อัปเดตล่าสุด 2019-01-28 08:52:30

ตอนที่ 8 ปฐมบทแห่งความแค้น

หน้าที่เตรียมการทุกอย่างตกเป็นของปกเขตและสราลันโดยปริยาย เพราะทั้งครองภพและอรชุนีไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะทำอะไรได้ แผนงานทั้งหมดจึงต้องหยุดชะงักไปเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครองภพทำให้ทีมงานและผู้เข้าประกวดทั้งหมดขวัญเสียไปตามๆ กัน ดังนั้นทุกฝ่ายต่างเห็นด้วยในการจัดพิธีบวงสรวงขึ้นก่อนที่จะดำเนินงานต่อไป

             

ปกเขตหาฤกษ์ที่เป็นวันมงคลที่สุดและเร็วที่สุดจัดหาพรามหมณ์มาเพื่อทำพิธี ส่วนสราลันอาสาหาเครื่องบูชาประกอบพิธีพร้อมทั้งเตรียมสถานที่และจัดชุดการแสดงรำบวงสรวง ระหว่างที่กำลังเตรียมการอาการของครองภพก็ยังไม่ดีขึ้น และสิ่งที่น่าห่วงคือแขนทั้งสองข้างของเขาอ่อนแรงจนไม่สามารถขยับได้ อีกทั้งสภาพจิตใจยังคงหวาดผวาต่อสิ่งรอบตัว รวมถึงอรชุนีที่ก็ยังคงมีอาการหวาดกลัวอยู่เช่นกัน ซึ่งต่างก็หวังว่าการจัดพิธีบวงสรวงจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น

             

และเมื่อถึงวันประกอบพิธีซึ่งจัดขึ้นที่โรงเรียนนาฏศิลป์ของสราลัน ปกเขต สราลัน อรชุนี และครองภพซึ่งนั่งรถเข็นมาร่วมงานด้วย รวมทั้งทีมงานและผู้เข้าประกวดต่างมากันครบ ครั้นพอถึงฤกษ์พราหมณ์เจ้าพิธีจุดธูปบูชาพร้อมทั้งนำสวดและกล่าวโองการ ทุกคนต่างอยู่ในความสงบเมื่อถึงขั้นตอนของการรำบวงสรวงเหล่านักแสดงซึ่งอยู่ในชุดนางอัปสราต่างทยอยกันออกมายืนอยู่หน้าลานกลางแจ้งเพื่อเตรียมพร้อม

             

จู่ๆ ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับมีกลุ่มเมฆเคลื่อนตัวเข้ามาจนมืดครึ้มไปทั่วบริเวณ สายลมที่เคยพัดเอื่อยๆ พลันเปลี่ยนเป็นกระโชกอย่างหนัก เครื่องบูชาที่วางอยู่ล้วนปลิวกระจัดกระจาย ผู้คนต่างแตกฮือ เหล่านางรำพากันวิ่งกรูกันเข้าที่ร่ม เว้นเพียงนางเดียวที่ยืนสงบนิ่งจ้องมองมายัง ปกเขต สราลัน ครองภพ และอรชุนี ที่ตอนนี้ต่างยืนนิ่งราวถูกสะกดไว้ มีเพียงสายตาเหลือกลานสุดขีดของครองภพ และอาการจากสีหน้าของอรชุนีเท่านั้นที่แสดงความหวาดกลัวออกมา

             

นางรำที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวยังคงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความโกลาหล แววตาที่จ้องมองมายังคนทั้งสี่ปะปนไปด้วยอารมณ์โกรธแค้นและโศกเศร้า ปกเขตที่ยืนตะลึงอยู่รู้สึกสะเทือนในหัวใจเมื่อสบกับดวงตาคู่นั้น อีกทั้งใบหน้าของนางช่างเหมือนกับนางรำที่เขาฝันถึงราวกับถอดแบบกันมา ขณะที่สราลันกำลังยืนเพ่งมองนางรำปริศนาด้วยความสงสัยเพราะรู้สึกไม่คุ้นหน้าว่าเป็นนักเรียนที่เคยสอนอยู่

             

ลมพายุเริ่มสงบทว่าท้องฟ้ายังคงครึ้มด้วยเมฆฝน นางรำปริศนาเริ่มตั้งวงพร้อมทำท่าร่ายรำ จู่ๆ ดอกไม้กลีบบางล่องลอยอย่างไร้ที่มาปลิวผ่านหน้าของทั้งสี่คน โชยกลิ่นหอมเย็นให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม แล้วภาพเบื้องหน้าของปกเขต สราลัน อรชุนี และครองภพก็แปรเปลี่ยนไป

 

             

ณ ดินแดนแห่งยโสธรปุระ...

             

พิธีบวงสรวงองค์เทวะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตามบัญชาขององค์สูรยวรมันกษัตริย์ผู้ครองแคว้น สืบเนื่องจากกองทัพแห่งยโสธรปุระทำศึกเอาชนะเมืองจามได้สำเร็จ ทั้งบรรดาชาวเมือง เหล่าทหาร และขุนศึกทั้งหลายต่างยินดีกันถ้วนหน้า แต่ที่มากกว่าใครทั้งปวงก็เห็นจะเป็นอินทรอุทัยเพราะนอกจากบ้านเมืองชนะศึกแล้ว กษิทราชายคนรักของนางปลอดภัยกลับมาในฐานะขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่อีกด้วย

             

ในพิธีรำบวงสรวงที่จัดขึ้นนี้ นอกจากอินทระอุทัยจะตั้งใจรำอย่างสุดความสามารถแล้ว นางยังเลือกแต่งกายด้วยชุดที่งามที่สุดซึ่งเป็นผ้าทอลายพระอาทิตย์ผืนที่ชายคนรักเคยมอบให้ ในคราที่ขอสัญญารักมั่น นางอยากให้เขารู้ว่าแม้กษิทราจะออกไปทำศึกต่างบ้านต่างเมืองเสียนาน แต่ความรักที่เคยสัญญาไว้ยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง

             

พิธีเริ่มต้นด้วยการสวดบูชาองค์เทวะของพราหมณ์หลวง จากนั้นจึงเป็นการเชิญขวัญและสร้างความฮึกเหิมให้เหล่าทหาร แล้วจึงต่อด้วยการรำถวายชัยแด่องค์เทวะ บรรดานางรำทั้งหลายต่างเยื้องกายอย่างอ่อนช้อยมายังลานกลางแจ้งต่อหน้าผู้ชมมากมาย อินทรอุทัยที่ยืนเด่นอยู่แถวหน้าเหนือนางรำคนอื่นส่งสายตามองไปยังกษิทราคนรักซึ่งนั่งบนแท่นศิลาเบื้องล่างขององค์กษัตริย์เคียงคู่กับนเรนทรผู้เป็นสหาย

             

สายตาอันเปี่ยมไปด้วยความรักและคิดถึงส่งไปยังบุรุษหนุ่มที่มองเธอกลับมาเช่นกัน หากแต่บางสิ่งที่เคยมีในดวงตาคมวาวคู่นั้นกลับหายไป ร่างบางของอินทรอุทัยเยื้องย่างไปตามท่วงท่าร่ายรำ หากแต่แววตาอันแสนเสน่หานั้นมิได้ละไปจากใบหน้าของบุรุษผู้เป็นที่รักเลย สองมือที่วาดวงสองเท้าที่ยกย่างยังคงมั่นคงแม้ในหัวใจหวั่นไหว อินทรอุทัยทอดมองไปตามสายตาของกษิทราและนั่นทำให้นางประจักษ์ว่า แววตาของเขาจำหลักแน่วแน่ต่อสตรีผู้หนึ่งซึ่งประทับนั่งบนแท่นศิลาที่ห่างจากเขาไม่มาก

             

สตรีที่เหนือกว่านางใดในยโสธรปุระ...

             

ทุกเหตุการณ์ที่ดำเนินไปล้วนอยู่ในสายตาของนเรนทรทั้งสิ้น เขาเห็นรอยหวั่นไหวและเคลือบแคลงสงสัยในดวงตาหวานโศก ในขณะที่นางไม่ละสายตาต่อคนรักเขาก็มิเคยเบือนหน้าไปจากนาง นเรนทรกลัวเหลือนเกินว่านางรำผู้มีจิตใจบอบบางอย่างอินทรอุทัย จะทานทนต่อความเปลี่ยนแปลงของคนรักได้อย่างไร ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าบัดนี้หัวใจของกษิทราโอนอ่อนไปยังสตรีอีกผู้ ที่เหนือกว่า อินทรอุทัยทุกประการ...สตรีที่เป็นขนิษฐาแห่งองค์กษัตริย์

             

นเรนทรมองผ้านุ่งทอลายพระอาทิตย์ที่อยู่บนกายของอินทรอุทัยแล้วสะท้อนในอุรายิ่ง นางเอย...ช่างมิรู้หรอกหรือว่าคนที่นางมอบใจรัก เขามิเคยเห็นค่าสักนิด แม้แต่ผ้านุ่งผืนนี้เขาก็คงจำมันมิได้ หาใช่กษิทราหรอกหนาที่เป็นผู้เลือกให้นาง

             

รอยยิ้มอมโศกปรากฏบนใบหน้าคร้ามคมของขุนศึกหนุ่มเพียงแวบหนึ่ง...อย่างน้อยเขาก็ดีใจที่เห็นนางได้นุ่งมัน ดังเช่นความปรารถนาแรกที่นเรนทรได้ผ้าผืนนี้มา แต่ก็จนปัญญาว่าจะหาเหตุผลเอามามอบให้นางอย่างไร กระทั่งเมื่อกษิทราได้มาเจอเข้า

             

“ผ้านุ่งทอลายผืนนี้ช่างงามนัก องค์สูรยวรมันมอบให้เจ้าหรือนเรนทร”

           

“เป็นของที่ตกค้างอยู่ในเรือสินค้า องค์สูรยวรมันจึงให้เหล่าทหารเลือกเอาไป”

           

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงเลือกผ้านุ่งสตรีเยี่ยงนี้ มิมีสิ่งอื่นให้เจ้าเลือกอีกแล้วรึ”

           

“ข้าเพียงแต่เห็นว่ามันงามนัก”

           

“อืม..มันก็จริงอย่างเจ้าว่า เสียแต่ว่าเจ้าเป็นบุรุษจะใช้มันได้เยี่ยงไร” กษิทราลูบไล้ผ้าทอผืนงามอย่างเบามือ แล้วรอยยิ้มทอประกายก็เผยขึ้นบนใบหน้าของเขา “ผ้าผืนนี้งดงามนัก ข้าขอเจ้าได้ไหม หากมันอยู่บนกายของอินทรอุทัยคนรักของข้า มันคงมีค่าและงดงามยิ่งกว่านี้มากนัก”

           

เพียงนามนี้ อินทรอุทัย หัวใจเขาพลันกระตุกวูบ เพราะนาง...เขาจึงเลือกหยิบผ้าผืนนี้มาโดยมิสนใจของมีค่าอื่นใด โดยที่มิรู้ว่าจะนำไปมอบให้นางอย่างไร บัดนี้หากจะส่งต่อให้กษิทราเพื่อนำไปสู่มือนางเขาก็ยินดี

           

“ได้สิ ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เอาไปเถิด”

           

ในที่สุดเขาก็ได้เห็นนางนุ่งผ้าผืนนี้ตามที่ปรารถนา แม้ว่าคนที่นางตั้งใจจะให้ยลจะไม่ใช่เขาก็ตาม...

 

เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการร่ายรำ ก่อนที่หันหลังกลับและเดินออกจากลานพิธี แววตาอาวรณ์ยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าของอินทรอุทัย นางปรารถนาเพียงรอยยิ้มจากบุรุษอันเป็นที่รักเพียงสักนิดเพื่อให้หัวใจที่ถวิลหาได้แช่มชื่น ทว่าสิ่งที่นางรำแห่งยโสธรปุระได้รับคือความเฉยชาหมางเมิน ที่นางมิรู้ว่าเหตุใดกษิทราจึงปฏิบัติเยี่ยงนี้

 

หลายวันที่อินทรอุทัยได้แต่เฝ้ารอผู้เป็นที่รักด้วยความกระวนกระวาย นางหวังว่าเขาจะมาหาดังเช่นที่เคยเป็นมาก่อนที่เขาจะจากไปทำศึก นางรอแล้วรอเล่าด้วยความหวังที่สูญเปล่ามิเห็นแม้แต่เงาของบุรุษหนุ่ม จนเมื่อถึงวันที่จิตใจเกิดความร้อนรุ่มเหลือคณา อินทรอุทัยจึงตัดสินใจไปหาเขาเอง แม้จะเป็นเรื่องเสียเกียรติที่สตรีไม่พึงกระทำก็ตาม

 

ณ ประตูทางออกของราชฐานชั้นในอันเชื่อมออกไปสู่ราชฐานชั้นนอก ซึ่งเป็นที่สำหรับเหล่าขุนศึกขุนทหารทั้งหลายใช้เป็นที่พบปะชุมนุมกัน อินทรอุทัยยืนด้อมๆ มองๆ ไปยังด้านหน้าประตู ข้างกายมีศรีลักษมีสหายสนิทคอยอยู่เป็นเพื่อน นางรำแห่งยโสธรปุระหวังเพียงได้เป็นกษิทราคนรักเดินผ่านมาหวังเพียงได้เห็นหน้าหรือเจรจากันสักนิด ด้วยอินทรอุทัยยังคิดว่าการที่คนรักเงียบหายไปเป็นเพราะเขาติดภาระกิจมากมายจึงไม่มีเวลามาหาเหมือนดังเก่า

 

วันแล้ววันเล่าที่นางเพียรมายืนเฝ้าคอยกลับไม่เป็นผล แม้แต่เงาเพียงแวบหนึ่งของกษิทรานางก็ไม่เห็น แต่กระนั้นด้วยความรักที่มั่นคงนางก็ยังลดละความพยายามในการมาเฝ้ารอ

 

ไม่เพียงแต่อินทรอุทัยที่เต็มไปด้วยความทุกข์ในหัวใจ ผู้เฝ้ามองอย่างนเรนทรก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน ก่อนที่บาดแผลแห่งความผิดหวังจะสร้างริ้วรอยไปทั่วหัวใจของนางรำแห่งยโสธรปุระ นเรนทรจึงออกไปพบนาง อย่างน้อยก็เพื่อให้การรอคอยนั้นไม่เสียเปล่า

 

“พวกเจ้ามาทำอันใดกันที่นี่ฤๅ” ขุนศึกหนุ่มทำทีเข้าไปทักทายพวกนาง

 

“ท่าน...นเรนทร” ศรีลักษมีเอ่ยทักเขาพลางหลบตามองพื้น

 

“ข้าเห็นพวกเจ้ามายืนอยู่นานแล้ว มีอันใดที่ข้าพอจักช่วยเหลือได้บ้าง”

 

บุรุษหนุ่มสบสายตาของอินทรอุทัย ความโศกเศร้าในแววตาที่เขาเฝ้ามองจากระยะไกล มันช่างน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเขาได้เห็นมันอยู่ตรงหน้าเช่นนี้

 

“ข้า...เอ่อ นเรนทรท่านได้พบเจอกษิทราบ้างหรือไม่...ข้า มีเรื่องจะพูดคุยกับเขาสักเล็กน้อย”

 

ใบหน้าขาวผ่องของนางแดงระเรื่อ น้ำเสียงสั่นเครือ แววตาวูบไหว เขารู้มันช่างเป็นเรื่องที่น่าละอายนัก กับการที่สตรีมาร้องเรียกหาบุรุษเช่นนี้ นเรนทรรู้สึกสะท้อนสะเทือนในอกเป็นอย่างยิ่ง อยากจะดึงนางเข้ามาในอ้อมกอดเพื่อปลอบขวัญ แต่เขากลับทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆ พร้อมเอ่ยตอบ

 

“ข้าเองก็ไม่ค่อยได้เจอเขาเช่นกัน หมู่นี้กษิทราต้องไปคุยราชการงานศึกที่ยังคั่งค้างอยู่กับองค์สูรยวรมันอยู่บ่อยๆ เขาจึงไม่ค่อยได้มาแถวนี้”

 

“เช่นนั้นฤๅ”

 

ไม่จริงหรอก...มันเป็นคำลวงที่เขาหวังจะปลอบใจนาง และนั่นทำให้แววตาที่จวนจะสิ้นหวังกลับมีประกายวิบวับขึ้นมาอีกหน

 

“เจ้ามีความอันใดจะกล่าวแก่เขา ข้ายินดีนำไปบอกให้”

 

อินทรอุทัยมีท่าทีอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ท่านได้โปรดนำคำของข้าไปบอกเขาด้วยว่าข้ายินดีด้วยที่เขาชนะศึกกลับมา และข้าขอบคุณท่านมากนเรนทร”

 

อินทรอุทัยหลบตาเขาแล้วเดินจากไป ศรีลักษมียืนมองบุรุษหนุ่มอยู่เงียบๆ ด้วยสายตาที่แสดงความเห็นใจ เหตุใดนางจะมิรู้ว่าสิ่งที่ขุนศึกหนุ่มผู้นี้บอกแก่อินทรอุทัยมิใช่ความจริง นางค้อมศรีษะให้เขาเล็กน้อยก่อนที่จะเดินตามหลังอินทรอุทัยออกไป

 

นเรนทรมองนางที่เดินจากไปจนลับตา เขาอยากจะเป็นคนที่ได้รับคำยินดีนั้นจากนางเหลือเกิน แต่วาสนาของเขาช่างน้อยนัก หัวใจรักของนางที่มีต่อกษิทรานั้นช่างมั่นคง ก่อนไปทำศึกนั้นบุรุษหนุ่มเคยขอให้นางรำอวยชัยให้ ทว่านางกลับปฏิเสธ

 

“ข้าพอจะมีวาสนาได้เห็นเจ้ารำอวยชัยให้ข้าบ้างหรือไม่ อินทรอุทัย” น้ำเสียงของบุรุษหนุ่มกังวานหวานทว่าเจือรอยหม่นเศร้า

           

“นางรำต่ำต้อยเช่นข้ามิคิดอาจเอื้อมเช่นนั้นหรอก ข้าทำได้แค่เพียงอวยชัยให้ท่านชนะข้าศึกกลับมา”

           

มิใช่เพราะนางมั่นคงต่อกษิทราหรอกหรือเขาจึงได้เพียงคำอวยพรจากปากของนาง ช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่น้ำใจรักของนางกลับไร้ความหมายเมื่ออีกผู้หนึ่งหาได้มีใจมั่นคงต่อความรักด้วย

             

จิตใจของกษิทราได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว สหายของเขารู้ดีว่าอินทรอุทัยมารอพบที่หน้าประตูราชฐานชั้นใน แต่กษิทรายังเลี่ยงที่จะออกมาพบนาง ด้วยเพราะบัดนี้บุรุษหนุ่มมีสตรีอื่นที่หมายปอง

             

“เจ้ามิออกไปพบนางหน่อยหรือ นางมารอเจ้าหลายเพลาแล้วหนา”

             

“ข้ามิอยากเจอนางอีก หากนางยังมาวุ่นวายกับข้า พระนางจุฑามณีจะเคืองข้าเอาได้ ข้ามิอยากให้พระนางมิสบายพระทัย”

             

“แล้วอินทรอุทัยเล่า เจ้ามิห่วงความรู้สึกของนางบ้างหรือ นางคือคนรักของเจ้านะกษิทรา” นเรนทรแทบจะระงับอารมณ์ไม่อยู่เมื่อได้ฟังคำตอบของสหาย

             

“ฟังข้านะนเรนทร เจ้าต้องแยกให้ได้ระหว่างสตรีที่พึงใจกับสตรีที่ส่งเสริมชีวิตให้ก้าวหน้า ระหว่างนางรำที่มีเพียงรูปโฉมอันงดงามกับสตรีที่สูงส่งด้วยเกียรติยศเจ้าจะเลือกใคร สำหรับข้าความพึงใจมิมีความหมายอันใดเลยเมื่อเทียบกับอำนาจ พระนางจุฑามณีจะนำพาข้าไปสู่จุดสูงสุดของชีวิตได้ เช่นนั้นแล้วอินทรอุทัยมิมีความหมายอันใดกับข้าเลย”

 

เขาตบบ่านเรนทรเบาๆ ขณะกล่าวจบก่อนที่จะเดินจากไป ทิ้งให้ผู้ที่เหลือยืนกำหมัดด้วยความรู้สึกที่สุมแน่นในอกเหลือประมาณ

 

“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรืออินทรอุทัย” หลังจากที่เดินกันมาเงียบๆ อยู่นาน ศรีลักษมีจึงตัดสินใจเอ่ยถามสหายรัก

 

“เรื่องใดฤๅ”

 

“ก็เรื่องที่ท่านขุนศึกนเรนทรบอกว่าท่านกษิทราติดภารกิจ ไม่ว่างมาพบเจ้าอย่างไรเล่า”

 

“ข้าเชื่อเช่นนั้น หาไม่แล้วกษิทราคงมาพบข้าแล้ว” น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาในตอนท้าย

 

ศรีลักษมีหยุดยืนนิ่งจนอินทรอุทัยพลอยหยุดตามไปด้วย หลังจากที่ทนนิ่งเฉยมานานศรีลักษมีกุมมือสหายรักและมองด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใย

 

“ข้ารู้ใจเจ้ามิได้คิดเช่นนั้นหรอก ในพิธีบวงสรวงวันนั้นใครที่ได้เห็นต่างก็รู้ว่ากษิทรามีใจให้พระนางจุฑามณี สายตาที่เขามองพระนางนั้นเต็มไปด้วยความเสน่หา แล้วเขามองมาทางเจ้าบ้างหรือไม่เล่า ยอมรับความจริงเถิดอินทรอุทัย เขาลืมเจ้าหมดสิ้นแล้ว”

 

แม้จะเป็นถ้อยคำที่เจ็บปวด แต่ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น อินทรอุทัยควรรู้ตัวเสียแต่วันนี้ดีกว่าสร้างความหวังที่ไม่มีอยู่จริงหล่อเลี้ยงใจไปวันๆ ศรีลักษมีคิดเช่นนั้น

 

นางรำแห่งยโสธรปุระได้แต่ยืนนิ่งอึ้งไปกับถ้อยคำของสหาย เพราะมันเป็นถ้อยคำ...ที่ซุกซ่อนอยู่ในใจลึกๆ ของตนเองเช่นกัน

 

“แต่เขาเคยสัญญาต่อข้า เราเคยให้สัญญาต่อกัน”

 

ในวันที่เขานำผ้าทอลายพระอาทิตย์มาให้และขอให้นางรำถวายสัญญารักเบื้องหน้าองค์เทวะ นับแต่นั้นหัวใจของนางก็มิแปรเป็นอื่น ก่อนที่เขาจะไปทำศึกกษิทรายังบอกให้รอ และนางยังคงรออย่างมั่นคง

 

‘เสร็จศึกจากเมืองจามเมื่อใดข้าจะกลับมารับขวัญเจ้าไปร่วมเรียงเคียงหมอนกับข้า รักษาดวงใจของเจ้าไว้รอข้ากลับมาเถิดหนา’

 

“เจ้ามิรู้ฤๅ เสร็จศึกจากเมืองจามครานี้ องค์สูรยวรมันทรงยกพระขนิษฐาให้อภิเษกกับท่านขุนศึก เจ้าเลิกหวังที่จะร่วมเรียงเคียงหมอนกับเขาเสียเถิด ใครเขาจะเหลียวมองนางรำอย่างเจ้า ลมปากบุรุษนั้นเชื่อมิได้หรอกหนา”

 

“ข้า...ข้า...”

 

“มันเจ็บ ข้ารู้ว่ามันเจ็บราวจะขาดใจ แต่หากเจ้าไม่ยอมรับความจริงเจ้าจะตายทั้งเป็น เลิกหวังเสียเถิดอินทรอุทัย”

 

ความจริง...เดินทางมาเร็วกว่าที่คิดมากนัก เมื่อขบวนเสด็จของพระนางจุฑามณีพระขนิษฐาแห่งองค์สูรยวรมันกำลังมุ่งหน้ามายังบริเวณที่นางสองยืนอยู่ อินทรอุทัยและศรีลักษมีนั่งพับเพียบหมอบตัวก้มหน้า

 

“นี่เองหรอกหรือนางรำแห่งยโสธรปุระ ข้ามิใคร่ได้ผ่านมาแถบนี้เลยไม่มิคุ้นหน้า จงเงยหน้าขึ้นให้ข้าได้ยลโฉมของพวกเจ้าเสียหน่อยเถิด”

 

สุรเสียงนั้นหวานใสทว่าทรงพลังอำนาจ นางรำทั้งสองค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ เพื่อพบกับริมฝีปากเหยียดยิ้มบนใบหน้าของสตรีรูปงามที่นั่งอยู่บนเสลี่ยงอย่างสมพระเกียรติ

 

"คงจะเป็นเจ้าสินะ...อินทรอุทัย ยอดนางรำแห่งยโสธรปุระ”

 

อินทรอุทัยสบพระเนตรเรียวเล็กที่มีแววตาดำขลับมองมาอย่างไม่เป็นมิตร “เพคะ...กระหม่อมเอง”

 

“หึ...ก็มิงามอะไรมากมายนัก แค่นางรำที่คอยให้ความสำราญเท่านั้น ดังคำที่ท่านว่าจริงๆ กษิทรา”

 

ถ้อยคำสุดท้ายอินทรอุทัยมองไปยังบุรุษอันเป็นที่รักที่ติดตามอยู่ในขบวนเสด็จนี้ด้วย แววตาอันแสนเจ็บปวดของนางมิได้ทำให้เขาสะทกสะท้านเลยสักนิด นอกจากมองผ่านมาแล้วชาเฉย อินทรอุทัยเก็บกลั้นหยดน้ำตาให้ใหลย้อนไปในหัวอกที่แหลกสลายไม่เหลือซาก รอยยิ้มเหยียดเยาะของสตรีผู้สูงศักดิ์มิทำให้เจ็บเท่าอาการหมางเมินของบุรุษอันเป็นที่รัก บัดนี้นางได้ประจักษ์ในถ้อยคำของสหายแล้วว่า

 

ตายทั้งเป็นนั้นคือเยี่ยงไร...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น