อัปเดตล่าสุด 2019-02-13 09:10:27

ตอนที่ 9 อาถรรพ์นางอัปสรา

ฝันร้าย...

             

มันเป็นความรู้สึกที่ตามหลอกหลอนทุกครั้งที่ครองภพลืมตาตื่น ยามที่หลับตาลงภาพเหตุการณ์อันเหลือเชื่อในวันบวงสรวงนั้นกลับชัดเจนท่ามกลางความมืดในห้วงภวังค์ จนเขาต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา

             

ชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียงสภาพอาการไม่ค่อยดีนักแขนทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบยกไม่ขึ้น ร่างกายเริ่มซูบผอม ผิวที่เคยขาวผ่องเริ่มซีดลง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายดูเศร้าหมอง เขาเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน พูดจาน้อยลง และหวาดผวาต่อทุกสิ่งรอบกาย

             

บรรดาหมอที่อรชุนีเชิญมารักษาอาการของสามีต่างลงความเห็นเหมือนกันว่า อาการที่เกิดขึ้นเป็นผลข้างเคียงจากภาวะเครียดทำให้สมองหลั่งสารเคมีบางอย่างจนร่างกายเกิดความผิดปกติ

             

ครองภพอยากจะเชื่ออย่างนั้น...ทว่าบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในความรู้สึกกลับบอกว่าไม่ใช่

             

เริ่มจากคืนที่เขาฝันเห็นนางรำมาบิดแขนจนหัก ต่อด้วยวันที่เขาไม่รู้สึกตัวว่าตนไปยืนรำอยู่ในโรงเรียนสอนนาฏศิลป์แล้วหักแขนตัวเองอีกข้าง สุดท้ายก็วันที่จัดงานบวงสรวง สิ่งที่เห็นในภวังค์ในวันนั้นคล้ายความฝันแต่ชัดเจนราวกับความจริง เขาเห็นตัวเองและทุกคนที่เกี่ยวข้องปรากฏอยู่ในนั้น เหมือนละครฉากหนึ่งที่ร่วมรับรู้ทุกความรู้สึกประหนึ่งเป็นตัวเอง

             

นั่นเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าอาการของเขาไม่ได้เป็นอย่างที่หมอวินิจฉัย แต่มันมีบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในความลึกลับอันน่ากลัว...

             

หลังจากเหตุการณ์วันนั้นทุกคนตกอยู่ในความเงียบ ครองภพไม่รู้ว่าปกเขตและสราลันจะรู้สึกต่อเรื่องนี้อย่างไร แต่สำหรับเขามันน่ากลัวเกินกว่าจะเอ่ยปากพูดออกมา ส่วนอรชุนีนั้นหล่อนมองมันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อใช้อาการกราดเกรี้ยวต่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนอาการหวาดหวั่นลึกๆ ในใจ

             

อรชุนี้สั่งยกเลิกการผลิตรายการทั้งหมด ยอมขาดทุนและถูกตำหนิจากทางช่อง เพราะหญิงสาวคิดว่าเรื่องทั้งหมดล้วนเป็นอุปาทานหมู่ที่เกิดจากการจัดรายการประกวดนี้ แต่ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ยกเลิกผู้เข้าแข่งขันและทีมงานต่างก็ขวัญเสียพากันถอนตัวไปเกือบหมด รายการของเธอก็ล่มไม่เป็นท่าอยู่ดี อรชุนีเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่าความซวย และมันพลอยให้เธอปล่อยอารมณ์หงุดหงิดโกรธเคืองเข้ามาปิดบังความกลัวที่ซุกซ่อนอยู่

             

หญิงสาวเพิ่งอาบน้ำเสร็จและเดินออกมาจากห้องน้ำ เธอหันมองไปทางเตียงที่ครองภพนอนรออยู่ก่อนแล้ว คิ้วเรียวบางขมวดเข้าหากันเมื่อไม่เห็นสามีอยู่ตรงนั้น ลมเย็นวูบหนึ่งพัดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ ม่านสีขาวปลิวไหวอยู่ตรงปลายตา อรชุนีหันไปมอง แสงจากดวงไฟนอกบ้านสาดกระทบลงมาอาบร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งให้สว่างเรืองรอง

             

ร่างนั้นเกล้าผมเหนือศรีษะ ท่อนบนเปลือยเปล่า ท่อนล่างนุ่งผ้าถุงสูงเหนือเข่า กำลังยืนกอดอกหันหลังให้เธอ แปลก...ที่อรชุนีไม่รู้สึกกลัวสักนิด กลับคุ้นเคยคุ้นตาราวกับนี่คือสิ่งที่เธอเป็นเจ้าของ

             

พลันนั้นเองที่ความรู้สึกอหังการเอ่อท่วมอาบล้นในหัวใจที่ตอนนี้มันพองโตเสียเหลือเกิน หล่อนเชิดหน้ายกมุมปากเผยรอยยิ้มอย่างสาแก่ใจ ก่อนจะกล่าวกับบุรุษที่ยืนหันหลังให้ด้วยน้ำเสียงทรงพลัง

             

“ไม่มีสตรีใดในยโสธรปุระนี้ที่จะยิ่งใหญ่เกินข้า แม้แต่ขุนศึกหนุ่มผู้อาจหาญก็ต้องสยบต่อข้า”

             

“มีอะไรหรือเปล่าคุณ?”

             

อรชุนีหันขวับไปตามเสียกเรียก ครองภพนอนอยู่บนเตียงมองเธอด้วยสีหน้าฉงน และเมื่อหันกลับมาที่หน้าต่างทุกอย่างกลับว่างเปล่า

             

“ไม่มีอะไรค่ะ กำลังจะไปนอน”

 

หล่อนตอบสามีพลางเดินอ้อมไปยังเตียงอีกด้าน ขณะที่ในสมองก็คิดถึงสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ แต่เพียงแวบเดียวอรชุนีก็ปัดความคิดเหล่านั้นทิ้ง โยนให้มันเป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระ

 

ทุกอย่างมันควรจะจบ...

 

“คุณทานยาก่อนนอนหรือยังคะ?” อรชุนีนึกขึ้นได้เมื่อเห็นครองภพหลับตา

 

“ยังเลย”

 

“งั้นเดี๋ยวนีเอามาให้ ทานยาแล้วคุณจะได้หลับสนิท”

 

หญิงสาวลุกขึ้นไปจัดแจงหายาหาน้ำมาให้สามีดูแลจนเขาทานเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเอาไปเก็บ ครองภพในตอนนี้ดูอ่อนแอและเงียบขรึมลงไปมาก จากหนุ่มเจ้าสำราญที่ไม่เคยอยู่ติดบ้านกลายเป็นคนสุขภาพอ่อนแอ และหวาดผวาต่อสิ่งรอบตัว ทุกอย่างจะดูย่ำแย่ถ้าเธอตกอยู่ในความหวาดกลัวไปด้วยอีกคน อรชุนีจึงต้องเข้มแข็งและมองเรื่องทุกอย่างให้เป็นปกติเพื่อหาทางรับมือกับมัน

 

หญิงสาวหลับตาลงนอนเมื่อเห็นสามีหลับสนิทพร้อมกับเสียงหายใจที่สม่ำเสมอ เธอได้แต่หวังว่าเมื่อยกเลิกการประกวดไปแล้วจะไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับนางรำอะไรนั่นอีก ครองภพก็จะหายดีเรื่องทุกอย่างก็ยุติ จะได้ไม่ต้องมาข่มตานอนท่ามกลางความมืดอันแสนน่าอึดอัดเช่นนี้

 

 

ครองภพไม่แน่ใจว่าอาการร้อนอบอ้าวจนเหงื่อท่วมตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกนี้ เป็นเพราะยาที่กินไปเริ่มออกฤทธิ์หรือเป็นเพราะเครื่องปรับอากาศไม่ทำงานกันแน่

 

ชายหนุ่มพยายามกระเถิบตัวเข้าใกล้ภรรยาเพื่อปลุกให้เธอตื่น ทว่าร่างกายของเขากลับหนักราวหินจนไม่สามารถกระดิกได้ เมื่อลืมตาขึ้นก็พบกับร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงปลายเตียงราวกับมันรอคอยจังหวะนี้อยู่เช่นกัน

 

ครองภพเบิกตาโพลงร่างกายที่นิ่งขึงเย็นวาบทั้งร่าง เงาลางเลือนค่อยๆ เคลื่อนเข้ามา ลมหายใจของชายหนุ่มติดขัด หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมา เงานั้นชัดขึ้นคล้ายดั่งในความมืดมีแสงไฟจากที่ใดสักแห่งสาดส่องลงมา แล้วภาพที่เป็นดั่งฝันร้ายทุกคืนก็ปรากฏ

 

ร่างอรชรค่อยๆ นั่งลงบนเตียงข้างเขา ท่อนบนเปลือยเปล่าสวมสร้อยสังวาลย์ ท่อนล่างนุ่งผ้าถุงทอลายสวยงาม ใบหน้าขาวผ่องขับดวงตาหวานซึ้งให้ยิ่งดูอมโศก แขนเรียวเอื้อมมาสัมผัสลำตัวของครองภพ ปลายนิ้วค่อยๆ ลากและไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ชายหนุ่มขยับปากจะร้อง ทว่าแม้เพียงเสียงหายใจของเขายังแผ่วเบา

 

“กษิทรา...” ริมฝีปากบางขยับเอื้อนเอ่ย น้ำเสียงกังวานราวกับล่องลอยมาจากที่แสนไกล “...เหตุใดท่านจึงไม่รักษาสัญญา เหตุใดท่านจึงหลอกลวงข้า รู้หรือไม่ว่าข้าทุกข์ทรมานเพียงใด คำรักของท่านผูกพันข้าไว้ทั้งชีวิตและวิญญาณ ความเจ็บปวดนี้ตรึงข้าไว้มิให้หลุดพ้น”

 

ครองภพสั่นไปทั้งร่างเมื่อฝ่ามือบางคว้าหมับเข้าที่ต้นคอ ใบหน้าสวยโศกพลันเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำแห้งเหี่ยวจนแทบจะกลายเป็นกะโหลก ดวงตาลึกกลวงลงไปจนเห็นเพียงหลุมสีดำ แรงบีบอันหนักหน่วงพุ่งเข้าสู่ลำคอรัดแน่นจนเขาหายใจไม่ออก แต่แล้วแรงนั้นค่อยคลายลงพร้อมกับที่ใบหน้าอันแสนน่ากลัวเปลี่ยนกลับเป็นอย่างเดิม

 

“หัวใจของท่านมีแต่ความลวงหลอกเช่นนั้นหรือกษิทรา ต่อจากนี้ท่านจะต้องพบเจอกับความสูญเสียทุกสิ่ง ท่านจะต้องทุกข์ทรมานยิ่งกว่าที่ข้าต้องเผชิญ ข้านับวันนับคืนรอคอยท่านมานับพันปี ความแค้นครั้งนี้ท่านจะต้องชดใช้!”

 

น้ำเสียงตวาดก้องด้วยแรงโทสะ พร้อมกับที่ร่างนั้นพลันหายวับไป ครองภพกรอกตามองเลิ่กลั่ก จู่ๆ มีแรงกระชากตรงปลายเท้า เมื่อหันไปมองก็พบว่าร่างนางรำยืนอยู่ตรงปลายเตียงคว้าข้อเท้าเขาไว้หนึ่งข้าง ดวงตาเหลือกถลนจ้องมองชายหนุ่มด้วยความอาฆาต เพียงพริบตามืออันเหี่ยวแห้งก็ดึงขาของครองภพอย่างแรงจนร่างไถลหล่นจากเตียง พร้อมเสียงร้องอันเจ็บปวดระคนหวาดกลัวของเขาดังลั่น

 

 

สราลันลุกจากเตียงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ด้วยเพราะไม่อาจข่มตานอนได้อีกต่อไป ไหนๆ ก็นอนไม่หลับแล้วหญิงสาวจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นเสียเลยดีกว่า

 

นับแต่วันที่เกิดเรื่องประหลาดในงานบวงสรวงจนอรชุนีต้องสั่งยกเลิกผลิตรายการ ทุกคนต่างไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั่นอีกเลย ราวกับมันเป็นเรื่องแสลงที่ต่างพร้อมใจพากันลืมและทำราวกับว่าไม่มีอะไร แต่สำหรับสราลันแล้วมันไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อที่ทุกคนต่างเห็นภาพนิมิตเดียวกัน และต่างก็มีตัวตนอยู่ในเรื่องราวนั้นทั้งสิ้น

 

สำหรับหญิงสาวแล้วนี่คือสิ่งลี้ลับ ที่เธอต้องหาคำตอบให้เจอ...

 

ฟ้าเริ่มสาง เมื่อสราลันถือถ้วยกาแฟมานั่งตรงระเบียงของห้องในคอนโดมิเนียมหรูที่เธอเป็นเจ้าของ หลายคืนมาแล้วที่หญิงสาวหลับๆ ตื่นๆ จนแทบไม่ได้นอน พอเริ่มจะเคลิ้มๆ จิตก็หลุดเข้าสู่ภาพความฝันอันซ้ำซาก ความฝัน...ที่เธอไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้เลย คล้ายภาพยนตร์ที่ตัดฉากไปมาจนดูสับสน

 

ในความลางเลือนของห้วงภวังค์นั้น สิ่งที่สราลันเห็นคือภาพของผ้านุ่งทอลายพระอาทิตย์ที่เปื้อนคราบเลือดอยู่ในอุ้งมือของใครสักคนที่มองไม่เห็นหน้า พร้อมกับเสียงสวดคาถาในทำนองสูงต่ำด้วยภาษาที่ไม่คุ้นหู จากนั้นก็มีเสียงหวีดร้องอันโหยหวนดังขึ้นจนสะดุ้งตื่นทุกครั้ง

 

สราลันไม่รู้ว่ามันคืออะไร และสิ่งที่เห็นนั้นเป็นการบอกเล่าเพื่อนำไปสู่เรื่องราวใด แต่ทุกครั้งที่ตื่นมานอกจากจะตกใจกับเสียงร้องแสนทรมานนั้นแล้ว ภาพใบหน้าอันเศร้าโศกของนางรำในนิมิตนั้นกลับแจ่มชัดติดตาอยู่เสมอ ทุกครั้งที่คิดถึงสราลันรู้สึกหดหู่ราวกับร่วมเผชิญชะตากรรมไปกับเธอผู้นั้น คล้ายดั่งทุกความเจ็บปวดโศกเศร้านั้นมีเธอร่วมรับรู้ด้วย

 

คล้ายเพื่อนเก่าที่ผูกพันกันมาช้านาน...

 

ด้วยความที่เชี่ยวชาญด้านศิลปะโบราณ ศึกษาและสะสมของเก่าอยู่เป็นนิจ สราลันจึงเชื่อในเรื่องสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติอันยากต่อการพิสูจน์ เธอเชื่อว่าทุกอย่างต้องมีที่มา ความบังเอิญอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของทุกคนที่อยู่ในเรื่องราวนี้ คือชะตากรรมที่ต้องเผชิญร่วมกัน

 

และหากต้องหาคำตอบหญิงสาวก็พอรู้อยู่ว่า ใคร...ที่จะเฉลยเรื่องราวนี้แก่เธอได้

 

ความคิดทั้งหลายสะดุดลงเมื่อโทรศัพท์กรีดเสียงร้องเรียก สราลันเดินกลับเข้าห้องเพื่อไปรับสาย คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันเมื่อชื่อผู้โทรเข้าที่ปรากฏนั้นคือปกเขต!

 

 

เป็นเวลาบ่ายแล้วที่บ้านทรงไทยเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีหลังนี้ได้ต้อนรับผู้มาเยือน หญิงชราผู้เป็นประมุขของบ้านเชื้อเชิญแขกทั้งหลายพร้อมหาน้ำหาท่ามารับรอง หลังจากที่หลานสาวโทรศัพท์มาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังพร้อมกับบอกว่าจะพาเพื่อนๆ มาหา ผู้เป็นเจ้าของบ้านก็เฝ้ารอด้วยความตื่นเต้น

 

สราลันแนะนำ ปกเขต และอรชุนี ให้ย่าของเธอรู้จัก ผู้สูงวัยยิ้มรับอย่างอ่อนโยนขณะที่ดวงตาภายใต้กรอบแว่นพินิจมองหนุ่มสาวทั้งคู่อย่างละเอียด

 

“นั่งพักทานน้ำกันก่อน อีกสักครู่จะให้เขาจัดขนมไทยมาให้ลองชิมดู”

 

“ขอบพระคุณมากครับ บ้านคุณย่าน่าอยู่มากร่มรื่นและก็สวยงาม” ปกเขตเอ่ยชมพร้อมกวาดตามองไปรอบๆ ในใจกลางเมืองหลวงยังคงมีบ้านโบราณปลูกอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่หลายต้น เป็นเรื่องที่ทำให้เขาอดทึ่งไม่ได้

 

“บ้านเก่าอายุร้อยกว่าปีแล้วล่ะ ตกทอดกันมาตั้งสมัยย่าทวดของยายลันโน่น ถ้าชอบก็แวะมาเที่ยวได้บ่อยๆ นะลูก”

 

ชายหนุ่มไหว้ขอบคุณขณะที่หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ซ่อนความกระวนกระวายภายใต้สีหน้าเรียบนิ่ง  อรชุนีควบคุมอาการร้อนใจเพื่อรอเวลาเข้าสู่หัวข้อสนทนาที่เธออยากรู้ อันเป็นจุดประสงค์ของการมาที่นี่ในวันนี้ หลังจากที่เมื่อคืนอาการของครองภพกำเริบหนักจนต้องส่งโรงพยาบาลกลางดึก

 

นอกจากแขนทั้งสองข้างที่ขยับไม่ได้แล้วตอนนี้ขาข้างขวาของครองภพมีอาการอ่อนแรงจนไม่สามารถขยับได้เช่นกัน อรชุนีตื่นขึ้นมากลางดึกของเมื่อคืนเพราะเสียงร้องโวยวายของสามีที่ลงไปนอนอยู่ข้างเตียง เขามีอาการตกใจหวาดกลัว พูดจาฟังไม่ได้ศัพท์ กระเสือกกระสนคล้ายกับจะหนีอะไรบางอย่างอยู่ข้างเตียงด้วยขาข้างเดียวที่ยังเคลื่อนไหวได้

 

หลังจากที่นำสามีส่งโรงพยาบาลอรชุนีก็โทรหาปกเขต ซึ่งเขารีบมาหาทันทีที่ทราบข่าว เมื่อเห็นอาการของพี่ชายแล้วปกเขตเงียบไปถนัดตา อีกทั้งอรชุนีเองก็กดกลั้นอาการหวาดกลัวแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกไม่ไหว หญิงสาวนั่งตัวสั่นระริก น้ำตาไหลพรากอาบใบหน้าที่ดูซูบซีด

 

เรื่องทุกอย่างเริ่มจะร้ายแรงหนักขึ้น และผลของมันก็ดูเหมือนจะมาตกอยู่ที่ครองภพเป็นส่วนใหญ่ หากปล่อยไว้เช่นนี้ปกเขตคิดว่าคงไม่เป็นผลดีแน่ เขาจึงตัดสินใจโทรศัพท์หาสราลัน ไม่นานเธอก็รีบมาหาเขาที่โรงพยาบาลด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีเหมือนกัน

 

ที่สุดแล้วสราลันจึงสรุปว่าพวกเขาทั้งหมดควรปรึกษาเรื่องนี้กับใครสักคนที่ไม่มองเรื่องประหลาดนี้ว่าไร้สาระ และคนที่สราลันคิดถึงก็คือย่าของเธอเอง

 

“คุณย่าเรื่องที่ลันพาคุณเขตกับคุณนีมาวันนี้ก็เพราะมีเรื่องอยากปรึกษาคุณย่าค่ะ”

 

“เรื่องที่หนูเกริ่นทางโทรศัพท์กับย่าน่ะเหรอ?”

 

“ค่ะ” สราลันพยักหน้า

 

“ไหนลองเล่าให้ย่าฟังอย่างละเอียดๆ อีกทีซิ”

 

เรื่องราวทั้งหมดถูกถ่ายทอดจากปากของทุกคนตามเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอ เมื่อนำมาร้อยเรียงเชื่อโยงเข้าเป็นหนึ่งเดียวก็พบว่าน่าอัศจรรย์อย่างเหลือเชื่อ หญิงสูงวัยผู้เป็นประมุขของบ้านนั่งฟังอย่างสงบ แววตามีรอยครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา และจากการที่สังเกตสีหน้าของแขกที่มาเยือนแล้ว ผู้มากวัยมั่นใจว่านี่คือเรื่องที่ร้ายแรงพอสมควร ที่สำคัญหลานสาวของเธอก็มีส่วนในเรื่องราวนั้นด้วย

 

“จากที่ฟังสาเหตุทั้งหมดมาจากนางรำปริศนาซึ่งน่าจะมีชีวิตอยู่ในยุคขอมโบราณ ที่มีพระเจ้าสุริยวรมันเป็นกษัตริย์”

 

“มันจะเป็นไปได้เหรอคะ เราจะหลงเข้าไปอยู่ในยุคนั้นได้ยังไง มันตั้งหลายพันปีมาแล้ว” อรชุนีโพล่งออกมา ลึกๆ แล้วมันยากที่จะทำใจให้เชื่อได้

 

“ถ้าเชื่อในเรื่องสังสารวัฏการเวียนว่ายตายเกิด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อร่างกายแตกดับ แต่ดวงจิตยังคงอยู่ จะไปเกิดยังภพภูมิไหนสังขารใดก็แล้วแต่กรรมที่ทำมา”

 

“คุณย่าหมายความว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคืออดีตชาติของพวกเราหรือครับ?”

 

“ก็ยังสรุปอย่างนั้นไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ การที่พวกหลานทั้งหมดได้เห็นเรื่องราวในอดีตซึ่งล้วนแต่เกี่ยวเนื่องกับวิญญาณนางรำนั้น นั่นก็เพราะมีกรรมร่วมกันมา”

 

“แล้วเขาต้องการอะไรครับ?” ปกเขตยังไม่หมดข้อสงสัย

 

“ไม่มีอะไรที่ทำให้วิญญาณดวงหนึ่งเฝ้ารอคอยมิยอมหลุดพ้น นอกเสียจากความรักและความแค้น” หญิงชราตอบด้วยน้ำเสียงที่หดหู่ระคนสงสาร

 

“อะไรที่เป็นสาเหตุให้เธอแค้นพวกเรากันคะ?” สราลันถามบ้าง เพราะเธอเองก็ร็สึกได้เช่นกันว่าในดวงตาโศกเศร้าของวิญญาณตนนั้น มีแววอาฆาตที่ลุกโชนอยู่ด้วย

 

“นั่นเป็นสิ่งที่พวกหลานต้องหาให้เจอ เพื่อที่จะยุติเรื่องทั้งหมด...คิดให้ดีสิ เรื่องที่เกิดขึ้นมันเริ่มจากตรงไหน”

 

“รูปสลักนางอัปสราครับ” ปกเขตคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบอกไปอย่างมั่นใจ

 

“ถ้าอย่างนั้นพวกหลานก็เจออาถรรพ์นางอัปสราเข้าแล้วล่ะ”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น