อัปเดตล่าสุด 2019-02-22 10:25:39

ตอนที่ 10 ในห้องติดกัน: 2

ฉันเลิกคิ้วแทนออกปากถาม มือยังป้ายพัฟฟ์ลงบนใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแคล่วคล่อง 

คุณนรีตอบว่า “งานสำคัญ แต่พักผ่อนก็สำคัญ สุขภาพเสียน่ะมันไม่คุ้มกันหรอกค่ะ”

คนแนะนำไม่ต้องพูดต่อ ก็เป็นอันรู้กันว่าคงเจาะจงยกตัวเองเป็นอย่าง

ฉันไม่ได้ตอบอะไร ยังคงตั้งใจรองพื้นให้เธอจนเสร็จแล้วเริ่มใช้คอนซีลเลอร์ ตอนนั้นเองแม่บ้านกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกาแฟกลิ่นหอมเข้มข้น

“กินก่อนเถอะค่ะ” เจ้าของงานบอก

ฉันพยัก วางอุปกรณ์ลงในกระเป๋าเครื่องสำอางซึ่งมีลักษณะคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมใบใหญ่ ขณะยื่นรับถ้วยกาแฟมา ผิวหน้าของของเหลวสีเข้มแกว่งเป็นวงเพราะมือฉันยังค่อนข้างสั่น

เจ้าสาวมองมาด้วยแววตาพินิจ อันทำให้เกิดความรู้สึกเยือกเข้าไปในอกชอบกล จนต้องแสร้งหลบสายตาลง

“กลัวเหรอคะ”

ฉันยกถ้วยห่างตัว เลิกคิ้วอีกครั้ง ปากยังอมกาแฟเต็มคำ

“ที่ห้องข้าง ๆ นั่นไง” คนพูดชักสายตาเล็กน้อยแทนการชี้ ไม่ระบุ แต่ฉันรู้ดีว่าเธอหมายถึงอะไร

ตอนที่ติดต่อกันผ่านทางโทรศัพท์ หลังจากตกลงราคาและแจ้งสถานที่ ส่งรูปตัวเองและเสื้อผ้าที่จะใส่ให้ฉันดู คุณนรีบอกว่าพิธีวันนี้เป็นแบบไทย ไม่ยุ่งยาก ไม่มีการแห่ขันหมาก จะมีก็แค่มอบสินสอดทองหมั้น รดน้ำสังข์ รับไหว้ จากนั้นเป็นงานเลี้ยงภายใน ทั้งหมดจะเสร็จสิ้นไม่เกินบ่ายโมงตรง ไม่มีรายละเอียดส่วนไหนเกี่ยวข้องกับของอัปมงคลนั่น !

ฉันกลืนกาแฟ เม้มปาก คล้ายเป็นการรับคำอยู่ในที

ไม่มีประโยชน์ที่จะอธิบายความจริงว่าทำไมตัวเองถึงมือสั่น

ฉันรอเธอเล่าเรื่องน่ากลัวนั่นให้ฟังอย่างเงียบเชียบ ราวกับสนใจเสียเต็มประดา

. . . . . . . . .

 

-ห้องที่ 2- 

นับรวม ๆ แล้ว หญิงสาวอดนอนต่อเนื่องกันแทบจะครบครึ่งเดือน

ผัวเมียหน้าใหม่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ข้างห้อง สองคนนั้นแต่งตัวดูดีอย่างคนวัยกลางในชนชั้นกลางที่มีหลักมีฐาน แม้ไม่เคยคุยกัน แต่เธอก็เคยได้ยินขณะสองคนนั้นสนทนากับผู้ดูแลหอพัก คำพูดคำจาก็ดี การแสดงออกระหว่างกันต่อหน้าสังคมก็ดี ไม่น่าเชื่อว่าหลังประตูห้องพัก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับเป็นอีกอย่าง

จากที่ได้ยิน ผัวร่างท้วมใหญ่ท่าจะตีเมียทุกคืน หมอนั่นกดเสียงต่ำจนยากจะจับความว่าโทโสด้วยเรื่องอะไร มีแต่เสียงคาดคั้นว่าทำไม ?! ทำไม ?! เล็ดลอดออกมา ตามด้วยเสียงเนื้อกระทบเนื้อรุนแรง ข้าวของเหมือนถูกโยนกระจัดกระจาย ก่อนจบลงด้วยเสียงร่ำไห้ของฝ่ายหญิง

หญิงสาวอดทนตลอดมา คิดเหมือนคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ละว่า ความรุนแรงในครอบครัวใดก็เป็นเรื่องของคนในครอบครัวนั้น ขนาดเขายังทนกันได้ ถ้าเธอยื่นจมูกเข้าไปสอด อนาคตสิจะเสี่ยงเป็นหมา

ปลอบใจตัวเองว่า บางทีอาจมีห้องถัด ๆ ไปได้ยินแล้วรำคาญ หรือนอนไม่หลับเหมือนกันจนลุกไปโวย และทำให้ผัวเมียคู่นี้กำลังจะต้องย้ายออกไปแล้ว แต่นั่นละ รอแล้วรอเล่าก็ยังรอหาย กลายเป็นความอดทนค่อย ๆ กัดกร่อนจนตัวเองทรุดโทรมแทน

ทำไมช่วงนี้ถึงมีแต่เรื่องถูกเบียดเบียนนะ !

ราวอาทิตย์ก่อน ตอนกำลังจะกลับจากทำงานที่โรงแรมใหญ่แถววิภาวดี หญิงสาวได้พบบุรุษผู้หนึ่งในลิฟต์ เจ้าตัวรูปร่างสูงและมีช่วงไหล่กว้างดุจกำแพง ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมเพราะคางตัด แนวเคราเขียวครึ้มเพิ่มความหล่อเข้มของดวงตาและสันจมูกคมกริบ ตำหนิอันได้แก่รอยถากที่หางคิ้วข้างหนึ่ง กับแผลเป็นกึ่งกลางคางที่ทำให้ดูคล้ายคางบุ๋ม กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเหนื่อยอ่อนและนิสัยส่วนตัว หญิงสาวมัวสนใจกระเป๋าใบใหญ่อันมีล้อเลื่อนของตนมากกว่า เกรงว่ามันจะกินพื้นที่จนทำให้คนอื่นยืนไม่สะดวก ครั้นมั่นใจแล้วก็ยังงุ่นง่านควานหาบัตรจอดรถในกระเป๋าถือ มือสั่นเพราะอาการนอนน้อย และเหนื่อยมากจนเผลอทำหล่น

“นี่ครับ” ชายข้างกายก้มตะครุบส่งให้ก่อนที่มันจะถึงพื้น เธอไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเสียงจริงของเขาหรือเปล่า มันทุ้มนุ่มแทบเหมือนคนดัดเสียง

“ขอบคุณค่ะ”

กำลังจะหยิบคืน คนช่วยก็พูดขึ้น

“ช่วงนี้ทำงานหนัก ต้องระวังสุขภาพนะครับ”

เธอยิ้มตอบเพราะคร้านคุย ปลายนิ้วแตะกระดาษบนมือหนา ทว่ามือนั้นกลับหดคืนน้อยหนึ่งคล้ายจะดึงรั้ง ต่อเมื่อเธอเงยขึ้นสบตา ทั้งเลิกคิ้วแสดงความงงงวย คนช่วยก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงเป็นระเบียบดุจเมล็ดข้าวโพด

“นาน ๆ ทีจะพบช่างแต่งหน้าที่สวย และยิ้มสวยขนาดนี้ บอกตรง ๆ ว่าแพ้ทุกทีที่เจอไทป์นี้” คำวรรคเล็กน้อย และแล้วตาดำเข้มเป็นประกายวับ “นี่ผมมีห้องพักอยู่ข้างบนนะครับ ถ้าคุณไม่รังเกียจ”

ยิ้มจืด ๆ ตั้งแต่แรกของเธอหุบฉับลงทันควัน พร้อมกันกับปลายนิ้วดึงกระดาษกลับ อย่างจงใจไม่ให้ตัวเองแตะอีกฝ่ายแม้แต่ปลายขนอ่อน โชคดีที่เพียงอึดใจประตูลิฟต์ก็เปิดออก ทำให้ไม่ต้องตกอยู่ในที่ปิดแคบกับคนน่ารังเกียจจนกระอักกระอ่วนนานเกินควร

จังหวะที่สับเท้าออกมา ชนิดแทบจะลากกระเป๋าทับเท้าของอีกฝ่าย หญิงสาวได้ยินเสียงดังจากข้างหลัง “ผมไทยินทร์ เผื่อวันหลังเราจะมีโอกาสเจอกัน-- !”

วันหลัง...ไม่คิดเลยว่ามันจะบังเอิญขนาดนี้ !

หญิงสาวพ่นลมออกจมูก ความรู้สึกตัวลอยหวนมาเพราะมีเสียงโครม ! ดังขึ้นอีกจากห้องข้าง ๆ เธออุดหู พลิกตัวไปมาบนเตียง พยายามทุกอย่างกระทั่งหมดความอดทน ยกกำปั้นทุบผนังปูนข้าง ๆ ส่งเสียงกราดเกรี้ยว

“คู๊ณ ! เบา ๆ กันหน่อย !”

แทนที่จะลดเสียง ฝ่ายเมียยิ่งกรีดร้องดังขึ้นไปอีก สลับกับเสียงฝืด ๆ คล้ายใบเลื่อยขยับคมขบอะไรสักอย่าง

โครม ! เคล้ง !

ฮือ...ฮือ...

ครืด...ครืด...

ครืด... !

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเริ่มได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่หน้าห้อง อันแสดงว่าเป็นเวลาเช้าแล้ว ความโกรธจึงพุ่งถึงขีดสุด ร่างเล็กผลุนผลันไปหน้าห้อง กระชากประตูเปิดออก จากนั้นลงหมัดระรัวบนบานประตูห้องที่อยู่ติดกัน

“เปิด ! เปิดออกมาคุยกันเดี๋ยวนี้ ! เปิดสิวะ ไอ้ทุเรศเอ๊ย !”

คงเพราะการระเบิดเสียงของเธอ ห้องเยื้องไปจึงวาดประตูเยี่ยมหน้ามา เจ้าของห้องเป็นหญิงสาววัยเยาว์กว่าเธอ ท่าทางน่าจะยังเป็นนักศึกษา

“พี่คะ พี่--”

“โทษทีน้อง แต่ว่าห้องนี้มัน-- !”

“ห้องนั้นไม่มีใครอยู่หรอกค่ะ”

อย่างติดเป็นนิสัย เธอใช้สายตาและคิ้วแทนคำถาม

“พี่ไม่รู้เหรอ คนในห้องเขาฆ่ากันตาย ผัวหั่นศพเมียไปทิ้งไว้ในบ่อเกรอะแล้วมีคนจับได้ ตอนนี้เลยหนีออกจากที่นี่ไปตั้งสองวันแล้ว !”

. . . . . . . . .

 

-ห้องที่ 1- 

“คุณคิดว่าโลงศพนั่นมีไว้ทำไมคะ” คุณนรีหยั่งเชิงฉัน เป็นการหยั่งโดยจ้องด้วยลักษณะช้อนตา เจ้าของสายตาไม่แม้แต่หันหน้าหรือเงยขึ้นมา จึงเป็นมุมมองที่ทำให้เจ้าตัวดูหน้า...ดุ...จนฉันแอบรู้สึกกลัวอยู่ลึก ๆ

อันที่จริง กอปรกับรูปลักษณ์ของทั้งตัวหล่อนและสถานที่ มันทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี เกือบ ๆ จะหายใจไม่ทั่วท้อง จึงแสร้งเบนสายตากลับไปที่แม่บ้านที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง แต่ปรากฏว่ารายนั้นหายไปเสียแล้ว เหลือเพียงความว่างเปล่าหน้าประตูที่เปิดกว้าง จนสามารถมองทะลุออกไปเห็นมุมหนึ่งของโลงศพที่ตั้งอยู่ในห้องด้านนอก

“อีกไม่นานโลงนั้นจะไม่ว่างเปล่าค่ะ”

คำลงน้ำหนักของคุณนรีเรียกให้ฉันหันมาสบตา ดวงตานั้นท้าทายและแข็งกร้าวอย่างประหลาด จนเส้นเลือดเส้นเล็ก ๆ ปริแตกอยู่ในตาขาว

ไม่รอให้ฉันถามต่อ ริมฝีปากที่ค่อย ๆ หยักยิ้มพูดว่า “เจ้าบ่าวของฉันกำลังจะมา”

“หระ...เหรอคะ” ฉันวางแก้วกาแฟ ตัดสินใจหยิบพัฟฟ์กดแป้ง เพื่อเริ่มลงพื้นบริเวณที่มีความมันบนใบหน้าของอีกฝ่าย ตั้งใจว่ารีบให้เสร็จเสียทีจะดีกว่ามัวยืดเยื้อ

“เขาเพิ่งตายไปเมื่อสามวันก่อน” คุณนรีลงเสียงค่อนข้างหนัก ทั้งที่รูปร่างเธอดูอ่อนแอจนไม่น่ามีเรี่ยวแรงขนาดนั้น

มือของฉันเกือบชะงักด้วยความตกใจ แต่ก็พยายามกลบเกลื่อน กระทั่งเสียงที่พูดออกไปว่า “คุณคงเชิญแขกเหรื่อไปหมดแล้วก็เลย--?”

“ก็เลยยังจะดันทุรังจัดงานนี่น่ะเหรอ เปล่าเลย” ทุกครั้งที่หล่อนวรรค บรรยากาศว่างเปล่ารอบ ๆ เราจะกลับเยือกเย็นและอึดอัดขึ้นมาทันควันเสมอ

ฉันยังขยับมือของตัวเองต่อไป ภาวนาให้คุณนรีออกคำใหม่ไว ๆ ก่อนที่ฉันจะเวียนหัวแล้วอาเจียนออกมา

“ฉันต้องจัด เพราะมันคือการประกาศชัยชนะ” มุมปากข้างหนึ่งของหล่อนยกขึ้น เป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมอันเต็มไปด้วยความพยาบาท “ฉันรักเขามานานหลายปี ทั้งไล่ตาม ทั้งทำลายพวกที่มาเกาะแกะเขา คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมฉันไม่เล่นงานเขาแทน นั่นก็เป็นเพราะฉันรักเขาไงคะ ถึงเขาจะเจ้าชู้มากขนาดไหน แต่ฉันก็ยังไม่วายรักเขาอยู่ดี ฉันถึงกับเอาชีวิตของตัวเองมาเสี่ยงเพื่อให้เขายอมรับปากแต่งงานด้วย !”

ระหว่างเรื่องยืดยาวของเจ้าตัว ฉันหยิบดินสอเขียวคิ้วมาวาดโครงลงบนคิ้วเดิม เน้นหางคิ้วให้เข้มแล้วค่อย ๆ ไล่มาช่วงกลาง จากนั้นเบามือช่วงหัวคิ้วเพื่อให้ได้สีอ่อนลงดูเป็นธรรมชาติ

“ไม่คิดเลยว่ามันจะเกิด ‘อุบัติเหตุ’ ขึ้นมาซะก่อน แต่ตอนนี้ ฉันไม่ยอมอีกแล้ว ยังไงฉันก็จะต้องแต่งงานกับเขา”

ทั้งที่วิญญาณกับเขาจะไม่อยู่กับคุณน่ะเหรอ !

ฉันกัดปากตัวเองไว้ได้ทัน

คุณนรีต้องวิ่งตามผู้ชายคนนั้นมาทั้งชีวิตก็เพราะหัวใจของเขาไม่อยู่กับเธอ งานวิวาห์วันนี้เองก็เถอะ ไม่ใช่แค่หัวใจ แม้แต่ลมหายใจและวิญญาณของเขาก็ยังไม่อยู่กับเธอด้วยซ้ำ !

“หลับตาหน่อยค่ะ”  ฉันบอกคุณนรีเบา ๆ

เจ้าสาวทำตาม แต่ปากยังว่า “ความรักทำให้คนตาบอด ถ้าคุณมีความรักเหมือนกัน คุณก็น่าจะเข้าใจ ใช่มั้ยคะ”

“ทุกความรักมีปัญหาในตัวเองทั้งนั้นค่ะ” ฉันเลี่ยงไปตอบอย่างอื่น “แต่ละคู่ก็มีปัญหาต่างกัน ทั้งคนแต่งงานแล้ว คนกำลังจะแต่ง หรือแม้แต่คนที่ไม่มีวันได้แต่ง !”

ฉันตอบได้แค่นั้น ตระหนักว่าตัวเองก็แทบไม่ต่างจากเธอเลย มิใช่หรือ


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น