อัปเดตล่าสุด 2018-12-12 07:35:27

ตอนที่ 3 คืนวันหลอกหลอน

เป็นธรรมดาที่อดีตนางแบบแถวหน้าอย่างอรชุนีจะพิถีพิถันในการดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษ กิจกรรมก่อนนอนที่ขาดไม่ได้สำหรับเธอคือการประทินโฉมบำรุงผิวหน้าผิวกาย ซึ่งกว่าจะเสร็จจนเข้านอนก็ใช้เวลาไม่ใช่น้อย แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยกับภารกิจในแต่ละวันสักเพียงไหน หญิงสาวไม่เคยละเลยการดูแลผิวพรรณของตน

             

ระหว่างที่บรรจงบีบครีมบำรุงลงบนฝ่ามือแล้วใช้นิ้วแตะบนใบหน้าก่อนจะเกลี่ยเนื้อครีมให้ทั่ว  อรชุนีเหลือบสายตามองไปที่นาฬิกาที่แขวนบนฝาผนัง เข็มของนาฬิกาบอกเลาใกล้เที่ยงคืนทว่าไร้วี่แววของครองภพผู้เป็นสามีของเธอจะกลับมา 

             

หญิงสาวระบายลมหายใจเล็กน้อยก่อนจะปัดความขุ่นมัวในใจทิ้งไป ไหล่บางยักขึ้นอย่างไม่ยี่หระ

 

ช่างมันจะกลับหรือไม่กลับก็ตามใจ...

 

อรชุนีเคยชินกับความเป็นหนุ่มเจ้าสำราญของสามีที่มีผู้หญิงมากหน้าหลายตามาติดพัน แต่ตราบใดที่ครองภพไม่ได้จริงจังกับใครเป็นตัวเป็นตนเธอก็ไม่สนใจ แต่หากมีใครมาก้าวล่วงหรือเทียบเคียงเสมอเธอหญิงสาวก็ไม่เอาไว้ ซึ่งผู้เป็นสามีรู้ซึ้งถึงฤทธิ์เดชข้อนี้ของเธอดี เขาจึงเลือกที่จะสนุกชั่วครั้งชั่วคราวเพียงเท่านั้น

 

เมื่อเสร็จสิ้นกรรมวิธีบำรุงผิวพรรณจึงถึงเวลานอนหลับพักผ่อน อรชุนีปิดไฟในห้องทุกดวงเว้นไว้เพียงโคมไฟที่หัวเตียง เมื่อเอนกายลงนอนจึงปิดไฟจนมืดสนิท เพียงไม่นานก็เข้าสู่ห้วงนิทราโดยที่หญิงสาวไม่รู้เลยว่าหลังจากคืนนี้ไป ทุกการหลับใหลของเธอจะไม่เหมือนเดิม...

 

เบื้องหน้าที่เห็นนั้นมืดสนิท...แต่เพียงครู่เดียวก็ปรากฏลำแสงเรื่อเรืองสาดส่องลงมาจากด้านบน ทำให้ภาพตรงหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

 

อรชุนีจำได้...นางรำที่เปลือยกายท่อนบนคนนั้น กำลังร่ายรำอย่างอ่อนช้อยสวยงาม ร่างนั้นเอนเอียงไปมาตามจังหวะ สองมือยกขึ้นลงสลับกับสองขาที่ก้าวไปมา ก่อนที่จะค่อยๆ หมุนตัวและหันมาเผชิญหน้ากับเธอ

 

อรชุนีไม่ชอบ...เธอเกลียดใบหน้าเย็นชาและแววตาแข็งกระด้างของนางรำตรงหน้า มันเป็นความรู้สึกที่แสนจะเกลียดชังพุ่งเข้าสู่หัวใจ ลุกลามเป็นเปลวไฟร้อนแรงจนจนรุ่มร้อนไปทั่วร่าง ฉับพลันภาพเบื้องหน้ากลับแปรเปลี่ยน ฉากหลังสีดำกลายเป็นกำแพงอิฐเก่าๆ แสงสว่างจางๆ กลายเป็นบรรยากาศสว่างจ้า กลิ่นไอของความเข้มขลังในยุคโบราณทำให้หนาวเยือกจับใจ

 

นางรำตรงหน้ายืนตรงจ้องมองแน่วนิ่งมายังเธอ ดวงตาขาวโพลนที่มองเห็นเพียงจุดดำเล็กๆ ตรงกลาง มีพลังแห่งความอาฆาตแค้นที่เธอสัมผัสได้ อรชุนีเริ่มหวั่นลึกๆ ในใจ ในขณะที่ประสานสายตากันอยู่นั้น มือเรียวเล็กขาวซีดของนางรำปริศนาชี้ตรงมาที่เธอ พร้อมส่งเสียงหวีดร้องโกรธเกรี้ยวดังสนั่นจนภาพทั้งหลายที่หญิงสาวมองเห็นหายวับไปทันที

 

อรชุนีสะดุ้งสุดตัวตื่นมาท่ามกลางความมืดรีบเอื้อมมือเปิดโคมไฟตรงหัวเตียง หญิงสาวค่อยๆ ผ่อนลมหายใจในขณะที่หัวใจยังคงเต้นระรัว เหงื่อไหลโซมกายจนเปียกชื้น

 

ฝันร้าย!..เธอบอกตัวเองเมื่อตั้งสติได้   

 

บ้าจริง...คงเป็นเพราะวันนี้เธอได้เห็นนางรำที่ซ้อมรำในโรงเรียนของสราลัน เลยเก็บมาฝันเป็นตุเป็นตะ หญิงสาวส่ายหน้าให้กับความฟุ้งซ่านของตัวเอง ก่อนจะหันมองที่นอนด้านข้างซึ่งยังคงว่างเปล่า อรชุนีรีบสลัดความหวาดกลัวในหัวใจทิ้งไป แล้วจึงปิดไฟทิ้งตัวลงนอนเช่นเดิม

 

ท่ามกลางความมืดในมุมห้อง...สายตาแห่งความอาฆาตคู่นั้นยังคงจ้องมองเธออยู่ แม้ผ่านเวลามานับพันปีทว่าความทุกข์ทรมานในจิตใจยิ่งเพิ่มพูนความแค้นให้ทบเท่าทวีคูณ

 

 

หลังจากตรวจความเรียบร้อยของทีมงานช่างภาพเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับถ่ายภาพบรรดาผู้เข้าประกวด เมื่อทุกอย่างพร้อมหมดแล้วเหลือเพียงรอเวลาให้เหล่านางแบบทั้งหลายแต่งตัวเสร็จพร้อมเข้าฉาก ปกเขตจึงถือโอกาสเดินถ่ายภาพความสวยงามของศิลปะเก่าๆ ที่ใช้ประดับตกแต่งอยู่โดยรอบ

 

แม้ว่าเมื่อวานเขาจะมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้วแต่ก็เพียงแค่แวะมารับพี่สะใภ้เท่านั้น จึงได้เห็นสภาพโดยรอบของสถานที่แห่งนี้เพียงผ่านๆ ดังนั้นวันนี้เมื่อได้มาที่โรงเรียนสอนนาฏศิลป์ของสราลันอีกครั้งชายหนุ่มจึงเดินสำรวจความสวยงามของที่นี่จนทั่ว

 

โดยปกติแล้วปกเขตไม่ค่อยชอบถ่ายภาพนางแบบสักเท่าไหร่ เขาถนัดแนวถ่ายภาพธรรมชาติเสียมากกว่า แต่ที่ยอมรับงานนี้เพราะอรชุนีขอร้อง ชายหนุ่มเห็นถึงความตั้งใจของพี่สะใภ้ที่มุ่งมั่นให้งานชิ้นนี้สำเร็จเขาจึงไม่อาจปฏิเสธ

 

หากไม่นับว่าอรชุนีเป็นพี่สะใภ้หญิงสาวก็เป็นเพื่อนร่วมสถาบันของเขา อรชุนีเข้าสู่วงการนางแบบตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง และคร่ำหวอดอยู่ในวงการมานานแม้กระทั่งแต่งงานกับพี่ชายเขาไปแล้วก็ยังรับถ่ายแบบอยู่ จนเมื่อหญิงสาวเห็นว่าเริ่มมีนางแบบหน้าใหม่อายุน้อยๆ แจ้งเกิดในวงการมากขึ้น กอปรกับอายุของตนที่เพิ่มมากขึ้นทำให้หญิงสาวคิดหาทางออกให้กับชีวิต การที่จะให้เธอถูกนางแบบรุ่นใหม่กลืนหายจนถูกลืมไปจากวงการ...นั่นย่อมไม่ใช่เธอ

 

ดังนั้นทางออกอันสวยหรูสำหรับนางแบบรุ่นใหญ่คือการผันตัวมาเป็นผู้จัดรายการประกวดนางแบบ อยู่เบื้องหลังเป็นผู้ผลิตนางแบบรุ่นใหม่เข้าสู่วงการ นั่นย่อมทำให้ชื่อของเธอยังคงฉายแสงเจิดจรัสอยู่ในวงการไปอีกนาน

 

ด้วยเงินทุนของสามีที่มีมากพอประกอบกับฝีมือการถ่ายภาพของน้องสามีอย่างปกเขต หนำซ้ำเขายังมีเพื่อนฝูงที่กว้างขวางคอยช่วยประสานงานในด้านต่างๆ ทำให้ความฝันที่อรชุนีตั้งใจทำเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาโดยมีปกเขตเป็นหัวเรียวหัวแรงสำคัญ

 

โรงเรียนสอนนาฏศิลป์แห่งนี้ตกแต่งด้วยศิลปะยุคเก่าที่ให้กลิ่นอายของเมืองโบราณอยู่มาก และเขาเห็นด้วยที่อรชุนีเลือกสถานที่นี้เป็นที่ถ่ายแบบมากว่าในสตูดิโอ หลังจากที่สำรวจบริเวณโดยรอบและเก็บภาพความสวยงามของสถานที่ได้พอสมควร บรรดาเหล่านางแบบก็เริ่มทยอยกันออกมาจากห้องแต่งตัว ปกเขตเริ่มเซ็ตฉากและตรวจอุปกรณ์เป็นครั้งสุดท้าย

 

ขณะที่เขาเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ สราลันที่แต่งกายด้วยชุดนางอัปสรากำลังเยื้องย่างเข้ามาหา ชายหนุ่มตะลึงมองไปชั่วครู่ ภาพนั้นให้ความรู้สึกคุ้นตาเป็นอย่างมาก ขณะที่ผู้คนรอบกายเริ่มพลุกพล่านแต่ปกเขตกลับรู้สึกถึงความสงบ คล้ายถูกดูดให้กลับเข้าสู่ดินแดนอันลึกลับ และเมื่อหญิงสาวมาหยุดยืนตรงหน้าเขาคล้ายมีใบหน้าหนึ่งซ้อนทับบนใบหน้าของสราลัน

 

เหมือนถูกจ้องมองด้วยแววตาโศกของหญิงสาวในความฝัน พลันนั้นหัวใจของเขากระตุกวูบ ความเศร้าอันล้ำลึกแผ่ซ่านในความรู้สึกจนอยากร้องไห้…

 

“คุณเขตคะ”

 

น้ำเสียงหวานใสของเจ้าของสถานที่เอ่ยเรียก ทำให้ห้วงภวังค์ของชายหนุ่มวับหาย ปกเขตกระพริบตาถี่ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าใบหน้าที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่ดวงหน้าของใครอีกคน

 

“ครับ...เอ่อผมไม่คิดว่าคุณลันจะใส่ชุดนี้กับเขาด้วย”

 

รอยยิ้มหวานเจือรอยเขินอายเล็กน้อยดวงตากลมโตหรุบต่ำก่อนจะตอบ “คือ พี่ๆ ช่างแต่งหน้าเขาให้ลันลองใส่ชุดให้ดูเป็นตัวอย่างค่ะ เวลาแต่งให้นางแบบจริงๆ จะได้คล่อง”

 

“สวยดีครับผมชอบ”

 

ชายหนุ่มหมายความตามนั้นจริงๆ เขาชอบทุกอย่างเกี่ยวกับนางอัปสราและศิลปะขอมโบราณ ทั้งเสื้อผ้าเครื่องประดับและการแต่งกาย เรียกได้ว่าหลงใหลจนฝังอยู่ในสายเลือดเลยก็ว่าได้ หากแต่คนฟังกลับร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้าแก้มขาวนวลแดงปลั่ง เสียงหัวใจเต้นแรงจนดังออกมานอกอกยามได้ฟังคำชมจากเขา

 

สราลันปฏิเสธไม่ได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าทำให้หัวใจเธอหวั่นไหวได้อย่างประหลาด นับตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน ความรู้สึกคุ้นเคยและพึงใจเกิดขึ้นโดยฉับพลันอย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน หัวใจที่คล้ายรอคอยใครมานานกลับถูกเติมเต็มให้อบอุ่นหวานล้ำด้วยรอยยิ้มของเขา ใบหน้าคร้ามคมและดวงตาสีนิลคู่นั้นคล้ายเป็นสิ่งที่เธอเฝ้าคิดถึงมาเนิ่นนาน

 

ไม่ไกลจากที่ตรงนั้น...แต่ห่างกันคนละมิติเวลา ดวงตาอันหม่นเศร้าของนางรำในร่างอันเลือนลางผู้หนึ่งกำลังจ้องมองคนทั้งคู่อย่างเศร้าสร้อย และหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือดอาบรินใบหน้าขาวซีดจนแดงฉาน

 

เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่ปกเขตข่มตาหลับได้อย่างยากเย็น แววตาแสนโศกของนางในฝันติดตรึงใจจนรบกวนความรู้สึกให้ถวิลหาอยู่มิคลาย ชายหนุ่มถอนหายใจแทบนับครั้งไม่ถ้วน เขาหยิบโทรศัพท์และเปิดภาพถ่ายของนางอัปสราในสายหมอกที่ก้าวออกมาจากกำแพงปราสาทขึ้นมาดู แม้ภาพจะดูลางเลือนทว่าเขากลับเห็นดวงตาของนางชัดเจน ยิ่งจ้องมองยิ่งคิดถึง ยิ่งผูกพันดำดิ่งอยู่ในใจ

 

ไม่ต่างกันกับร่างหนึ่งที่ค่อยๆ ปรากฏกายขึ้น และยืนมองปกเขตด้วยแววตาโศกเศร้าเป็นที่ยิ่ง และเมื่อย้อนคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแม้จะเนิ่นนานนับพันปี แต่สำหรับวิญญาณผู้ทุกข์ทนเหตุการณ์นั้นเหมือนจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝากบาดแผลให้ทรมานไม่รู้จบ

 

 

ในดินแดนแห่งอาณาจักรยโศธรปุระอันมีพระเจ้าสูรยวรมันที่สองเป็นเจ้าเหนือหัวปกครองทุกสรรพชีวิต อินทรอุทัยถือเป็นนางรำที่มีรูปโฉมงดงามปานนางฟ้าและฝีมือร่ายรำเหนือผู้ใด จนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วเมือง และนั่นทำให้นางเป็นที่หมายปองของบุรุษทั้งหลาย ไม่เว้นกระทั่งนเรนทรขุนศึกคู่กายแห่งองค์สูรยวรมัน

 

ทว่าขุนศึกหนุ่มผู้เป็นที่ครั่นคร้ามของข้าศึกทั่วสารทิศ กลับหวั่นไหวต่อนางรำผู้บอบบาง มิกล้าเอื้อนเอ่ยความในใจต่อนาง ได้แต่ส่งความรู้สึกผ่านทางสายตา

 

และดังเช่นทุกครั้งที่เขาผ่านมายังอุทยานชั้นใน อันเป็นสถานที่ฝึกซ้อมฟ้อนรำของนางรำในราชสำนัก ซึ่งโดยปกติแล้วจะมิให้บุรุษใดผ่านได้ แต่ด้วยโองการแห่งองค์สูรยวรมันที่มีบัญชาให้ขุนศึกหนุ่มผู้เป็นนักรบคู่พระทัยสามารถเข้าออกยังปราสาทชั้นในได้ยามมีบัญชาเรียกหา

 

ยามใดที่เขาผ่านมายังที่นี้จำต้องหยุดมองนางรำรูปงามที่ซ้อมรำอยู่ในอุทยาน ภาพนั้นงดงามราวนางฟ้าจำแลงร่างลงมาฟ้อนรำยังโลกมนุษย์ นเรนทรมองภาพนั้นอย่างหลงใหลและเผลอร่ายบทกลอนเพื่อประกอบท่าร่ายรำของนาง

 

จะติดตามถนอมนาง

มิให้ห่างไปหนไหน

ขอเพียงยอดดวงใจ

แนบชิดใกล้ดวงชีวา

 

เสียงทุ้มกังวานที่ดังขึ้นทำให้อินทรอุทัยที่ร่ายรำอยู่หยุดชะงักลง นางรีบนั่งพับเพียบก้มหน้าหลบดวงตาดำขลับของขุนศึกหนุ่ม

 

“ขออภัย ข้ามิคิดว่าเจ้าจะตกใจ เพียงแต่เห็นท่ารำของเจ้าแล้วอดคิดถึงกลอนบทนี้มิได้ ข้ามิทันได้คิดเลยเผลอกล่าวมันออกมา”

 

บุรุษหนุ่มร่างกำยำใบหน้าคร้ามคมสมเป็นนักรบเกล้าผมเหนือศรีษะ ท่อนบนเปลือยเปล่า ใส่ตุ้มหู กรองคอที่แกะลวดลายสวยงาม มีกำไลต้นแขนประดับบนท่อนแขนหนาใหญ่ อีกทั้งกำไลข้อมือที่สวยงาม ท่อนล่างนุ่งผ้าถุงสูงทิ้งชายเหนือเข่า คาดเข็มขัดที่มีหัวผูกเป็นปมเงื่อน สองเท้าเปลือยเปล่ามีเพียงกำไลข้อเท้าประดับไว้

 

ร่างนั้นดูสง่าผึ่งผายทว่าดวงตาที่ทอดมองนางกลับอ่อนโยน

 

“ขอเจ้าอย่าได้ถือโทษโกรธข้าเลยหนาอินทรอุทัย”

 

“หามิได้ นางรำเช่นข้ามิบังอาจถือโทษโกรธท่านดอก หากรู้ว่าท่านจะผ่านทางนี้ข้าคงมิออกมาซ้อมรำให้ขวางทางท่าน”

 

“ข้าหาได้คิดเช่นนั้นไม่ เจ้ามิรู้ฤๅว่าข้าปรารถนาจะเห็นเจ้าร่ายรำต่อหน้าข้าเช่นนี้”

 

อินทรอุทัยก้มหน้านิ่ง ใยนางจะไม่รู้ถึงความนัยที่บุรุษผู้นี้กล่าว หากแต่สิ่งที่เขาปรารถนานั้นนางมิอาจมอบให้ได้

 

“ท่ารำของข้ายังมิใคร่งามนักยังต้องฝึกฝนอีกมาก คงไม่สมเกียรติหากนำมาร่ายรำต่อหน้าท่าน ต้องขออภัยด้วยข้าต้องขอลาแล้ว”

 

ก่อนจะจากลา...นางรำโฉมงามแหงนหน้าขึ้นสบตากับขุนศึกหนุ่ม ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยดวงตาสีนิลฉายแวววูบไหวจนนางอดสะท้านใจไม่ได้

 

และแม้กระทั่งเวลานี้รอยโศกนั้นก็ยังไม่จางหาย...เนิ่นนานที่ดวงวิญญาณนั้นเฝ้ามองปกเขตจนเขาหลับใหล แววตาที่อาบไปด้วยความเศร้ากลับเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างและลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความอาฆาต

 

หากมิใช่เพราะมันนางคงมิเป็นเช่นนี้...หากมิใช่คำหลอกลวงของคนเลว ชะตากรรมของนางคงมิต้องเป็นวิญญาณทนทุกข์อยู่เช่นนี้

 

“ข้านี้ช่างเขลานักที่มิใยดีต่อความรักของท่าน แต่กลับไปหลงเชื่อน้ำคำของคนลวงจนต้องสังเวยชีวิตให้กับความรักที่ไร้ค่า บัดนี้ข้าจะตอบแทนพวกมันอย่างสาสม ให้มันได้ลิ้มชิมรสของความทรมานที่ยิ่งกว่าตายทั้งเป็น!”

 

พลันที่เสียงนั้นประกาศก้อง ดวงจิตก็พุ่งทะยานไปเบื้องหน้ามุ่งหาผู้ที่เป็นต้นเหตุแห่งโศกนาฏกรรมของชีวิต...

 

บ้านยังคงเงียบเช่นเคยเมื่อเธอกลับเข้ามาแม้ว่าจะเป็นเวลาดึกแล้วก็ตาม วันศุกร์สุดสัปดาห์เช่นนี้คงเกือบเช้ากว่าที่ครองภพจะกลับมา อรชุนีรีบอาบน้ำเพราะอยากนอนเต็มที การเป็นผู้จัดการประกวดสูบเอาพลังไปเกือบหมด จนทำให้เธอไม่มีสมองมาคิดเรื่องจุกจิกของสามี เวลานี้ความปรารถนาเดียวของเธอคือทิ้งกายลงบนที่นอนนุ่มๆ และนอนหลับให้เต็มที่

 

ทว่าความต้องการของเธอไม่เป็นผลหลังจากหลับไปครู่ใหญ่ หญิงสาวรู้สึกถึงความไหวยวบของที่นอนข้างๆ ในความง่วงงุนนั้นอรชุนีคิดว่าเป็นครองภพที่กลับบ้านมาและทิ้งตัวลงนอนข้างเธอ

 

หญิงสาวกำลังเคลิ้มหลับอีกครั้งคนข้างกายก็ขยับเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ๆ ที่น่าแปลกคือสัมผัสที่โดนตัวเธอนั้นเย็นเฉียบและกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงจ่ออยู่ตรงปลายจมูก ทันใดนั้นร่างกายของเธอก็หนักไปทั้งร่างราวถูกกดทับเอาไว้จนไม่อาจเคลื่อนไหวได้

 

เร็วเท่าความคิดอรชุนีลืมตาขึ้นมองความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตน...พลันนั้นดวงตาขาวโพลนที่มีจุดสีดำเล็กๆ ตรงกลาง เบิกกว้างลอยอยู่ในความมืดประสานสบตากับเธอ ใบหน้าขาวซีดมีเครื่องประดับบนหัว ผมยาวหยาบกระด้างร่วงลงปกคลุมใบหน้าของเธอ ร่างที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดคว่ำทับร่างของเธอเอาไหว

 

หญิงสาวกรีดร้องสุดเสียงทว่ามันกลับแผ่วเบาอยู่ในลำคอ ดวงตาเรียวรีแสดงความหวาดกลัวสุดขีด หัวใจเต้นรัวทั่วร่างสั่นสะท้าน เสียงหัวเราะแหลมเล็กดังกลบทับเสียงหวีดร้องที่ไม่มีใครได้ยิน

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น