อัปเดตล่าสุด 2018-12-19 07:59:18

ตอนที่ 4 เพียงพรเทวา

บ้านไม้ทรงไทยหลังนี้ยังคงบรรยากาศแห่งความโบราณไว้อย่างดีเยี่ยม ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาสร้างความสงบเย็นให้แก่ผู้อาศัย ไม่ว่าโลกภายนอกจะรุ่มร้อนและวุ่นวายเพียงใดสราลันกลับรู้สึกผ่อนคลายทุกครั้งยามมาเยือนที่แห่งนี้ บ้านทรงไทยเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีจึงเป็นดังโลกส่วนตัวที่หญิงสาวมาพักผ่อนอยู่เสมอ

             

แต่ครานี้ไม่เพียงสราลันจะแวะมาพักผ่อนแต่หญิงสาวหอบผ้าทอลายโบราณมาให้ผู้เป็นเจ้าของบ้านช่วยพิจารณาอีกด้วย มืออันเหี่ยวย่นของหญิงชราวัยเจ็ดสิบกว่าลูบไล้บนเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบา

             

“ผ้าใหม่แต่ทอลายอย่างขอมโบราณ เป็นลายผ้านุ่งของนางอัปสราในปราสาทขอม” สายตาของผู้มากวัยมองเพียงปราดเดียวก็สามารถบอกรายละเอียดได้หมด

             

“ลันอยากได้ลายผ้าในยุคขอมโบราณเพื่อมาทอลายผ้านุ่งของนางรำใช้ในการแสดงค่ะ คุณย่าพอจะมีลายที่แปลกๆ กว่านี้ไหมคะ”

             

หญิงชราขยับแว่นพลางครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ย “ก็พอมีอยู่นะ เดี๋ยวย่าลองไปค้นมาให้”

             

“ขอบคุณค่ะคุณย่า ลันคิดอยู่แล้วว่ามาปรึกษาคุณย่าไม่ผิดหวังแน่นอน”

             

“จ้าแม่คุณ...เวลาอยากได้อะไรเนี่ยรีบมาประจบย่าเชียวนะ” ดวงตาของผู้มากวัยค้อนมองหลานสาวอย่างเอ็นดูก่อนจะลุกออกไป

             

แม้อายุกว่าเจ็ดสิบปีแล้วแต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ดีและสุขภาพจิตที่แจ่มใสอยู่เสมอ ทำให้ย่าของเธอยังดูอ่อนวัยและสุขภาพแข็งแรงอยู่มาก จากที่ย่าเล่าให้ฟังสราลันรู้มาว่าตระกูลของเธอสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นพราหมณ์มาหลายยุคหลายสมัย แถมยังสะสมของเก่าสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นโดยเฉพาะย่าของหญิงสาวที่แทบจะเป็นคลังความรู้ด้านศิลปะโบราณ โดยเฉพาะศิลปะขอมที่เป็นที่โปรดปรานของหญิงชราเป็นพิเศษ และความชอบนั้นดูเหมือนจะซึมซับอยู่ในสายเลือดของสราลันด้วยเช่นกัน นั่นจึงทำให้สราลันกลายเป็นหลานคนโปรดของหญิงชราไปโดยปริยาย

             

ไม่นานสราลันก็เห็นย่าของเธอถือแผ่นกระดาษภาพวาดหลายแผ่นกลับเข้ามาวางไว้บนโต๊ะก่อนจะเลื่อนมาตรงหน้าของหญิงสาว สราลันเอียงคอมองภาพเหล่านั้นและหยิบขึ้นมาดู

             

“ภาพลายผ้านุ่งของนางอัปสราถ้าแบ่งตามลวดลายท้องผ้าจะแบ่งออกเป็นแปดลาย คือ ลายดอกไม้ ลายเส้นตรง ลายตาราง ลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ลายสามเหลี่ยม ลายพระอาทิตย์ ลายผ้าอัดจีบ ลายผ้าพื้น ซึ่งลายผ้านุ่งพวกนี้จะปรากฏอยู่ในภาพสลักนางอัปสราที่ปราสาทนครวัด หนูเคยไปมาแล้วนี่ได้สังเกตดูบ้างไหมล่ะ?” หญิงชราอธิบายภาพวาดของลายผ้าที่สราลันกำลังดูอย่างละเอียด

             

“แหมคุณย่าขา นางอัปสราในปราสาทนครวัดมีตั้งเยอะแยะหนูจำไม่หมดหรอกค่ะ แต่ลายผ้าพวกนี้สวยจังเลยถ้าเราเอาไปให้ช่างทอออกมาเป็นผ้าจริงๆ คงจะสวยมากนะคะ”

             

สราลันชื่นชมลวดลายเหล่านั้นอย่างหลงใหล พลิกแผ่นกระดาษไปมาหลายรอบก่อนจะมาสะดุดตากับสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ

             

“คุณย่าคะ ลายแบบนี้เรียกว่าลายอะไรเหรอคะ?”

             

“ไหนดูซิ” หญิงชราขยับแว่นพร้อมทั้งขยับตัวมาใกล้ๆ หลานสาว “อ๋อ...ลายนี้เรียกว่าลายพระอาทิตย์ ลองดูดีๆ สิ จะมีรูปพระอาทิตย์คั่นบนลายเส้นตรงสี่เส้นขนานกับลายดอกสี่กลีบ”

             

หญิงสาวเพ่งมองลายบนกระดาษอย่างละเอียดอีกครั้ง ฉับพลันตรงหน้าของเธอกลับมีแสงสว่างจ้าก่อนที่จะปรากฏภาพด้านข้างของชายหนุ่มรูปร่างกำยำแต่งกายอย่างคนโบราณ ถือผ้าทอสีทองที่มีลวดลายอย่างที่เธอกำลังเพ่งมองอยู่ในมืออันแข็งแกร่ง ก่อนที่จะตัดมาเป็นภาพของผ้าผืนดังกล่าวชุ่มไปด้วยหยดเลือดแดงฉานกำลังถูกใครบางคนแอบนำมาซุกไว้ในกำแพงอิฐเก่าๆ พร้อมกับมีบทสวดด้วยภาษาที่เธอไม่คุ้นเคยดังแผ่วๆ ทว่าก้องชัดในโสตประสาทของเธอ

             

“ยายหนู...ลูก...เป็นอะไร?”

             

แรงเขย่าพร้อมเสียงเรียกทำให้ภาพทุกอย่างหายวับ สราลันหันไปมองย่าอย่างงงๆ

             

“คะ?”

             

“ย่าถามว่าเป็นอะไร เห็นจ้องลายบนกระดาษแผ่นนี้ตาไม่กระพริบเลย ชอบลายนี้เหรอลูก อืม...ย่าว่าก็สวยดีนะ”

             

“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับทั้งที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อครู่

 

             

แม้ว่าครองภพจะไม่ค่อยชอบทำงานแบบนี้สักเท่าไหร่นักเพราะมันจุกจิกและเสียเวลาของผู้บริหารอย่างเขา แต่ไม่อาจปฏิเสธคำขอร้องเชิงบังคับของภรรยาได้ ชายหนุ่งจึงจำต้องมาที่โรงเรียนสอนนาฏศิลป์แห่งนี้เพื่อดูความคืบหน้าของการฝึกซ้อมของบรรดาผู้เข้าประกวดอย่างเสียไม่ได้

             

อันที่จริงแล้วอรชุนีจะเป็นผู้ดูแลงานนี้ด้วยตัวเองทุกขั้นตอน เพราะเจ้าหล่อนทุ่มเทและจริงจังกับโปรเจกต์นี้ของตนมาก แต่ไม่กี่วันมานี้หญิงสาวกลับมีอาการผิดปกติดูเหม่อลอยและหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา แรกทีเดียวเขาก็อยากสนใจแต่เมื่อเห็นภรรยาเอาแต่นอนซมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ครองภพคิดว่าคงเป็นเพราะอรรชุนีเคร่งเครียดกับงานนี้มากจนทำให้หญิงสาวไม่สบาย ดังนั้นเมื่อเธอขอร้องให้เขามาช่วยดูงานให้ แม้จะไม่เต็มใจนักแต่ชายหนุ่มก็ยอมมา

             

เนื่องจากอรชุนีเคยเล่าให้ฟังถึงความสวยงามของศิลปะโบราณของที่นี่ ชายหนุ่มจึงไม่แปลกใจนักเมื่อได้สัมผัสกับบรรยากศที่ดูขรึมขลังราวหลุดเข้าไปอยู่ในอาณาจักรโบราณของที่นี่ แต่ที่เขาไม่เข้าใจคือโรงเรียนสอนนาฏศิลป์แห่งนี้เหตุใดจึงดูร้างไร้ผู้คนทั้งที่ควรจะเต็มไปด้วยนักเรียนและบรรยากาศการเรียนการสอนมิใช่หรือ

             

ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าทุกก้าวย่างที่เขาเดินเข้ามายังที่แห่งนี้อยู่ในสายตาอาฆาตที่คอยจับจ้องอยู่ ภาพที่ดวงวิญญาณนางรำแห่งยโศธรปุระมองเห็นนั้นหาใช่ชายหนุ่ม ณ เวลาปัจจุบันไม่ ความทรงจำในอดีตพานางหวนคืนสู่วันวาน บุรุษหนุ่มที่เดินอยู่ตรงหน้าแต่งกายด้วยชุดนักรบโบราณ เป็นขุนศึกหนุ่มผู้สง่างามย่างเดินอย่างองอาจ และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดเขาก็ยังคงรูปงามเช่นเดิม

             

บรรยากาศยิ่งวังเวงขึ้นไปทุกขณะจนครองภพเกือบจะเปลี่ยนใจกลับออกมา หากเขาไม่ได้ยินเสียงบางอย่างในห้องที่กำลังเดินผ่านเสียก่อน ความรู้สึกบางอย่างทำให้เขาสาวเท้าไปใกล้ๆ และหยุดยืนตรงหน้าประตู้ห้องที่เปิดอ้าอยู่ ครองภพตกตะลึงกับภาพที่เห็น...ภาพที่สะกดเขาให้นิ่ง

             

แม้จะเงียบเชียบไร้เสียงดนตรีบรรเลงแต่ท่าร่ายรำนั้นกลับงดงามราวอยู่ในงานที่ยิ่งใหญ่ ทุกท่วงท่าอ่อนช้อยเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่น ถึงจะเห็นเพียงด้านหลังแต่ครองภพก็มั่นใจว่าใบหน้าของนางรำผู้นี้ต้องงดงามไร้ที่ติเป็นแน่ ร่างตรงหน้าเขาค่อยๆ ขยับเท้าและหมุนกายไปรอบๆ ชายหนุ่มจ้องมองรอจังหวะที่ร่างอรชรนั้นจะหันหน้ามา เสี้ยวหน้าด้านข้างของนางค่อยๆ เอียงมาทีละนิด ครองภพแทบจะลืมหายใจ แต่แล้ว...

             

“คุณภพคะ...คุณภพ”

             

เมื่อเขาหันมาตามเสียงเรียกภาพรอบกายกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รอบกายเต็มไปด้วยผู้คนเสียงคุยจอแจดังอยู่ตามระเบียงหน้าอาคาร ความขรึมขลังของราวเมืองโบราณกลับสว่างไสวมีชีวิตชีวา และเมื่อหันกลับไปมองในห้องก็ปรากฏนักเรียนในชุดเสื้อขาวโจงกระเบนสีแดงหลายคนกำลังซ้อมรำอยู่ ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปทั่วห้องก็ไม่เจอนางรำคนที่ทำให้เขาอยู่ในภวังค์คนนั้นเลย

             

“มีอะไรหรือเปล่าคะ? ลันเห็นคุณหยุดอยู่ตรงนี้ตั้งนานเลยเดินมาดู” หญิงสาวเจ้าของโรงเรียนถามผู้มาเยือนที่ขณะนี้ยืนทำหน้าแปลกๆ

             

“เอ่อ...ไม่มีอะไรครับ” เขาตอบได้เพียงแค่นั้นเพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายเหตุการณ์อันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นเช่นไร

             

“งั้นเชิญไปดูรายละเอียดของงานทางด้านนี้ดีกว่าค่ะ”

             

ครองภพเดินตามสราลันไปโดยที่ไม่ได้ยินแว่วเสียงเรียกจากหัวใจบางดวง

             

...กษิทรา...

 

             

ดวงตาอันแสนโศกของวิญญาณผู้ทุกข์ทนปรากฏหยดเลือดไหลเป็นสายอาบใบหน้าอันขาวซีด อดีตที่ไม่เคยลืมราวคมมีดกรีดหัวใจให้เจ็บปวดทุกครั้งที่คิดถึง ภาพวันวานฉายซ้ำแม้แต่กาลเวลาก็ไม่อาจลบเลือน

             

             

“ผ้าทอลายพระอาทิตย์พระราชทานจากองค์สูรยะวรมันผืนนี้ข้าขอมอบให้เจ้านะอินทรอุทัย”

 

บุรุษหนุ่มรูปงามยื่นผ้าทอสีทองลวดลายสวยงามให้สตรีตรงหน้า ร่างอรชรรับมาพลางก้มหน้าหลบสายตาลึกซึ้งของขุนศึกหนุ่ม

 

“ขอบใจท่านมาก กษิทรา แต่ท่านไม่น่าลำบากเลย”

 

“มิลำบากอันใดดอกสิ่งเล็กน้อยเพียงเท่านี้ข้ายินดีทำเพื่อเจ้า แต่หากเจ้าจะตอบแทนข้าบ้างข้าขอให้เจ้าโปรดรำบวงสรวงเหล่าเทวาเพื่อเป็นสัญญารักมั่นต่อข้าได้หรือไม่”

 

น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลกระซิบเพียงแผ่วทำให้ร่างบางสะท้าน ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยเลือดสาวแหงนขึ้นดวงตาวาวใสราวอัญมณีสานสบดวงตาคมซึ้งของบุรุษหนุ่มก่อนจะหลบลง

 

“แต่หากข้ามิมีวาสนาพอที่จะได้ครอบครองความรักจากเจ้าข้าก็ขออภัยด้วยที่ทำให้เจ้ารำคาญใจ”

 

อินทรอุทัยนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเดินไปยังหน้าเทวรูป นางหันมามองกษิทราเพียงเล็กน้อยแล้วจึงเริ่มตั้งท่ารำ ร่างอรชรเคลื่อนไหวอย่างอ่อนช้อย สองมือยกขึ้นตั้งวงสวยงาม สองเท้าเยื้องย่างอย่างมีจังหวะ เบื้องหน้าคือเทวรูปขนาดใหญ่น่าเกรงขาม แขนเรียววาดลงมาพนมมือตั้งจิตมั่นก่อนจะเอื้อนเอ่ย

 

“ข้าแต่งองค์เทวา ขอบวงสรวงบูชามาสู่ขวัญ ข้ามอบแล้วซึ่งชีวิตจิตผูกพัน เพื่อความรักนิรนดร์อันมั่นคง”

 

ดวงตาที่อาบไปด้วยหยดเลือดของวิญญาณผู้โศกเศร้าเปี่ยมไปด้วยความแค้น จ้องมองร่างของนักรบหนุ่มในอดีตอย่างอาฆาต การรอคอยอันยาวนานสิ้นสุดลง บัดนี้ทุกชีวิตบรรจบมาพบเจอกันอีกครั้ง ถึงเวลาแห่งการทวงคืนและตอบแทนสัญญารักนี้อย่างสาสม!

 

 

ทางข้างหน้านั้นมืดมิดจนมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง ครองภพรู้สึกเหมือนตัวเองหลงทางอยู่ในอุโมงค์ที่ทั้งลึกและมืด ยิ่งก้าวเดินยิ่งไม่รู้ทิศทาง ทว่าสองขายังคงก้าวต่อไปไม่หยุด

 

เนิ่นนานจนเขารู้สึกอ่อนล้า ความหวาดกลัวทวีขึ้นในหัวใจทุกขณะ ก่อนที่ร่างกายจะทรุดลงครองภพมองเห็นลำแสงจางๆ ส่องอยู่ไกลๆ ชายหนุ่มฝืนกำลังมุ่งเดินไปหาแสงสว่างข้างหน้า เมื่อยิ่งเข้าใกล้เขาเห็นเงาสีดำกำลังเคลื่อนไหวด้วยท่าทางอันน่าประหลาด

 

แสงสว่างจางๆ เริ่มจ้าขึ้นจนส่องให้ภาพที่เห็นชัดเจน ครองภพยืนนิ่งอยู่กับที่สองขาถูกตรึงจนขยับไม่ได้แม้อยากจากวิ่งหนีให้ไกลจากสิ่งที่เจอ จิตใต้สำนึกเริ่มบอกกับตัวเองว่านี่คือ...ความฝัน เขาตะโกนบอกตัวเองในใจว่าให้ตื่น ลืมตาขึ้นให้พ้นจากฝันร้ายนี่เสียที หากแต่ไม่เป็นผล

 

เงาสีดำค่อยๆ ปรากฏกายเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ากลัว ดวงตาขาวโพลนปูดโปนออกมาจากเบ้าจนแทบจะหลุดออกมา ใบหน้าขาวซีดแสยะยิ้ม สองมือแห้งเหี่ยวมีหนังสีดำหุ้มกระดูกวาดขึ้นไปบนอากาศคล้ายท่าตั้งวง ขาสองข้างงอเข่ากางออกจากกัน

 

ภาพอันน่าสยดสยองนั้นปรากฏในสายตาระยะใกล้ ครองภพทำท่าจะกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ทันใดนั้นสิ่งที่เขาเห็นกลับหายวับไปกับตา ชายหนุ่มหัวใจเต้นรัวเหลียวมองรอบกายอย่างไม่ไว้ใจพร้อมกับภาวนาให้ตนเองตื่นจากฝันร้ายนี่เสียที

 

แล้วความเย็นเยียบเสียวสันหลังก็วาบขึ้นจากปลายเท้าสู่เส้นผม ลมเย็นๆ เป่าแผ่วบนต้นคอพร้อมกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงลอยคลุ้งอยู่ตรงจมูกจนเขาแทบอาเจียน คล้ายมีบางสิ่งซ้อนทับแนบชิดตรงแผ่นหลัง ไม่เพียงแต่ร่างกายถูกตรึงอยู่กับที่ บัดนี้สองแขนคล้ายถูกควบคุมถูกจับยกขึ้นราวหุ่นเชิด

 

แม้ครองภพจะฝืนร่างกายสักเพียงใดก็ไม่เป็นผลเมื่อร่างกายของเขาถูกบังคับให้เคลื่อนไหวคล้ายกับท่ารำ สองขางอเข่าและกางออก สองแขนถูกจับยกขึ้นกลางอากาศในลักษณะตั้งวง และอย่างไม่คาดคิดเสียงกระดูกหักดังกรอบพร้อมแขนข้างหนึ่งถูกหมุนให้บิดเบี้ยวผิดรูป ครองภพร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดทรมานประสานกับเสียงหัวเราะแหลมเล็กที่ดังอยู่ข้างหู ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นถ้อยคำเอื้อนเอ่ยเยือกเย็น

 

...ข้าแต่องค์เทวา ขอลบล้างสัญญาคงมั่น จะทวงคืนซึ่งชีวิตที่ผูกพัน ขอจองล้างพวกมันจนบรรลัย...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น