อัปเดตล่าสุด 2018-12-28 20:55:05

ตอนที่ 5 ความบาดหมางในตระกูล (๒)

ตอนที่ ๕

ความบาดหมางในตระกูล (๒)

 

 

            “ใจเย็นๆนะครับคุณหนู คุณท่านคงพูดไปเพราะอารมณ์ร้อนเท่านั้น” พี่เลิศพยายามปลอบใจคุณหนูของเขา แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใด คุณหนูของเขาก็ยังคงเป็นเด็กน้อยในสายตาของพี่เลิศเสมอ หากแต่ดูท่าว่าคำพูดของพี่เลิศจะไม่เป็นผล แม้คำพูดพวกนั้นจะช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกดีก็จริง หากแต่ในใจของชายหนุ่มกลับรู้สึกเสียดแทงลงไปเพราะหวนคิดถึงคำพูดของบิดา พี่เลิศเองก็ดูเหมือนว่าจะอ่านสายตาคู่นั้นออกเขาจึงรีบสำทับ “ที่จริงแล้วเจ้าสัวณรงค์รักคุณกัณฐ์มากนะครับ”

            “หึ รักงั้นเหรอ”

            กัณฐ์ปาดคราบน้ำตาหวังให้มันเหือดแห้ง ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สีขาวในสวน ดวงตาคู่งามเหม่อมองไปไกลถึงสุดขอบฟ้า เสียงหรีดหริ่งเรไรดังระงมคล้ายกับต้องการทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นในจิตใจของท่านประธานหนุ่มของบริษัททรัพย์ทวีสิน ตั้งแต่จำความได้กัณฐ์ก็เติบโตมาจากข้าวก้นบาตรของหลวงพ่อผู้มีเมตตา เช้าตื่นมาแบกของไปส่งอากิมลั้งที่ร้านชำแถบวัดมังกรบุปผาราม บ่ายไปช่วยพวกชาวบ้านที่ทำประมงได้เศษเงินเล็กๆน้อยๆ ตกเย็นออกไปช่วยพวกคนงานล้างจานที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหลังวัด ที่ต้องหาเช้ากินค่ำมาตั้งแต่ยังเล็กก็เพราะคนที่ได้ชื่อว่าพ่อของเขาไม่ใช่หรือ

            “ถ้าพ่อรักผมจริง พ่อต้องเลือกแม่สิครับพี่เลิศ”

            ชายหนุ่มระบายออกมาอย่างอดน้อยเนื้อต่ำใจในชะตากรรมของตนเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันเฉพาะคนในครอบครัวและคนสนิทของเจ้าสัวณรงค์กับคุณกัทลีเท่านั้นว่าแท้ที่จริง ชาติกำเนิดของท่านประธานบริษัทแห่งทรัพย์ทวีสินนั้นเกิดจากเจ้าสัวเจ้าของสวนมะม่วงนับร้อยไร่บนที่ดินราคาแพงระยับกับลูกสาวคนเล็กของร้านทองในตัวเมืองจันทบุรี และที่สำคัญแม่ของเขาไม่ใช่ภริยาที่ตบแต่งถูกต้องตามกฎหมายเฉกเช่นคุณกัทลีผู้ได้รับสิทธินั้น!

            แม้จะถูกสายตาของคนในตลาดมองว่า แก้วตา เป็นผู้หญิงใจแตก หนีตามผู้ชายออกจากบ้านไป แต่ก็ต้องกลับมาซมซานเพราะผู้ชายเขาได้ตบแต่งงานกับผู้หญิงที่คู่ควร ซ้ำร้ายแก้วตายังมีลูกติดท้องกลับมาให้เป็นขี้ปากคนแถวนั้น แต่หญิงสาวไม่ได้นึกสนใจ ยอมตัดขาดจากตระกูล ไม่รับความช่วยเหลือจากผู้เป็นบิดาและมารดาด้วยหวังจะยืนหยัดและท้าทายคำด่าทอที่ว่าเธอไม่สามารถหาเลี้ยงลูกได้ เธอจะต้องพบพานกับคำเสียใจที่เห็นผู้ชายดีกว่าพ่อแม่พี่น้อง

            ด้วยเหตุนี้เธอพร่ำสอนลูกชายคนเดียวเสมอว่าให้รู้จักอดรู้จักทน งานหนักงานเบาต้องไม่ปริปากบ่น จะได้ไม่ต้องไปแบมือขอใครเขากิน กัณฐ์เชื่อฟังผู้เป็นมารดาจวบจนอายุได้หกขวบเศษ เขาจึงรู้ว่าอาการป่วยกระเสาะกระแสะเรื้อรังของผู้เป็นมารดามิได้เกิดมาจากอาการตรอมใจ หากแต่เกิดจากโรคร้ายอย่างมะเร็งที่คร่าชีวิตนางไปด้วยเพียงวัยสามสิบปี

            นับตั้งแต่เผาศพแม่เสร็จ ก็มีเพียงพี่เลิศที่คอยอุปการะและช่วยเป็นธุระปะปังในเรื่องงานศพและค่าใช้จ่ายต่างๆให้ แม้ตัวตายแต่แม่ยังได้ฝากฝังเอาไว้ว่าไม่ให้เขาบอกเรื่องนี้กับญาติพี่น้องคนไหนหรือแม้แต่กับพ่อของเขา แม่บอกว่าไม่อยากเห็นรอยยิ้มเยาะอย่างสมน้ำหน้าต่อคนพวกนั้น แม่เป็นคนที่ยึดมั่นในตนเองสูงจวบจนสิ้นลม นางไม่ปริปากแม้แต่จะร้องขอให้หมอยื้อชีวิตของตนเอาไว้ ด้วยนางมั่นใจว่าลูกชายของนางเข้มแข็งพอจะต่อสู้กับโลกอันโหดร้ายได้

             เด็กชายกัณฐ์รู้เพียงว่าตลอดเวลาที่แม่อาศัยอยู่ที่บ้านพักหลังเล็กๆติดสวนมะม่วงหลังนี้ก็ได้พี่เลิศเทียวไปเทียวมาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งซื้อข้าวซื้อของมาฝากจากกรุงเทพ สิ้นมารดาของเขาแล้ว บ้านที่เคยใช้ซุกหัวนอนคงไม่พ้นต้องหอบข้าวของออก ตอนนั้นพี่เลิศแสดงน้ำใจด้วยขอรับเขาไปเลี้ยงดูพร้อมส่งเสียให้เรียนหนังสือ แต่เขาปฏิเสธด้วยยังไม่ไว้วางใจ กอปรกับความเกรงใจในตัวอีกฝ่าย พี่เลิศจึงพาเขาไปฝากไว้กับหลวงพ่อที่วัดในแถบชานเมืองด้วยหวังจะให้ได้ศึกษาเล่าเรียนที่นั่น

            พี่เลิศทำงานให้กับเจ้าสัวณรงค์ ข้อนั้นเขาเพิ่งมาทราบเอาภายหลัง แม้แม่จะเคยพร่ำบอกให้นับถือน้ำใจชายผู้มีเมตตาเจือจุนเธอและลูก แต่แม่ไม่เคยปริปากถึงผู้เป็นพ่อของเขาเลยแม้เพียงนิดว่าเป็นใคร กระนั้นก็ไม่เคยพาดพิงอย่างเสียหายที่พ่อจำต้องทิ้งแม่ไปสมรสกับลูกสาวเจ้าของที่ดินย่านเอกมัย แม่ปากแข็งและทรนงเกินกว่าจะร้องขอให้เขากลับมา

            “คุณท่านรักคุณแม่ของคุณหนูมากนะครับ” พี่เลิศบอกพร้อมแย้มรอยยิ้มออกมาเบาๆ เมื่อหวนนึกถึงความหลังครั้งที่เจ้าสัวณรงค์พบรักกับคุณแก้วตาและเทียวไล้เทียวขื่อไปรับไปส่งอีกฝ่ายที่ร้านทองเป็นประจำ เขาที่รับหน้าที่เป็นสารถีเป็นผู้ที่รับรู้เรื่องราวของทั้งคู่มาโดยตลอด ด้วยเป็นรักที่ไม่อาจเปิดเผยเพราะสาวแก่แม่ม่ายในแถบนั้นรู้ดีว่าอีกไม่นานชายหนุ่มหน้าตี๋ผู้ดีจีนคนนั้นกำลังจะกลายเป็นมหาเศรษฐีเพราะการสมรสกับลูกสาวผู้ใหญ่พงพันธ์ที่ชาวบ้านในแถบนั้นนับหน้าถือตา “ไม่เช่นนั้นคุณท่านคงไม่รับคุณหนูมาอยู่ด้วย”

            “เขาก็แค่รู้สึกผิดและอยากรับผิดชอบแค่นั้นพี่เลิศ” น้ำเสียงของชายหนุ่มดูสร้อยเศร้าและเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาของตนเอง “เหมือนที่เขาต้องแต่งานกับคุณกัทลีเพราะเธอดันตั้งท้องพี่กัณฐิกาขึ้นมายังล่ะ และงานแต่งงานของพวกเขาก็ทำให้แม่ตรอมใจพาผมที่อยู่ในท้องหนีออกมาโดยไม่ยอมบอกกล่าว”

            “โธ่ คุณหนู...”

            ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้รำลึกถึงความหลังครั้งอดีตที่แสนจะเจ็บปวด แม้ภายหลังจากคุณแก้วตาตายได้สิบสองปี กัณฐ์ก็เรียนจบโรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด ช่วงเวลานั้นเองพี่เลิศบอกว่าจะพาเขาไปเลี้ยงอาหารมื้อหรูเนื่องในโอกาสที่เขาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกด้วยเกรดสามจุดเจ็ดห้า และนั่นเองเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับพ่อ...

            หากทว่าไม่ใช่แค่พ่อที่มาพบเขาในวันนั้น...

เจ้าสัวณรงค์มาพร้อมกับคุณกัทลี ภริยาที่ได้ตบแต่งออกหน้าออกตาและถูกต้องตามกฎหมาย นางมาพร้อมกับลูกสาวอย่างกัณฐิกาในวัยไล่เลี่ยกับเขา และกรกัณฐ์ในวัยอ่อนกว่าสี่ปีที่เอาแต่ทำหน้ามุ่ยพร้อมเล่นเกมกดรุ่นใหม่ล่าสุด เด็กหญิงคนโตในชุดเครื่องแบบโรงเรียนคอนแวนด์กับลูกชายคนเล็กในเครื่องแบบโรงเรียนอัสสัมชัญบ่งบอกให้รู้ว่าบุตรธิดาทั้งสองได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษาทั้งการใช้ชีวิตเป็นอย่างดี เมื่อหันกลับมามองตนเองในชุดเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนวัดแล้ว กัณฐ์ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนัก

            บรรยากาศบนโต๊ะอาหารในวันนั้นเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ จวบกระทั่งเจ้าสัวณรงค์เอ่ยออกมาว่าอยากจะรับเขามาอยู่ด้วย วินาทีนั้นดวงไฟเล็กในตาของเด็กหนุ่มเป็นประกายราวกับไม้ลำปอที่ถูกไฟแช็คจุดให้ติดไฟ ในใจคิดเพียงว่าทุกสิ่งที่เคยสูญเสียไป เขาจะต้องดื่มด่ำกับมันให้เต็มที่ ในทีแรกคิดเพียงจะนำเงินที่ได้เป็นของรับขวัญไปจุนเจือคนที่จันทบุรีและหมายมั่นจะไปใช้ชีวิตที่นั่น แต่ใครจะไปคาดคิดว่าไม่กี่ปีให้หลัง เจ้าสัวณรงค์จะเจ็บออดๆแอดๆ ทำให้เขาต้องขึ้นมารับตำแหน่งประธานบริษัททรัพย์ทวีสินด้วยวัยเพียง ๒๓ ปีหลังจากเรียนจบจากคณะเศรษฐศาสตร์ไม่นาน

            “เราสู้กันมาตั้งเยอะ ตั้งแต่คุณหนูเข้ามาทำงานที่บริษัทใหม่ๆจนตอนนี้บริษัททรัพย์ทวีสินของเราเบียดบริษัทคู่แข่งขึ้นไปยืนเป็นท๊อปทรีของประเทศได้ ผมเชื่อนะครับว่าทุกอย่างเป็นเพราะความสามารถในการบริหารงานของคุณหนู ไอ้เรื่องที่มันผ่านมาถือเสียว่ามันเป็นบทเรียนสอนให้เราก้าวเดินต่อไปอย่างมีสติ...”

            “ขอบคุณนะครับพี่เลิศ” กัณฐ์ซาบซึ้งใจในคำพูดของพี่เลิศ ไม่ว่าจะทุกข์ร้อนอย่างไร พี่เลิศก็เป็นคนแรกและคนเดียวที่เข้ามาปลอบและให้กำลังใจเขาเสมอ มันเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กชายตัวน้อยจนกระทั่งได้รับตำแหน่งผู้บริหารใหญ่ของบริษัท บุญคุณของพี่เลิศมีมากจนเขาคิดว่าใช้ชาตินี้ก็ไม่มีวันหมด อะไรเล็กๆน้อยๆที่พอจะช่วยได้ เขาจึงให้ความช่วยเหลือพี่เลิศอย่างเต็มที่ “ถ้าไม่ได้พี่เลิศคอยช่วยกัณฐ์ไว้ในหลายๆเรื่อง กัณฐ์ก็คงไม่รู้ว่าจะหันไปพึ่งใคร”

            “คุณกัณฐ์เองก็เหมือนลูกเหมือนหลานของผม ผมเห็นคุณกัณฐ์มาตั้งแต่ยังแบเบาะ อีกอย่างคุณกัณฐ์กับคุณแก้วตาแม่ของคุณกัณฐ์ก็มีบุญคุณกับผมตั้งเยอะเยอะ ชาตินี้ต่อให้ใช้ทั้งชาติก็ไม่มีวันหมด ดังนั้นอะไรที่ผมพอจะช่วยเหลือได้ผมก็พร้อมจะช่วยคุณกัณฐ์นะครับ วันก่อนเป็นยังไง วันนี้ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนครับ”

            น้ำเสียงของพี่เลิศแสดงความจริงใจออกมาจนหมดสิ้น กัณฐ์คิดไม่ผิดจริงๆที่ไว้วางใจพี่เลิศและให้อีกฝ่ายเป็นธุระแทนเขาในหลายๆอย่างรวมไปถึงเรื่องไปคุมงานก่อสร้างที่ตรังแทนคุณอมรที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุถูกรถชนจนขาหักต้องพักฟื้นไปเกือบเดือน อย่าว่าแต่เรื่องงานเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นภายในบ้าน คราใดที่กัณฐ์ประสบปัญหาเขาก็มักจะได้พี่เลิศคอยช่วยเหลือ หรือหากช่วยเหลือไม่ได้ บางคำแนะนำของพี่เลิศก็คล้ายจะเป็นเหมือนเข็มทิศนำทางให้เขาได้ก้าวเดินต่อไปแทบจะทุกครั้ง

            “ถ้าแม่ยังอยู่ แม่ก็คงจะรู้สึกดีนะครับที่พี่เลิศยังอยู่กับพวกเราตรงนี้ไม่ไปไหน”

            ผู้สูงวัยกว่านึกสะท้อนในใจและสงสารคนข้างกายหนักหนา แม้คุณกัณฐ์จะพยายามสร้างกำแพงแกร่งขึ้นมาต้านความกดดันทั้งหลาย หากแต่ในใจกลับเปราะบางราวกับแก้วที่เต็มไปด้วยรอยริ้ว ไม่อาจหยั่งรู้ได้ด้วยซ้ำว่ามันจะแตกสลายลงเมื่อใด นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พี่เลิศขอผู้เป็นนายตามมารับใช้และอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลทรัพย์ทวีสิน อย่างน้อยการที่คุณกัณฐ์มีเขาเป็นมือเป็นเท้าคอยทำงานให้ คุณกัณฐ์คงสบายขึ้น เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีใครเข้าใจนายน้อยของเขาไปได้มากกว่าตัวเขาอีกแล้ว

            “ผมก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะครับ” พี่เลิศตอบรับด้วยน้ำเสียงให้กำลังใจเหมือนอย่างเคยเท่าที่จะทำได้

            แวบหนึ่งที่ดวงตาสีนิลของกัณฐ์เหลือบไปมองดวงจันทร์ที่เล่นซ่อนแอบอยู่หลังม่านเมฆ ชายวัยเกือบหกสิบตรงหน้ารีบเอื้อมมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลรินแก้มให้เหือดหายด้วยไม่อยากให้นายน้อยที่รักยิ่งได้ล่วงรู้ความจริงบางอย่าง... ความจริงที่เขาอดทนเก็บงำมาตลอดสามสิบหกปีนับตั้งแต่คุณกัณฐ์ได้ลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้

            ความจริงที่บอกใครไม่ได้.... เพราะมันเป็นความลับ

            ความลับที่เขาให้สัญญากับแม่ของคุณกัณฐ์เอาไว้ว่าต่อให้ตายก็จะไม่มีวันปริปากบอกใคร!

 

            เหตุการณ์เมื่อครู่แม้จะสร้างความระทึกอยู่ในใจแต่ดาราทองกลับไม่รู้สึกแปลกใจ ด้วยเห็นเนื้อแท้ของเขามาตั้งแต่วัยที่เพิ่งเข้าสู่วัยหนุ่มมาจนตอนนี้ กัณฐ์เป็นคนบุ่มบ่าม ใจร้อน และเดือดง่ายยิ่งกว่าน้ำต้มในฤดูหนาว หากแต่ชายหนุ่มเลือกจะเก็บอาการเอาไว้ภายใต้หน้ากากที่เขาสวมทับ หน้ากากที่เขาสร้างขึ้นมานับตั้งแต่วันที่เข้าพิธีวิวาห์กับเธอ

ภริยาสาวตั้งใจจะออกมาคุยกับผู้เป็นสามี ตั้งใจว่าหากอีกฝ่ายใจเย็นลงเมื่อไหร่ เธอจะบอกเรื่องสำคัญกับเขา ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวล้ำเข้ามาในเขตสวนของคฤหาสน์ตระกูลทรัพย์ทวีสิน ดวงตคู่งามก็เหลือบไปเห็นว่ามีใครบางคนยืนดักรอเอาไว้เสียก่อนที่เธอจะได้เดินเข้าไปเขา

            “จะรีบไปไหนล่ะค่ะคุณพี่” น้ำเสียงที่ผลึกใช้จงใจกรีดให้แหลมกว่าปกติด้วยตั้งใจจะยั่วประสาทให้เหมือนพวกนางร้ายในละคร ไหนๆคนบ้านนี้ก็ตราหน้าว่าเธอร้าย เธอก็ขอร้ายให้คนบ้านนี้ได้ดูเสียหน่อย “อาหารมื้อเย็นกำลังอร่อยได้ที่เลยนะคะ เสียดายแย่เลย”

            ผลึกลอบเห็นคนที่ตนกำลังยั่วโทสะสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเหลืออด เพียงเท่านี้รอยยิ้มแห่งผู้ชนะก็ผุดพราย ทว่ามันก็แค่แวบเดียวก่อนดาราทองจะตอกกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ “อาหารมันก็คงจะอร่อยกว่านี้หรอกนะ โดยเฉพาะปลากะพง ถ้ามันไม่มี ‘ก้าง’ เข้ามาขวางคอซะก่อน”

            “ท่าทางก้างชิ้นนั้นคงจะขวางคอคุณดารามานานแล้วสินะคะ” ผลึกพูดอย่างมีเลศนัยทำให้ดาราทองไม่พอใจ

            “เธอหมายความว่ายังไง”

            “ตามที่พูดนั่นแหละค่ะคุณดารา คุณคิดยังไง ฉันก็หมายความตามนั้นนั่นแหละ”

            “กวนประสาทเกินไปแล้ว หลีกไป!” ดาราทองกระแทกไหล่เลขานุการสาวอย่างแรง ก่อนจะเดินนำลิ่วไปยังบ่อน้ำพุในสวน ทว่าผู้เป็นสามีของเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว เธอคงคลาดกับเขาตอนที่นังเลขาฯเข้ามากวนประสาทเป็นแน่

            “หาใครอยู่เหรอคะคุณดารา” ผลึกรีบตามมาสมทบอย่างไม่รอให้โอกาสจางหายไป “คนพี่... หรือว่าคนน้อง”

            “นังผลึก!”

            ดาราทองหลุดปากเรียกอีกฝ่ายด้วยสรรพนามที่อัดอั้นตันใจมานานอย่างเหลืออด แค่เห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายที่แสดงออกมาเพียงเท่านั้น ผลึกก็พอจะคาดเดาได้ว่าเรื่องที่เธอแอบสืบทราบมาจากการติดสินบนพวกคนรับใช้ที่บ้านหลังนี้เป็นเรื่องจริง

            เรื่องที่ว่าคนรักของเธออย่างคุณกรกัณฐ์กับพี่สะใภ้ของเขาอย่างคุณดาราทองเคยมีความสัมพันธ์กันก่อนที่ฝ่ายหญิงจะเข้าพิธีแต่งงานกับคุณกัณฐ์เสียอย่างนั้น ทำเอาพวกคนใช้ในบ้านพากันไปลือให้ทั่วว่าเจ้าสัวณรงค์จับคุณกัณฐ์คลุมถุงชนกับคุณดาราทอง หากแต่คำคนพูดลือกันไปก็เท่านั้น เพราะไม่นานข่าวคาวนั่นก็หายไปจนกลายเป็นอดีตที่คนในบ้านแทบจะลืมเลือน

            “เรื่องนั้นมันเป็นอดีตไปแล้ว” ดาราทองพูดออกมาอย่างอดเสียไม่ได้ แม้ความจริงจะทำให้เจ็บลึกในขั้วหัวใจก็ตาม หากแต่เวลามันล่วงเลยมานานแล้ว เรื่องระหว่างเธอกับเขามันกลายเป็นอดีต ทุกอย่างมันจบลงตั้งแต่เธอตัดสินใจเข้าพิธีวิวาห์กับลูกชายคนโตของเจ้าสัวณรงค์ แม้จะไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากคุณกัทลี หากแต่เลือดของเจ้าสัวณรงค์ในกายครึ่งหนึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ป๊ากับม๊าของเธอตกลงเลือกเขาเป็นลูกเขย “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอไปขุดเอาเรื่องพวกนี้มาจากไหน หรือจากใคร แต่ขอให้รู้เอาไว้ว่าฉันไม่มีทางคิดจะทำเรื่องต่ำๆแบบที่เธอคิดแน่นอน”

            “ให้มันจริงเถอะค่ะ” ผลึกแค่นหัวเราะอย่างคนไม่สบอารมณ์ แต่แล้วจู่ๆก็เหมือนจะนึกอะไรสนุกๆบางอย่างออก เธอจึงตัดสินใจเอื้อนเอ่ยออกไปอย่างไม่กลัวว่าจะโดนตบ “เอ... จะว่าไปแล้วเด็กใหม่ที่ชื่อน้ำปรุงอะไรนี่ก็สวยไม่ใช่เล่นเลยนะคะพี่ดารา เผลอๆสวยกว่าเลขาฯคนก่อนตั้งเยอะ”

            “เธอหมายความว่าอะไร” ดาราชักจะมีน้ำโหเมื่อเห็นว่าผลึกมีท่าทีเหมือนเก็บงำอะไรบางอย่างเอาไว้ ดาราทางบีบแขนของอีกฝ่ายไว้แน่น ก่อนจะพยายามคาดคั้นเอาความจริงอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ “บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าเธอกำลังคิดจะทำอะไรอยู่!”

            “ก็ไม่รู้สินะคะ” ผลึกยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เรื่องอะไรที่เธอจะยอมเปิดเผยแผนการบางอย่างที่เก็บซ่อนเอาไว้ แผนการที่เธอตั้งใจจะใช้น้ำปรุงเพื่อยั่วโมโหดาราทอง!

            แวบแรกที่คุณดาราทองเหลือบสายตาของเธอไปยังพนักงานใหม่ป้ายแดงอย่างน้ำปรุงในห้องประชุมของบริษัทเมื่อตอนบ่ายของวันนี้ได้ถนัดตา มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง ความรู้สึกที่ทำให้ผลึกนึกแผนการอะไรบางอย่างออก แผนการที่จะนำพาความฉิบหายย่อยยับมาให้มัน...

            ผลึกไม่เคยนึกเกลียดดาราทองจวบจนวันที่ล่วงรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นตัวหนุนหลังป้าบานชื่นให้เชิดหน้าชูคอมาได้ถึงทุกวันนี้ และหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในบริษัท นอกเหนือจากความตั้งใจจะให้เกิดขึ้นของป้าบานชื่นแล้วอีกฝ่ายยังมีตัวการชักใยอยู่เบื้องหลัง เมื่อสืบทราบจนรู้ว่าคนที่หนุนหลังอีมนุษย์ป้ามหาภัยเป็นถึงภริยาของประธานบริษัท เธอก็เพียรหาทางเอาหนามยอกคืน จวบจนสืบทราบความลับบางอย่าง ความลับที่ทำให้ปรอทความอดทนในกายเดือดพล่านจนแตก ความลับที่ว่าคนรักอย่างคุณกรกัณฐ์กับมันเคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อนที่คุณกัณฐ์จะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศและกลับมาทำงานที่บริษัท!

            ซ้ำร้ายทีท่าอย่างนางสิงห์ผยองเชิดหน้าชูคอราวกับเป็นหนึ่งในบริษัทนั่นยังชวนให้ผลึกรู้สึกหมั่นไส้ ต่อหน้าคนอื่นดาราทองจะปั้นแต่งรอยยิ้มราวกับเทพธิดา หากแต่ลับหลังดาราทองไม่ต่างอะไรกับปีศาจ โดยเฉพาะกับเธอที่เป็นคนรักคนปัจจุบันของคุณกรกัณฐ์น้องชายของท่านประธาน

            “ถ้าคิดแบบนี้ก็ขอเตือนเอาไว้หน่อยนะว่าให้ระวังตัวเอาไว้หน่อย”

            “แกหมายความว่ายังไง?”  

            “เรื่องทะเลาะวิวาทในบริษัทน่ะ เห็นคุณกัณฐ์เขาบอกว่าถ้ามีขึ้นอีก อาจจะต้องพิจารณาอะไรบางอย่าง” ดาราทองเดินเบียดไหล่อีกฝ่ายจนชิด ก่อนจะใช้ดวงตาคมคายมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงผลึกจะมีคำพูดคำจาเป็นอาวุธ แต่เธอก็ไม่ลืมว่าเธอเองมีอำนาจที่เป็นต่อ ในเมื่อผลึกเลือกจะใช้คำพูดเป็นดาบทิ่มแทงเธอ เธอก็เลือกที่จะใช้อำนาจที่มีตอกกลับอีกฝ่ายบ้าง “หวังว่าเธอจะเอาเวลาที่ไปยุ่งเรื่องชาวบ้านไปโฟกัสกับเรื่องงานให้มากกว่านี้นะ เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถก็จริง...”

            “...”

            “แต่อย่าลืมนะว่าที่ทรัพย์ทวีสินอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะได้คนที่มีประสบการณ์ช่วยบริหารบริษัท บางทีนะฉันอาจจะลองคุยกับคุณกัณฐ์ดู เห็นว่าพี่เลิศเขาต้องไปคุมไซด์งานที่ต่างจังหวัด บางทีฉันอาจจะลองให้ป้าบานชื่นได้มาเป็นหัวหน้าแผนกบุคคลดู เผลอๆถ้าป้าบานชื่นทำงานได้ดีก็มีสิทธิจะได้อยู่ยาวๆ”

            ผลึกจิ๊ปากอย่างลืมตัว ในดวงตามีความหวาดกังวลเต็มไปหมด เธอจะไม่มีวันยอมให้อีป้าบานชื่นมันมาเป็นหัวหน้าของแผนกบุคคล รวมถึงเป็นหัวหน้าของเธอเป็นอันขาด แค่คิดถึงตอนที่อีป้านั่นประกาศศักดาในฐานะคนที่มีชัยเหนือกว่า เธอก็รู้สึกทนไม่ได้ เธอจะไม่มีทางยอมให้นังมนุษย์ป้าร้ายกาจคนนั้นได้รับชัยชนะเด็ดขาด!

            “คิดๆไปแล้ว ตำแหน่งเลขาฯก็เหมาะกับเธอดีนะผลึก” ดาราทองตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะโยนระเบิดลูกใหญ่ทิ้งท้ายเอาไว้ทำให้ผลึกกรีดร้องออกมาอย่างเหลืออดเพราะทนไม่ไหว “คนอย่างเธอมันก็ทำได้แค่เป็นลูกน้องของคนอื่นอยู่วันยันค่ำ ไม่ทางได้ขึ้นมาเสมอเทียบฉันได้หรอก จำใส่สมองที่เล็กกว่านมของเธอเอาไว้หน่อยก็แล้วกัน!”

            นังดาราทอง... แก... แก...!!!!

            ผลึกทำได้แค่คิดเท่านั้นทั้งที่ใจอยากจะกระชากอีกฝ่ายมาตบ แต่ถ้าได้ลงไม้ลงมือ ยังไงเสียเธอก็เป็นฝ่ายแพ้เพราะดาราทองมีคนถือหางเต็มไปหมดในฐานะสะใภ้ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับ เธอจึงเลือกที่จะระบายความโกรธกับต้นไม้ใบหญ้ารอบบริเวณแทน

ในเมื่อดาราทองคิดจะเปิดศึกกับเธออีกคน เธอก็จะแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าการทำตัวเป็นคนหนุนหลังอีป้าบานชื่นเป็นสิ่งที่ผิดถนัด เพราะเธอนี่แหละที่จะทำให้มนุษย์ป้าบานฉ่ำนางนั้นพ่ายแพ้อย่างหมดรูป คอยดูสิ! คิดเพียงเท่านั้น ผลึกก็กดโทรศัพท์โทรหาพนักงานใหม่ป้ายแดงในทันที ก่อนจะกรอกเสียงหวานลงไป

            “น้ำปรุงจ๊ะ พรุ่งนี้ว่างมั้ยเอ่ย พอดีพี่มีเรื่องจะรบกวนหน่อย...”

            ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ที่จะชนะในศึกครั้งนี้!

 

 

 

(โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพฤหัสหน้า...)

 

 

.........................................................

 

สวัสดีนักอ่านผู้น่ารักทุกคนนะครับ ลงนิยายมาให้อ่านหลายตอนแล้ว เพิ่งจะได้มีโอกาสเข้ามาทักทายอย่างจริงๆจังๆซักที เนื่องในโอกาสวันปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนะครับ ขออวยพรให้นักอ่านทุกคนมีความสุขความเจริญนะครับ คิดอะไรก็ขอให้สมหวังทุกๆประการ ทักษ์ไม่มีอะไรจะมอบให้นอกจากความสุขที่เกิดจากการอ่านนิยายเรื่อง ออฟฟิศจิตหลุด ยังไงก็ฝากติดตามกันต่อไปเรื่อย และคอมเมนท์เพื่อให้กำลังใจด้วยนะครับ

 

ปล. นิยายเรื่องนี้โทนเรื่องจะออกไปทางดราม่าเข้มข้นในครอบครัว ชิงไหวชิงพริบเกมการเมืองในออฟฟิศ และมีความระทึกขวัญมากกว่านะครับ สำหรับคอสยองขวัญอาจจะผิดหวังเล็กน้อย ช่วงนี้เรื่องจะค่อนข้างเข้มข้นและปมของตัวละครในเรื่องจะเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ เพราะรับรองว่าเกมพลิกไปพลิกมาอย่างแน่นอน ใครที่อยู่ #ทีมผลึก ส่งกำลังใจให้นางรัวๆเลยครับ เพราะตอนหน้าบอกเลย #ทีมป้าบานชื่น ได้มีเฮแน่นอนจ้า :)


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น