อัปเดตล่าสุด 2018-12-26 10:58:46

ตอนที่ 5 กลิ่นหอมแห่งอดีต

ณ เขตราชฐานชั้นในแห่งยโสธรปุระ ตรงลานนางรำอันเป็นที่ฝึกซ้อมของเหล่านางรำประจำราชสำนัก สตรีในชุดผ้าถุงทอลายจับจีบสวยงาม ท่อนบนเปลือยกายสวมเครื่องประดับสร้อยสังวาลรัดแขนและกำไลข้อมือ หลายนางกำลังตั้งท่ารำโยกย้ายกายด้วยท่วงท่าสวยงาม โดยมีสตรีนางหนึ่งเป็นต้นแบบให้ผู้อื่นทำตาม

             

ไม่ไกลจากตรงนั้นมากนักมีสายตาแห่งบุรุษคู่หนึ่งยืนมองนางรำผู้เป็นต้นแบบด้วยความตกตะลึงและชื่นชม

             

“นี่เองหรอกหรือ...อินทรอุทัยยอดนางรำแห่งยโศธรปุระ งดงามสมคำร่ำลือทั้งท่ารำและรูปโฉม” บุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น ดวงตากลมใสส่องประกายวิบวับใบหน้าคมสันแต้มรอยยิ้มแพรวพราว ก่อนจะหันไปกล่าวกับบุรุษที่ยืนอยู่ข้างๆ  “ข้าถูกใจนางเสียแล้วสินเรนทร”

             

หากแต่ผู้ที่กำลังรับฟังกลับนิ่งเฉย ใบหน้าคร้ามคมสงบราวรูปปั้น ดวงตาคมวาวมองสตรีที่โดดเด่นเหนือสตรีทั้งมวลตรงหน้าด้วยแววตาที่มิอาจหยั่งถึง

             

“แล้วเจ้าจะทำเช่นไรเล่ากษิทรา นางงามถึงเพียงนั้นคงเป็นที่หมายปองของบุรุษมากมาย นักรบเช่นเราไหนเลยจะมีเวลาเอาใจสตรี”

             

“สำหรับข้ามิพักต้องใช้เวลามากมายดอก” บุรุษหน้าตาคมสันมองสตรีที่หมายปองอย่างไม่คลาดสายตา

 

เมื่อกลุ่มนางรำต่างแยกย้ายกันไปนั่งพักตามลานนางรำ กษิทราที่รอจังหวะอยู่แหงนมองดอกไม้ในที่ชูช่ออยู่บนกิ่งเหนือศรีษะ พลางโน้มกิ่งลงมาและเด็ดอย่างง่ายดาย

 

“ดอกไม้แม้อยู่สูงหรือสวยงามเพียงใด ข้าก็จะโน้มลงมาและเด็ดมาเป็นเจ้าของให้จงได้...นางก็เช่นกัน”

 

กษิทราถือดอกไม้ในมือเดินตรงไปยังลานนางรำ ขณะที่ใบหน้าเรียบเฉยของนเรนทรเคร่งขรึมลงมองภาพสหายรักยื่นดอกไม้ในมือให้อินทรอุทัย มิต้องเดาก็พอจะรู้ได้ว่าบุรุษเช่นกษิทราจะเอ่ยอันใดกับนาง และมิผิดจากที่คิดไว้นางรับดอกไม้ช่อนั้นพลางก้มหน้าเขินอาย จากสายตาคมกริบที่เขาจ้องอยู่พอจะเห็นแววสะทกสะท้านในแววตาหวานซึ้งคู่นั้นของนาง

 

 

ไม่เคยมีสิ่งใดในยโศธรปุระอันยิ่งใหญ่นี้ทำให้จิตใจที่หนักแน่นของเขาหวั่นไหวได้ แม้หน้าที่ของทหารกล้าที่เคยประจันหน้าศัตรูยามออกรบก็หาได้ก่อให้เกิดความหวาดกลัว หากแต่บัดนี้นเรนทรขุนศึกหนุ่มคู่พระทัยองค์สูรยวรมันกลับรู้สึกหวั่นลึกๆ อยู่ในอก

 

มันเป็นความรู้สึกที่เขาเองก็ไม่อาจเข้าใจ ทั้งหดหู่ระคนเศร้าหมองบางคราก็ร้อนรุ่มและแปลบปลาบคละเคล้าในหัวใจ ยามใดที่ได้เจอหน้าอินทรอุทัย

 

นับตั้งแต่วันที่นางรับช่อดอกไม้จากกษิทราก็ดูราวกับว่านางมิมีสายตาไว้มองผู้ใดอีกเลย ภายใต้ท่าทีอันนิ่งเฉยของนักรบหนุ่มผู้สง่างามจึงซ่อนความรู้สึกอันหลากหลายเอาไว้ ยามที่สหายรักขอร้องให้เขาไปเป็นเพื่อนเวลาเจอนางเพื่อมิให้น่าเกลียดเกินไปนักในการพบปะบุรุษเพศของนางรำในราชสำนัก

 

เขามิได้อิจฉาสหายรักแต่เขาเป็นห่วงนางมากกว่า...เป็นห่วงว่าร่างระหงนั้นมีจิตใจที่บอบบางและใสซื่อเกินไป ความรู้สึกทั้งมวลที่นางมอบให้กษิทราช่างขาวบริสุทธิ์ ทว่าสหายรักของเขามิได้เป็นเช่นนั้น...

 

กษิทราขุนศึกหนุ่มผู้มีใบหน้าและคารมชวนให้สตรีเคลิบเคลิ้มหลงใหล เขาพึงใจสตรีรูปงามได้ง่ายดายเมื่อหมดความสนใจเขาก็ไม่ใยดี และผละไปหาสตรีนางอื่นที่เขาพึงใจมากกว่า นเรนทรรู้ดีว่าอีกไม่นานสตรีนางรำโฉมงามอย่างอินทรอุทัยก็คงไม่ต่างกัน

 

เช่นนั้นเขาจึงห่วง...ห่วงจากใจอันลึกซึ้ง หัวใจอันบริสุทธิ์ซื่อของนางจะทนรับความเจ็บปวดเช่นนั้นได้สักเพียงใด เขามิอาจทนเห็นใบหน้าผุดผ่องหวานซึ้งนั้น ต้องอาบไปด้วยหยาดน้ำตา

 

“เจ้ามั่นคงกับนางสักเพียงใด จะทำกับนางเช่นสตรีคนก่อนๆ ของเจ้าหรือไม่” นเรนทรเคยเอ่ยถามสหายรักครั้งหนึ่ง

 

“นางมีค่าเหนือสตรีคนใดที่ข้าเคยผ่านมา เพราะนางคือยอดนางรำแห่งยโศธรปุระอันเป็นที่หมายปองของเหล่าบุรุษ การที่ข้ามีนางเป็นคู่หมายทำให้ข้ารู้สึกเหนือกว่าชายใด ข้ามิมีวันทิ้งนางไปง่ายๆ ดอก”

 

“เช่นนั้นเจ้าก็จริงจังกับนางถึงขั้นร่วมเรียงเคียงหมอนเลยใช่หรือไม่”

 

ผู้ถูกถามถอนหายใจเล็กน้อยสีหน้าขรึมลง “มิถึงกับเช่นนั้นดอก จุดมุ่งหมายในชีวิตนักรบเช่นข้ามิควรมีคู่ครองเป็นเพียงนางรำ ข้าหมายตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่และผู้ที่เชิดหน้าชูตาข้าได้ควรเป็นมากกว่านั้น”

 

นเรนทรเชื่อว่าสหายรักของเขาคิดเช่นนั้นจริงๆ กษิทราเป็นขุนศึกฝีมือฉกาจไม่ต่างจากเขาเป็นที่รักและไว้ใจขององค์สูรยวรมันเช่นเดียวกับเขา แต่สิ่งที่กษิทรามีมากกว่าคือการกระหายในอำนาจและพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา นี่เป็นสิ่งเดียวที่เขาไม่ชอบใจนัก

 

แต่บัดนี้สิ่งที่เขารังเกียจเพิ่มขึ้นในตัวของกษิทราคือการหมิ่นน้ำใจรักของคนที่มีรักแท้...

 

“อย่าทำให้นางเสียใจ...ข้าขอร้อง”

 

นั่นเป็นถ้อยคำสุดท้ายที่เขาบอกกับสหายก่อนที่จะเดินจากมา กลัวใจตัวเองว่าหากอยู่นานกว่านั้นสักเล็กน้อยหมัดที่กำแน่นจะพุ่งเข้าใส่ริมฝีปากบนใบหน้าคมสันที่เอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา

 

เขาเจ็บปวดและเสียใจแทนนางเหลือเกิน...

 

ทุกคืนเพ็ญจะมีการฟ้อนรำบวงสรวงพระเพ็งเพื่อขอพรและขอให้เหล่าปวงเทพปกป้องคุ้มครองอาณาจักรแห่งนี้ให้ร่มเย็นเป็นสุข ในการฟ้อนรำจะจัดขึ้น ณ ลานกลางแจ้งนอกเทวาลัย จากนั้นจึงนำมาลัยดอกไม้ไปบูชาเทวรูปในเทวาลัยและส่วนหนึ่งจะโปรยไว้กลางแจ้งเพื่ออาบแสงจันทร์ รุ่งเช้าจึงมาเก็บเพื่อนำไปสักการะบูชาต่อหรือพกติดตัวเอาไว้เป็นสิริมงคล

 

ดังนั้นรุ่งเช้าหลังคืนเพ็ญ ทันทีที่แสงอาทิตย์กระทบผืนดินเหล่านางรำจึงหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาเก็บดอกไม้ที่โปรยเอาไว้ตรงลานกลางแจ้ง

 

สตรีนางหนึ่งบรรจงเก็บดอกไม้อย่างเบามือ ถนอมกลีบบางมิให้บอบช้ำ แม้เป็นหน้าที่ที่ทำอยู่ประจำแต่ครั้งนี้นางมุ่งมั่นและตั้งใจกว่าทุกครั้ง ด้วยเพราะครานี้นางมิได้เก็บไว้ให้ตัวเองหากปรารถนาที่จะมอบให้คนที่นางพึงใจ

 

ร่างอรชรยืนขึ้นอย่างนุ่มนวลสองมือหอบดอกไม้ไว้เต็มกำ สองตาคอยชำเลืองมองประตูเชื่อมระหว่างลานหน้าอุทยานเพื่อเข้าสู่เขตพระราชวังชั้นใน อันเป็นที่ซึ่งขุนศึกหนุ่มมักจะผ่านมาประจำยามมีบัญชาจากองค์สูรยวรมันให้เข้าเฝ้า

 

ไม่นานนักบุคคลที่รอคอยก็ปรากฏกายขึ้น ร่างกำยำสง่างามแห่งชายชาตินักรบเดินมาอย่างองอาจมุ่งตรงไปสู่เขตพระราชวัง ร่างอรชรจึงรีบเดินไปดักหน้าเขาเอาไว้

 

“เดี๋ยวก่อนท่าน” เสียงใสกังวานร้องเรียก ทำให้นเรนทรที่มุ่งหน้าเดินตรงโดยไม่สนใจสิ่งใดหยุดชะงัก

 

“อ้าว...เจ้านั่นเอง มีอันใดฤๅ?”

 

นางหลบสายตาเอียงอาย มิกล้าสบตาเขาจึงได้แต่ก้มหน้ามองพื้นด้วยใจที่สั่นระรัว แม้จะเห็นหน้าเขาบ่อยครั้งแต่ก็มิเคยพูดจากันสักคำ ด้วยเพราะแต่ละคราที่เจอกันทั้งเขาและเธอต่างทำหน้าที่มาคอยเป็นเพื่อนกันคำครหาให้บุรุษและสตรีอีกคู่ที่นัดพบปะกัน นางนั้นมาเป็นเพื่อนอินทรอุทัย ส่วนเขานเรนทรก็ติดตามมากับกษิทราทุกครั้ง

 

ตลอดเวลานางเอาแต่ลอบมองชายหนุ่มผู้มีสีหน้าเรียบนิ่งราวหินผา และเบือนหน้าหนีทุกครั้งที่กษิทราและอินทรอุทัยเจรจากัน ใบหน้าคร้ามคมและท่าทีอันไม่แยแสสิ่งใดของเขานั้นดึงดูดใจให้ชวนมองยิ่งนัก เขาไม่ใช่คนช่างเจรจาเช่นกษิทรา แต่บางอย่างในตัวเขาดูมั่นคงและทำให้รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ใกล้ชิด

 

ทว่าความเงียบเฉยอันคล้ายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของบุรุษหนุ่มที่ไม่มีทีท่าว่าจะเจรจากับนางเลยสักนิด จนบัดนี้แม้แต่ชื่อนางเขาก็ไม่รู้จักด้วยซ้ำ ทำให้นางต้องหาทางสานสัมพันธ์ใกล้ชิด มิเช่นนั้นอกของนางคงร้อนรุ่มไปด้วยความถวิลหา

 

“ข้าชื่อ ศรีลักษมี เป็นสหายของอินทรอุทัย”

 

“ข้าจำเจ้าได้”

 

เพียงแค่นี้หัวใจที่เต้นรัวก็แทบจะวูบไหววาบหายด้วยความปลาบปลื้มที่เขา...จำได้

 

“ข้านำดอกไม้มงคลมาให้ท่าน ดอกไม้ที่อาบแสงเพ็ญในคืนบวงสรวงพระเพ็ง ข้ากับอินทรอุทัยรำขอพรและโปรยเอาไว้ ท่านเก็บไว้ติดตัวสักหน่อยเถิด เพื่อความเป็นสิริมงคล”

 

ใจของขุนศึกหนุ่มแล่นลอยไปไกลยามได้ยินชื่อนางรำรูปงามอินทรอุทัย เพียงคิดว่าดอกไม้เหล่านี้นางผู้นั้นได้โปรยเอาไว้ด้วยสองมืออันนุ่มนวลในท่วงท่าการร่ายรำที่อ่อนช้อย หัวใจของเขาก็รู้สึกเป็นสุข ใบหน้าที่นิ่งเฉยกลับละมุนและแต้มรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือหยิบดอกไม้กลีบบางขึ้นมา

 

“ขอบใจเจ้ามาก”

 

ศรีลักษมีนิ่งไปชั่วครู่ด้วยนางมิคิดว่าจะเห็นรอยยิ้มแม้เพียงเล็กน้อยของบุรุษตรงหน้า ใจดวงน้อยของนางพองโตดุจจะลอยออกจากร่าง ใบหน้าร้อนผ่าวก้มลงก่อนจะกล่าวคำลาและรีบเดินจากไป

 

“ข้าขอลา”

 

เมื่อลับร่างของนาง ใบหน้าคร้ามคมของขุนศึกหนุ่มก็คลี่ยิ้มกว้าง มองดอกไม้สีขาวกลีบบางอย่างแสนรัก ยกขึ้นมาจุมพิตและสูดกลิ่นหอมเย็นที่หวานลึกล้ำในหัวใจ หัวใจพลันอ่อนโยนเมื่อนึกถึงใบหน้าของนาง...อินทรอุทัย

 

 

ครืด...ครืด...ครืด...

 

บางอย่างส่งเสียงในความเงียบปลุกภวังค์นิทราของปกเขตให้แตกกระจาย ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังทำท่ากุมบางอย่างยกขึ้นมาแตะจมูก และกลิ่นหอมเย็นของดอกไม้ยังติดอยู่ เขาลืมตาขึ้นมองสำรวจตัวเองแต่ก่อนที่จะความสงสัยจะลุกลามมากขึ้น เสียงประหลาดนั่นทำให้เขาต้องรีบหาที่มาของมัน

 

งงอยู่ได้ไม่นานปกเขตก็พบคำตอบและคว้ามันขึ้นมาปาดปลายนิ้วลงบนหน้าจอสี่เหลี่ยมก่อนจะกรอกเสียงลงไป

 

“มีอะไรหรือเปล่านีโทรมาตั้งแต่ยังไม่เช้า”

 

ก่อนรับสายเขาเหลือบดูเวลาที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้อดแปลกใจไม่ได้ นี่ไม่ใช่เวลาที่พี่สะใภ้จะโทรหาเขาถึงจะมีงานด่วนแค่ไหน แต่อรชุนีไม่เคยปลุกใครมาใช้งานในเวลาพักผ่อน

 

ทว่าน้ำเสียงร้อนรนของปลายสายไม่เพียงแต่เฉลยความสงสัยให้เขามันกลับนำพาความตกใจมาให้อีกด้วย

 

“ว่าไงนะพี่ภพเป็นอะไร ได้ๆ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ทำใจดีๆ ไว้นะ”

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น