อัปเดตล่าสุด 2018-12-13 14:40:46

ตอนที่ 3 "ฟืด... ฟืด..."

ตอนที่ ๓

“ฟืด...ฟืด...”

 

 

            กานดา เป็นพนักงานในแผนกบัญชีของบริษัททรัพย์ทวีสิน

            ใครจะไปคาดคิดว่าแค่ความต้องการจะเอาชนะลูกของป้าข้างบ้านจะพาเธอมาไกลถึงขนาดนี้ นับตั้งแต่เกิดและโตที่ศรีสะเกษ กานดาไม่เคยฝันไปไกลกว่าโรงเรียนในเขตอำเภอ กระทั่ง จิ้งหรีด ลูกสาวของป้าข้างบ้านเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วหมู่บ้านว่านางจะไปสมัครสอบโรงเรียนหญิงล้วนในตัวเมือง แรงยุจากมารดาของตนเองทำให้เด็กสาวหน้าตาบ้านๆไม่ประสีประสาตัดสินใจลงแข่งในสนามเดียวกัน ด้วยหวังเพียงให้ผู้เป็นแม่เลิกกระทบกระเทียบตน

            ผลท้ายสุดคือกานดาสอบติดเป็นอันดับแรก ส่วนจิ้งหรีดติดอันดับรั้งท้ายจนเกือบหลุดโผ หากแต่เรื่องราวพลิกผันเพราะอีกฝ่ายดันลืมไปรายงานตัว กานดาจึงกลายเป็นหนึ่งในอำเภอที่ได้เข้าไปเรียนยังโรงเรียนประจำจังหวัด ครั้นพอสอบถามไปถึงลูกสาวป้าข้างบ้าน อีกฝ่ายก็บอกว่าลืมวันลืมคืน ทีแรกนึกเอะใจ หากแต่กานดากับแม่มาสืบทราบเอาภายหลังว่านังลูกสาวป้าข้างบ้านตัวดีปล่อยตัวเองให้ท้องกับพวกเด็กส่งของร้านชำหน้าหมู่บ้าน!

            เส้นทางของกานดาเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอเรียนจบจากโรงเรียนประจำจังหวัดมาได้ด้วยเกรด ๓.๘ นับว่าสูงมากพอจะยื่นแอดมิดชั่นเข้าในคณะและมหาวิทยาลัยที่ต้องการ แม้จะไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่ง แต่เพียงเอ่ยชื่อก็เป็นต้องว้าวทั้งหมู่บ้าน ส่งผลให้แม่เที่ยวไปป่าวประกาศโดยตั้งใจให้เสียงดังไปถึงข้างบ้านด้วยความสะใจ แต่ก็นั่นแหละนังจิ้งหรีดไม่มีเวลาจะไปถลึงตาใส่เหมือนเคยเพราะต้องไปรับไปส่งลูกสาวเช้าเย็นก่อนไปรับจ้างเข็นผักที่ตลาดสด

            ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวย หากกานดาไม่ได้จับพลัดจับผลูเข้ามาทำงานที่บริษัททรัพย์ทวีสิน แรกทีเดียวคิดว่าเรื่องถูกรับน้องในที่ทำงานจะมีแค่ในเว็บบอร์ดกระทู้หรือกิจกรรมในมหาวิทยาลัย แต่ใครจะไปคิดว่าแผนกบัญชีที่นี่รับน้องได้ชนิดที่ว่าเธอจะไม่มีวันลืม...

            ไม่มีวันลืมไปจนตาย!

            เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในวันศุกร์ต้นปี ๒๕๕๖ กานดาถูกโยนเอกสารมาให้เช็คจำนวนเงินในบัญชีทั้งที่วันนี้เธอจะต้องไปเก็บกระเป๋ากลับบ้านที่ศรีสะเกษเนื่องในวันหยุดยาว ไม่มีใครมีอารมณ์ทำงานทั้งที่จิตใจลอยไปอยู่กับมาตุภูมิของตนเอง กานดาตั้งใจว่าคืนนี้จะกลับไปเก็บกระเป๋าและเตรียมออกเดินทางกลับศรีสะเกษ ภาพในหัวจินตนาการถึงกับข้าวฝีมือแม่และกลิ่นหอมหวลไอดินที่รอคอยเธอกลับไปเยี่ยมเยียน

            “กานดา พวกเราต้องรีบกลับก่อนนะ เดี๋ยวจะไปไม่ทันเครื่องบินไฟลท์เย็นนี้”

            อาภา บอกด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนจะเห็นใจ ก่อนจะกวักมือเรียก ส้มโอ และ น้ำหวาน ที่เก็บข้าวของเสร็จให้ออกไปจากออฟฟิศพร้อมกัน ทำไมกานดาจะไม่รู้ว่าสามสาวนั่นจงใจจะแกล้งเธอ ทั้งที่เอกสารที่เธอต้องรับผิดชอบ เธอได้เคลียร์มันเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่วายถูกโยนงานมาให้พร้อมกับหยิบยกเอาบุญคุณตั้งแต่คราวก่อนที่เคยสอนงานคราที่กานดาเข้ามาทำงานแรกๆมาอ้าง กานดาจำต้องยอมทำตามเกมของอีกฝ่าย ด้วยเห็นว่าพวกอาภาสามารถทำได้มากกว่าที่ขู่ เธอเคยโดนป้ายสีด้วยข่าวที่ไปนอนกับพี่นนท์แผนกผลิตจนแฟนของพี่นนท์มาอาละวาดถึงร้านอาหาร จนต้องแก้ข่าวเป็นพัลวัน พอยอมตามเกมของอาภา พวกนั้นก็แสร้งทำเป็นออกมาแก้ข่าวว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด!

            เอาเถอะ งานพวกนี้ถ้ารีบทำมันก็จะต้องเสร็จ!

            คิดเพียงเท่านี้กานดาก็ตั้งหน้าตั้งตาเคลียร์เอกสารตรงหน้าให้เสร็จ แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรไฟในออฟฟิศก็พลันดับลงเสียก่อน กานดาสะดุ้งสุดตัว ไม่ใช่เพียงเพราะไฟดับ หากแต่เธอสัมผัสได้ว่ามีคนเอามือมาบีบไหล่เธอ

            “คะ...ใคร...ใครน่ะ”

            ปากร้องออกไปก่อนใจคิด กองเอกสารที่ตั้งใจจะเคลียร์กระจัดกระจายระเนระนาดอันเป็นผลมาจากความตกใจเมื่อครู่ กานดาพยายามคลำทางเพื่อหาโทรศัพท์มือถือที่ตกอยู่ หากแต่คว้ามือบางของใครบางคนได้เสียก่อน มือเย็นเฉียบราวกับออกมาจากช่องแช่ปลาทำให้กานดาสะดุ้ง ปากเกือบร้องกรี๊ดหากทว่าจู่ๆไฟทั้งออฟฟิศจะสว่างวาบขึ้นมาเสียก่อน

            สภาพออฟฟิศในแผนกบัญชีตอนนี้ไม่มีใครอยู่ มีเพียงกองเอกสารที่กระจัดกระจาย เครื่องปรับอากาศที่ส่งเสียง และร่างของกานดาที่กองอยู่กับพื้น ถ้าเช่นนั้นไอ้สิ่งที่เธอสัมผัสได้เมื่อครูนี่มันอะไรกันแน่

            หรือว่าจะเป็น...

            แค่คิดขนแขนก็ตั้งชันขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ในหัวนึกถึงเรื่องสยองขวัญที่กลุ่มของพวกอาภาชอบเล่ากรอกหูทุกครั้งหลังอาหารเที่ยง ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะเจอเข้ากับตัว!

            กริ๊งงง!

            เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะของกานดาดังขึ้นมาทำลายภวังค์คิดเสียก่อน กานดาผละออกกองเอกสารตรงหน้าไปยังโทรศัพท์เผื่อจะเป็นท่านประธานหรือใครสักคนโทรมาตรวจสอบความเรียบร้อย น่ากลัวกว่าผีก็เจ้านายนี่แหละ

            “สวัสดีค่ะ แผนกบัญชี บริษัททรัพย์ทวีสินค่ะ” กานดากรอกเสียงหวานลงไปยังปลายสาย เธอถูกสอนมาให้ใช้เสียงสองเสียงสามในการทำงานเวลาต้องติดต่อกับฝ่ายอื่นๆ แม้จะรู้สึกแสยงอยู่ในที หากแต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อให้ผู้รับรู้สึกดี เธอก็จำเป็นต้องทำ

            “ฟืด...ฟืด...”

            “ฮัลโหล นั่นใครคะ”

            กานดาพยายามร้องถามอีกฝ่าย หากแต่สิ่งที่ได้กลับมาคล้ายเป็นเสียงลมหายใจฮึดฮัดราวกับมีคนต้องการจะแกล้งกัน แต่ในเวลาที่ทุกคนกลับบ้านกันไปหมดแล้ว ใครล่ะจะมาแกล้งเธอ นอกเสียจากว่า...

            “แกเคยได้ยินเรื่องคนตายในออฟฟิศมั้ย เคยมีคนเล่าให้พวกฉันฟังว่าที่นี่เคยมีคนตายมาก่อน โดยเฉพาะที่แผนกบัญชีของเรา เขาว่าเมียหึงโหดเอาปืนเข้ามายิงผัวตัวเองตายคาที่ เลือดนี่ยังเลอะเป็นคราบให้เห็นบนพื้นอยู่เลย วันดีคืนดีผีมันโทรมาขอส่วนบุญพวกในแผนก แค่คิดนะ ฉันก็ขนลุกแล้ว” ส้มโอทำหน้าสยองหลังจากเล่าเรื่องของตนเองจบ กานดาไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะสามสาวร่วมแผนกมักจะชอบเอาเรื่องหลอนในออฟฟิศมาเล่าให้ฟังเสมอ

            แต่เธอไม่คิดว่าเรื่องพวกนั้นจะเป็นเรื่องจริง!

            “ฟืด...ฟืด...”

            เสียงลมหายใจครางต่ำยังคงหนักขึ้นเรื่อยๆทำให้สมองของกานดาจิตนาการไปร้อยแปด

            “ถ้าไม่คุย ฉันจะวางสายแล้วนะคะ!”

            “ฟืด...ฟืด...”

            บ้าเอ๊ย!

            โครม!

            กานดากระแทกโทรศัพท์กลับคืน มันคงเป็นสายโทรศัพท์โรคจิตที่โทรมาก่อกวน คิดได้เช่นนั้นแล้วจึงผละจากโทรศัพท์ตรงหน้าเพื่อจัดการกับสายโทรศัพท์ ดึงมันให้ขาดออกจากกัน แต่ใครจะไปคาดคิดว่าหลังจากนั้นเสียงโทรศัพท์จะดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง กานดากรีดร้องออกมาอย่างประสาทเสีย ทำท่าจะวิ่งออกไปจากแผนกอย่างรวดเร็ว แต่กลับไปประจันหน้าเข้ากับใบหน้าช้ำเลือดช้ำหนองอย่างขัง เจ้าของดวงตาลึกกลวงโบ๋อ้าปากกว้างก่อนส่งเสียงครางต่ำๆออกมาช้าๆ

            “ไม่อยากคุยด้วยกันแล้วเหรอ...”

            กะ...กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!!!

 

.............................................................

 

            “โหยย หลอนว่ะพี่”

            จีโน่กลืนน้ำอายอึกใหญ่ด้วยความรู้สึกหวาดผวาในเรื่องที่ผลึกเป็นคนเล่าออกมา น้ำปรุงที่นั่งอยู่ข้างกันได้ทีตีไหล่ของเพื่อนรักเบาๆที่อีกฝ่ายเผลอส่งเสียงดังเกินความจำเป็น ทั้งที่พี่ผลึกอาสามาส่งพวกเธอทั้งสองคนถึงห้องเช่าแท้ๆ แต่ยัยจียังทำเสียงดังราวกับว่ารถที่คุณกรกัณฐ์ขับมาส่งเป็นรถของตัวเองยังไงยังงั้น

            “เสียงดังเกินไปแล้วแก เกรงใจพี่เขา” น้ำปรุงเตือนสำทับอีกที แต่ผลึกเห็นท่าทีเกรงอกเกรงใจของรุ่นน้องร่วมแผนกจึงบอกปัดไปอย่างอดเสียไม่ได้

            “ไม่เป็นไรหรอกน่าน้ำปรุง”

            “แต่เอ๊ะ! เรื่องมันก็ควรจะจบตรงนี้ไม่ใช่เหรอครับพี่ แล้วตรงไหนที่พี่บอกว่ายังมีต่อ แล้วไหนพี่บอกว่าพี่อยู่ในเหตุการณ์อ่ะ ผมยังไม่เห็นพี่โผล่มาเลย”

            “จี!” น้ำปรุงอดจิ๊ปากให้กับอาการอยากรู้อยากเห็นจนเกินเหตุของเพื่อนสาวไม่ได้ ทีเรื่องงานให้มันขยันได้ครึ่งของเรื่องชาวบ้านแบบนี้บ้างสิ

            “จริงๆแล้วเรื่องมันยังมีต่อ... คือว่า...”

 

.............................................................

 

            กะ...กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!!!

            สำเร็จ! มิสชั่นคอมพลีท!

            เสียงแปะมือดังขึ้นหลังจากที่กานดาวิ่งออกไปจากแผนก ส้มโอเห็นว่าไม่มีใครจึงกระชากหน้ากากผีออกจากหน้าของตัวเอง เธอถนัดนักเรื่องใส่หน้ากากหลอกคนอื่นไปทั่ว โดยเฉพาะการได้ใส่หน้ากากเป็นผีหลอกนังกานดามัน!

            อาภาก้าวออกมาจากมุมมืดส่งรอยยิ้มสะใจให้กับน้ำหวานที่มุดใต้โต๊ะและส้มโอที่ลงทุนเอาหน้ากากผีมาสวมเพื่อแกล้งนังกานดา ชอบทำตัวเซ่อซ่าน่าหมั่นไส้ดีนัก สมน้ำหน้า!

            ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มเป็นคนต้นเรื่องวางแผนที่จะแกล้งกานดามาตั้งแต่แรก ถามว่าแกล้งแล้วได้เงินไหม ก็ไม่ แต่พวกเธอแกล้งมันด้วยความสะใจล้วนๆ คนเราไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเกลียดชังกันก็สามารถเหม็นขี้หน้ากันได้แค่เพราะความหมั่นไส้ แม้กานดาจะเป็นลูกไล่ในกลุ่มของเธอก็จริง แต่อาภาไม่คิดนับอีกฝ่ายเป็นเพื่อน นังนั่นมันก็แค่เบ๊ของพวกเธอ แค่คนรองมือรองเท้าก็เท่านั้นเอง

            “ป่านนี้นังกานดามันคงเสียสติเพราะคิดว่าโดนผีในออฟฟิศหลอกแหงๆ” ส้มโอแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างออกรส “เธอนี่ก็ฉลาดเหมือนกันนะอาภา เอาเรื่องผีในออฟฟิศที่ป้าแผนกบุคคลชอบเล่ามาเสริมเติมแต่งได้เป็นเรื่องเป็นราวจนนังกานดามันคิดว่าที่แผนกของเรามีผีจริงๆ”

            “แกอย่าเสียงดังไปสิยัยส้มโอ เดี๋ยวนังกานดามันกลับมาก็ได้หน้าแหกกันหมด” น้ำหวานติติง

            “มันคงจะกลับมาหรอกนะ ดูจากสารรูปมันเมื่อกี๊แล้วคงเตลิดกลับบ้านนอกไปแล้วล่ะ”

            จะว่าไปแล้วการได้แกล้งนังกานดาส่งท้ายปีก็ถือเป็นกิจกรรมสนุกๆแก้เซ็งชั้นยอด ส้มโอคิดเช่นนั้นจึงยอมร่วมมือกับอาภาและน้ำหวานสร้างแผนลวงขึ้น ทั้งทีก่อนหน้านี้กานดาตั้งใจจะลากลับบ้านตั้งแต่เมื่อเย็น แต่พวกเธอก็โยนงานมาให้จนอีกฝ่ายต้องเลื่อนเวลากลับบ้านช้ากว่าปกติ

            “แต่วันนี้ก็แปลกนะภา ทุกอย่างมันดูเป็นใจไปหมดเลยอย่างกับคนในแผนกเราจงใจจะให้เราแกล้งนังกานดานั่นแหละ กลับบ้านเร็วกันทุกคนเลย แต่คิดๆไปก็ดีเหมือนกัน ทางสะดวกดี ไม่มีคนมาเอาเรื่องพวกเราด้วย” น้ำหวานฉุกคิดขึ้นมาแวบหนึ่งเพราะทุกอย่างดูลงตัวไปเสียหมดราวกับคนในแผนกคนอื่นๆมีส่วนรู้เห็นด้วย “หรือเธอไปจ้างคนในแผนกด้วย”

            “จะบ้าเหรอยะยัยหวาน! วันนี้มันวันทำงานวันสุดท้าย ที่ฉันเลือกจะแกล้งมันก็เพราะเห็นว่ายังไงซะทุกคนก็คงรีบกลับกันหมด ไม่มีใครมาช่วยมันยังไงล่ะ” อาภายอมเผยแผนการร้ายกาจออกมา ก่อนจะตัดสินใจชวนสองสาวเพื่อนรักกลับบ้าน พวกเธอเล่นสนุกกันมากเกินไปกลัวจะไปปาร์ตี้กับหนุ่มๆแผนกการผลิตไม่ทัน เดี๋ยวจะโดนชะนีบริษัทอื่นคาบไปกินเสียก่อน!

            เรื่องงานช้าได้.... แต่เรื่องผู้ชายต้องไวแล้วไปให้สุด!

            แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นใจไปเสียหมด

            กึก!

            “เวรแล้วไง ประตูบริษัทล๊อค!”

            ส้มโอถึงกับเซ็งเพราะประตูกระจกหน้าบริษัทล๊อคเอาไว้ อียามหน้าบริษัทคงคิดว่าไม่มีคนอยู่ที่นี่แล้วสินะถึงได้ล๊อคซะแน่นหนาขนาดนี้ เห็นว่าเป็นวันศุกร์ก่อนวันหยุดยาวไม่ได้สินะ อยากจะอู้งานกลับไปหาเมียตลอด น้ำหวานอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ แต่อาภาที่ใจเย็นที่สุดในกลุ่มปรามเอาไว้เสียก่อน

            “พวกแกสองคนอย่าเพิ่งเสียสติ ทักไลน์ไปหาคนในแผนกให้มาช่วยกันซิ เร็ว!”

            น้ำหวานจิ๊ปากแต่ก็ยอมทำตามที่อาภาสั่ง เพราะเธอเองก็ไม่ได้อยากจะติดอยู่ในออฟฟิศทั้งคืนหรอกนะ

            “ไม่มีใครตอบเลยแก มีคนอ่านหนึ่งคนแต่เงียบมาก” ส้มโอที่ทำหน้าที่เช็คไลน์แบบเรียลไทม์เอ่ยออกมา

            “แกก็โทรไปสิ ไลน์หาแล้วถ้ามีคนไม่เล่นเน็ตเค้าจะรู้มั้ยล่ะ”

            นั่นสิ ปากบอกว่ารีบ แต่ไลน์หา ถ้ารีบจริงก็ควรจะเลือกใช้การโทรหาไม่ใช่หรือไง!

            กริ๊งงง!

            ทุกคนพร้อมใจกันเงียบกริบเพราะเสียงโทรศัพท์ที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้านล่างดังขึ้น ส้มโอกับน้ำหวานมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะโดนอาภาใช้ให้ไปรับโทรศัพท์ ส้มโอจำใจต้องเป็นหน่วยกล้าตายรับหน้าที่เสี่ยงภัยแทนคนในกลุ่มกรอกเสียงลงไปในสาย

            “สะ...สวัสดีค่ะ นะ...นั่นใครคะ”

            “ฟืด...ฟาด...”

            ...

            สะ...เสียงอะไรวะ!

            “กะ...แก...” ส้มโอพยายามจะกวักมือเรียกเพื่อนรักทั้งสอง แต่ทั้งมือไม้และขาสั่นจนทำให้ก้าวไม่ออก หูแนบอีกครั้งเพื่อฟังให้แน่ใจว่าไม่ใช่เสียงที่มีคนพยายามทำเลียนแบบเสียงที่พวกเธอใช้แกล้งนังกานดามัน

            “ฟืด...ฟาด...”

            “ชะ...ช่วย...ช่วย...”

            ส้มโอแน่ใจแล้วว่าที่คุยอยู่ไม่ใช่คน จึงพยายามร้องให้เพื่อนสาวอีกสองคนช่วย

            “กรี๊ดดดดดดดด!!!!!”

            เสียงกรีดร้องที่ดังออกมาจากปลายสายทำให้ส้มโอผละออกจากโทรศัพท์เครื่องนั้นไปเกาะกลุ่มกับอาภาและน้ำหวานเอาไว้พร้อมพร่ำเพ้ออย่างคนเสียสติถึงเสียงที่ได้ยินจากปลายสาย อาภาคิดว่าส้มโอคงจะอินกับบทบาทที่ได้รับจากการแกล้งยัยกานดามากเกินไปประกอบกับสถานการณ์ตอนนี้ชวนให้สภาพจิตใจฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย จิตของยัยส้มโอเลยไม่อยู่กับร่องกับรอยแบบนี้

            “แกนี่ไม่ได้เรื่องจริงๆ เดี๋ยวฉันจัดการเอง!” อาภาอาสาเป็นแม่ทัพบุกไปยังโทรศัพท์ หากทว่าเสียงปลายสายกลับเป็นเสียงของยัยผลึก เพื่อนร่วมแผนกที่พยายามจะติดต่อกับสามสาว แต่ได้ยินเสียงกรี๊ดของส้มโอทั้งที่ตนเองพยายามเรียกชื่อส้มโอหลายครั้ง อาภารีบขอความช่วยเหลือให้ผลึกมาช่วย

            “แกบอกใครก็ได้ให้เอากุญแจมาเปิดให้พวกฉันเดี๋ยวนี้นะยัยผลึก”

            “คงอีกนานนะแก...”

            “ทำไมยะ พวกฉันมีธุระต้องรีบไป รีบบอกมาเร็ว ไม่งั้นฉันจะทุบกระจกออกไปเดี๋ยวนี้แหละ!”

            “ตอนนี้ฉันอยู่ที่โรงพยาบาล!”

            “...”

            “คืองี้นะแก... ยัยกานดามันตั้งใจจะกลับบ้านที่ศรีสะเกษใช่มั้ยแก แล้วพอถึงรังสิต รถทัวร์ที่มันขึ้นเกิดอุบัติเหตุเลี้ยวหลบรถสิบล้อจนตกทางด่วน ไฟนี่ไหม้ทั้งคันรถเลยแก เมื่อตอนเย็นหัวหน้าไลน์บอกว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยเขาเจอศพของยัยกานดาแล้ว สภาพมันนี่เละดูไม่ได้เลย ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เขาก็อยากให้พวกเราทั้งแผนกไปลามันเป็นครั้งสุดท้าย...”

            “อะ...อะไรนะ!”

            อาภาถึงกับอึ้งในสิ่งที่ออกมาจากปากของผลึก มันจะเป็นไปได้ยังไงกันก็ในเมื่อนังกานดามันอยู่ในสายตาของพวกเธอตลอดนับตั้งแต่ตอนสี่โมงเย็นจนถึงเมื่อกี๊ ก่อนมันจะวิ่งออกไปเพราะโดนผีหลอก จะบอกว่ามันเพิ่งโดนรถชนเมื่อกี๊ยังน่าเชื่อกว่า หรือยัยผลึกกับคนอื่นๆในแผนกจะรวมหัวกันแกล้งเธอกันแน่

            “แกอย่าพูดบ้าๆนะยัยผลึก ก็เมื่อกี๊...”

            อาภายั้งปากเอาไว้ได้ทัน ส้มโอเห็นดังนั้นจึงแย่งโทรศัพท์ไปคุยเอง

            “ยัยผลึกช่วยพวกฉันด้วย!”

            “แกต้องตั้งสินะ! กานดามันตายแล้ว! ไม่เชื่อแกลองเช็คฟีดข่าวดูสิ! ฉันไม่ได้โกหกแกจริงๆนะ ตอนนี้คนอื่นๆในบริษัทก็อยู่ที่นี่กันหมด มีแต่พวกแกสามคนนั่นแหละที่หายไปไหนมา”

            สิ้นเสียงของผลึกก็คล้ายกับว่าส้มโอจะหูดับไปเสียดื้อๆ

            หน้าฟีดข่าวปรากฏให้เห็นข้อความแสดงการไว้อาลัยยัยกานดาจากเพื่อนร่วมออฟฟิศเต็มไปหมดบ่งบอกให้รู้ว่าเรื่องที่ผลึกพูดคือเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องหลอกลวงใดๆทั้งสิ้น!

            บรรยากาศรอบตัวคล้ายจะเย็นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสามคนรู้สึกเสียวสันหลังวาบไปถึงไขสันหลังราวกับมีดวงตาของใครสักคนจับจ้องมองมาที่พวกเธอทั้งสามคนอยู่ เสียงหัวเราะคิกๆดังขึ้นพร้อมกับร่างของกานดาที่มาปรากฏในสภาพเละไปทั้งตัว ใบหน้าบิดเบี้ยวมีเศษกระจกปักคาลูกตา เนื้อตัวโชลมฉานไปด้วยเลือดคาวหนืดกลิ่นเหม็นเน่าชวนอาเจียน ปากที่ฉีกไปถึงรูหูเผยให้เห็นเหงือกช้ำเลือดช้ำหนอง มือที่บิดเบี้ยวไม่ได้รูปพยายามจะไขว่คว้าหาคนทั้งสาม ทั้งสาวคนพยายามจะส่งเสียกรีดร้องหากแต่เหมือนมีอะไรมาอุดอยู่ที่ลำคอจนไม่สามารถส่งเสียงออกไปได้

            กริ๊งงง!

            เสียงโทรศัพท์ของออฟฟิศแผดเสียงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีกาล พร้อมกับเสียงแหบพร่าของกานดาที่ยังคงแสยะยิ้มให้กับพวกเธอ

            “ไม่รับสายกันหน่อยเหรอ...”

            กะ...กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!

 

........................................................................

 

            “โหพี่ หักมุมยิ่งกว่าบิ๊กซีนีม่าที่เอามาฉายคืนวันพุธอีก” จีโน่หัวใจเต้นตุบตับเพราะอดตื่นเต้นไปกับเรื่องเล่าของผลึกไม่ได้ แต่ในใจก็มีข้อสงสัยบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องที่พี่สาวร่วมแผนกเพิ่งเล่าจบไป แม้จะเป็นเรื่องราวตั้งแต่ผลึกเพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัทใหม่ๆตั้งแต่ยังอยู่แผนกบัญชีก็ตาม “แต่ถ้าคิดดูดีๆ พี่กานดาเขาก็ตายไปแล้ว ใครโทรไปเล่าเรื่องในรายการล่ะพี่ หรือว่า...”

            “กานดามาเข้าฝันพี่” ผลึกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นให้รุ่นน้องฟัง “หลังจากงานศพของกานดาผ่านไป กานดาก็มาเข้าฝันพี่บอกให้พี่เอาเรื่องที่เกิดขึ้นฉบับตัดต่อไปเล่าในรายการ Shock Series น่ะสิ เพราะเรื่องเล่าที่พี่ส่งไปทำให้ได้เงินกลับมาจำนวนหนึ่ง ยัยกานดาเลยให้พี่ส่งเงินจำนวนนั้นให้พ่อกับแม่ของเขา พร้อมกับใช้เงินพวกนั้นทำบุญไปให้เธอด้วย”

            “เป็นอย่างนี้นี่เอง”

            “แต่ตอนนี้กานดาเขาคงไปภพภูมิที่ดีกว่าแล้วล่ะ เพราะนับตั้งแต่ที่สามสาวแผนกบัญชีโดนหลอกจนเสียสติ พวกนางก็ลาออกจากบริษัทกันไปเลย พี่เองตั้งแต่ได้ย้ายจากแผนกบัญชีมาทำงานในแผนกบุคคลและมาเป็นเลขาฯของท่านประธาน พี่ก็ไม่ได้ติดตามข่าวอีกเลย รู้คร่าวๆว่าพวกหล่อนยังคงเห็นภาพหลอนของผีกานดาติดตามาจนถึงทุกวันนี้”

            “แบบนี้ที่เขาเรียกว่ากรรมใดใครก่อกรรมนั้นย่อมคืนสนองใช่มั้ยครับคุณ” คุณกรกัณฐ์ที่ทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถมาส่งพวกเธอทั้งสองคนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “จริงๆไอ้เรื่องรับน้องหรือแกล้งกันในออฟฟิศมันมีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนะ มาจนทุกวันนี้คนก็ยิ่งแกล้งกันหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ คนที่แกล้งคนอื่นเนี่ยไม่เคยมารับรู้จิตใจของคนที่ถูกแกล้งเลยว่าเขาจะรู้สึกยังไง พอตัวเองโดนคืนเข้าหน่อยก็รับไม่ได้ ของแบบนี้ใครไม่เจอกับตัวคงไม่รู้หรอกว่ารู้สึกยังไง”

            กรกัณฐ์เอ่ยขึ้นอย่างคนที่มีประสบการณ์ร่วม เขาเองก็เคยมาฝึกงานที่แผนกบัญชีในบริษัททรัพย์ทวีสินก่อนจะได้มาทำงานที่ฝ่ายผลิต ตอนนั้นจำได้ว่าเขาเองก็เคยโดนรับน้องด้วยการแกล้งแบบนี้เหมือนกัน แต่พอเขาไม่เล่นด้วยแถมยังเอาเรื่องไปฟ้องพี่ชาย คนพวกนั้นก็ถูกเรียกไปตำหนิตามระเบียบ

            “จริงค่ะคุณกร” แม้แต่น้ำปรุงที่นั่งเงียบๆอยู่ข้างจีโน่จนมาถึงที่หมายก็ยังพยักหน้ารับเห็นด้วย เมื่อเห็นว่าถึงที่หมายทั้งสองคนรีบขอบคุณทั้งคุณกรและพี่ผลึกที่อุตส่าห์ขับรถมาส่งถึงห้องพัก “พวกเราสองคนต้องขอบคุณทั้งคุณกรทั้งพี่ผลึกมากๆนะคะ แค่นี้ก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว”

            “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ยังไงซะเราก็เป็นเพื่อนร่วมงานกัน ถือเป็นพี่เป็นน้องกัน เอาไว้ถ้าคราวหลังมีอะไรเดือดร้อนก็มาปรึกษาพี่ได้นะไม่ต้องเป็นห่วง” ผลึกยิ้มให้กับรุ่นน้องทั้งสอง ก่อนจะโบกมืออำลา ชวนให้รู้สึกเป็นกันเอง เพราะถึงผลึกจะเป็นคนรักของน้องชายของท่านประธานอย่างคุณกัณฐ์ แต่อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีถือตัวเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังใจดีและเอ็นดูรุ่นน้องทั้งสองคนด้วยซ้ำ เห็นทีพวกเธอคงจะต้องมองผลึกใหม่เสียแล้ว

            “กลับบ้านกันเถอะค่ะคุณกร ป่านนี้คนที่บ้านคงรอแย่แล้ว”

            ผลึกเหลือบตาไปมองแมสเสจข้อความที่แจ้งเตือน ก่อนจะเติมสีปากให้สดด้วยลิปสติกสีแดงเลือดนกของชาแนลพร้อมประจันหน้ากับคนที่บ้านของคุณกรกัณฐ์เต็มกำลัง

            เพราะเธอถือคติที่ว่า... ถ้าปากไม่แดง ก็ไม่มีแรงจิกสิคะคุณน้อง!

 

 

 

(โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพฤหัสหน้า...)


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น