้าไปดูใกล้ๆ พร้อมทั้งขมุบขมิบปาก บริกรรมคาถาบางอย่างไปด้วยตลอดเวลา

               กานต์มองดูลูกน้อง ที่กำลังทำการสืบสวนตามแบบฉบับของตัวเองอย่างสองจิตสองใจ เขาเป็นคนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับโลกหลังความตายมากกว่าใคร แต่เขาก็ยังทำใจเชื่อไม่ค่อยลงว่า จะมีคนนำเรื่องราวเหล่านี้มาเป็นชนวนในการก่อเหตุฆาตกรรมอย่างอุกอาจเช่นนี้ได้

               หมวดเสือล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าประจำตัว หยิบเอาไข่ออกมาสองฟอง เขาถือไข่ไว้อย่างนั้น แล้วจรดขึ้นเหนือหัวบริกรรมคาถา พร้อมกำกับด้วยคำสั่งเพื่อเรียกหาวิญญาณชั้นต่ำในบริเวณนั้นมาใช้งาน

‘จะดีจะร้ายมึงจงบอกกู ถ้าดีให้ไข่แตก ไม่ดีให้ไข่ตั้ง แล้วพวกมึงก็เอาไข่ไปกินแทนสินบน’

               ไข่สองใบถูกโยนลงพื้นในบริเวณที่แตกต่างกัน ฟองหนึ่งโยนลงตรงดงหญ้าข้างๆ นอกเขตวงกลม ปรากฏว่าไข่นั้นแตกละเอียดทันทีที่สัมผัสพื้นและแม้จะมีหญ้ารองรับอยู่อีกชั้นก็ตาม

               ไข่ใบที่สองถูกโยนลงตรงกลางปะรำพิธีตามความเข้าใจของหมวดเสือ ไข่ทั้งสองใบนั้นถูกโยนขึ้นไปในอากาศ สูงเลยระดับสายตาประมาณคืบหนึ่ง แล้วปล่อยให้ตกลงกับพื้นทั้งอย่างนั้น

               ชายหนุ่มเฝ้าดูพิธีกรรมของลูกน้องอยู่ตลอดเวลาด้วยใจที่ยังคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ

               ไข่ไก่ที่ถูกซื้อมาใหม่ๆ จากร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน ลอยอยู่ในอากาศตามแรงมือของหมวดเสือ และมันก็ตกลงตรงกลางพื้นที่อย่างที่เขาต้องการ

               ไข่ไก่ฟองนั้นตั้งตรงนิ่งอยู่กับพื้น ไม่มีรอยแตกร้าวปรากฏให้เห็นแต่อย่างใด หมวดเสือหยิบมันขึ้นมาและโยนซ้ำอีกสองครั้งเพื่อความแน่ใจ

               ทั้งสามครั้ง ไข่ไก่ฟองนั้นยังคงตั้งตรง ไม่เอนล้มและไม่แตกร้าว การทำพิธีถามผีในครั้งนี้ดูเหมือนจะได้ผลมากกว่าที่คาดไว้พอสมควร

‘หมวด!’

               กานต์ส่งเสียงเรียกหมวดเสือ พร้อมกับส่งสัญญาณมือให้นั่งลง เพราะรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างรอบๆ ตัว

               ไข่ไก่ตรงหน้าถูกละความสนใจไปในทันที เมื่อมีเสียงฝีเท้าหนึ่งกำลังเดินวนไปมาที่บริเวณใกล้เคียง

               ทั้งสองคนขยับเข้ามานั่งชิดกัน เพื่อสังเกตการณ์กับอะไรหรือใครที่กำลังเข้ามาใกล้บริเวณนี้

‘นายว่าใช่มันไหม’ หมวดเสือถามถึงตัวการที่ทำร้ายเด็กสาว

‘ถ้าไม่ใช่ มันก็อาจเป็นใครบางคนที่มาตามเก็บหลักฐานบางอย่างเหมือนกันเรา’

               ความเงียบของย่านชนบทในยามค่ำคืนนั้นเงียบสนิท เสียงรถที่ลอดผ่านมานั้นนับว่าน้อยมาก ทำให้ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวรอบๆ ตัวได้อย่างชัดเจน

               เสียงลมที่พัดผ่านใบหญ้าและใบไม้แห้งช่วยเพิ่มความวังเวงให้กับสถานที่ เสียงแมลงกลางคืนเงียบสนิทผิดปกติ ราวกับพวกมันกำลังกลัวอะไรบางอย่างจนไม่กล้าส่งเสียง

               เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำผ่านดงหญ้าและน้ำขังเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ เสียงนั้นใกล้พวกเขามาทุกทีๆ จนทำให้แน่ใจว่าที่หมายของมัน จะต้องเป็นปะรำพิธีนี้ไม่ต่างจากพวกเขา

               ทั้งสองคนรอให้เสียงฝีเท้านั้นเข้ามาใกล้พอสมควร ใกล้จนเพียงพอที่พวกเขาจะเข้าชาร์จและรวบตัวต้นเหตุนั้นเอาไว้ได้ หากว่าร่างนั้นคือมนุษย์เป็นๆ ที่มีเนื้อหนัง

ครืด.. ครืด..

               ร่างนั้นเข้ามาใกล้จนเกือบจะชิดพวกเขาแล้วในเวลานี้ ด้วยระยะห่างไม่ถึงสองเมตร ทำให้พวกเขาได้ยินเสียงหายใจหนักๆ ของมันอย่างชัดเจน

               หากเพียงยึดเอาแต่เสียงหายใจมาเป็นเกณฑ์ บอกได้เลยว่าจะไม่มีใครคิดว่ามันคือเสียงหายใจของมนุษย์

               เสียงนั้น คนทั้งสองคุ้นเคยเป็นอย่างดี เสียงหายใจที่หนักและรุนแรงอย่างนี้เป็นของสัตว์ใหญ่สี่เท้าเท่านั้น เสียงอันแปลกประหลาดและขัดแย้งนั้น ทำให้ทั้งสองคนต้องมองหน้ากันอย่างฉงน

               เสียงฝีเท้าที่ผ่านมา ชัดเจนว่าเป็นการก้าวเท้าของมนุษย์แต่เสียงลมหายใจที่ดังผิดปกตินั้น กำลังบอกกับพวกเขาว่า เขาคิดผิด

               ยังไม่ทันจะได้คิดอะไร ร่างนั้นก็เข้ามาประชิดตัวพวกเขาอย่างกะทันหัน

               ร่างสูงใหญ่กำยำของชายวัยสามสิบ พุ่งเข้าปะทะหมวดเสือที่นั่งอยู่เยื้องออกมา แรงมหาศาลของมันทำให้ทั้งสองกลิ้งกระเด็นไปตามแรงโถม

               หมวดเสือพยายามสลัดตัวเองออกจากอุ้งมือของชายลึกลับคนนี้ ที่กำลังกุมอยู่ที่คอของเขาพร้อมทั้งออกแรงบีบจนเขาหายใจไม่ออกและรู้สึกเจ็บลึกลงในลำคอ

               ตามเนื้อตัวของมันเต็มไปด้วยรอยสัก แต่ถูกกลบด้วยคราบดินโคลนและขี้ไคล กลิ่นตัวของมันเหม็นสาบจนฉุนจมูก ไม่เหมือนกลิ่นกายมนุษย์

               ผมประบ่าของมันแห้งกรัง สกปรก เล็บสีดำเปื้อนดินโคลนนั้นจิกลงไปที่ลำคอของหมวดจนเลือดไหลเป็นทาง ดวงตาของมันเหลือกลอย ไร้แววของความปกติดังที่ได้ยินมาจากข่าวลือ

               เทวกานต์เข้ามาล็อคตัวมันออก และพยายามใช้แรงต่อยเตะมันอย่างสุดกำลัง แต่เหมือนกับว่ามันไม่มีความรู้สึกเจ็บ มันไม่แม้แต่จะหันมามองเขาเลยด้วยซ้ำ

               นายตำรวจหนุ่มโถมตัวเข้าไปล็อคคอคนตรงหน้า หวังจะให้มันหลับหมดสติไปแข่งกับเวลาที่เหลือน้อยของหมวดเสือ

               มันได้ผล เพราะคนประหลาดตรงหน้าปล่อยมือข้างหนึ่งจากหมวดเสือ มาสะบัดเขาที่ล็อคคออยู่จนปลิว ถอยไปข้างหลังล้มลงที่พื้น

               กานต์รู้สึกเจ็บและจุกเหมือนกับถูกกระแทกด้วยรถยนต์ หรือของที่มีน้ำหนักและกำลังมาก เขาจ้องมองไปยังคนทั้งสองเบื้องหน้า ที่ตอนนี้กลับมาอยู่ในท่าเดิม

               หมวดเสือยังพยายามดิ้นรนสุดชีวิต มือข้างหนึ่งทุบตีไปตามที่ต่างๆ บนร่างกายของชายประหลาด มืออีกข้างพยายามล้วงหยิบอาวุธในกระเป๋า แต่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกร่างนั้นกดทับเอาไว้

               ด้วยความกลัวว่าจะต้องเสียลูกน้องไปเมื่ออันตรายมาถึงชีวิต เทวกานต์คว้าเอาปืนพกที่เหน็บอยู่ตรงเข็มขัด เล็งปลายกระบอกไปยังคนตรงหน้าอย่างชำนาญ นิ้วชี้เหนี่ยวไกโดยไม่ต้องคิดคำนึงถึงสิ่งใดอีก

ปัง!

               ร่างตรงหน้าล้มลงกับพื้นด้วยแรงอัดจากกระสุนในระยะใกล้ๆ หมวดเสือไอโขลกด้วยความเจ็บปวดทั้งภายนอกและภายในลำคอ

               ยังไม่ทันที่คนทั้งสองจะได้ตั้งตัวใหม่ ชายคนนั้นกลับลุกขึ้นยืนด้วยความเร็วราวกับไม่ได้รับผลกระทบจากกระสุนปืนเมื่อสักครู่แม้แต่น้อย

               มันออกแรงวิ่งสุดตัวโถมเข้าหาเทวกานต์ จับเขากดลงกับพื้นด้วยแรงทั้งหมดที่มี  สองมือกุมเข้าที่ลำคอ ออกแรงบีบเหมือนที่ทำกับหมวดเสือ

               กานต์พยายามดิ้นรนต่อสู้ และปืนในมือของเขาก็ถูกลั่นไกอีกครั้งในระยะเผาขนเข้าที่ท้องของคู่ต่อสู้

               ชายคนนั้นชะงัก และผ่อนแรงที่มือลงด้วยแรงอัดจากกระสุนปืน แต่กลับไม่มีบาดแผลใดปรากฏให้เห็น

               ผิวหน้าของมันเพียงแค่นูนขึ้นด้วยรอยไหม้จากดินปืน ลูกตะกั่วไม่ได้ทะลุผ่านเนื้อหนังของมันไป ซ้ำยังร่วงลงตรงพื้นใกล้ๆ ราวกับเยาะเย้ย

               ชายคนนั้นออกแรงบีบให้มากกว่าเดิม คิดจะเอาชีวิตคนตรงหน้าอย่างจริงจัง สติของเทวกานต์ค่อยๆ เลือนรางลงทีละน้อยจากอากาศที่กำลังจะหมดไป และความเจ็บที่เกินจะทนไหว

               หมวดเสือเฝ้าดูเหตุการณ์นั้นอยู่ตลอด พยายามเรียกแรงและสติให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

               เมื่อตั้งตัวได้อีกครั้ง หมวดเสือคว้าเอาปืนลูกโม่ออกมาถือไว้ในมือ แต่ไม่ได้เล็งปากกระบอกไปยังร่างของคนทั้งสอง แต่กลับยกมันขึ้นมาจรดหน้าผาก พนมมือหลับตา

‘อิติปิ อะระหัง พุทโธ โสภควา!’

               สิ้นเสียงบริกรรมคาถานั้น เทวกานต์รู้สึกถึงแรงบีบที่เบาลงจากลำคอของตัวเอง  พร้อมกับที่หมวดเสือเล็งปืนมายังร่างของชายคนนั้น พร้อมเหนี่ยวไกด้วยความรวดเร็ว

ปัง!

               กระสุนทะลุผ่านผิวหนังของคนตรงหน้า เกิดเป็นรูที่บริเวณหลัง เลือดไหลนองออกมาจากปากแผล บอกให้รู้ถึงผลลัพธ์

               ร่างนั้นกระตุกเกร็งจากอาการช็อกของบาดแผลและแรงกระแทกจากกระสุน ก่อนจะล้มลงที่ข้างตัวของเทวกานต์


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น
Nilubon
2019-01-01 10:15:10

รอออออออ

#1

thisispp
2019-01-01 12:57:01

รอติดตามตอนต่อไปค่ะ

#2

IS US
2019-01-02 10:20:43

ขอบคุณครับ

#3

Sakura Lauj
2019-01-03 08:21:43

#4

Sakura Lauj
2019-01-03 08:22:14

ลุ้นระทึก รอตอนต่อไปค่ะ

#5

Manee Nuttattiya
2019-01-04 13:46:52

รออออ

#6

Fern Lida
2019-01-07 16:30:41

สนุกมากกกก

#7