อัปเดตล่าสุด 2019-03-14 08:38:33

ตอนที่ 12 สัมพันธ์...สั่นคลอน

ตอนที่ ๑๒

สัมพันธ์...สั่นคลอน

 

 

          ‘ป้านะกลัวกลั๊วกลัวแทนคนที่กลับดึกจริงๆ’

          เสียงของป้าบานชื่นแม้จะระคายโสตประสาท แต่ ลีลา กลับรู้สึกว่าอย่างน้อยเสียงแจ๋นๆของนางช่วยให้เลิกฟุ้งซ่านในหลายๆเรื่องไปได้พอสมควร อันที่จริงการที่คุณกัณฐ์ไว้ใจให้เธอได้มาทำงานในตำแหน่งของเลขานุการแบบนี้ ลีลาค่อนข้างลังเลใจไม่น้อย ที่จริงการเลือกปฏิเสธไปเสียแต่ทีแรกคงตัดปัญหาไปได้เยอะ หากปณิธานอันแรงกล้ากอปรกับใบทวงหนี้ที่ส่งมาว่าใกล้ล่วงกำหนดชำระทำให้หญิงสาวตัดสินใจได้ถนัด

          แม้จะทนสายตาและปากนกกระจอกของชาวออฟฟิศยามเธอย่างกรายว่าใช้เต้าไต่ แต่ลีลาก็จำต้องเก็บงำเอาไว้เพราะเธอไม่ได้ใช้มัน... ทั้งที่อยากใช้เจียนใจจะขาด!

          แม่ก็เอาแต่โทรมาบอกว่าที่บ้านน้ำไม่ไหลแถมไฟก็ติดๆดับๆ ลีลาจึงตัดปัญหาด้วยการปิดโทรศัพท์ หากทว่ายังไม่ทันได้กดปิด โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดันแบตเตอรี่หมดไปเอง เออ ดี ให้มันได้อย่างนี้สิ แล้วทีนี้จะโทรไปบอกแม่เรื่องที่เขาส่งใบทวงหนี้มาให้ได้ยังไงกัน

          ลีลาไม่ใช่คนรวยมาตั้งแต่เกิด... ข้อนี้สาวเจ้ารู้ดีมานับตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาในสลัม

          แม้จะมีทั้งพ่อและแม่ครบ แต่ลีลากลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่พ่อแม่มอบให้ ยามที่ไปโรงเรียนมักจะชายตาแลคุณหนูที่พ่อแม่ขับรถหรูมาส่ง กระเป๋าใบงามกับกล่องดินสอสีชมพูคือความวาดหวังเล็กๆของเด็กน้อยในวัยเยาว์

          เราอยากได้ แต่มันไม่ใช่ของเรา...

          ลีลารู้ดีว่าเรื่องลักเล็กขโมยน้อยสำหรับเด็กประถมเป็นเรื่องใหญ่ที่หากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อๆไปอาจส่งผลร้ายถึงอนาคต แต่สำหรับเด็กน้อยนั้น เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ... อยากได้อะไรเธอก็ต้องได้ ลีลาเริ่มขโมยสิ่งละอันพันละน้อย เริ่มตั้งแต่ดินสอลายตุ๊กตาหมียันรองเท้าคู่งามของเพื่อนร่วมชั้น

          เด็กหญิงลีลาทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงร้องระงมของเจ้าของ

          ช่วยไม่ได้... ใครใช้ให้ดัดจริตเอาของแพงมาโรงเรียนกัน!

          จากนิสัยแปรเปลี่ยนเป็นสันดาน... นังลีลาพัฒนาเป็นขโมยมือฉกาจ หากสุดท้ายก็ถูกจับได้ แต่กระนั้นก็เถอะ เด็กสาวเรียนรู้ที่จะใช้เรือนร่างงามให้เกิดประโยชน์ จนท้ายที่สุดมีเงินและรายได้เป็นกอบเป็นกำ

          จวบเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่านังลีลามันเป็น ‘อีตัว‘ ดังไปเข้าหูนางมะลิผู้เป็นแม่ นังลีลาก็โดนเฆี่ยนหลังลาย พร้อมกับถูกล่ามโซ่เอาไว้ในห้อง ลีลาเกลียดแม่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร... เพราะแม่เป็นคนประสาท เธอเลยต้องออกไปหาความสุขนอกบ้าน เพราะแม่กับพ่อให้ในสิ่งที่เธอต้องการไม่ได้ เธอจำต้องออกไปหามันด้วยตัวเอง!

          พอพายุสงบ... ลีลาใช้น้ำเย็นเข้าลูบ รับปากแม่ว่าจะเลิกทำอาชีพอย่างว่า ตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้จบเพื่อจะได้หาเงินมาใช้ซื้อของแพงๆ กระนั้นชีวิตของลีลาก็ลุ่มๆดอนๆ กระทั่งได้มาฝึกงานที่บริษัททรัพย์ทวีสินในปี ๒๕๕๕

          การได้ใกล้ชิดคุณกัณฐ์ทำให้ลีลาอยากที่จะเข้ามาทำงานในบริษัททรัพย์ทวีสินอย่างเต็มตัว เจ้าหล่อนจึงตัดสินใจสร้างเครือข่ายและทำความรู้จักคนอื่นๆภายในบริษัทให้ทั่ว และทำตัวให้เป็นที่พูดถึง เผื่ออานิสงส์ของพวกช่างเม้าท์จะดังไปถึงหูของคุณกัณฐ์ให้เขาหันมาชายตาแลเจ้าหล่อนบ้าง

          แต่ก็นั่นแหละ... จวบจนได้มาเป็นเลขาฯของคุณกัณฐ์ แต่สุดท้ายก็ไม่มีวี่แววแม้แต่น้อยเลยว่าเขาจะก้มลงมองดอกไม้ริมทางเช่นเธอ บางทีเธอควรจะตัดใจจากเขาแล้วหันกลับไปทำอาชีพเดิม...

          อาชีพที่ไม่ต้องใช้สมอง... ใช้แต่ร่างกายในแบบที่เธอถนัดที่สุด

          ’ดึกแล้ว พวกคุณยังไม่กลับกันอีกรึไง’

          เสียงที่ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังทำให้ป้าบานชื่นสะดุ้งเพราะกำลังไถดูไทม์ไลน์ของดาราหนุ่มที่มีข่าวกิ๊กกับลูกสาวเจ้าของบริษัทค่ายเพลงดัง ส่วนลีลาที่กำลังนั่งลิสต์รายการคอนแทคของบริษัทที่พรุ่งนี้เธอต้องติดตามคุณกัณฐ์ไปติดต่อทำเพียงหันไปมองเขาด้วยสายตาน้อยเนื้อต่ำใจนิดๆ

          เขาอยู่สูงเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึงจริงๆ...

          ’เดี๋ยวสักพักก็กลับแล้วค่ะ’ ลีลาเป็นฝ่ายตอบแทนเพราะป้าบานชื่นคงยังไม่ทันเตรียมว่าจะตอบว่าอย่างไร เพราะแค่โยนงานมาให้เลขาฯอย่างเธอทำก็คงทำให้เวลาในการตามเผือกเรื่องดาราของป้าแกเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณแล้ว คงไม่ทันได้คิดเรื่องกลับบ้านกลับช่อง

          ’คุณกลับยังไง’

          ’คะ?’

          ลีลาเลิกคิ้วถามอย่างไม่เชื่อสายตา นับตั้งแต่ได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งเลขาฯของท่านประธาน ส่วนใหญ่เขาก็พูดกับเธอแค่เรื่องงานเท่านั้น ไม่ได้แยแสความเป็นอยู่ของเธอสักเท่าไหร่ คงจะมีแต่พี่เลิศเท่านั้นกระมังที่คอยถามไถ่เธอเกือบทุกอย่าง พอเขาเอ่ยปากถามขึ้นมา ลีลาจึงค่อนข้างแปลกใจ

          สงสัยกินยาลืมเขย่าขวด...

          อดคิดเช่นนั้นไม่ได้จริงๆ เพราะนานๆทีคุณกัณฐ์จะสลัดคราบหุ่นยนต์มาเป็นคนปกติ จากการได้ทำงานกับเขามาหลายเดือน คุณกัณฐ์เป็นคนพูดเท่าที่จำเป็น ใช่... หมายถึงกับเธอและคนอื่นๆในบริษัทนั่นแหละ แต่กับการต้องออกไปติดต่อกับลูกค้าต่างบริษัทหรือดีลงานข้างนอก กลับกลายเป็นพูดได้คล่องจนลีลาอดทึ่งไม่ได้

          ’ผมหมายถึงคุณเลขาฯนั่นแหละ กลับยังไง”

          ’เอ่อ... ’ ลีลากำลังจะตอบ หากแต่ป้าบานชื่นชิงตอบขึ้นเสียก่อน

          ’แท๊กซี่ค่ะ เดี๋ยวป้ากับหนูลีลาก็กลับแล้ว’

          ป้าบานชื่นตอบพร้อมทำทีจะเก็บข้าวของ คงกลัวคุณกัณฐ์เอ็ดเรื่องใช้ไฟบริษัทสินะ เหอะ! เธอเริ่มจะชินชาแล้วล่ะ เพราะนับตั้งแต่ฝึกงานจนได้เข้ามาทำงานที่บริษัททรัพย์ทวีสิน ป้าบานชื่นเองก็สูบเลือดสูบเนื้อเธอไปเยอะพอสมควร

          ’ท่าทางคงจะยังไม่ได้ทานข้าวเย็น’

          สายตาคมคายของคนร่างสูงเหลือบไปเห็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบกระป๋องที่ตั้งอยู่ข้างๆคอมพิวเตอร์ก็ลอบอมยิ้มออกมาเบาๆ แม้จะเป็นเพียงโมเมนท์สั้นๆ แต่นั่นยิ่งยอกแสยงในใจของลีลา เพราะเขาคงเก็บรอยยิ้มนั่นไว้ใช้กับคนที่เขารักเท่านั้น...

          ’คุณกัณฐ์ไม่ต้องห่วงพวกเราหรอกค่ะ อดข้าวสักมื้อสองมื้อ ฉันก็อยู่ไหว’

          คงเพราะอาการพูดประชดประชันน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาทำให้คุณกัณฐ์ระเบิดหัวเราะออกมา ก่อนสุดท้ายเรื่องจะจบลงตรงที่คุณเขาไล่เธอและป้าบานชื่นกลับบ้าน พร้อมกับพามากินข้าวมันไก่เจ้าเด็ดที่อยู่ติดๆกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน

          ’เดี๋ยวสั่งกันได้เต็มที่เลยนะ ผมเลี้ยงพวกคุณเอง’

          ว่าแล้วก็พับแขนเสื้อขึ้นก่อนจะปลดกระดุมและเนคไทสีเลือดหมู ลีลาอดละสายตาไปจากแผงอกของเขาไม่ได้จริงๆ อดจินตนาการถึงมัดกล้ามภายใต้อาภรณ์ของเขาขึ้นมาแล้วหัวใจก็มีรอยวูบหวิวขึ้นมาอย่างประหลาด

          ใช้เวลาไม่นานพนักงานก็มารับออเดอร์จากพวกเราทั้งสามคนไป น่าแปลกที่ตอนแรกเธอคิดว่าคุณกัณฐ์คงจะสั่งประเภทข้าวมันไก่เอาแต่อก ไม่เอาหนัง แต่ไหงกลับกลายเป็นว่าเขาจัดเต็มยิ่งกว่าใครๆ มาทั้งเครื่องไหน มาทั้งเนื้อทั้งหนัง

          ’มาแล้วครับผม’

          พนักงานเสิร์ฟวางข้าวมันไก่ลงตรงหน้าของแต่ละคน ป้าบานชื่นทานข้าวมันไก่ทอดที่มาพร้อมน้ำจิ้มไก่รสเด็ดดวง ส่วนเธอขอเพียงข้าวมันไก่ธรรมดาๆจนหนึ่งก็พอ ไม่ได้อยากจะกินน้อย แต่เธอกลัวพลิกล๊อคว่าท่านประธานไม่เลี้ยงขึ้นมา ก็เท่ากับว่าวันนี้เธอต้องควักเอาเงินที่เหลือน้อยเต็มทีออกมาจ่ายค่าข้าวน่ะสิ

          ’ข้าวมันไก่ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำจิ้มนะครับ แซ่บอย่าบอกใครเชียว’

          ยิ่งคำเชิญชวนของอีกฝ่ายทำให้ลีลาอย่างลิ้มลอง เพียงคำแรกทึ่เนื้อไก่กับน้ำจิ้มเข้าปาก ลีลาก็รู้สึกจุกขึ้นมาในอก ไม่ใช่เพราะความอร่อยของไก่และน้ำจิ้มรสเด็ด หากแต่เป็นเพราะรสสัมผัสนั้นหวนให้นึกถึงยามเด็กที่ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน เธอต้องไปคุ้ยหาเศษข้าวในถังขยะกิน แต่โชคดีเหลือเกินที่มีคนใจบุญเอาข้าวมันไก่ที่เหลือเพียงข้าวกับเศษไก่ติดกระดูกใส่ห่อมาทิ้ง

          ครั้นคิดถึงความแร้นแค้นในอดีตน้ำตาก็ไหลหลั่งลงมาอาบแก้มนวล คุณกัณฐ์ที่ดูเหมือนจะจับตาดูอีกฝ่ายรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าของเขาให้อย่างทันควัน ลีลาอึ้งก่อนจะรับมันมาอย่างเกรงใจ

          ’ขอบคุณค่ะ’

          แค่รอยยิ้มเล็กๆที่ส่งมาให้ก็ทำให้เธอรู้สึกซาบซ่านเข้าไปในหัวใจเหลือเกิน

          ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมงป้าบานชื่นก็ขอแยกย้ายกลับบ้านไปก่อน ทิ้งลีลาเอาไว้ให้โบกแท๊กซี่กลับห้องพักคนเดียว คุณกัณฐ์ที่เห็นว่าเวลาล่วงมาเกือบจะเที่ยงคืนแล้วจึงตัดสินใจรับเธอขึ้นรถ ลีลาลังเลใจหากทว่าเสียงรบเร้าของเจ้านายทำให้เธอตัดสินใจขึ้นรถไปกับเขา

          ’ฉันใช้หนี้คุณไม่ไหวหรอกนะคะ’

          ท่ามกลางบรรยากาศความเงียบงันในรถ ลีลาเอ่ยขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบ หากแต่คำพูดของเธอทำให้คุณกัณฐ์หัวเราะร่า

          ’อะไรทำให้คุณคิดว่าผมต้องทำตัวเป็นเจ้าหนี้ของคุณ’

          ’เพราะคุณเป็นเจ้านายของฉันล่ะมั้งคะ’

          ลีลาตอบอย่างอ่อนใจ

          ’เอาจริงๆ เราก็ทำงานด้วยกันมาหลายเดือนแล้ว แต่ผมยังไม่มีโอกาสได้คุยกับคุณนอกเวลาเลยนะ บางทีมันอาจจะทำให้คุณเลิกทำหน้าบึ้งตึงแบบนั้นใส่ผม’

          ’ฉันเนี่ยนะทำหน้าบึ้งใส่คุณ’

          ’ไม่ใช่รึไง’

          ให้ตายเถอะ! หน้าของเธอมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด แม่ชอบบอกว่านังลีลามันเกิดมาพร้อมกับหน้าหาเรื่องคงจะจริง เพราะแค่เธอทำหน้านิ่งๆใครๆก็บอกว่าเธอหยิ่งบ้างล่ะ ไม่รับแขกบ้างล่ะ เอ่อ แขกในที่นี้หมายถึงผู้คนทั่วไป คงเพราะแบบนี้กระมังถึงทำให้ไม่ค่อยอยากมีคนเข้าหา

          เราสองคนเปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่อย คล้ายกับว่าเราสองคนยอมถอยกันคนละก้าว ยอมเอาเรื่องของตัวเองออกมาเล่าคนละเรื่อง ทำให้เธอได้รู้เกี่ยวกับเรื่องราวสู้ชีวิตของเขามากกว่าที่เคยได้ยินมาจากพี่เลิศ คงจะจริงที่เขาบอกว่าคนที่มีพื้นฐานชีวิตแบบเดียวกันจะคุยกันได้ถูกคอ... ลีลาไม่ลังเลที่จะเล่าเรื่องที่บ้านให้เขาฟัง มันทำให้คุณกัณฐ์ได้เห็นมุมสู้ชีวิตของเธอ

          ’แต่คุณก็เก่งมากนะที่กลายมาเป็นประธานของบริษัททรัพย์ทวีสินได้น่ะค่ะ’

          ’ไม่ขนาดนั้นหรอก... ’ คุณกัณฐ์ถ่อมตน ’ถ้าพ่อไม่เกิดอุบัติเหตุตกบันไดลงมา ผมก็คงไม่ต้องเข้ามาช่วยที่บ้านดูแลบริษัทนี้อย่างที่คุณเห็น’

          ลีลาแทบไม่อยากให้รถที่เขาขับมาส่งที่บ้านพักของเธอถึงที่หมาย เพราะนั่นหมายความว่าช่วงเวลาระหว่างเขาและเธอกำลังจะหมดลง แต่ก็นั่นแหละ... งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราฉันใด โอกาสของเธอก็ย่อมมีวันหมดไปฉันนั้น ลีลารู้ดีว่าเธอกับเขาก็เป็นได้แค่เจ้านายกับลูกน้องเท่านั้น

          ’ขอบคุณที่มาส่งนะคะ’

          ’ครับ’

          ’แล้วก็ขอบคุณที่ยอมเปิดใจเล่าอะไรหลายๆอย่างให้ฟัง’

          ’ที่จริงแล้ว... ’

          ’คะ?’

          คล้ายกับว่าเจ้าของดวงตาสีนิลคู่นั้นกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง มันเป็นความวูบไหวที่ลีลาเองก็แทบจะสังเกตไม่ทัน หากทว่าสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเอื้อนเอ่ยมันออกมา

          ’ผมยังมีเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังอีกเยอะนะครับ ถ้าคุณไม่รังเกียจ’

          รอยยิ้มจากเขาทำให้ลีลารู้สึกว่าคุณกัณฐ์ช่างเป็นเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน คงจริงอย่างที่พี่เลิศว่า... คนที่ขาดความอบอุ่น เขาก็แค่ต้องการใครสักคนที่รับฟังเขาในทุกๆเรื่อง ถ้าเช่นนั้นมันก็คงจะไม่ผิดใช่มั้ยที่เธอจะขออาสาเป็นคนที่รับฟังเรื่องราวของเขา...

 

...............................................................................

 

          “ผมไม่ได้สนิทกับลีลา และที่สำคัญผมไม่ได้ฆ่าเธอ!”

          คุณกัณฐ์ยืนยันกับน้ำปรุงเป็นแม่นมั่นว่าเขาไม่ได้เป็นคนร้ายอย่างที่เธอคาดการณ์ มือหนาเอื้อมไปเขกกะโหลกอีกฝ่ายจนน้ำปรุงร้องด้วยความเจ็บ เธอเกือบหลุดซัดหมัดใส่เขาแล้ว หากทว่าคุณกัณญ์ไม่ทำหน้าอย่างกับครูใหญ่ดุนักเรียนออกมาเสียก่อน

          “คุณนั่นแหละที่สมควรจะโดนลงโทษ มาที่นี่ได้ยังไง รู้มั้ยว่าถ้าเกิดอะไรไม่ดีขึ้น ผมไม่มีปัญหาชดใช้ค่าเสียหายให้หรอกนะคุณ” แม้จะพูดทีเล่นทีจริง แต่น้ำปรุงก็สัมผัสได้ว่าคุณกัณฐ์เองก็ห่วงความปลอดภัยของพนักงานในบริษัทไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะด้วยเธอเองหรือยัยจีโน่ “นี่ดีนะที่จีโน่แอบแชร์โลเคชั่นมาให้นายโท เขาเลยรีบเอาเรื่องนี้มาบอกผม ผมเลยตามมาช่วยพวกคุณได้ทันเวล่า”

          น้ำปรุงอยากจะเขกหัวเพื่อนรักสักสามที ไหนสัญญาแล้วว่างานนี้จะทำกันอย่างลับๆ แต่ยัยเพื่อนตัวดีดันเอาเรื่องไปบอกคนอื่น แต่เอาเถอะ ถ้าจีไม่แชร์โลเคชั่นไปให้พี่โท ป่านนี้พวกเธอสองคนคงถูกป้ามะลิเชือดให้เป็ดกินไปแล้วแหงๆ อย่างน้อยจีโน่ก็ยังคงมีความเป็นห่วงเธอนั่นแหละถึงได้ทำลงไป

          สรุปว่าคราวนี้เธอคว้าน้ำเหลว... นอกจากจะไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมไปมากกว่า การที่ป้ามะลิ แม่ของคุณลีลาเป็นคนเสียสติ คุณลีลาหายตัวออกไปจากบ้านเพราะจะหนีไปอยู่กับคุณกัณฐ์ ส่วนคุณกัณฐ์เองก็ปฏิเสธว่าคุณลีลาลาออกไปตั้งนานแล้ว เพราะบอกจะไปอยู่กับครอบครัว แต่คุณลีลาก็หายตัวไป ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้เธอออยู่ที่ไหน

          มันจะเป็นไปได้ยังไงที่เรื่องนี้วกไปวนมาจนไร้หาทางออก...

          คุณลีลาเธอหายไปไหนกันแน่ แล้วที่คุณกัณฐ์บอกว่าไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับการหายตัวไปของคุณลีลามีความน่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนกันนะ

          ยิ่งคิด น้ำปรุงก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำมากกว่าที่เห็นเป็นแน่

          เธอต้องรู้ให้ได้!

 

 

 

          วันต่อมา...

          ทันทีที่ทั้งจีโน่และน้ำปรุงก้าวล้ำเข้ามาในบริษัททรัพย์ทวีสิน พี่เลิศก็แทบจะพุ่งเข้ามาถามไถ่อาการของทั้งคู่ด้วยความเป็นห่วงพร้อมขอให้ทั้งคู่พักทำงานไปก่อนจนกว่าจะหายดีค่อยกลับมาทำงาน น้ำปรุงเองก็เห็นด้วยสำหรับกรณีของจีโ แต่เจ้าตัวยืนยันว่าไหว ขอแค่ยาแก้ปวดก็น่าจะพอเอาอยู่ แต่พอตกบ่ายเลือดซึมๆออกมา ร้อนถึงพี่เลิศต้องรีบพาไปนอนพักที่โณงพยาบาลเพื่อดูอาการอีกรอบ คุณกัณฐ์เองก็โทรมาดุพี่เลิศที่ปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้น

          “ขอบคุณนะคะพี่เลิศที่เป็นธุระให้พวกเราทั้งสองคนขนาดนี้” น้ำปรุงพนมมือไหว ทำให้พี่เลิศรับไหว้แทบไม่ทัน “แล้วก็ขอโทษพี่เลิศด้วยนะคะที่เราสองคนทำให้พี่เลิศต้องถูกคุณกัณฐ์ตำหนิทั้งเรื่องที่เราหนีไปก่อเรื่องในเวลางาน แล้วก็เรื่องที่ดื้อไม่ยอมพักผ่อนให้หายเจ็บเสียก่อน”

          “ไม่เป็นไรหรอกครับ มันเป็นหน้าที่ของพี่อยู่แล้ว” พี่เลิศยังคงยิ้มด้วยท่าทีสดใสเช่นเคย น้ำปรุงอดคิดไม่ได้ว่าจะมีวันที่พี่เลิศแก่เครียดกับเขาบ้างไหม เพราะทุกครั้งที่เห็นพี่เลิศก็มักจะมีรอยยิ้มแต้มเต็มใบหน้าเสมอ น้ำปรุงรู้สึกว่าการได้พี่เลิศมาเป็นหัวหน้าแผนกบุคคลช่างเป็นโชคดีเหลือเกิน เพราะพี่เลิศดูแลพวกเราทุกคนดีมากๆ ดีจนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเอ่ย “อีกอย่าง... คุณกัณฐ์เธอไม่เคยตำหนิผมหรอกครับ เขาใจดีมากๆ”

          “เหรอคะ” น้ำปรุงพยายามนึกตาม อย่างคุณกัณฐ์เนี่ยนะจะมีโมเมนท์ใจดีกับเขาด้วย

          “ผมเห็นคุณกัณฐ์เธอมาตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ ตั้งแต่เขาอยู่กับหลวงพ่อ จนได้มาทำงานให้กับบริษัททรัพย์ทวีสิน คุณกัณญ์เธอเป็นคนหนักเอาเบาสู้มาก เขาผ่านอะไรมามากมายกว่าจะมาถึงจุดๆนี้ คงไม่มีใครหรอกนะที่จะรับได้ว่าตัวเองเป็นลูกของภรรยาที่ไม่ได้สมรสตามกฎหมายของเจ้าสัวณรางค์...”

          พี่เลิศเล่าให้ฟังว่าคุณกัณฐ์กับคุณแก้วตาแม่ของเธอต้องอาศัยอยู่อย่างอดอยากที่บ้านสวนที่จังหวัดจันทบุรี เพราะคุณแก้วตาเธอต้องการหลีกทางให้เจ้าสัวณรงค์กับคุณกัทลีได้สมรสกัน นั่นเพราะเธอไม่ทันได้ล่วงรู้ว่าแท้ที่จริงเถ้าแก่ย้ง พ่อของเจ้าสัวณรงค์เธอต้องการที่ดินติดแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นสมบัติตกทอดมาสู่คุณกัทลี หากเจ้าสัวณรงค์ได้สมรสกับคุณกัทลี อย่างไรเสียผลประโยชน์นั่นก็ย่อมตกมาสู่ลูกสู่หลานของเจ้าสัวณรงค์

          คุณแก้วตาเธอตัดสินใจหนีกลับจันทบุรี ก่อนจะพบว่าตนเองตั้งท้องคุณกัณฐ์ คุณแก้วตาเธอเสียไปตี้งแต่คุณกัณฐ์ยังเล็ก คุณกัณฐ์เธอใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว แม้จะมีเพื่อนเล่นบ้าง แต่ไออุ่นจากครอบครัวคือสิ่งที่ชุบชูหัวงใจของเขาได้ดีที่สุด

          ล่วงเข้าสู่ปีที่ ๑๘ กว่าเจ้าสัวจะสืบจนรู้และตัดสินใจรับคุณกัณฐ์มาอยู่ด้วย... วินาทีที่คุณกัณฐ์เธอรู้ว่าพ่อของเธอหน้าตาเป็นยังไงทำให้หัวใจของคุณเขาเหมือนต้นไม้ที่ได้น้ำฝนชโลมมันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกำลังจะถูกเติมเต็ม หากทว่าความจริงถัดมาไม่ถูกเผยว่าแท้ที่จริงเจ้าสัวณรงค์เธอสมรสกับคุณกัทลี และมีบุตรด้วยกันสองคน คนแรกคือ คุณกัณฐิกาเกิดไล่เลี่ยกับคุณกัณฐ์ และคุณกรกัณฐ์ที่เกิดให้หลังเพียง ๔ ปีเท่านั้น...

          แม้จะเป็นลูกที่เกิดจากหญิงที่รักมากที่สุด หากลองมองในแง่ของทายาทและมรดกที่ตกทอด อย่างไรเสียคุณกัณฐ์เธอก็แทบจะมีสิทธิ์มีเสียงอะไรในกองมรดกด้วยซ้ำ โชคดีเหลือเกินที่ฝั่งคุณกัทลีเธอก็มีความเกรงใจในตัวคุณกัณฐ์ไม่น้อย เพราะเจ้าสัวณรงค์รักคุณกัณฐ์เธอมาก รักยิ่งกว่าดวงใจของแกเสียอีก...

          เพราะเหตุนี้ในยามที่เจ้าสัวล้ม คุณกัณฐ์จึงเป็นคนแรกที่เจ้าสัวมั่นหมายจะยกบริษัททรัพย์ทวีสินให้ แทนที่จะเป็นคุณกัณฐิกาหรือคุณกรกัณฐ์

          “ที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้พวกคุณได้ฟังเพราะอยากให้พวกคุณได้รู้ว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินอะไรที่มันฉาบฉวย บางคนเขาอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณคิดก็เป็นได้ และที่สำคัญอย่าพยายามสงสัยหรือแคลงใจอะไรที่มันไม่เข้าที่เข้าทางซะล่ะครับ”

          “พี่เลิศมาอยู่นี่เอง”

          เสียงของคุณกัณฐ์ที่ตามมาดูอาการของจีทำให้พี่เลิศอยู่ในท่าทีสงบเสงี่ยมลง น้ำปรุงยกมือไหว้คุณกัณฐ์ทำให้อีกฝ่ายรีบยกมือขึ้นรับส่งผลให้มือที่มีผ้าพันแผลเอาไว้มีเลือดซึมออกมา น้ำปรุงนึกเอะใจว่าคุณกัณฐ์ไปมีแผลเอาตอนไหน แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก

          “คุณกัณฐ์รอฉันด้วย!”

          คล้ายคำตอบจะกระจ่างเมื่อคุณดาราทองก้าวฉับตามมาได้ทันท่วงที น้ำปรุงเห็นว่าอีกฝ่ายมีเลือดออกมาเยอะจึงพยายามจะเข้าไปขอดูด้วยความเป็นห่วง แต่กลับถูกคุณดาราทองปัดมือทิ้งไปท่ามกลางความตกใจของน้ำปรุงที่ไม่คิดว่าจะถูกอีกฝ่ายทำกิริยาเช่นนี้ใส่

          “อย่ามายุ่ง!”

          ดาราทองคล้ายจะรุนแรงกับเขาอยู่ในทีทำให้น้ำปรุงนึกอย่างเรียกพยาบาลให้มาแยกทั้งคู่ออกจากกัน แววตาที่เย็นชาของคุณกัณฐ์ทำให้คุณดาราทองยิ่งไม่พอใจ หล่อนสบถอะไรบางอย่างออกมาแผ่วเบาราวกับจะสื่อว่าที่เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นก็เพราะคุณมันเป็นตัวการเรื่องนี้คนเดียว

          คุณกัณฐ์เดินย่ำไปยังเคาท์เตอร์สำหรับรับยา น้ำปรุงจึงลอบเดินตามไปหวังจะถามไถ่อาการ แต่กลับไปได้ยินอะไรบางอย่างที่ไม่ควรไปรู้ไปเห็นเข้าเสียนี่กระไร!

          “เมื่อไหร่คุณจะเลิกเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของผมซักที!”

          คุณกัณฐ์เริ่มมีน้ำโห แต่คุณดาราทองไม่มีทีท่าจะยี่หระกลับตอกกลับอีกฝ่ายไปอย่างสนหน้าอินทร์หน้าพรหม

          “เห็นมันสวยเข้าหน่อยไม่ได้ คิดจะกินมันอีกคนหรือไง”

          “หยาบคาย ทุเรศสิ้นดี!”

          เป็นครั้งแรกที่น้ำปรุงเห็นคุณกัณฐ์ในโหมดน่ากลัวเช่นนั้น หวังว่าคุณๆทั้งสองจะไม่เห็นเธอที่แอบอยู่ตรงมุมเสานี้

          “ใครกันแน่ที่มันทุเรศ! เรื่องคาวๆในอดีตฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับคุณนะ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าคุณกับนางพวกนั้นทำเรื่องเลวระยำอะไรเอาไว้บ้าง คุณมันก็ดีแต่ทำเรื่องต่ำๆ! “

          “ก็คงเพราะเป็นคนต่ำๆถึงได้อยู่ด้วยกันได้ เราแต่งงานกันเพราะอะไร คุณก็น่าจะรู้นะ ผมคงไม่ต้องย้ำใช่มั้ย”

          สิ้นคำพูดของคุณกัณฐ์ก็คล้ายกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางหน้าของคุณดาราทอง คุณกัณฐ์เธอเดินหายลับตาไปแล้ว ส่วนคุณดาราทองเธอกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ น้ำปรุงคิดว่าทั้งสองคนคงมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันหนัก บาดแผลที่มือของคุณกัณฐ์คงเป็นผลที่เกิดจากเรื่องนี้ น้ำปรุงทำท่าจะก้าวล้ำตามไปดูคุณกัณฐ์หากทว่าเดินชนเข้ากับนางพยาบาลคนหนึ่งเสียก่อน เธอรีบขอโทษขอโพย ก่อนจะพบว่าคุณดาราทองได้เดินมาหยุดตรงหน้าเธอเสียแล้ว!

          “ระวังเขาเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน ถ้าเธอยังไม่อยากมีจุดจบแบบอีลีลา อย่าได้สะเออะเข้ามายุ่งกับเขา จำเอาไว้!”

          น้ำเสียงและท่าทางของคุณดาราทองดูน่ากลัวกว่าที่เป็น น้ำปรุงเห็นร่องรอยความพยาบาทและความโกรธระคนกันไปในดวงตาคู่นั้น คุณดาราทองทำท่าจะเดินจากไปตามทาง หากทว่าน้ำปรุงที่ได้สติก็รั้งเธอเอาไว้เสียก่อน

          “คุณดาราทองรู้จักคุณลีลาด้วยเหรอคะ”

          อีกฝ่ายหยุดกึก แวบหนึ่งคล้ายจงใจเหยียดรอยยิ้มที่เคลือบลิปสติกสีแดงสด ก่อนจะเอ่ยออกมาเพียงเบาๆ

          “รู้จักมันดีเลยล่ะ” ดาราทองหยิบแว่นกันแดดสีชาขึ้นมาสวม ก่อนจะผายมือไปยังที่นั่งคล้ายจะสื่อว่าเธอพร้อมจะเล่าทุกอย่างที่น้ำปรุงอยากรู้เกี่ยวกับคุณลีลาและความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายกับท่านประธานของเธอ “มันเล่นชู้กับคุณกัณฐ์ นังลีลากับคุณกัณฐ์เป็นชู้รักกัน!”

          “อะ...อะไรนะคะ”

          น้ำปรุงไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แม้จะเคยประมาณการเอาไว้แล้วว่าเรื่องต้องลงอีหรอบนี้ แต่เมื่อได้ยินจากปากของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของคุณกัณฐ์ยังไม่สะเทือนใจเท่ากับการที่ความจริงนั้นถูกเปิดเผยออกมาว่าเธอเป็นคนที่รู้ที่เห็นเรื่องราวเหล่านี้มาโดยตลอด

          “ฉันจะเล่าเรื่องของมันให้เธอฟัง แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง...”

          “ข้อแม้อะไรคะ”

          น้ำปรุงยินยอม ขอเพียงได้รับรู้เรื่องราวของผู้หญิงที่ชื่อลีลาคนนั้น

          “สารภาพออกมาว่าทำไม ‘เธอ‘ ต้องปลอมชื่อกับนามสกุลเข้ามาทำงานที่นี่!”

 

 

(โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพฤหัสหน้า...)


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น