อัปเดตล่าสุด 2019-01-26 12:39:40

ตอนที่ 11 ในห้องติดกัน: 3

-ห้องที่ 2- 

--หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งเหตุฆ่ายัดบ่อเกรอะอพาร์ทเมนต์ย่านบางพลัด และรุดไปตรวจสอบเก็บหลักฐาน ได้ข้อสรุปว่า คนร้ายคือนาย อนุสรณ์ สำราญเกิด ผู้เช่าห้องพักหมายเลข 64 และคาดว่าผู้ตายคือ นาง วิฬาร์ศนี สำราญเกิด ภรรยาของนายอนุสรณ์ที่มาเช่าพักอยู่ด้วยกัน

ทั้งนี้ กล้องวงจรปิดในอพาร์ทเมนต์สามารถจับภาพไว้ได้ ขณะนายอนุสรณ์ทยอยหิ้วถุงพลาสติกดำออกจากห้องพักไปทิ้งไว้ในบริเวณบ่อเกรอะเมื่อสองวันก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนตามตัวมาสอบปากคำต่อไป

จากการสืบประวัติเบื้องต้น พบว่า นายอนุสรณ์เป็นชายวัย 42 ปี มีภูมิลำเนาอยู่แถวตลิ่งชัน เพื่อนบ้านบอกว่าปกติเจ้าตัวเป็นคนอัธยาศัยดี อาศัยอยู่ในบ้านสวนกับภรรยาและลูกสาว แต่ระยะหลังได้ข่าวว่าแยกย้ายออกไปอยู่ข้างนอก ไม่ทราบว่าที่ไหน จนกระทั่งมาได้ข่าวในคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญนี้

แหล่งข่าวยังบอกอีกว่า นายอนุสรณ์ดูจะมีปัญหาสะสมมานาน เห็นได้จากการเปลี่ยนงานบ่อย ทั้งรับทำงานฟรีแลนซ์ในกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ขนาดเล็กหลายแห่ง เป็นคนครัว เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายมาแล้วหลายบริษัท โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นคนรับเชือดสัตว์ โดยก่อนหน้านั้นเคยเป็นบุรุษพยาบาลทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลธารทิวาซึ่งเกิดอุบัติเหตุใหญ่เมื่อปี 2547--

หญิงสาวอ่านข้อความที่ค้นได้ในโทรศัพท์มือถือ แล้วถึงกับต้องลดหน้าจอลงด้วยความตกใจระคนพรั่นพรึง

ไม่นึกไม่ฝันเลย ชายร่างท้วมท่าทางสุภาพที่อาศัยอยู่ในห้องติดกัน ทั้งยังเคยเดินสวนและยิ้มให้กันหลายครั้ง จะเป็นกลายเป็นฆาตกรโหดที่ฆ่าหั่นศพภรรยาของตัวเองได้ !

“ทุกความรักมีปัญหาในตัวเองทั้งนั้น แต่ละคู่ก็มีปัญหาต่างกัน ทั้งคนแต่งงานแล้ว คนกำลังจะแต่ง หรือแม้แต่คนที่ไม่มีวันได้แต่ง !”

ใช่แล้ว แต่อะไรหนอ ทำให้นายอนุสรณ์ตบตีทำร้ายภรรยาทุกคืน และในที่สุดถึงกับลงมือฆ่าเธอด้วยเลื่อยมือถือ แล้วนำไปทิ้งในบ่อเกรอะหลังอพาร์ทเมนต์

คิดถึงตรงนี้ ความเย็นยะเยือกชนิดหนึ่งซาบลงในอก ข่าวและใครต่อใครคาดการณ์ว่า นายอนุสรณ์น่าจะฆาตกรรมภรรยามาหลายวันแล้ว ระยะหลังจึงมักพรางตัวด้วยการสวมหมวกกันน็อก เพื่อไม่ให้กล้องวงจรปิดจับได้ว่าใครคือคนที่นำถุงบรรจุชิ้นส่วนศพไปทิ้งในบ่อเกรอะ โชคไม่ดีที่เจ้าตัวลืมนึกไปว่า ไม่ไกลจากหน้าห้องพักก็มีกล้องจับอยู่เช่นกัน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาปะติดปะต่อร่วมกันจึงกลายเป็นหลักฐานมัดตัวคนร้ายได้ค่อนข้างชัดเจน

นางวิฬาร์ศนีถูกฆาตกรรมนับอาทิตย์แล้ว ส่วนฆาตกรก็หนีหายไปหลายวัน ตลอดระยะเวลานี้ทุกคนยืนยันว่าไม่มีใครเข้า – ออกห้องเช่าอีก ทว่าหลิวยังกลับได้ยินเสียงแห่งความโหดร้ายนั้นตามหลอกหลอนทุกคืน...ทุกคืน... ราวกับผู้ตายขอร้องให้เธอช่วยบอกใครต่อใคร จากนั้นก็คล้าย ‘เตือน’ อะไรบางอย่างที่เธอยังคงไม่เข้าใจ เพราะทำงานหนักทั้งวันจนแทบไม่มีเวลาได้กิน ได้นอน หรือกระทั่งได้เปิดดูข่าว

นี่เพราะมัวแต่คิดว่า เรื่องของใครก็คือเรื่องของคนนั้น ทุกคนล้วนมีปัญหา หลิวจึงไม่เคยยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือช่วยเหลือนางวิฬาร์ศนีเลย อันที่จริง ก่อนหน้านี้เธอไม่รู้ชื่อ แทบไม่เคยสนใจสังเกตหน้าตาเจ้าหล่อนชัด ๆ ด้วยซ้ำ มีเพียงปรายตาบางครั้งที่จับความได้ว่า รายเมียข้างห้องเป็นหญิงผอมเกร็ง แต่งกายเรียบร้อย ทว่ามีลักษณะการเคลื่อนไหวแข็งทื่อราวกับมีอาการทางจิต...

ใช่ หลิวน่าจะเอะใจสักนิด เรื่องร้ายที่เกิดขึ้นนี้ จะว่าไปเธอย่อมมีส่วนผิดด้วย ถ้าเพียงแต่ใส่ใจคนใกล้เคียงมากขึ้น ไม่คิดถึงแต่ปัญหาตัวเอง ทุกอย่างก็อาจจะไม่เลยเถิดจนถึงขั้นนี้ !

บางทีนางวิฬาร์ศนีอาจไม่ต้องตาย...

“เรียบร้อยแล้วครับพี่หลิว” เสียงห้าว ๆ ของหนุ่มหนึ่งดังขึ้นตรงหน้า ผู้พูดคือลูกชายวัยต้นหนุ่มของเจ้าของร้านขายอาหารตามสั่งใต้อพาร์ทเม้นต์

หลังจากไปร้องเรียนกับผู้จัดการหอพักว่าเธอไม่อาจทนอยู่ข้างห้องที่เกิดเหตุฆาตกรรมได้ และได้รับการอนุมัติให้ย้ายมาใช้ห้องในตึกฝั่งตรงข้ามแทน หลิวก็ไปว่าจ้างชายหนุ่มสองรายใต้ตึกให้มาช่วยขนของ

ความรู้สึกผิดและความใกล้ชิดกับสองผัวเมียนั้น เร้าให้เธอต้องการย้ายไปออกเลยมากกว่า ไปหาที่พักแห่งใหม่ แต่ถ้าย้ายหอก็ต้องเกิดค่าใช้จ่ายอีกก้อน นี่ขนาดแค่ย้ายห้องยังต้องจ้างคนมาช่วย มันไม่ใช่รายจ่ายที่ควรจะเกิดเลยแท้ ๆ

หญิงสาวกวาดสายตาเข้าไปในห้อง ห้องนี้เก่าไปหน่อย แต่ก็กว้างเท่า ๆ กับห้องที่เธอเคยอยู่ หันออกด้านที่เป็นสวน น่าจะได้ลมดีกว่าด้วยซ้ำ ที่สำคัญ มันอยู่ไกลจากห้องเก่ามากพ ห้องที่อยู่ติดกับห้องอันเป็นสถานประหารของนางวิฬาร์ศนี...

ยื่นธนบัตรใบละร้อยสองใบให้สองหนุ่ม

หลิวยังคงรู้สึกเสียดายเงินอยู่ในใจ

. . . . . . . . .

 

-ห้องที่ 1-

ฉันไม่ใช่คนร่ำรวยมาจากไหน ต้องใช้ชีวิตระหกระเหินตามแม่ไปจังหวัดต่าง ๆ ตั้งแต่ครั้งยังเด็ก

แม่ย้ายงานบ่อย แต่งงานใหม่ก็บ่อย ฉันจึงเปลี่ยนที่เรียนเป็นว่าเล่นจนไม่เห็นความสำคัญว่าจะต้องมีเพื่อนสนิท ขณะเดียวกันก็รู้จักพูดคุยปรับตัวเข้ากับคนง่าย ช่วงที่อยู่ที่เดียวยาวนานที่สุด เห็นจะเป็นตอนเรียนอนุปริญญาจนจบบัญชี

พอเริ่มทำงาน แม่หัวเราะว่านังหลิวมันได้เชื้อแม่เยอะ หารู้ไม่ว่า ภายใต้การเปลี่ยนงานทุกบ่อยของฉัน ที่แท้มีสาเหตุห่างไกลจากแม่แบบหน้าเป็นหลังมือ

อย่างน้อยฉันก็ไม่ใช่คนรักใครแล้วเปลี่ยนใจง่าย ๆ เหมือนแม่ แล้วก็ไม่ได้ชอบเพศเดียวกันกับที่แม่ชอบ

ใช่ ฉันชอบผู้หญิง เป็นความลับที่ไม่ได้ตั้งใจปิดลับ แต่ก็ไม่เห็นเหตุว่าจะโพนทะนาไปทำไม ในเมื่อคนเดียวที่ทำให้ฉันกล้าจะประกาศตัวต่อสังคมได้ ยังไม่เคยคิดอะไรกับฉันเกินเลยไปกว่าเพื่อน

น้ำมนต์เป็นเพื่อนสนิทของฉันตอนที่เรียนอนุปริญญานั่นเอง ฉันเริ่มรู้จักตัวเองตอนนั้น เริ่มรู้ว่าที่ตัวเองไม่เคยมองชายใด ไม่ใช่เพราะเห็นชีวิตครอบครัวของแม่พังทลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เพราะฉันมีสายตาและหัวใจเก็บไว้ให้คนหนึ่งคนนี้ต่างหาก

คุณคงขำถ้าฉันอธิบายว่า ที่แท้แล้วน้ำมนต์เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ช่างคุย ผู้ไม่มีอะไรพิเศษเลย เรียกว่าถ้าอยู่ในรูปถ่าย หรือเดินอยู่ริมทาง จะเสี่ยงมากต่อการถูกมองผ่านหรือเห็นเป็นพื้นหลัง ครั้นจะอธิบาย ฉันก็ร่ายไม่ถูกเหมือนกันว่าจะใช้คำไหนดี ให้คุณเห็นภาพน้ำมนต์ที่เป็นน้ำมนต์เท่านั้น ไม่ใช่คนอื่น เพราะดวงตาของน้ำมนต์ก็มีขนาดปานกลางเหมือนคนทั่ว ๆ ไป จมูกก็มีขนาดและรูปทรงปานกลางเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ปาก คิ้ว ใบหน้า ไม่มีตำหนิ แต่ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น -- หรือที่จริง มันอาจเป็นความผิดของฉันละมั้ง ในเมื่อฉันเห็นรายละเอียดตรงนั้นตรงนี้ของเพื่อนซ้อนอยู่ในดวงหน้าของคนอื่นทั่วไปหมดเสมอ ๆ   

อาจเพราะความ ‘ไม่พิเศษ’ นี่เอง ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ ไม่เหนื่อยอย่างต้องเตรียมพร้อมเพื่อจะไปให้ถึง น้ำมนต์คือคนที่ทำให้ฉันรู้สึกได้หยุดพัก และอยากพัก ฉันรักน้ำมนต์ทุกส่วน ปรารถนาน้ำมนต์ในทุก ๆ ส่วน เพื่อนเองก็คงตระหนัก แต่ก็ไม่เคยรังเกียจ ขณะเดียวกันก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้ฉันตีความได้ว่าสามารถก้าวเกิน นี่ละมังความพิเศษของน้ำมนต์...พิเศษได้ในความธรรมดา

ฉันฝึกงานกับน้ำมนต์ ที่ที่เธอได้พบกับคู่ชีวิต และทำให้ฉันเริ่มออกเดินทางอีกครั้งไปตามจิตใจที่ไม่อยู่นิ่ง

คุณนึกไม่ออกหรอกว่าฉันเสียใจแค่ไหนที่ต้องสูญเสียน้ำมนต์ไป แต่ฉันก็ไม่ใช่คนฟูมฟายหรือทำให้ชีวิตกลายเป็นเรืออับปาง ความเศร้าและความคาดหวังอันเงียบเชียบกดดันให้ฉันลงมือทำอะไรบางอย่างซึ่งไม่เคยอยู่ในหัวมาก่อน มันคือการลงสมัครเรียนแต่งหน้าทำผมนี่เอง

ใคร ๆ ก็หัวเราะขำเมื่อได้ยินว่า คนที่ไม่เคยใส่ใจกับเสื้อผ้าหน้าผมอย่างฉันแอบไปลงคอร์สเรียนเร่งด่วนเหล่านั้นมา ฉันยิ้ม แต่ไม่สนใจใคร ความจดใจมีแค่น้ำมนต์ยอมให้ฉันเป็นคนแต่งหน้าในวันวิวาห์

ด้วยพู่กันและดินสอวาดเส้นของฉัน น้ำมนต์สวยที่สุดในแบบของเธอเอง เป็นเจ้าสาวที่ไม่ได้งามเด่น แต่จะประทับติดตาจนใคร ๆ ก็มองเห็นเพื่อนในดวงหน้าคนอื่น ๆ

“ไม่คิดเลยว่าเรียนแป๊บเดียวแกจะแต่งหน้าเก่งแบบนี้ ลองรับงานดูสิ เขาว่าได้เงินดีนะ”

คำพูดเล่น ๆ ของน้ำมนต์ทำให้ฉันเริ่มรับงานจริงจัง การจัดสรรเวลาเป็นไปอย่างยากลำบาก ที่ยากที่สุดคือเวลานอนของฉันนี่ละ เมื่อต้องตื่นตีสองตีสามไปรับงานบ่อยเข้า ฉันก็เริ่มแอบหลับในที่ทำงานจนได้รับคำเตือน ย้ายงานใหม่อีกหลายที่ก็ยังเจอคดีเก่า

แม่ถามว่าฉันจะขยันไปทำไมมากมาย ในเมื่อมีตัวคนเดียว และตอนนี้แม่ก็มีฝรั่งแก่ให้เกาะกินแถมสามารถเผื่อแผ่ทรัพย์สินมาให้ฉันได้ในวันหน้า ฉันไม่ตอบ ไม่ตอบแม่เช่นเดียวกับที่ไม่เคยตอบใคร ๆ ไม่ใช่เพราะกลัวคนจะหาว่าโง่ แต่ฉันกลัวว่าน้ำมนต์จะถูกครหามากกว่าว่าโง่

เพราะชายในฝันของเพื่อนเป็นคนเกียจคร้าน แม้จะหล่อและมีข้อดีหลายด้าน แต่นิสัยไม่ขยัน ทำงานเหลาะแหละ ก็ก่อปัญหารุมเร้าชีวิตคู่เสมอ เพื่อประคองนาวารักให้อยู่รอด น้ำมนต์ต้องอาศัยหยิบยืมฉัน จากก้อนเล็กสู่ก้อนใหญ่ ก้อนแล้วก้อนเล่าอย่างไม่เห็นว่าจะมีวันไหนได้เงินคืน

ถึงกระนั้น ฉันก็ยังยินดี และเต็มใจทำให้เพื่อนตลอด

เพราะอย่างนี้ การที่คุณนรีถามว่า “ความรักทำให้คนตาบอด ถ้าคุณมีความรักเหมือนกัน คุณก็น่าจะเข้าใจ ใช่มั้ยคะ” ฉันจึงซาบซึ้งดีว่ามันเป็นอย่างไร และไม่กังขาเลย ในข้อที่เธอเก็บร่างไร้วิญญาณของชายคนรักเพื่อเข้าพิธีสำคัญ อันกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้าไม่นานนี้

“ขอบคุณนะคะ ขอให้คุณมีความสุข” ฉันรับเงินสดจากคุณนรีเข้ากระเป๋าแล้วอวยพร แม้ระหว่างนั้นเธอจะไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่ารูปโฉมของตัวเองในกระจก

“เดินออกไปแล้ว ฝากเรียกแม่บ้านเข้ามาช่วยฉันที” คุณนรีบอก “ตอนนี้ข้างนอกคงจะยุ่งสักหน่อยเพราะแขกบางส่วนใกล้จะมากันแล้ว ที่จริงก็มีแต่คนสนิทน่ะค่ะ”

การคาดการณ์ของคุณนรีถูกต้องทั้งหมด ตอนที่ฉันก้าวออกมาจากห้องรับประทานอาหารด้านข้าง โถงทางเข้าเริ่มคลาคล่ำไปด้วยแขกแล้ว แม่บ้านคนที่นำกาแฟมาให้ฉันกำลังวุ่นวายสั่งงานลูกน้องอีกสองราย

อย่างไรก็ดี ถูกต้องทั้งหมด แต่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เพราะอีกคนที่คุณนรีไม่ได้พูดถึงก็ถูกนำเข้ามาไว้ในโลงแก้วแล้วเช่นกัน

แม้จะเสียชีวิตไปหลายวัน ทว่าการรักษาศพคงทำกันอย่างระมัดระวังและทะนุถนอมยิ่ง ร่างกายของ ‘เจ้าบ่าว’ จึงยังงดงามผึ่งผายเหมือนแค่นอนหลับไปเฉย ๆ

และที่จริง ถ้าสภาพของเขาย่ำแย่จนเปลี่ยนไปจากเดิมมากกว่านี้ ตอนที่เห็นแวบแรก ฉันอาจจะตกใจน้อยกว่านี้ก็ได้

ทันทีทันใดนั้น ท่ามกลางเสียงเพลงหวานที่เริ่มเปิดคลอในงาน เสียงหนึ่งย้อนมาลั่นในโสต

“นี่ผมมีห้องพักอยู่ข้างบนนะครับ ถ้าคุณไม่รังเกียจ ผมไทยินทร์ เผื่อวันหลังเราจะมีโอกาสเจอกัน-- !”

ใช่แล้ว เขานั่นเอง !

วันหลัง... ไม่คิดเลยว่ามันจะบังเอิญขนาดนี้ !

  . . . . . . . . .

 

-ห้องที่ 2-

ทุกความรักมีปัญหา แล้วมันก็นำมาซึ่งความเจ็บปวดกันคนละแบบ

หลิวไม่แน่ใจ หากคุณนรีได้รู้ว่า ช่างที่แต่งหน้าให้หล่อน คือหญิงคนเดียวกับที่เจ้าบ่าวเคยอยาก ‘คั่ว’ เมื่อไม่กี่วันนี้ คุณนรีจะรู้สึกยังไง

หญิงสาวถอนหายใจ ช่างมัน ! ทุกอย่างจบแล้ว เธออยากให้ความทรงจำร้าย ๆ กับคืนวันอันเหนื่อยร้ายถูกขับและไหลไปพร้อมสายน้ำและฟองสบู่ หมุนวนลงท่อประปา และจะไม่หวนเอ่อขึ้นมาอีก

การมีชีวิตยาวนานขึ้นทุกวันมันก็ดีอย่างนี้ เราตระหนักว่า ปัญหาที่มีอยู่จะมีวันพ้นไป ไม่พ้นแบบตัดจบหมดสิ้น ก็อาจค่อย ๆ จาง หรือบางทีจะเป็นเราที่แกร่งขึ้น พร้อมรับมือมันอย่างแคล่วคล่องขึ้น ส่วนที่แบกไว้ก็ปลดวางมันซะ ลืมมันเสีย รอรับโจทย์ใหม่ที่จะมีเข้ามาอีกไม่ได้ขาด

เพราะอย่างนี้ ตอนที่ก้าวออกจากห้องน้ำ หญิงสาวจึงรู้สึกตัวเบาและผ่อนคลายลง แอร์คอนดิชั่นที่เปิดไว้ด้วยอุณหภูมิไม่ต่ำจนเกินไปทำให้สบายตัว เสื้อที่เลือกมาใส่ก็มีเนื้อนิ่มสบายตัว วันนี้เราจะหลับอย่างสบายได้ซะที 

ความคิดสะดุดลงเพราะจู่ ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น

ปัง ! ปัง ! ปัง !

หลิวเกือบสะดุ้ง สะดุ้งเกินปกติ ค่าที่เสียงนั้นดุจจะย้ำเสียงเก่าที่ดังจากห้องเคยติดกัน

ปัง ! ปัง ! ปัง !

เสียงดังอีกที คราวนี้คนในห้องยกมือปะอก ถอนหายใจ

ไม่ใช่เสียงจากห้องข้าง ๆ แบบคืนก่อน ๆ แค่เสียงเคาะประตู

“รอเดี๋ยวค่า !” เธอตะโกนตอบไป รีบใส่เสื้อผ้า คิดในใจว่าใครหนอมาเคาะเรียก ปกติเธอแทบไม่สนิทสนมกับใครในหอพักนี้

ชุดนอนตัวเก่งเป็นเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มสีเข้มอยู่แล้ว จึงไม่ต้องห่วงว่าจะดูโป๊ หญิงสาวก้าวยาว ๆ ไปสอดสายตาที่ช่องตาแมว แวบแรกที่ภาพตรงหน้าปรากฏ เธอแทบผงะด้วยความตระหนกกลัว

ผู้ชาย...ใส่หมวกกันน๊อก !

ภาพตรงหน้าคุ้นตาอย่างยิ่ง ไม่ต้องสืบย้อนก็นึกได้ชัดเจนว่าเป็นภาพใคร อึดใจนั้น เสียงเดิมที่ได้ยินละม้ายจะแว่วในโสต

โครม ! เคล้ง !

ฮือ...ฮือ...

ครืด...ครืด...

ครืด... !

กะพริบตาอีกที คราวนี้พื้นที่หน้าห้องเหลือแต่ความว่างเปล่า

หัวคิ้วของหลิวขมวดมุ่น ขณะเดียวกันเสียงหัวใจเต้นกระหน่ำยังระทึกอก ตัดสินใจตะโกนถาม “ใคร ! ใครอยู่ข้างนอกน่ะ !” ทว่าคำตอบคือเงียบ และพื้นที่ตรงหน้าก็ยังว่างเปล่า

อึดใจหนึ่ง มีเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของผู้หญิงดังแผ่วมา สาวนักศึกษากลุ่มหนึ่งก้าวผ่านไป นั่นเองหลิวจึงใจกล้าดึงประตูเปิดออกเพื่อชะโงกสำรวจหน้าห้อง

ไม่มีใครจริง ๆ ด้วย

ไม่มี แม้แต่เด็กนักศึกษากลุ่มนั้น !

ด้วยความรู้สึกเย็นวาบบนแก้ม หลังคอ และบนต้นแขน หญิงสาวกลืนน้ำลายแล้วรีบปิดประตูกลับ เธออยากสวดมนตร์ แต่นึกบทสวดได้เพียงกระท่อนกระแท่นเพราะปกติแทบไม่เคยสวดเลย แล้วชีวิตก็ห่างวัดมาเหมือนหลายทศวรรษ

ในที่สุด ตั้งใจว่ารีบเข้านอนดีกว่า หลิวหมุนตัวกลับไปที่เตียง เสี้ยววินาทีนั้นเอง เงื่อนงำในหัวคล้ายปะติดปะต่อลงตัวฉับพลันว่า ใครหนอ...คือเจ้าของเสียงเคาะประตูเมื่อครู่นั่น

ร่างสูงยังสูงอยู่แม้ลดกายลงนั่งอยู่ปลายเตียง รอยยิ้มแสดงฟันขาวราวเมล็ดข้าวโพดเรียงเป็นระเบียบ

“ผมไทยินทร์ ไม่คิดเลยนะว่ามันจะบังเอิญขนาดนี้ !”

. . . . . . . . . . .
จบตอน "ในห้องติดกัน"

โปรดติดตามตอนต่อไปใน

"มื้อสุดท้าย"


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น