อัปเดตล่าสุด 2018-12-22 09:00:12

ตอนที่ 1 ใต้คลุมโปง: 1

ใต้คลุมโปง
[นอนไม่หลับ...เพราะมันหลอน]

ทำไมผมถึงอยากเป็นนักเขียนน่ะเหรอครับ

มันเริ่มตั้งแต่สมัยเด็ก ผมเป็นคนช่างจินตนาการ ขณะเดียวกันก็ไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า เวลาดูหนังดูละครแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีเรื่องที่อยากทำให้มันเป็นภาพแบบนั้นบ้าง แต่การเป็นผู้กำกับหรือผู้อำนวยการสร้างคงไกลเกินฝัน สมัยนั้นผมไม่มีปัญญาแม้แต่จะถามคนแปลกหน้าเวลาหลงทางด้วยซ้ำ เพราะอย่างนี้ ผมเลยเลือกจะปล่อยภาพในหัวรินออกมาเป็นตัวหนังสือ ฝันหวานว่าสักวันตัวเองจะกลายเป็นนักเขียนนามอุโฆษ มีชีวิตเรียบง่าย แต่หรูสบาย มีบ้านอยู่ชายทะเล นั่งเล่นกับแมว เขียนเรื่องที่อยากเขียน

ใช่ครับ เป็นภาพที่ชิล และเชื่องช้า

นึกไม่ออกเหมือนกันว่าภาพนักเขียนทำนองนั้นเกิดขึ้นในหัวของเราได้ยังไง ถามใคร ๆ ทุกคนก็เข้าใจว่าชีวิตนักเขียนน่าจะสโลว์ไลฟ์ เป็นนายตัวเอง บรรเลงโลกตามจินตนาการ แถมไม่ต้องพัวพันกับใครให้ลำบากใจมากด้วย แต่ความจริงน่ะเหรอ นักเขียนประเภทเดียวที่จะทำแบบนั้นได้ คือนักเขียนที่ลงเรื่องออนไลน์แล้วไม่มีใครอ่าน ไม่มีใครเร่ง ไม่มีใครขอต้นฉบับ และทำมันได้แค่เป็นงาน ‘อดิเรก’ น่ะซีครับ

โลกแห่งความจริงของนักเขียนอาชีพนั้นไม่ต่างจากการติดคุกสักเท่าไหร่ คุณแทบจะไม่มีโอกาสได้ยื่นเท้าไปไกลกว่าตารางงาน วิ่งหนีให้ทันเด้ดไลน์ ติสต์แตกมากไปคนอ่านก็ไม่เสพ เสี่ยงต่อการโดนแหกในเว็บกู้ดรี้ดส์ ครั้นมีคนหลงเชื่อ จำนวนคนอ่านของคุณก็จะลดลง ส่งผลให้ยอดพิมพ์ครั้งถัดไปโดนกดจนแทบหายใจไม่ออก พอรับงานโปรเจคต์จากสำนักพิมพ์ หรือร่วมงานกับทีมละคร คุณก็จะโดนเหน็บว่าเขียนตามใบสั่ง ทั้งที่นั่นคือสวัสดิการดำรงชีพแท้ ๆ และคุณก็ไม่ได้คิดว่าการร่วมคิดกับใคร จะทำให้งานของตัวเองต่ำกว่ามาตรฐานลงไปซะหน่อย

รายรับของนักเขียนระดับ ‘พอขายได้’ นั้นมีไม่มากมายนัก ยิ่งยอดพิมพ์ปัจจุบัน (ยุคที่เขาขนานว่าอัสดงแห่งบรรณพิภพ) รายรับก็ยิ่งต่ำเตี้ยลงเรื่อย  ๆ ใช้เวลาคิดและเขียนสามเดือน ยังได้เงินไม่เท่าเงินเดือนเดือนเดียวจากที่เคยทำเลย

งานที่ผมเคยทำนั้นอยู่ในสายบริหาร วัน  ๆ  นั่งติดโต๊ะไม่ต้องไปไหน จัดการงานสำเร็จได้นายก็ไม่ค่อยตาม ผมใช้เวลานั้นละครับ ลอบปั่นงาน หาลู่ทางเติบโตไปบนเส้นทางการเขียนของตัวเอง เป็นไซด์ไลน์แบบเดียวกับพวกขายของออนไลน์ เพียงแต่ของที่ผมขายนั้นทำกำไรเตี้ยต่ำ

ทั้ง ๆ ที่รักการเขียนมาแต่น้อย ผูกตัวเองติดโต๊ะจนแทบไม่เคยออกไปไหน มีเงินก็ไม่กล้าใช้เพราะกลัวสักวันลาออกมาเขียนเต็มตัวแล้วจะไม่มีกิน ถึงกระนั้นเส้นทางของผมก็ยังขยับไปไม่ถึงไหน ที่บอกตัวเองว่าเขียนเพราะรักก็เริ่มจะกระดากปาก ยอมรับว่าอยากมีรายได้เสริมหรูหราอย่างคนอื่น

ผมยังคงเพียรให้กำลังใจตัวเองด้วยเพลงเดิม ๆ หยุดฝันก็ไปไม่ถึง เธอ...ผู้ไม่แพ้ นาทีที่ยิ่งใหญ่ จนในที่สุด เพื่อตัดสินว่าควรเดินต่อหรือไม่ ก็เลยอุตริโผล่ศีรษะออกจากผ้าคลุมโปง ผ้าคลุมแห่งความปลอดภัย แล้วลองส่งงานไปสายประกวด

ชัยชนะจากการประกวดพลิกชีวิตผมได้ในระดับหนึ่ง แต่มันก็เหมือนพลุไฟที่ฉายแสงวับเดียว คนจะจับตา จะชื่นชม จะเหยียดหยามและพยายามจับผิด เรื่องที่คุณเขียนอย่างตั้งใจจะกลายเป็นงานกะโหลกกะลา (เพราะว่าคนอ่านรายนั้นอ่านแต่งานระดับโลก) และเรื่องที่คุณเขียนจะกลายเป็นงานติสท์แตกอ่านไม่รู้เรื่อง (เพราะว่าคนอ่านรายนั้นอ่านแต่งาน 18+) แต่คุณจะต้องรับให้ได้ เพราะถ้าหัวเสียออกมาเมื่อไหร่คุณจะกลายเป็นตัวตลกถูกลากไปด่ายาวในโลกโซเชียล

คุณจะต้องยิ้ม พยายามพูดฉลาด ๆ เวลามีคนมาสัมภาษณ์ (เพียงเพราะเขาอยากได้คอนเทนท์ ทั้งที่บางทีแอบหมิ่นและคิดกังขาคุณอยู่ลึก ๆ ) คุณจะบอกใครไม่ได้ว่าความภูมิใจมันดับลง ทิ้งไว้แต่ความกังวลว่าเรื่องหน้าจะยังมีคนต้อนรับอยู่ไหม สำนักพิมพ์จะพิมพ์ให้รึเปล่า หรือจะเอาตัวรอดไปได้กี่น้ำถ้าลาออกจากงานมาเขียนจริง ๆ และต่อให้คิดอย่างนั้น คุณก็ยังดันทุรังลาออกจากงานมาเขียนจริง ๆ เพราะคิดว่าเกิดมาทั้งที ควรทำอะไรที่อยากทำให้สำเร็จ ไม่ใช่เกาะตะเข็บอยู่บนเซฟโซนไปวัน ๆ

ผมหดหู่ ผมเศร้าหมอง ผมหลอนเพราะหาทางออกไม่เจอ ตะเกียกตะกายรับงานทุกชนิดจนแทบไม่มีเวลาหยุดคิด ไม่ได้กินไม่ได้นอน เพราะถ้าคุณเผลอหยุดคิด เผลอกิน เผลอนอน ในที่สุดคุณอาจไม่มีกินและได้นอนยาวโดยปราศจากลมหายใจ !

ปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่คือละครที่ออนแอร์ได้ถูกจังหวะ เป็นอันเข้าใจแล้วว่า ทั้งที่เสี่ยงต่อการถูกฉะว่างานของคุณคือละครน้ำเน่า หรือเขียนนิยายเพื่อขายตลาด ทำไมนักเขียนส่วนใหญ่จึงยังอยากให้งานกลายเป็นละครสักครั้งหนึ่ง เพราะละครคือสื่อโฆษณาชั้นดี เป็นโฆษณาที่ยาวหลายเดือน นอกจากค่าลิขสิทธิ์ที่ขายให้ทางช่อง (ซึ่งผมกินหมดไปตั้งนานแล้ว) ละครที่ดีจะทำให้คุณมีโอกาสตีพิมพ์ซ้ำ (เป็นพาสสีฟอินคัม[1]ที่สมบูรณ์แบบ !) จะทำให้คุณกลายเป็นนักเขียนในสายตาของคนอ่านหน้าใหม่ ๆ แล้วงานอีกหลาย ๆ ชิ้นที่กำลังจะรอดแหล่มิรอดแหล่บนแผงหนังสือ ก็จะกลับขายดีตามกันมาราวทาทอง นอกจากนั้น งานจ้างจะสะพัด ยิ่งละครโด่งดัง คุณก็จะยิ่งถูกจับตาราวกับดารานักแสดง สมาคมนั้นสถานศึกษานี้จะชักชวนคุณเดินสาย เป็นการเดินสายที่มีเงินสนับสนุนทุกอย่าง แถมยังได้สตุ้งสตางค์หลังงานจบแบบเหนาะ ๆ ไม่ต้องรอหนังสือวางขาย คุณจะเข้าใจเลยว่าทำไมดารามักวิ่งเข้าใส่งานอีเว้นท์มากกว่างานอย่างอื่น

และนี่ละ สาเหตุที่ทำให้ผมบินมาโผล่ที่นี่ในวันนี้

อย่างที่บอก ปกติผมมัวแต่ทุ่มเวลาให้กับงานเขียน เหมือนซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมโปงที่อบอุ่นและคุ้นชิน แทบไม่เคยได้ออกไปเที่ยวที่ไหน มันก็น่าอัศจรรย์ดีที่งานเขียนกลายเป็นเชือกรั้งผมออกมาจากผ้าผืนนั้น พาผมตะลอนไปไกลกว่าที่เคยไปมาทั้งชีวิต ปกติแม้แต่กรุงเทพอันเป็นบ้านเกิด มีระบบขนส่งครอบคลุม ผมก็ยังไม่รู้สึกอุ่นใจเวลาต้องเดินห่างไปจากเส้นทางเก่า ๆ เหมือนเป็นมดที่ต้องเดินตามฟีโรโมนอยู่อย่างนั้น การจะไปต่างถิ่นผมมักขอติดเพื่อนไปด้วยเสมอ งานเสวนา (ที่เพื่อนผมเรียกว่า ‘งานโชว์ตัว’) ครั้งก่อน ๆ เราเดินทางไปจังหวัดใหญ่ พอไปแล้วก็ค้าง ค้างแล้วก็เที่ยวต่อ แต่เพราะเพื่อนส่วนใหญ่ยังทำงานออฟฟิศ มันจึงไม่มีสิทธิ์ออกมาตะลอนกับผมได้ทุกครั้ง ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่ผมต้องบินเดี่ยว โดยเฉพาะเป็นการบินเดี่ยวมาค้างลำพังกลางเมืองไม่คุ้นเคย

แม้บรรยากาศในตัวเมืองของทุกที่จะคล้าย ๆ กัน วุ่นวาย เต็มไปด้วยผู้คนและยวดยาน กระนั้น -- เชื่อผมเถอะ -- ทุก ๆ ที่ล้วนมี ‘วิญญาณ’ เป็นของตัวเอง วิญญาณที่ว่านี่ผมหมายถึงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น สำเนียง ภาษา วัฒนธรรมรอง อาหารหลัก ความเชื่อ เรื่อยไปถึงเรื่องเล่าอันเป็นตำนานที่คนในพื้นที่เท่านั้นจะรู้ คนส่วนใหญ่อาจไม่สัมผัส แต่คำสาปหนึ่งของการเป็นนักเขียนคือคุณจะต้องช่างสังเกต นิสัยชอบสังเกตจะส่งเสริมให้คุณมี ‘เซ้นส์’ แปลกประหลาด มันไม่ใช่ว่าคุณจะเห็นผี มีเดจาวู เห็นเหตุการณ์ข้างหน้าหรือเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว แต่เซ้นส์ที่ว่าจะมาแนว ๆ ของสังหรณ์ เมื่อก่อนผมคิดว่าตัวเองเพ้อเจ้อเพราะนิสัยช่างจินตนาการ แต่ผ่านมาหลายฝน ปรากฏว่าทุกหนที่สังหรณ์สะกิดเตือน เลือกอย่างนี้ดีกว่า อย่าเลือกอย่างนั้น -- คนคนนี้ไว้ใจไม่ได้ไม่เหมือนคนนั้น -- ฯลฯ -- ผลสุดท้ายมักวนไปบรรจบกับสิ่งที่สังหรณ์เตือนเสมอ

ผมไม่มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศของเมืองใหญ่ด้านนอก เพราะลงจากเครื่องบิน ก้าวออกมาหน้าท่าอากาศยานก็พบรถรับจ้างที่ทางสมาคมฯ จัดไว้ให้แล้ว รถตู้ติดฟิล์มเข้มไม่ช่วยให้เห็นอะไรเต็มตา อีกอย่าง ผมมัวก้มวุ่นวายแชทตอบสำนักพิมพ์เรื่องงานเขียนโปรเจคต์ใหม่ จึงเป็นอันว่ามาตั้งไกลแต่ไม่ได้เปิดหูเปิดตาอะไรเลย เพิ่งได้เงยหน้าดูทิวทัศน์เต็มตาก็หน้าโรงแรมนี่เอง ที่ที่สังหรณ์เริ่มกะพริบวาบ ๆ ขาด ๆ หาย ๆ ผมจับความไม่ได้ว่ารู้สึกยังไง ต่อเมื่อก้าวเข้ามาพบความหรูหราของโถงล็อบบี้ การต้อนรับอันดี ก็ยิ่งคิดว่าน่าจะเข้าใจผิด

สังหรณ์ย้ำชัดขึ้นมา ตอนที่ก้าวเข้าลิฟต์ กำลังจะกดเลขชั้น

“--ทางสมาคมจองห้องไว้ให้เรียบร้อยแล้วที่ชั้นสิบสี่”   

ผมจำได้ตามนั้น กวาดสายตาหาเลขดังกล่าว ชั้น 10 11 12...

และ 14

คงเหมือนอาคารหลาย ๆ ที่ ซัน ริเวอร์ แกรนด์ โฮเต็ล แอนด์ คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เว้นชั้นอาถรรพ์โดยข้ามจากเลข 12 ไปสู่ 14

แต่นั่นละ สายตาอาจหลอกได้ ทว่าความรู้สึกหลอกเราไม่ได้

จังหวะที่จ่อปลายนิ้วกดปุ่มนั้น ผมสัมผัสได้ว่ามันคือชั้น 13

. . . . . . . . . . .
 

ห้องพักของผมอยู่มุมสุดตัวอาคาร เป็นห้องเดี่ยวขนาดไม่ใหญ่ เมื่อเปิดไฟสีนวล กระจกเงาอันผนึกข้างผนังฝั่งหนึ่งจะวาววาม สะท้อนให้เห็นละม้ายทางเข้าห้องกว้างขึ้น ผังห้องของที่นี่ค่อนข้างแปลก แม้ตัวห้องน้ำจะวางชิดประตู อันบีบให้ทางเดินแคบลง ก่อนเข้าไปพบส่วนกว้างภายในซึ่งประกอบด้วยเตียงใหญ่ ตู้ และโต๊ะเก้าอี้ ทว่าประตูห้องน้ำกลับไม่ได้อยู่ด้านนี้ เมื่อเดินสำรวจจึงจะพบว่า มันกลับปรากฏอยู่ด้านในช่วงปลายเตียง

เปิดม่านแล้วไม่ช่วยให้ห้องสว่างมากนัก เนื่องจากฟ้าภายนอกอึมครึมเหลือเกิน ทั้งอสนีบาตก็วาดประกายน่าหวาดเสียว ในที่สุดผมจึงดึงม่านปิดดังเดิม

จังหวะนั้นเอง เสียงกุกกักดังขึ้นด้านหลัง

ผมเกือบสะดุ้ง ยังคงไม่ชินกับการอยู่ลำพัง เมื่อเหลียวหลังเสียงนั้นกลับหาย อาศัยจับทิศทางได้เพียง มันน่าจะดังจากหลังบานประตูตู้เสื้อผ้า

ตู้เสื้อผ้าตั้งชิดผนังฝั่งตรงข้าม ห่างจากเตียงนอนออกไปราวสามก้าวเท่านั้น เป็นตู้ไม้ทึบฝาคู่แบบดึงเปิด จะว่าตอนดึงม่านปิด เผลอออกแรงมากไปจนทำให้เกิดแรงดูดอากาศเขย่าบานประตูก็ไม่น่าเป็นไปได้ ผมแรงไม่เยอะขนาดนั้น แล้วฝาไม้ก็ดูหนาหนักเกินกว่าจะขยับได้ง่าย ๆ

เสียงฟ้าเริ่มครืนคราน ผมก้าวห่างหน้าต่างตรงไปยังตู้เสื้อผ้า

จังหวะที่ยกมือจะดึงฝาตู้ จู่ ๆ เสียงแอ๊ดก็ลั่นขึ้น ประตูข้างที่กำลังจะจับกลับค่อย ๆ แง้มออกมาเอง !

ใจหายวาบ โดยเฉพาะเมื่อลมเยือกลึกลับเป่าออกจากซอกประตูมาต้องตัว เป็นลมเบาให้ความรู้สึกราวลมหายใจใครบางคน

ไม่ทันตั้งตัว ปลายเท้าของผมชักถอยหลังเองโดยอัตโนมัติ เมื่อนั้น บานประตูดังกล่าวค่อย ๆ วาดตัวออก

ไม่มีอะไร !

ไม่มีอะไรนอกจากไม้แขวนเรียงรายบนราวเดี่ยว !

ผมถอนหายใจอย่างเกือบ ๆ จะโล่งอก ถึงอย่างนั้นปลายเท้าก็รีบชักถอยออกมา

รู้สึกว่าเริ่มจะประสาท จึงแสร้งหลอกตัวเองโดยเลี้ยวไปยกสัมภาระขึ้นมาเปิดกางบนเตียง หันหลังให้ตู้ว่าง พลางจัดเสื้อผ้าออกมาเพื่อเตรียมแขวนเข้าตู้

เสียงบานพับฝืด ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง อย่างเชื่องช้า พร้อมลมประหลาดอันชวนให้นึกถึงลมหายใจที่พุ่งออกมาแตะต้นคอ

มือของผมชะงักกึก สำนึกเห็นบานประตูข้างที่ยังปิดอยู่ตอนต้นค่อย ๆ แง้มออกมาราวกับว่าถูกใครผลัก...จากข้างใน ใครที่เป็นเจ้าของลมหายใจ ซึ่งขยับมารินรดใกล้ต้นคอมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผมสะดุ้งอีกครั้งเพราะจู่ ๆ เสียงโทรศัพท์สั่นดังขึ้น มันถูกโยนไว้บนเตียงอีกฟากตั้งแต่เข้ามา โทรศัพท์เคลื่อนตัวไปใกล้ขอบเตียงอีกด้าน ผมรีบโจนทะยานไปคว้ามัน รู้สึกงี่เง่าขึ้นมานิด ๆ เพราะสำเหนียกว่า แท้ที่จริงตัวเองใช้มันเป็นเหตุโผนจากจุดที่ยืนอยู่แต่ต้น เหตุผลมารองรับไม่ให้ดูเหมือนตัวเองขี้ขลาดจนเกินไปนัก

“ฮัลโหล คุณเทียน” เสียงปลายสายหวานแจ้วทันทีที่กดรับ ช่วยให้หัวใจเต้นถี่สงบลง ราวกับในห้องพลันมีเจ้าของเสียงเข้ามานั่งเป็นเพื่อน

ผมตอบโดยพยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่น “สะ...สวัสดีครับพี่สร้อย”

พี่สร้อยสนเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักพิมพ์ที่ช่วยประสานงานเรื่องการเดินทาง เธอรับหน้าที่ดูแลด้านการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ คงเดินทางมาถึงตั้งแต่หลายวันก่อน เนื่องจากซัน ริเวอร์ มีส่วนที่เป็นห้างสรรพสินค้าด้วย และพื้นที่ส่วนหนึ่งฟากนั้นถูกใช้เป็นสถานจัดงานมหกรรมหนังสือของจังหวัดนี้

“คุณเชิงถึงโรงแรมแล้วใช่มั้ยค้า”

“ช่ะ...ใช่ครับพี่ เพิ่งมาถึงสักพักนี่เอง กำลังจัดกระเป๋า”

ระหว่างที่พูด สายตาของผมเลื่อนขึ้นไปยังบานหน้าต่างที่มีม่านบังอยู่ คงเพราะเมื่อครู่ไม่ได้ตั้งใจปิด จึงเหลือช่องว่างตรงกลางระหว่างม่านทั้งสองฝั่งกว้างราวฝ่ามือ ฟ้าดำข้างนอกกลายเป็นฉากหลังอันทำให้เหตุการณ์ใต้แสงสว่างข้างในห้องประทับเป็นเงาสะท้อน

“โอ๊ย โชคดีไป นี่ยังกลัวว่าจะเจอฝนค่ะ ข้างนอกฟ้ามืดมาก ท่าทางวันนี้เราคงต้องกินอะไรกันในห้างข้างโรงแรมนี่”

ใช่แล้ว นอกจากค่าเดินทาง ค่าห้องพัก และเงินค่าจ้าง ยังมีค่าอาหารและบางทีเลยไปถึงค่าของฝากที่ทางสำนักพิมพ์จะอุดหนุน เป็นนักเขียนที่คนสนใจมันก็ได้อภิสิทธิ์แบบนี้แหละ

“กินที่ไหนก็ได้ครับพี่สร้อย” ผมตอบอย่างว่าง่าย กำลังจะบอกว่าเดี๋ยวตามลงไป ทว่าปากคอกลับชะงักแข็ง ค่าที่จู่ ๆ เงาสะท้อนบนบานกระจกหน้าต่างเริ่มแสดงภาพบางอย่าง...แปลก ๆ...

ห่างไปทางด้านหลัง ในตู้เสื้อผ้าที่บัดนี้ฝาเปิดออกทั้งสองบาน สีดำที่แต่แรกเข้าใจว่าเป็นเงา กลับเริ่มขยับ...ก้าว...

ใช่ ! มัน ‘ก้าว’ เข้ามาทางเตียงข้างหลังผม !

“โอเคค่ะ งั้นพี่ไม่กวนละ เดี๋ยวเราค่อยเจอกัน--”

“พี่สร้อย !” ผมกระชากเสียงรั้ง ทว่าไม่ทัน ปลายสายกลายเป็นเสียงสัญญาณวางสาย

ก้มมองสมาร์ทโฟนในมือด้วยความขัดใจ ครั้นช้อนสายตาขึ้นอีกครั้งก็พบ เงาดำดังกล่าวกลับหายไปแล้ว

เรา...คงตาฝาด...

ผมกลืนน้ำลาย มันให้สัมผัสขมสากยังกับวัตถุพิศวง

รวบรวมกำลังใจหันกลับไปที่ตู้ ทุกอย่างว่างเปล่าจริง ๆ นั่นละ !

ถอนหายใจ หลายครั้งความเครียดก็ทำให้เราตาฝาดและเกิดอาการแปลก ๆ ผมสะบัดหน้าอย่างจะไล่ความบ้าของตัวเองทิ้ง ลุกวิ่งนำเสื้อผ้าขึ้นแขวนแล้วปิดตู้ นึกถึงแชทในโทรศัพท์ระหว่างที่นั่งรถรับจ้างเดินทางมาที่นี่ พี่บก.อีกสำนักพิมพ์เร่งมาว่าอยากได้เรื่องสั้นหลอน ๆ เกี่ยวกับคนนอนไม่หลับสักชุด ถึงตอนนี้ผมยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี...

พี่สร้อยโทรมาขนาดนี้ คงไม่มีเวลานั่งคิดต่อ

ไว้กินข้าวเย็นเสร็จค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน

 

[1] Passive Income แหล่งรายได้ที่เกิดจากเครื่องมือผลิตซึ่งทำงานเอง สร้างรายได้ให้เจ้าของงานเอง โดยเจ้าของงานไม่ต้องลงทุนลงแรงเพิ่ม


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น

2018-12-22 10:48:21

ส่วนครึ่งหลังมีความหลอนดีค่ะ อ่านแล้วเย็นหลังวูบวาบ ชอบที่บรรยายละเอียดจนทำให้ตอนนี้เซ็งกับฟีเจอร์นี้ของทวิตเตอร์เหมือนกัน แบบ ถ้าฉันอยากเห็นทวีตนี้ ฉันฟอลเค้าเองแล้วเห็นภาพ

แต่ช่วง 5-6 ย่อหน้าแรก ไม่แน่ใจว่าจะเกริ่นเพื่อปูพื้นไปบทต่อๆไปหรือเปล่า เราว่าช่วง 5-6 ย่อหน้าแรกมันดูไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่ (หรือน่าจะใส่ไว้ในบทนำ)

#1