อัปเดตล่าสุด 2018-11-29 09:05:51

ตอนที่ 1 เรื่องเก่า...เล่าสู่กันฟัง!

ตอนที่ ๑

เรื่องเก่า...เล่าสู่กันฟัง!

 

            “ต๊ายยยตายยย! เล่าได้สมจริงเหมือนกำลังจะตายเองเลยนะคะป้าชื่น”

            หญิงสาวเจ้าของชื่อ ผลึก ปรบมือให้กับเรื่องโม้ของมนุษย์ป้าผู้อายุเยอะที่สุดในบริษัทที่เจอเด็กใหม่เข้ามาทำงานในออฟฟิศทีไรเป็นต้องขุดเอาเรื่องบ้าๆบอๆมาเล่าเสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน อ้อ นอกจากเรื่องประหลาดที่ให้อารมณ์คล้ายกับกำลังดูหนังทริลเลอร์ไล่ล่าพวกนี้แล้ว ป้าบานชื่นแกยังทำตัวเหมือนคลังขอมูลแห่งบริษัททรัพย์ทวีสิน ประเภทใครอยากรู้อะไรถามป้าได้ ป้ารู้ มาทำงานมาตั้งแต่ประธานคนก่อนยังดำรงตำแหน่งอยู่

            ถ้าอวดรู้ว่าตัวเองอยู่มานาน ทำไมไม่รีบตายไปซักทีล่ะคะป้าขา!

เมื่อสายตาดุเดือดประสานกัน ทุกคนในโรงอาหารต่างจับจ้องอารมณ์คุกรุ่นดั่งถ่านติดไฟที่เตรียมจะปะทุของ ‘คู่แค้นประจำบริษัท’ อย่างใจจดจ่อ พี่จอยแม่ค้าร้านก๊วยเตี๋ยวเตรียมยกมือถือขึ้นถ่ายเพื่อเก็บไว้ประกอบการเม้าท์กับยายปุ้มร้านน้ำปั่น แม้จะเป็นเวลาพักกลางวันของพนักงานออฟฟิศแต่โรงอาหารของที่นี่กลับไม่ได้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน จะมีก็แต่พนักงานใหม่กับพนักงานไม่กี่คนที่ไม่อยากเดินออกไปหาอะไรกินข้างนอก ด้วยกลัวว่าจะกลับเข้ามาทำงานไม่ทัน

            “คนเขากำลังพูดกันอยู่ ไม่มีใครบอกหรือคะว่าไม่ควรเข้ามาสอด!”

            หญิงวัยกลางคนเจ้าของแว่นตาโบราณกรอบกลมไม่ยอมแพ้ อีนี่มันชักจะเหิมเกริมไปกันใหญ่แล้ว ปีนเกลียวเสียจนไม่ไว้หน้ากัน เรียกได้ว่าเจอหน้ากันทีไรเป็นต้องแทบจะถอนหงอกหล่อนได้ทุกที บานชื่น ไม่คิดเลยว่านังเด็กเมื่อวานซืนที่เธอสู้อุตส่าห์ดูแลเป็นอย่างดีตลอดหนึ่งเดือนที่มาเริ่มทำงานที่แผนกใหม่ๆจะกลายเป็นนังงูเห่าสารพัดพิษพ่วงตำแหน่งแร้งกาคอยจิกกัดหล่อนได้ตลอดเวลาที่พบหน้ากันเช่นนี้

            ไอ้เรารึก็หวังดีเห็นว่าจบโทมา พอใช้เต้าไต่ได้ไม่ทันไรก็พลันถีบหัวส่งคนแก่!

            “ทานโทษค่ะป้า สงสัยจะไม่เห็นหัว!”

            หลังจากทิ้งท้ายไว้ ผลึกก็เดินเชิดออกไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ผลึกกับป้าบานชื่นแผลงฤทธิ์ใส่กันต่อหน้าเด็กใหม่ในที่สาธารณะ คนทั้งออฟฟิศเขารู้กันดีว่าป้าบานชื่นกับผลึกไม่ถูกกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แรกๆป้าบานชื่นแกโอ๋เช้าโอ๋เย็นปกป้องหนูผลึกอย่างกับลูกรักด้วยเห็นว่าจบจากเมืองนอกเมืองนา แต่พออยู่กันได้ไม่ทันไรหนูผลึกก็ออกลายถอนหงอกป้าแกซะงั้น แต่จะว่าก็ว่าไปเถอะแหล่งข่าวในออฟฟิศบอกอีกว่าที่หนูผลึกแกเกลียดป้าเข้ากระดูกดำ คอยตามแซะกระแนะกระแหนเพราะป้าแกขโมยงานนางไปเสนอท่านประธานจนหนูผลึกแกชวดตำแหน่งหัวหน้าแผนกไป บอกแล้วว่าเรื่องนี้ถ้ามันไม่มีมูลหมามันจะขี้ เอ๊ย ถ่ายได้ยังไง!

            อ้อ... มีเรื่องแซ่บแถมให้อีกนิด เห็นวงในเขาเม้าท์กันให้แซ่ด ว่าที่หนูผลึกนางได้ขึ้นเป็นเลขานุการของท่านประธานหรือบอสของเราเร็วเบอร์นี้เพราะนางใช้เต้าไต่ แต่ไม่ใช่เต้าไต่ท่านประธานนะเออ นางเพ่งเป้าหมายไปที่น้องชายของท่านประธานอย่างที่หล่อระดับพรีเมียมแถมยังจบจากนอกอีกต่างหาก

            “พวกเราสองคนมาทำงานที่นี่ก็ระวังปากอีผลึกเกลือนี่ไว้เถอะ ป้าเตือนด้วยความหวังดีนะจ๊ะ” บานชื่นเตือนเด็กใหม่สองคนที่พยักหน้ารับแกนๆ ก่อนทำท่าเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “อุ๊ยตายย วัดหนองตะกร้อให้ซองมาตั้งแต่เมื่อไหร่ สงสัยเสาร์นี้ต้องไปสะเดาะเคราะห์เสียแล้ว พวกหนูสองคนสนใจทำบุญกับป้ามั้ย อ๊ะๆ รับไปคนละซองจ๊ะ”

            น้ำปรุง อยากจะกลอกตาเป็นเลขแปดด้วยความเอือมระอา แต่ทำได้เพียงพยักหน้าหงึกๆ

            นี่ถูกลากมาฟังเรื่องไร้สาระแล้วถูกปิดท้ายด้วยซองผ้าป่าอีกเหรอวะเนี่ย คนที่ออฟฟิศนี้มันมีคนสติดีซักคนมั้ย!

            ทำได้เพียงนึกคิด...น้ำปรุงไม่กล้าเอ่ยถามออกไปเพราะกลัวเสียระบบอาวุโส เด็กสาวจบใหม่จากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศยิ้มหวานก่อนรับซองมา ก่อนใช้ศอกถองสะกิดเพื่อนหนุ่มจากมหาวิทยาลัยเดียวกันให้รับซองเพื่อไม่ให้เสียมารยาท

            แค่ขยิบตาก็เป็นอันเข้าใจ!

            “ขอบคุณครับป้า หวังว่ากุศลนี้จะส่งให้พวกเราพบแต่สิ่งดีๆในออฟฟิศนี้นะครับ โอ๊ย!”

            น้ำปรุงยั้งอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนจะโดนเอ็ด

            “หืม เป็นอะไรรึเปล่าจ๊ะ”

            “ตีน เอ๊ย! สงสัยแมววิ่งผ่านน่ะครับ”

            ชายหนุ่มหันไปเอ็ดเพื่อนรักเสียงเขียว เขากำลังจิกกัดอีป้านั่นอยู่แท้ๆมาเหยียบเท้าเข้าจนได้ ป้าบานชื่นโบกมือลาหลังจากสองหนุ่มสาวยัดเงินใส่ซองส่งกลับคืน จีโน่ ภาวนาให้อีป้าสะดุดขาตัวเองล้ม บอกตามตรงว่าสมัยอยู่ปีสี่เขาฝึกงานมาก็อย่างน้อยสองที่ ยังไม่เห็นที่ไหนมีคนประเภทนี้อยู่ในบริษัทเลยซักราย นี่ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่เลือกสมัครงานที่ บริษัททรัพย์ทวีสิน แห่งนี้

            หากพูดชื่อ ‘บริษัททรัพย์ทวีสิน’ ขึ้นมา น้อยคนในแวดวงธุรกิจที่จะไม่รู้จัก บริษัทด้านอุตสาหกรรมยานยนต์อันดับต้นๆของประเทศ ด้วยลุคของบริษัทที่ดูทันสมัยและเข้าถึงลูกค้าในทุกๆระดับ แม้จะมีเพียงสาขาเดียวแต่ยอดขายที่ทำรายได้เป็นกอบกำเป็นเครื่องการันตีให้รู้ว่าผู้คุมบังเหียนใหญ่ของบริษัทนี้ทำงานอย่างเต็มแรงเต็มกำลัง อีกอย่างบริษัททรัพย์ทวีสินถือเป็นเจ้าแรกๆที่กล้าลงทุนโดยมีการทุ่มงบประชาสัมพันธ์โดยการหยิบเอาสื่อในช่องทางต่างๆมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ การดึงเอาดาราระดับแม่เหล็กหลายคนมาร่วมงานทำให้สื่อเริ่มพูดถึง กลยุทธ์ในการบริหารงานจนหลายบริษัทต้องยกให้เป็นต้นแบบทำให้ทรัพย์ทวีสินเหมือนดาวค้างฟ้า ติดหนึ่งในสามบริษัทที่นักศึกษาฝึกงานและพนักงานจบใหม่อยากมาสัมผัสมากที่สุด

            “ใจเย็นๆหน่อยสิจี เราเพิ่งมาทำงานที่นี่ได้ไม่ถึงอาทิตย์ อย่าสร้างศัตรูไปทั่ว เธอก็เห็นแล้วนี่ว่าป้านั่นเบอร์แรงขนาดไหน ขนาดพี่คนนั้นอยู่มานานกว่าเรา ยังโดนป้าตอกกลับซะ”

            น้ำปรุงขยับแว่นตากรอบกลมให้เข้าที่ทางพลางระบายความอัดอั้นออกมา ตั้งแต่เรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันเมื่อสองสามเดือนก่อน พวกเธอก็เพียรตามหาบริษัทที่รองรับสาขาที่จบมากันให้วุ่น จริงอยู่ที่มหาวิทยาลัยของพวกเธอสองคนมีชื่อเสียงที่แค่เห็นชื่อสถาบันใครเป็นต้องร้องว้าวและคาดหวังเอาไว้สูง แต่อย่าลืมสิว่าจบจากที่ดีๆใช่ว่าจะมีงานทำ เพราะยุคนี้เป็นยุคข้าวยากหมากแพง บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งลดจำนวนพนักงานเป็นว่าเล่น

            อาจเพราะเธอกับจีโน่ไม่ได้หัวดีเหมือนคนอื่นๆในคณะที่เลือกเอาสาขายอดนิยมที่คนแห่แหนกันไปเรียนอย่างการตลาด แต่กลับมาเลือกเอาสาขาที่คนไม่ค่อยเรียนกันพอให้เรียนผ่านไปวันๆ มีบริษัทเปิดรับพนักงานใหม่ที่มีวุฒิในสาขานี้ก็นับบุญโขแล้ว!

            น้ำปรุงรู้ดีว่าชีวิตหลังจากนี้มันจะไม่ง่าย แต่พี่ชายของเธอเคยบอกเสมอว่าตราบใดที่ชีวิตยังต้องดำเนินไปข้างหน้า หากเราเลือกที่ใช้เวลาหยุดเพื่อตัดสินใจ คนอื่นก็คงก้าวนำเราไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ดังนั้นเมื่อโอกาสมาถึง เธอจึงต้องรีบคว้าเอาไว้ เพราะการได้มาทำงานที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่นิดเดียว

            “ไอ้หมวย หล่อนนี่มันใจเย็นเกินไป เมื่อกี๊ถ้าใส่ส้นสูงอยู่ชั้นนี่อยากจะปาใส่ให้ป้าหน้าหัน สวยเซ็ง!”

            และที่สำคัญ... กูก็ขี้เกียจแอ๊บแมนแล้ว!

            เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นๆจีโน่พยายามสร้างภาพตนเองให้กลายเป็นหนุ่มหล่อมาดเนี้ยบ สไตล์เกาหลีตามสมัยนิยม ที่ไม่ว่าจะเดินเหินไปทางไหนมีแต่คนมองตามด้วยความคลั่งไคล้ โดยหารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าเพื่อนสนิทเขาจะกลายเป็น ‘นังจีน่า’ เก้งสาวพราวเสน่ห์ที่พร้อมจะจิกผู้ชายหน้าตาดีทุกคนที่เฉียดใกล้เข้ามา จีโน่เป็นต่อเรื่องหน้าตาขาวใสสไตล์เกาหลีที่เป็นเหมือนใบเบิกทาง เขาเคยไปสมัครเป็นสจ๊วต แต่ดันไปสร้างเรื่องเอาไว้ซะก่อนทำให้ถูกไล่ออกมา จนต้องมาเดินตากฝุ่นหางานทำแบบเพื่อนรัก โชคดีเหลือเกินที่ได้เข้ามาทำงานพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นถ้าให้แอ๊บแมนทั้งวันคงอกแตกตาย!

            “รีบๆกินไปเถอะ เดี๋ยวบ่ายนี้ต้องเอางานไปนำเสนอท่านประธานด้วย ได้ข่าวว่าแกยังแก้พรีเซนเทชั่นไม่เสร็จไม่ใช่เหรอ รีบกินจะได้รีบไปแก้ แกคงไม่อยากถูกไล่ออกทั้งที่ยังทำงานได้ไม่ถึงเดือนใช่มั้ย”

            “จ้า รู้แล้วๆ”

            น้ำปรุงถอนหายใจด้วยความเหนื่อย นึกๆแล้วก็ย้อนคิดไปถึงคำพูดของป้าที่บอกเอาไว้ในวันวานว่าอยากให้เธอเรียนจบมาแล้วมีงานดีๆทำ เพื่อเอาเงินมาช่วยจุนเจือคนที่บ้าน ความยากจนและขาดแคลนคือปัญหาที่ครอบครัวของเธอต้องเผชิญอยู่ น้ำปรุงคิดไม่ตกจริงๆว่าถ้าหากวันนั้นเธอไม่ได้รับทุนการศึกษาจากผู้ใหญ่ใจดี เธอจะสามารถมีอนาคตเหมือนดังเช่นทุกวันนี้ได้ไหม

            คิดไปก็เท่านั้น...

น้ำปรุงรู้ดีว่าเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอมาสมัครงานที่นี่คืออะไร

 

            บริษัททรัพย์ทวีสิน ไม่ใช่บริษัทใหญ่โต พอประมาณด้วยขนาดปานกลางบนพื้นที่ราคาแพงระยับห่างจากรถไฟฟ้าบีทีเอสไม่เท่าไร หากแต่การดีไซน์ออกแบบที่ดูทันสมัยผสมผสานความเป็นไทย-จีนเอาไว้ทำให้มันดูโมเดิร์นและนำสมัยกว่าบริษัทใหญ่ๆหลายแห่งที่น้ำปรุงเคยไปสมัคร จะด้วยรูปปั้นสิงโตจีนสองตัวที่ทำจากหินอ่อนก็ดี จะเป็นการใช้สีทาผนังที่เน้นไปที่สีแดงเลือดหมูตัดกับสีครีมและสีเทาชวนให้รู้สึกเหมือนยกเอาย่านไชน่าทาวน์มาไว้กลางบริษัทกลายๆคงเปรียบเสมือนจุดเด่นและเป็นแลนด์มาร์คให้แขกหรือลูกค้าต้องมาหยุดถ่ายรูป นี่ยังไม่รวมอักษรจีนสีทองตามจุดต่างๆที่ให้ความรู้สึกเหมือนย่านชุมชนจีนเก่าแก่ มันให้กลิ่นอายประหลาดแบบนั้นอย่างเหลือเชื่อ คงเพราะบรรยากาศนี้กระมังที่ดึงดูดให้น้ำปรุงตัดสินใจเลือกทำงานที่นี่

            “ทางด้านนู้นจะเป็นโซนของแผนกการตลาด ไม่ไกลจากแผนกบุคคลของเราเท่าไหร่”

            พี่เลิศ ชายวัยกลางคนเจ้าของตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบุคคลที่สองพนักงานใหม่สังกัดอยู่เอ่ยแนะนำอย่างเป็นกันเอง แม้น้ำปรุงกับจีโน่จะเคยมาที่นี่แล้ว แต่ตามมารยาทของผู้อยู่มานาน ซ้ำยังครองตำแหน่งหัวหน้าแผนก ทำให้พี่เลิศอำนวยความสะดวกให้กับพนักงานใหม่ รางวัลพนักงานดีเด่นสี่ปีซ้อนไม่ใช่รางวัลที่ได้มาแบบฉาบฉวย หากแต่ผลงานของพี่เลิศยังเป็นที่ประจักษ์กันทั่วว่าการปกครองลูกน้องด้วยคุณธรรมกอปกรการดูแลเอาใจใส่อย่างดีนั้นให้ผลที่ดีเยี่ยมเกินความคาดหมาย

            แม้จะเป็นชายวัยกลางคนอายุย่างหกสิบ หากแต่บุคลิกที่ดูคล่องแคล่ว ทะมัดทะแมนดูเหมือนคนวัยสี่สิบหมาดๆ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มตลอดเวลารับแขกเป็นโลโก้ของแผนกบุคคลของบริษัทเลยก็ว่าได้ น้ำปรุงลอบสังเกตเห็นว่าน้ำหอมที่พี่เลิศใช้เป็นกลิ่นไม่ค่อยคุ้นชิน จะว่าเป็นกลิ่นคล้ายแป้งอบร่ำในยุค 90’s ก็คงจะคล้ายๆทำนองนั้น แต่มันดูหอมกว่าและไม่ได้อวลกลิ่นดอกไม้โบราณขนาดนั้น

            สองพนักงานใหม่ป้ายแดงเดินตามพี่เลิศไปตามแผนกต่างๆ ซึ่งคนที่นี่ก็ดูให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ทุกๆคนดูมีน้ำใจจะยิ้มให้ แม้จะเป็นช่วงบ่ายคล้อยก็ตาม แต่น้ำปรุงกลับพบว่าพนักงานที่นี่ดูแอคทีฟเหลือเกินราวกับว่าไม่อยากจะกลับบ้านค่ำกระนั้นแหละ สงสัยจะติดละครหลังข่าวแหงๆ จะว่าไปแล้วเธอก็ห่างไกลจากรายการโทรทัศน์มาหลายปีนับตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เวลาว่างที่มีหมดไปกับการทำงานพิเศษและการทบทวนตำราหนังสือเพื่อให้รอดพ้นจากการถูกรีไทร์ ครั้งสุดท้ายที่ดูก็คงจะเป็นตอนที่พี่ชายซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่มาให้เป็นของขวัญที่เธอสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังกระมัง

            “ห้องนี้เป็นห้องของท่านประธานบริษัท พวกเธอสองคนน่าจะเคยพบแล้วในวันที่เข้ามาสัมภาษณ์”

            ทั้งคู่พยักหน้ารับ ก่อนจะรีบเดินผ่านอย่างไว น้ำปรุงกับจีโน่จำบรรยากาศในวันสัมภาษณ์ได้เป็นอย่างดี

            บรรยากาศที่พวกเธอทั้งสองคนไม่มีวันลืมลง!

..................................................................

            เสียงโทรศัพท์ตั้งปลุกดังลั่นเป็นรอบที่สามคล้ายสัญญาณเตือนให้หญิงสาวที่กำลังงัวเงียอยู่บนเตียงนอนดีดตัวลุกขึ้นผึง ผิดกับเพื่อนสนิทที่ตื่นขึ้นมาพอกหน้าตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อให้ผิวหน้าเด้งเนียนใสพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์เข้าทำงานในบริษัทชื่อดังอย่างบริษัททรัพย์ทวีสิน

            “ยัยจี ทำไมแกไม่ปลุกชั้น!”

            น้ำปรุงนึกอยากเอ็ดไอ้เพื่อนตัวดีที่ปล่อยให้เธอนอนน้ำลายไหลยืดอยู่ตั้งนานสองนาน เอาจริงๆถ้ารีบไปอาบน้ำตอนนี้มันก็พอจะทันเวลาอยู่หรอก จากบ้านพักของพวกเธอทั้งคู่ไปที่ทำงานมีรถไฟฟ้าผ่าน แต่ด้วยค่าเช่าบ้านพักที่ราคาค่อนข้างจะแพงเนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ทำให้ทั้งคู่เลือกจะโดยสารรถเมล์ไปที่ทำงานมากกว่าเพราะประหยัดเงินเดือนในช่วงแรกของการทำงาน

            “เห็นแกนอนหลับสบาย ฉันก็เลยคิดว่าแกจะไม่แต่งหน้าไปสัมภาษณ์ซะอีก”

            “ไอ้เพื่อนบ้า แกนี่มัน!”

            น้ำปรุงพูดจาเชิงหยิกแกมหยอก ก่อนจะปราดเข้าไปอาบน้ำอย่างไว ก่อนจะออกมานั่งเป่าผมให้แห้งอย่างเร่งด่วน วินาทีนี้คงต้องยอมเสียเงินนั่งรถไฟฟ้าไปยังบริษัททรัพย์ทวีสิน ไม่อย่างนั้นรอรถเมล์คงได้ไปสัมภาษณ์งานไม่ทันแน่ๆ มีอย่างที่ไหนนัดสัมภาษณ์ตั้งแปดโมงครึ่ง เด็กโรงเรียนแถวนี้ยังไม่เคารพธงชาติเลยมั้งพ่อคุณ

            “แต่งหน้าลุคธรรมชาติไปเลยจ้า”

            ไอ้เพื่อนตัวแสบไม่วายหันมาแซวหน้าสดของเธอจนได้ น้ำปรุงใช้เวลาแต่งหน้าไม่นานเพราะปกติเธอไม่ใช่คนแต่งหน้าไปเรียนหรือไปทำงานอยู่แล้ว ความที่น้ำปรุงเป็นคนเครื่องหน้าชัดทำให้เวลาแต่งหน้าจัดเต็มจะดูดุกว่าปกติ เธอเลยเลือกที่จะแต่งหน้าบางๆเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด

            หลังจากพิรี้พิไรกับการแต่งตัวและดูฤกษ์ออกจากบ้าน สองสหายก็พากันขึ้นรถไฟฟ้าไปที่ยังที่ทำงานโดยไว ทว่ากลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นจนได้

            “จากนี้ไปบริษัทต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ต่อไปอีกนะพี่”

            ซวยฉิบ...

            จริงอยู่ที่ป้ายรถเมล์จากบริษัทมีมาถึงบ้านพักของพวกเธอสองคน แต่นั่นไม่ใช่กับรถไฟฟ้าที่ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์จากสถานีรถไฟฟ้า BTS ไปต่ออีกราวๆสี่สิบบาท พลันภาพอาหารประทังชีวิตก็ผุดวาบขึ้นมาในหัว

            ปลากระป๋อง... มาม่าสองห่อ...

            น้ำปรุงได้แต่หวังว่ามันจะช่วยประทังชีวิตเธอได้จนสิ้นเดือน

            จังหวะที่จิตใจห่อเหี่ยวเหม่อคิดไปถึงอาหารยังชีพ รถมอเตอร์ไซค์ที่โดยสารมากลับกระตุกก่อนเฉี่ยวหลบข้างทางในฉับพลัน น้ำปรุงร้องวี้ดกระโดดหลบทันควันก่อนหน้ากระแทกเข้ากับเสาไฟฟ้า ดีแค่ไหนที่แว่นไม่ร้าว หญิงสาวโวยวายก่อนจะพบว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดคือเจ้าของรถหรูสีดำสนิท

            น้ำปรุงทำท่าจะร้องเรียกเพื่อนรักอย่างจีโน่ หากแต่วินมอเตอร์ไซค์ที่ทำหน้าที่เป็นสารถีของอีกฝ่ายขับรถแล่นฉิวไปไกลลิบเสียแล้ว เธอจึงหันมาประจันหน้ากับผู้เป็นเจ้าของรถหรูสีดำคันนั้นแทน

            “นี่คุณ ขับรถประสาอะไร ถ้าฉันหน้าแหกขึ้นมา คุณจะรับผิดชอบมั้ย!”

            คนรีบเร่งไปทำงานพ่นน้ำลายใส่ไฟแลบ หากแต่เจ้าของรถทำเพียงลดกระจกลง ก่อนจ้องมองเธอด้วยสวยตานิ่งแสนจะยากเกินคาดเดา ใบหน้าคมเข้มคมคายอย่างชายไทยดูรับกับคิ้วหนานั่นอย่างประหลาด น้ำปรุงยอมรับว่าเธอไม่ชอบผู้ชายไทป์ไทยแบบนี้ แปลกที่ดวงตานิลวาวดั่งอัญมณีกลับดึงดูดเธออย่างน่าประหลาด ปากกระจับยกมุมยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก มือหนาที่โบกให้คล้ายจะบอกกลายๆว่าเขาก็มีธุระสำคัญรีบไปเช่นกัน น้ำปรุงจึงได้แต่ฟึดฟัดกับตัวเองก่อนจะกลั้นใจบอกให้พี่วินขับไปส่งที่ทำงานโดยไว

            แต่ใครจะไปคาดคิดเล่าว่าพ่อหนุ่มไทป์ไทยคนนั้นจะนั่งวางมาดอยู่บนตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของบริษัททรัพย์ทวีสินและเป็นหนึ่งในผู้สัมภาษณ์พนักงานใหม่ในวันนี้ น้ำปรุงนึกอยากจะกรี๊ดเสียให้ลั่นห้องแต่ทำได้เพียงท่องนะโมสามจบในใจ อีตาประธานบริษัทท่าทางอย่างกับจ่าเฉยนั่นกลายมาเป็นว่าที่หัวหน้าของเธอไปได้ยังไงกัน

            “ไหนคุณลองตอบมาซิว่าถ้าคุณมาทำงานสาย คุณจะมีวิธีใดในการพิจารณาบทลงโทษสำหรับตัวเอง”

            ไอ้คำถามนี่มันอะไรกัน!

            คณะกรรมการคนอื่นๆในห้องนั่งนิ่ง ขณะที่ท่านประธานยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ

            แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าไอ้การตอบคำถามในวันนั้นของเธอจะทำให้เธอจับพลัดจับผลูมาทำงานที่บริษัททรัพย์ทวีสินแผนกบุคคลจนได้ เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอเข้ามาทำงานที่นี่ได้สำเร็จ น้ำปรุงเชื่อว่าการได้ทำงานที่นี่ย่อมส่งผลต่อเนื่องไปถึงคนที่บ้านที่รออยู่

            “ขอโทษค่ะ”

            น้ำปรุงตอบสั้นๆ

            “ถ้าเป็นบริษัทอื่นคงจะไม่ให้อภัยคุณแน่ๆ แต่นี่คือครั้งแรก...”

            “ฉันขอโทษตัวเองค่ะ” น้ำปรุงเว้นวรรคเล็กเพื่อให้ผู้สัมภาษณ์ทุกคนในห้องรู้ว่าเธอกำลังตอบคำถาม “ขอโทษตัวเองที่มาสายเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ฉันควบคุมได้ แต่ฉันกลับไม่สามารถควบคุมตัวเองให้มาทันเวลาทำงานได้ ส่วนคนอื่นๆที่มีความเกี่ยวข้องจะโกรธหรือไม่ให้อภัยหรือจะอย่างไรก็แล้วแต่ ฉันคิดว่ามันเป็นสิทธิของพวกเขาค่ะ เขามีสิทธิที่จะไม่พอใจเพราะฉันบกพร่องในหน้าที่การทำงานเอง หลังจากนี้ฉันคิดว่ามันคงจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกแน่ๆค่ะ”

            ในทีแรกน้ำปรุงเหลือบไปเห็นรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากของท่านประธาน แต่มันก็แค่แวบหนึ่งเท่านั้น ก่อนคำถามจากผู้สัมภาษณ์ท่านอื่นจะถูกยิงออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ฉันคิดว่าตัวเองคงหมดสิทธิที่จะทำงานที่นี่แล้วจริงๆ กระทั่งได้รับโทรศัพท์ของจากบริษัททรัพย์ทวีสินว่าฉันได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานที่นี่ในแผนกทรัพยากรบุคคลหรือ Human Resource

..................................................................

            “เอาเป็นว่าเดี๋ยวสักบ่ายสามโมง พี่จะพาเราไปแนะนำกับท่านประธานและหัวหน้าแผนกแต่ละแผนกอย่างเป็นทางการอีกทีนะ บริษัทเราทำงานกันอย่างพี่น้อง มีอะไรก็มาปรึกษาพี่ได้ตลอด ไม่ต้องเกรงใจ” พี่เลิศมาส่งเราที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะลาไปจัดการเอกสารบนโต๊ะทำงานของตัวเองต่อ น้ำปรุงนึกในใจว่าอย่างน้อยในแผนกของเธอก็ยังพอจะมีที่ปรึกษาเรื่องงานได้ เธอสัมผัสได้ว่าพี่เลิศไม่มีพิษมีภัยเหมือนป้าบานชื่นกับพี่สาวที่ชื่อผลึก

            โซนทำงานของแผนกบุคคลแตกต่างจากแผนกอื่นๆโดยสิ้นเชิง โต๊ะทำงานจะเป็นแบบผนังเตี้ยๆกั้นระหว่างโต๊ะ มีแผ่นกระจกขุ่นเอาไว้สำหรับแปะกระดาษและโพสต์อิทเหมาะสำหรับงานติดต่อที่ต้องอาศัยการจดรายชื่อและการติดต่อประสานงานลูกค้าภาคส่วนอื่นๆเป็นเนืองนิจ น้ำปรุงรู้สึกว่างานติดต่อลูกค้าหรือประสานงานไม่ใช่เรื่องยาก เธอเคยเป็นแกนนำสันทนาการของคณะในงานใหญ่ๆมาแล้วหลายงาน เรื่องประสานงานเป็นอะไรที่ถนัดกว่าเล่นวิวาห์เหาะตั้งเยอะ แค่นั่งสวยๆ รับสายโทรศัพท์ โทรออกบ้างเป็นบางเวลา ไม่ก็ออกไปติดต่อลูกค้าเพื่อดีลงานตามที่พี่เลิศได้เล่าไปคร่าวๆระหว่างพาทัวร์แผนกอื่นๆ

            โต๊ะทำงานของน้ำปรุงกับจีโน่อยู่ข้างกัน ดังนั้นเวลามีเรื่องราวอะไรน้ำปรุงจึงมักจะหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสาวคนสนิทอยู่เสมอ แต่ที่ดูจะน่าประหวั่นใจสักหน่อยก็เยื้องไปไม่เท่าไหร่เป็นโต๊ะทำงานของป้าบานชื่นขาเผือกนี่สิ ดูจากโต๊ะทำงานของป้าบานชื่นที่เต็มไปด้วยกองเอกเอกสารรกรุงรังอย่างกับกองกระดาษชำระค้างปีแล้วเธอยังแอบเห็นนิตยสารดาราซุกเอาไว้ใต้กองเอกสารพวกนั้นอีก บ่งบอกได้ว่าเวลาว่างงานเจ้าตัวชอบหยิบมาอ่านอยู่บ่อยครั้ง

            โต๊ะข้างเคียงของน้ำปรุงกับจีเป็นโต๊ะของพี่ที่ชื่อโทกับพี่ที่ชื่อลูกจ๋า พี่เลิศแนะนำให้รู้จักคร่าวๆเพียงชื่อเพราะทั้งคู่ไม่ได้มาในวันนี้ เพราะบังเอิญเหลือเกินที่พี่โทเพิ่งเข้าโรงพยาบาลเพราะอาหารเป็นพิษ ส่วนพี่ลูกจ๋าก็ลากลับต่างจังหวัดไปงานศพพ่อที่สกลนคร เห็นว่าคงได้เจอกันอีกไม่นานนี้ ดังนั้นโต๊ะข้างๆทั้งสองโต๊ะของสองพนักงานใหม่จึงดูวังเวง

            ความที่แผนกบุคคลของบริษัททรัพย์ทวีสินเป็นแผนกเล็กๆ สมาชิกในแผนกจึงอยู่กันอย่างใกล้ชิด ห้องประชุมของแผนกจึงคล้ายจะได้อภิสิทธิ์ให้ใช้ห้องประชุมรวมของบริษัทในการประชุมได้อย่างอิสระ ป้าบานชื่นแกแอบกระแนะกระแหนว่าเพราะเส้นของพี่เลิศ แผนกเราเลยพลอยสบายไปด้วย

            อีกอย่างที่สำคัญคือไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่แผนกบุคคลของที่นี่ผูกติดกับบรรดาคณะกรรมการของบริษัทพูดง่ายๆก็คือแผนกบุคคลของที่นี่คือสับเซตย่อยของกรรมการบริษัท หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นอีกนิดก็คือแผนกของเราเป็นเบ๊ท่านประธานอย่างเต็มรูปแบบนั่นเอง และนั่นส่งผลให้โซนทำงานของแผนกบุคคลนั้น นอกจากจะประกอบไปด้วยโต๊ะทำงานของพนักงานแผนกนี้แล้ว ยังประกอบไปด้วยห้องทำงานของท่านประธาน บอสใหญ่ของทรัพย์ทวีสิน โต๊ะทำงานของคุณเลขานุการอย่างคุณผลึก พ่วงมาด้วยห้องสำหรับพักเบรกที่ดูแลโดยป้าแม่บ้านอย่างป้าเป็ด

            ดูๆไปแล้วช่างเป็นแผนกที่อบอุ่นเสียเหลือเกิน...

            “หนูน้ำปรุงจ๊ะ ป้าไหว้วานอะไรหน่อยสิ”

            ถ้าไม่โดนโยนงานมาให้ตั้งแต่วันแรกของการทำงานแบบนี้

            “เรียก ‘ปรุง’ เฉยๆก็ได้ค่ะป้าบานชื่น” เจ้าของชื่อแย้มรับ ก่อนหญิงวัยอาวุโสจะปราดเข้ามายื่นแบงก์ร้อยสองใบให้เธอ น้ำปรุงรับมาอย่างไม่เข้าใจ แต่ไม่ช้าก็ถึงบางอ้อเพราะคำสั่งที่ตามมาจากเจ้าของเงิน

            “ป้ารบกวนน้องปรุงไปเบิกกระดาษหอมที่แผนกพัสดุให้พี่หน่อย ส่วนเงินนี่เอาให้พี่คงจิตต์บอกว่าเป็นค่ากระดาษหอม”

            “กระดาษหอมเหรอคะ” ความสงสัยคล้ายจะทำงานผิดที่ผิดเวลา ป้าบานชื่นจึงแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน

            “เอาไว้ปริ้นท์พวกเกียรติบัตรให้กับลูกค้าเวลาบริษัทเราไปจัดอบรมข้างนอกน่ะจ้ะ”

            พนักงานใหม่พยายามทำความเข้าใจ คงมีอะไรอีกเยอะที่นี่ที่เธอยังไม่รู้ งานเอกสารพวกนี้ก็คงจะเป็นสิ่งที่แผนกบุคคลต้องจัดการด้วยกระมัง จีโน่พยักเพยิดให้เธอรีบไปรีบกลับเพราะเดี๋ยวสักพักพี่เลิศจะพาพวกเธอทั้งคู่ไปแนะนำตัวกับคนในบอร์ดบริหาร ถ้ากลับมาแล้วพี่เลิศพบว่าเธอหายไปจากโต๊ะทำงานล่ะก็มีหวังเรื่องถึงท่านประธานแหงๆ

 

            “กระดาษหอมอีกแล้วเหรอ”

            พี่คงจิตต์ ดูมีท่าทีไม่ค่อยจะสบอารมณ์เท่าไหร่หลังจากที่น้ำปรุงแจ้งให้ฟังว่าป้าบานชื่นต้องการกระดาษหอมจำนวนหนึ่งแพ็คใหญ่สำหรับปริ้นท์พวกเกียรติบัตรที่ใช้สำหรับการอบรม

            “ค...ค่ะ”

น้ำปรุงพยักหน้ารับ กระนั้นพี่คงจิตต์ก็เดินไปหยิบกระดาษหอมในลังที่ถูกส่งมาจากบริษัทคู่ค้าที่ทำหน้าที่ส่งออกพวกเครื่องใช้ในสำนักงานเมื่อเช้านี้ น้ำปรุงอาศัยจังหวะที่พี่คงจิตต์ง่วนกับการลงบันทึกลงในบัญชีคอมพิวเตอร์สำรวจรอบๆห้องพัสดุ ความจริงจีโน่เคยชวนเธอให้ลงสมัครในตำแหน่งเจ้าหน้าที่แผนกพัสดุที่เปิดรับเพียงหนึ่งอัตรา แต่น้ำปรุงคิดว่าหากต้องอยู่กับพัสดุพวกนี้ไปทั้งวันเธอคงรู้สึกเฉาแย่ เธอคิดว่างานสายที่ต้องพบปะกับบุคคลน่าจะเป็นอะไรที่ตอบโจทย์มากกว่า

            ดวงตาคมวาวของน้ำปรุงเหลือบไปเห็นกรอบรูปภาพที่ถูกแขวนเอาไว้ติดผนัง บ่งชี้ให้รู้ว่าคงจิตต์คือพนักงานดีเด่นตั้งแต่สมัยที่ไอโฟนเริ่มเข้ามาขยายตลาดในประเทศไทย ไอโฟนที่ถูกเหน็บไว้กับกระเป๋ากางเกงตัวเก่งที่ถูกตัดขึ้นใหม่เอี่ยมสำหรับรับรางวัลพนักงานดีเด่นประจำปี ๒๕๕๒ ราวเดือนเมษายน หลังจากงานเปิดตัวไอโฟนที่รอยัลพารากอนฮอลล์ สยามพารากอน คงจิตต์เป็นหนึ่งในผู้ใช้บริการรายแรกๆที่ได้สัมผัสมัน ไอโฟนรุ่นแรกที่เก็บเงินซื้อจากน้ำพักน้ำแรงของเจ้าตัว

            “พี่คงจิตต์อยู่ที่นี่มาเท่าไหร่แล้วคะ”

            “โอ๊ยยย อย่าให้พูดเลยหนู พี่นี่เข้ามารุ่นๆเดียวกับพี่เลิศเขาเลย”

            “งั้นก็ไม่นานเท่าไหร่น่ะสิคะ” น้ำปรุงพูดติดตลก พลางคิดย้อนไปถึง พ.ศ. ที่ก่อตั้งบริษัทตามที่หล่อนเคยศึกษาข้อมูลเพื่อเตรียมสำหรับการสัมภาษณ์ หากแต่ไม่ได้ถูกถามเกี่ยวกับประเด็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับบริษัทเลยแม้แต่น้อย แต่เอาเถอะ คิดเสียว่าอย่างน้อยเธอก็รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอได้รู้ว่าจุดเริ่มต้นของบริษัททรัพย์ทวีสินนั้นก่อตั้งมาจากเงินที่ได้จากกิจการค้าสวนมะม่วงอันเป็นที่ดินเก่าแก่ของ เจ้าสัวณรงค์ พ่อของท่านประธาน

            “ถูกจ๊ะ” คงจิตต์ละสายตาจากบัญชีตรงหน้ากลับมาสนทนากับพนักงานป้ายแดง “ที่จริงพี่เข้ามาทันรุ่นย้ายสำนักงานจากบางซื่อมาอยู่แถวเอกมัยด้วยซ้ำ”

            “ย้ายเหรอคะ”

            น้ำปรุงนึกฉงน ในประวัติของบริษัทที่ศึกษามาจากอินเทอร์เน็ตผนวกคำบอกเล่าจากรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้เล่าเรื่องการย้ายสำนักงานจากบางซื่อมาเป็นเอกมัย หรือบางทีข้อมูลพวกนี้อาจไม่ใช่ข้อมูลที่สลักเสลาสำคัญเท่าใดนักก็เป็นได้

            “อย่าให้พูดไปเชียว” พี่คงจิตต์กระเถิบเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ “เจ้าสัวณรงค์แกไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องงมงายหรอกค่ะ แต่ที่ย้ายสำนักงานจากบางซื่อมาอยู่ที่เอกมัยก็เพราะคุณกัทลี ภริยาของท่านขอเอาไว้ จะด้วยเรื่องที่ดินที่เป็นมรดกจากต้นตระกูลของคุณกัทลีก็ถูก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือคนในเขาลือกันว่าสำนักงานเก่ามีผี!”

            “ผีเหรอคะ?”

            น้ำปรุงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว หากแต่ตื่นตะลึงเพราะไม่คาดคิดว่าประวัติที่ถูกเก็บงำเอาไว้จะเป็นเรื่องลี้ลับ

            “เคยมีคนถูกฆ่าตายที่นั่นค่ะ! พี่เองก็ไม่เห็นกับตาหรอกนะคะ แต่เขาว่ากันว่าสภาพศพนี่เละเหมือนถูกน้ำกรดกัดหน้า หนังนี่หลุดออกมาเป็นแผ่นๆเลย ตอนเจ้าหน้าที่มาเก็บศพเห็นว่าอวัยวะภายในถูกกัดทึ้งจึงทะลักออกมากองเต็มไปหมด แค่พูดพี่ก็จะคลื่นไส้แล้ว”

            คล้ายกับภาพบางอย่างซ้อนทับกับเรื่องเล่าที่น้ำปรุงเพิ่งจะได้ยินมาหมาดๆ หากแต่ใจยังไม่นึกอยากปะติดปะต่อเรื่องราวพวกนั้นให้เป็นเรื่องเดียวกัน

            “แล้วหลังจากนั้น...” น้ำปรุงเลิกคิ้วถามอย่างคนสงสัย

            “ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนที่ทำงานโอทีดึกๆ มักจะได้ยินเสียงคนต่อสู้กันที่โกดังร้างหลังสำนักงาน เห็นเขาว่ากันว่าโกดังร้างมันมีทางเชื่อมกับชั้นบนของสำนักงานที่บางซื่อ เวลาได้ยินเสียงขลุกขลัก พวกพนักงานเขาก็ภาวนาให้เป็นเสียงหนูมันไล่กัดกัน ไม่ใช่เสียงเหมือนคนคลานกลับไปกลับมากับพื้นดังครืดๆ หึยย แค่คิดก็ขนลุกแล้วหนูเอ๊ย”

            น้ำปรุงลองจินตนาการภาพตามที่พี่คงจิตต์เล่า พลันขนแขนก็ลุกขึ้นตั้งชันขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ในจังหวะที่กำลังจินตนาการถึงร่างแหลกเหลวอุดมไปด้วยเลือดและเศษเครื่องในกระจัดกระจาย กลิ่นเหม็นไหม้คล้ายซากเนื้อกรุ่นควันไฟลอยกระทบเข้าโสตประสาทชวนสะอิดสะเอียนจนแทบคลื่นไส้ แวบหนึ่งที่เหมือนมีลมอ่อนๆพัดให้รู้สึกเย็นวาบที่หลังท้ายทอย ก่อนมือหนาของใครบางคนจะคว้าหมับเข้าที่ต้นคอของเธอราวกับจงใจ

            “กรี๊ดดดดดดดดดด!!!!!”

 

 

 

 

   (โปรดติดตามตอนต่อไป...)

 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น