อัปเดตล่าสุด 2018-12-20 10:54:28

ตอนที่ 4 ความบาดหมางในตระกูล (๑)

ตอนที่ ๔

ความบาดหมางในตระกูล (๑)

 

 

            ใครจะไปคิดฝันว่าจากคนธรรมดาจะตกกระไดพลอยโจนได้มาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูล ‘ทรัพย์ทวีสิน’

            ผลึกไม่เคยคิดอาจเอื้อม หากทว่าเจ้าชายผู้สูงศักดิ์กลับมาตกหลุมรักหญิงสาวธรรมดาๆที่รักการแต่งตัวอย่างเธอ แรกทีเดียว หญิงสาวตกหลุมรักเพื่อนร่วมแผนกที่หน้าตาหล่อเหลาในวันแรกที่หัวหน้าแผนกที่เธอสังกัดในขณะนั้นแนะนำเขาต่อทุกๆคนในแผนกวันที่มีงานเลี้ยงต้อนรับเด็กฝึกงานใหม่ เธอช่วยเหลือเขาในหลายๆเรื่อง แม้ในวันที่เขาติดขัด ภายนอกแม้จะดูเป็นสาวเปรี้ยวและแรงร้ายในสายตาคนครึ่งออฟฟิศ แต่ลึกๆภายในผลึกมีจิตใจที่ถูกเจียระไนดุจเพชร เธอมักจะชอบช่วยเหลือทุกคนเมื่อมีโอกาส ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่กับเขา... ผลึกหลงรักรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และตาชั้นเดียวอย่างมีดีเอ็นเอเชื้อจีนปรากฏบนหน้าเด่นชัด ตั้งแต่วันที่ได้ทำความรู้รัก ก่อนจะก่อเกิดเป็นความรักในที่สุด

            เวลาผันผ่านจนความจริงปรากฏว่าเขาคือคุณกรกัณฐ์ ลูกชายคนเล็กของเจ้าสัวณรงค์กับคุณกัทลีแห่งตระกูลทรัพย์ทวีสิน ผลึกคล้ายหัวใจหล่นลงสู่หุบเหวที่ทั้งหนาวเหน็บและลึกจนยากจะควานมือถึง เขาอยู่สูงเกินเอื้อมจนคนกระจอกอย่างเธอได้แต่บอกตัวเองให้ตัดใจจาก แต่สุดท้ายคุณกรกัณฐ์ก็ไม่ทอดทิ้งเธอ เขาเห็นค่าในความดีที่เคยช่วยเหลือคราที่เขามาฝึกงานและความรักอันจริงใจที่เธอมีให้ แม้เธอจะดูแรงร้ายแต่ไม่เคยปันใจให้ชายใดนอกจากเขาเพียงคนเดียว จวบวันนี้ผลึกจึงกลายเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป กลายเป็นสาวในแผนกบัญชีต้องอิจฉาและอดเสียดายที่ไม่นึกช่วยเหลือไอ้กรหรือคุณกรกัณฐ์ที่มาฝึกงานในครานั้น

            แม้ใครจะหาว่าใช้ ‘เต้าไต่’ แต่สำหรับผลึกเธอพิสูจน์ให้ท่านประธานเห็นว่าแม้จะยิ่งสูง แต่เธอก็พัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา ผลึกเรียนต่อปริญญาโทช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพื่อคว้าปริญญาอีกใบด้านเอชอาร์จนคุณกัณฐ์ลองพิจารณาและให้เธอได้มาทำงานเป็นเลขานุการของเขาแทนคนเก่า แม้ท่านประธานจะเห็นค่าในฐานะเจ้านายและ (ว่าที่) พี่เขย แต่สำหรับคนอื่นๆที่บ้านทรัพย์ทวีสินกลับไม่เห็นหัวผลึกแม้แต่คนเดียว

            โดยเฉพาะผู้ทรงอำนาจของบ้านหลังนี้!

            “ไม่ปล่อยให้ฉันรอจนแก่ตายคาโต๊ะเลยล่ะจ๊ะ!”

            คุณกัทลีเอ่ยปากทักขึ้นเมื่อเห็นว่าเลขานุการสาวในชุดเดรสปักเลื่อมสีดำเดินควงแขนลูกชายคนเล็กของตนเข้ามาในบ้าน คุณกัทลีเธอเป็นคนหัวโบราณมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เธอชอบสะใภ้ที่เป็นการเป็นงานมากกว่าสะใภ้ที่เอาแต่แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟันแถมยังทำตัวไม่เหมาะสม แต่ผลึกหาได้สนใจไม่ เพราะคุณกัทลีไม่ได้ชอบหน้าเธอ ข้อนั้นเธอรู้ดีและเธอไม่มีทางไปบังคับอีกฝ่ายได้ สิ่งที่ทำให้คือ ‘แสดง’ ให้เห็นว่าคุณกรกัณฐ์รักเธอมาก มากเสียจนเขากล้าขัดคำสั่งผู้เป็นมารดาของเขาได้!

            “แม่ครับ” กรกัณฐ์แอบตำหนิผู้เป็นมารดาด้วยสายตา

แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ผลึกมาเหยียบที่นี่ และไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าหล่อนถูกถากถางด้วยน้ำเสียงค่อนขอดเช่นนี้ แต่สิ่งที่คุณกัทลีแสดงออกมาสร้างความไม่พอใจให้กับกรกัณฐ์ลึกๆในใจ เขารู้ดีว่าแม่ไม่ชอบหน้าผลึกนับตั้งแต่วันแรกที่เขาพาเธอมากราบป๊ากับแม่ที่บ้าน กัทลีแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจอีกฝ่ายเต็มประดา จะด้วยข่าวคาวที่คนในออฟฟิศประโคมมาเรื่องที่ผลึกเป็นสาวไซด์ไลน์ก็ดี หรือจะเป็นเรื่องที่ผลึกมีเรื่องกับป้าบานชื่นอยู่บ่อยครั้งที่บริษัทก็ดี กอปรกับการถูกกรอกหูเช้าเย็นจากพวกช่างประจบในออฟฟิศ นานวันเข้าผลึกก็กลายเป็นคนชังสำหรับแม่ของเขาไปแล้ว

            “อุ๊ย! สวัสดีค่ะคุณพ่อ คุณแม่” ผลึกแสร้งผละจากลูกชายคนเล็กของบ้านไปยกมือไหว้เจ้าสัวณรงค์และคุณกัทลีที่รอคอยอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องทานอาหารของคฤหาสน์ตระกูลทรัพย์ทวีสินอยู่ก่อนแล้ว เจ้าสัวณรงค์เป็นชายชราอายุย่างเข้าสู่เลขหกแล้ว หากแต่ร่องรอยบนใบหน้ากลับไม่ได้เหี่ยวย่นอย่างคนวัยเดียวกันเลยแม้แต่น้อย เค้าเดิมแห่งความหล่อเหลายังคงปรากฏให้เห็นอยู่ไม่จาง แม้ร่างกายท่อนล่างของเจ้าสัวณรงค์จะเป็นอัมพาตก็ตามที แต่ด้วยยาสมัยปัจจุบัน ทั้งการรักษาด้วยการแพทย์ที่คุณกัทลีสรรหามาดูแลผู้เป็นสามีอย่างดีช่วยต่ออายุของเจ้าสัวณรงค์ได้อีกโข

            บ้านทรัพย์ทวีสินมีธรรมเนียมการรับประทานอาหารร่วมโต๊ะอย่างพร้อมเพรียง ข้อนั้นผลึกรู้ดีถึงได้ขอมาทานข้าวที่บ้านของเขาในวันที่เธอเลิกงานเย็น ด้วยหวังว่าอาการหิวจะช่วยปลุก ‘โทสะ’ ในกายของใครบางคนในนี้ให้โชติโชนขึ้น นอกเหนือไปจากอาหารหน้าตาน่ารับประทานทั้งไทย จีน ฝรั่งที่ถูกรังสรรค์ด้วยฝีมือชั้นเลิศจากแม่ครัวชั้นยอดของคฤหาสน์แล้ว สิ่งที่เบนความสนใจของผลึกไปเห็นจะเป็นสมาชิกคนอื่นๆของบ้านที่นั่งเรียงรายกันอยู่ โดยเฉพาะคุณดาราทองที่นั่งเคียงข้างท่านประธาน

            “สวัสดีค่ะคุณดารา สวัสดีค่ะท่านประธาน สวัสดีค่ะพี่เลิศ”

            ผู้ถูกเรียกหันมารับไหว้ เว้นเพียงดาราทองที่มีสีหน้าเรียบเฉยฉาบเป็นเนื้อเดียวกับเครื่องสำอางที่หล่อนประทินผิว ยิ่งอีกฝ่ายทำเมินไม่สนใจ ผลึกยิ่งอยากจะเรียกร้องความสนใจให้คนที่มันเคยดูแคลนเธอได้หันมาเมียงมอง การทำงานในสายเลขานุการสอนให้เธอรู้ว่าการใช้คำพูดหรือวางกิริยาเช่นไรจะดึงความสนใจจากทุกคนให้มารวมที่เธอได้ดีที่สุด

            มันคือสิ่งที่ผลึกถนัดและทำได้ดีอย่างเคย

            “วันนี้บอร์ดบริหารคึกคักกันใหญ่เลยนะคะคุณพ่อ เห็นว่าพนักงานใหม่ที่ท่านประธานเพิ่งรับเข้ามาเก่งมากๆเลย เก่งจนคุณดาราทองต้องเรียกไปคุยนอกรอบ”

            ดาราทองกัดริมฝีปากแน่นด้วยความไม่พอใจ คุณกัณฐ์หันมาสบตาภริยาสาวแวบนึง ในดวงตาสีนิลคู่สวยของเขาระบายความไม่พอใจออกมาแม้เพียงนิด แม้จะสมรสกันมาเกือบสิบสี่ปีแล้วก็ตาม แต่คนข้างกายอย่างคุณดาราทองก็สัมผัสได้ว่ามันหมายความว่าอะไร

            “ก็ดีแล้วนี่ มีพนักงานเก่งๆมา คนเก่าๆที่มันใช้งานไม่ได้จะได้โละออกซะบ้าง”

            คุณกัทลีออกโรงปกป้องสะใภ้คนโปรด ไม่ใช่แค่เจ้าสัวณรงค์เท่านั้นที่รู้ว่าคุณดาราทองเองเป็นคนที่หึงหวงท่านประธานเวลาที่มีหญิงสาวที่มีความสามารถเข้ามาทำงานในบริษัท คุณกัทลีเองก็รับรู้ว่าคุณดาราทองนั้นมักจะแสดงอาการไม่พึงพอใจทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

            “ถ้าอย่างนั้น ผลึกก็คงจะไม่ใช่คนแรกกระมังคะ” คนรักของกรกัณฐ์พูดจาติดตลก ก่อนจะตามกรกัณฐ์ไปนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคนอื่นๆ “เพราะผลึกยังทำงานให้กับบริษัทได้มาก น่าจะมากกว่าคนเก่าคนแก่อย่างคนของคุณดาราด้วยนะคะ”

            “มันจะมากไปแล้วนะ!”

            คุณกัทลีแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดจนเจ้าสัวณรงค์ต้องปรามเอาไว้ เพราะไม่อยากให้มื้ออาหารเย็นกลายเป็นสงครามระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ที่ไม่คิดจะให้ตบแต่งกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ถึงป้าบานชื่นจะเป็นป้าแก่ๆในแผนก แต่นางก็มีบุญคุณกับกัทลีมากในครั้งเก่าก่อน ยิ่งกับดาราทองที่ได้เรียนรู้งานหลายๆอย่างจากอีกฝ่าย เท่านี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่ดาราทองจะเก็บป้าบานชื่นเอาไว้ในบริษัท

            “ทานข้าวกันเถอะค่ะ ผลึกหิวแล้ว”

            เลขาฯสาวแสร้งเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะสะกิดให้กรกัณฐ์ตักปลากระพงทอดน้ำปลาให้เธอ คุณกัทลีจำต้องสงบสติอารมณ์เอาไว้ไม่ให้บันดาลโทสะใส่ อย่างน้อยหล่อนก็เห็นแก่หน้าของลูกชายสุดที่รักอย่างกรกัณฐ์ กัทลีได้แต่โทษตนเองที่ส่งลูกชายไปฝึกงานที่แผนกบัญชี จึงได้รู้จักกับอีผลึกเกลือนี่ ทั้งที่ความตั้งใจแรกหลังจากลูกชายกลับมาจากเมืองนอกคือให้หมั้นหมายกับหนูวันวิวาห์เจ้าของร้านวันวิวาห์เวดดิ้งที่บางรักแท้ๆ แต่เอาเถอะ โอกาสมันยังไม่สายเกินไป กรกัณฐ์คงจะหลงรูปของอีผลึกมันชั่ววูบเท่านั้น อีกไม่นานลูกชายของเธอจะต้องเบื่อและทิ้งมันไป!

            หากพินิจดูแล้วช่างแตกต่างกับสะใภ้ที่เจ้าหล่อนตั้งใจเลือกให้กับเจ้ากัณฐ์นัก หนูดาราทองทั้งเพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ ชาติตระกูล และความงามที่สตรีพึงมี นับเป็นโชคดีเหลือเกินที่กัณฐ์ยอมสมรสกับคนที่หล่อนและเจ้าสัวณรงค์หามาให้ นอกเหนือไปจากผลประโยชน์อันเนื่องมาจากที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่ควรจะได้ กัทลีก็เห็นว่าคงจะมีเพียงดาราทองที่เหมาะสมจะพาเชิดหน้าชูตาออกสังคม ผิดกับนังผลึก ที่เธอไม่อยากแม้แต่จะไปร่วมงานกับมัน ถึงขนาดออกปากกับกรกัณฐ์ว่างานไหนมันไป แม่จะไม่ไปร่วมงานด้วยเป็นคำขาด

            คนในครอบครัวเองก็ไม่ใช่ปิดหูปิดตาเรื่องนี้ ยิ่งลูกสาวคนโตอย่างคุณกัณฐิกาที่แม้จะตบแต่งออกเรือนไปกับนายตำรวจตำแหน่งใหญ่อย่างสารวัตรวันหาญไปแล้ว ก็ยังไม่วายโทรมากล่อมผู้เป็นมารดาให้ยอมลงกับเลขานุการสาวอย่างผลึกบ้าง เพราะคุณที่ผลึกทำให้กับบริษัทก็มีอยู่มากโข ตั้งแต่ผลึกมาทำหน้าที่เป็นเลขานุการตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ แทนเลขาฯคนเก่าที่ก่อเรื่องครั้งใหญ่เอาไว้ ลูกค้าของบริษัทก็ออกปากชมว่าผลึกทำงานได้ดี

            คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่นึกยอมรับด้วยอคติที่บังตา!

            “เอ่อ กัณฐ์ลูก... ลูกคิดยังไงถ้าแม่จะให้น้องได้เข้ามาบริหารงานเป็นหนึ่งในบริษัทของเราด้วย”

            กัทลีเห็นจังหวะจึงเอ่ยแทรกขึ้นมา อันที่จริงกรกัณฐ์ก็ดูจะพอใจกับการทำงานเป็นหัวหน้าที่แผนกผลิตไม่น้อย แต่หากมองการณ์ไกล กัทลีเห็นว่าหากกรกัณฐ์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบอร์ดบริหารและเป็นส่วนหนึ่งในหุ้นของบริษัทคงจะดีไม่น้อย เธอเฝ้าเพียรกล่อมเจ้าลูกชายคนเล็กอยู่บ่อยครั้ง แต่กรกัณฐ์ดูไม่มีท่าทีจะใส่ใจบอกว่ายังไงก็ได้

            “ถามเจ้ากรมันดีกว่าครับคุณแม่ ว่ามันอยากจะมาทำงานบริหารมั้ย” กัณฐ์ไม่ได้มีท่าทีเห็นด้วยหรือคัดค้านแต่อย่างใด เพราะเขารู้ว่ากรกัณฐ์เป็นคนทำงานดีก็จริง แต่น้องชายของเขาคนนี้ไม่ชอบให้มีคนมาบังคับให้ทำนั่นทำนี่ แม้แต่เจ้าสัวณรงค์เองก็รู้ดี

            “ไม่เอาหรอกครับแม่ ผมทำงานที่แผนกผลิตก็ดีอยู่แล้ว ได้เดินทางไปไหนมาไหนด้วย ให้ผมนั่งอยู่แต่ในห้องแคบๆทั้งวันแบบเฮียกัณฐ์ ผมไม่เอาด้วยหรอกนะ” แม้ตอนอยู่ต่อหน้าลูกน้องกรกัณฐ์จะเป็นมนุษย์เจ้าสังสรรค์และแอบเข้มในบางครั้ง ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่บ้านเขาก็กลับเป็นลูกชายคนเล็กที่พยายามทำตัวโอ๋พ่อกับแม่อยู่ดี

            “ก็เพราะมัวแต่เล่นอย่างงี้ไงล่ะ มันถึงได้ไม่ไปถึงไหนซะที!”

            เจ้าสัวณรงค์ไม่สบอารมณ์กับการทีเล่นทีจริงของลูกชายคนเล็กที่เขาอุตส่าห์ส่งให้ไปเรียนถึงเมืองนอก ทีแรกตั้งใจจะให้เรียนการตลาดกลับมาช่วยบริหารบริษัท แต่ลูกชายดันไปเลือกเรียนในสายวิศวกรรมศาสตร์ เขาไม่อยากจะตามใจลูกไปมากกว่านี้จึงได้ส่งให้ไปเรียนรู้งานจากแผนกบัญชีเผื่อจะได้ความรู้อะไรกลับมาบ้าง แต่ผลสุดท้ายกรกัณฐ์ก็ขอไปทำงานที่แผนกผลิตที่ตรงสายงานของตัวเอง เจ้าสัวณรงค์รู้ว่ากรกัณฐ์เป็นคนดื้อแต่อย่างน้อยก็ควรจะเห็นแก่อนาคตที่พ่อกับแม่ได้ปูทางเอาไว้บ้าง

            “ป๊าอย่าพยายามบังคับผมเลย ไอ้เรื่องเรียนต่อก็ทีนึงแล้ว”

            กรกัณฐ์ได้ทีจึงแย้งขึ้นมา ตั้งแต่เกิดมาจวบจนทุกวันนี้เจ้าสัวณรงค์ผู้เป็นบิดาของเขากับคุณกัทลฃีผู้เป็นมารดาตามใจเขามาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต อยากได้อะไรก็หามาให้ทุกอย่าง แม้กรกัณฐ์จะไม่ใช่เด็กที่เรียนเก่ง ได้เกรดนิยมแทนเกียรตินิยมมาคราที่เรียนมหาวิทยาลัยต่างจากพี่ชายลิบลับ แต่กรกัณฐ์รู้ดีว่าข้อดีในตัวเขาคือ ‘หัวคิด’ กรกัณฐ์รู้จักวิธีการใช้หัวคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้ออกมาสำเร็จดังใจต้องการ หลายสิบปีก่อนเด็กชายกรกัณฐ์รู้จักวิธีการใช้สมองเพื่อใช้งานคนแทนที่จะใช้กำลังแก้ปัญหาอย่างเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน

            คราที่ฟอร์มวงดนตรีไปเปิดหมวกสมัยเรียนที่เชียงใหม่แล้วมีปัญหาจนเกือบชกต่อยกับพวกนักเลงเจ้าถิ่น กรกัณฐ์แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องใช้กำลังเขาก็สามารถเอาชนะอีกฝ่ายมาได้ใสๆ ด้วยปัญญาที่มี เขาแสดงเชิงประจักษ์ให้เห็นว่าวงดนตรีของเขามาก่อนและติดต่อเรื่องจัดแสดงอย่างถูกกฎหมายพร้อมหลักฐานโชว์หราเด่นชัด ไม่ต้องเอานามสกุลไปอวดอ้างให้ใครต่อใครยำเกรงก็สามารถเอาชนะได้ กรกัณฐ์ครุ่นคิดถึงข้อดีของตนเองมาตลอดจึงพยายามทำตัวเป็นแกะที่พร้อมจะวิ่งออกนอกคอกที่ชื่อ ‘ทรัพย์ทวีสิน’ ตลอดเวลา จวบจนได้มาพบกับเธอ... เธอที่ทำให้เขารู้สึกว่าคอกที่ชื่อทรัพย์ทวีสินไม่ได้ว้าเหว่อย่างใจคิด

            กรกัณฐ์ยื่นข้อเสนอว่าหากอยากให้เขาทำงานที่บริษัทที่พ่อสร้าง แทนที่จะไปร่วมสตูดิโออินทีเรียร์ดีไซน์กับเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย พ่อต้องให้เขาได้ทำงานในแผนกที่ต้องการพร้อมกับคบหากับผลึก ทีแรกคุณกัทลีไม่นึคกเห็นด้วยเพราะลูกชายคนเล็กกำลังตัดช่องทางที่เธอได้ลาดปูเอาไว้จนสิ้น แต่สุดท้ายต้องจำยอมด้วยเห็นว่าเป็นทางเดียวที่จะยื้อลูกแกะผู้ดื้อแพ่งให้คงอยู่ในคอกที่ชื่อทรัพย์ทวีสิน!

            “ก็ถ้าป๊าไม่บังคับแกก็คงทำตัวเสเพลอย่างทุกวันนี้!”

            “พ่อใจเย็นๆก่อน ค่อยๆพูดค่อยๆจากันก็ได้ ไอ้กรมันก็ยอมมาทำงานที่บริษัทให้พ่อแล้วไง พ่อจะไปคาดคั้นอะไรมันอีก ปล่อยมันไปบ้างเถอะ ไอ้กรมันสามสิบสองแล้วนะป๊า มันไม่ใช่เด็กๆแล้ว”

            เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มมาคุ คุณกัณฐ์จึงเป็นคนเอ่ยขึ้นมาเพื่อไกล่เกลี่ยให้เรื่องราวได้สงบลง แต่ดูเหมือนว่าเจ้าสัวณรงค์เองจะพลั้งปากของตนเองเอาไว้ไม่อยู่เช่นกันจึงได้พูดจาเช่นนั้นออกมาด้วยความโกรธ โกรธจนพาลขุดเอาเรื่องในอดีตขึ้นมารำเลิกด้วยความลืมตัว

            “ก็เพราะมัวแต่ตามใจกันอย่างนี้ไง ถึงได้พากันสร้างเรื่องให้แก้กันไม่หยุดหย่อน ฉันอยากให้แกได้สำเหนียกเอาไว้ซะบ้างว่าใครพาแกออกมาจากขุมนรกนั่น ไม่ใช่พ่อของแกคนนี้หรือไง หึ! ไม่มีพ่อแม่คนไหนหรอกนะที่เขาไม่อยากให้โอกาสแม้ว่าลูกของตัวเองจะเคยทำตัวสารเลวแค่ไหนก็ตาม!”

            สิ้นคำพูดของเจ้าสัวณรงค์คล้ายความเงียบเข้าครอบงำ ประธานบริษัททรัพย์ทวีสินจึงตัดสินใจลุกพรวดออกมาจากโต๊ะอาหารอย่างรวดเร็วท่ามกลางความอึ้งของทุกคน คุณกัทลีพยายามเกลี้ยกล่อมให้เจ้าสัวให้เย็นลง เธอเองแม้จะเป็นสะใภ้ที่ตบแต่งเข้ามาในตระกูลเท่านั้น แต่เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องในครอบครัวของเธอเช่นเดียวกัน เธอไม่อยากให้เจ้าสัวเครียดจนอาการอันจะส่งผลกระทบถึงเส้นเลือดในสมองกำเริบขึ้นมาอีก

            ดาราทองทำท่าจะลุกตามผู้เป็นสามีไปแต่พี่เลิศปรามไว้ ก่อนจะเป็นฝ่ายลุกตามนายน้อยของเขาไป เขารู้ดีว่าในยามโกรธเช่นนี้คุณกัณฐ์คงไปหาที่เงียบๆสงบจิตใจแถวสวนหลังบ้านเป็นแน่

            “ใจเย็นๆก่อนนะคะคุณ เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนมนานแล้วจะไปรื้อฟื้นให้มันได้อะไร อีกอย่าง... หนูดาราทองเธอก็อยู่ตรงนี้”

            ประโยคหลังคุณกัทลีพยายามลดน้ำเสียงลงก่อนจะลอบมองไปยังลูกสะใภ้สาวที่ยังคงนิ่งอึ้งกับการกระทำของผู้เป็นสามีอยู่ ด้านกรกัณฐ์ทำเพียงมองตามพี่ชายไปเท่านั้น เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงได้ชอบพูดจาทำร้ายจิตใจพี่ชายของเขานัก จนกรกัณฐ์อดคิดไม่ได้ว่าพี่ชายของเขาไปสร้างเรื่องอะไรเอาไว้ในช่วงเวลาที่เขากำลังจะย้ายจากอัสสัมชัญไปเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ก่อนจะเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ มันเป็นช่วงเวลาที่เขาตัดขาดจากเรื่องที่บ้านไปจนหมด รู้เพียงเกิดเหตุวิวาทขึ้นจนกลายเป็นความบาดหมายภายในตระกูลทรัพย์ทวีสิน...

            เรื่องนั้นมันคงหนักหนามากพอจะทำให้เกิดเรื่องราววุ่นวายขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เจ้าสัวสั่งห้ามทุกคนไปเหยียบบ้านที่จันทบุรีเป็นอันขาด แม้นับจากวันนั้นจวบจนวันนี้จะเป็นเวลารวม ๑๕ ปีมาแล้วก็ตาม

            ถึงเขาจะอยากรู้... แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ควรรู้

            ไม่ใช่หรือไง?

 

 

 

(โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพฤหัสหน้า...)


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น