อัปเดตล่าสุด 2019-02-22 10:38:36

ตอนที่ 14 มื้อสุดท้าย: 2

หันซ้าย หันขวา สองข้างทางช่วงนี้เป็นดงป่ามืดทะมึน อาจมีสัตว์ป่าวิ่งผ่านจากฟากหนึ่งไปฟากหนึ่งก็ได้...

ถึงคิดอย่างนั้น อีกใจก็ยังค้าน ความกว้างของถนนสายหลักนี้ ไม่น่าที่มันจะหายวับไปในวูบเดียวได้

ความรู้สึกยะเยือกหนึ่งเริ่มไต่ขึ้นมาตามสันหลัง เมื่อเราไม่สามารถตอบตัวเองได้ว่า ‘อะไร’ มันมักเป็นจุดเริ่มต้นของความกลัวเสมอ

หญิงสาวพยายามกลืนน้ำลาย สลัดใจว่า ไม่มีอะไร เราคงหิวและง่วงจนตาฝาด

ปลายเท้าค่อย ๆ ถอนน้ำหนักจากเบรก ใจกลับประหวัดนึกถึงสัมผัสเมื่อครู่

ตอนที่รถเบรก อะไรบางอย่างข้างหลังกระแทกมาถูกเบาะเธอ

อะไร...ทั้งที่พรรพีไม่มีนิสัยชอบวางอะไรไว้บนเบาะท้าย โดยเฉพาะอะไรที่สูงใหญ่พอจะกระเด็นมาปะทะเบาะหน้าจนเธอรู้สึกได้

พลันนั้นเอง มโนสำนึกกลับเกิดจินตนภาพหลอนร้าย เป็นรูปเงาคนดำมะเมื่อมที่กระเด็นจากเบาะหลังมาค้างติดกับพนักเบาะที่เธอนั่งอยู่ ใบหน้าของใครคนนั้นแทบจะเกยอยู่ตรงขอบพนัก เฉพาะดวงตาถลนที่เพ่งจ้องมา อย่างไม่มีทีท่าว่าจะถอยกลับไปนั่งตามเก่า

เหนียวหนืดในคอจนแทบหายใจไม่ออก พรรพีค่อย ๆ เลื่อนสายตาไปยังกระจกมองหลังเหนือศีรษะ ทว่าเมื่อภาพกำลังจะปรากฏ ลูกตาก็กลับถูกดึงคืนมายังภาพถนนตรงหน้า

เรามันบ้าไปแล้ว คิดบ้า ๆ ไม่มีอะไรหรอกน่า !

บอกตัวเองอย่างนั้น แล้วเสียงบุ๋ง...บุ๋ง...ก็ดังขึ้นพร้อมอาการเคลื่อนไหวบีบรัดในช่องท้องอีกหน

ในที่สุด หญิงสาวตัดสินใจกดปลายเท้าลงบนคันเร่ง

เก๋งคันงามค่อย ๆ เคลื่อนตัวต่อ

แน่นอน โดยที่พรรพียังคงไม่กล้ามองกระจกส่องหลัง ไม่กระทั่งปรายตาไปข้างหัวไหล่ซ้ายของตัวเอง !

. . . . . . . .

 

“มันจอดทำไมของมัน” เหมาะมุ่นคิ้วพึมพำ จับตาโตโยต้า อัลทิส ปี2012 สีขาวคันหน้าที่ค่อย ๆ เคลื่อนไปบนถนนโล่งร้าง

“ไอ้ห่า !” เสียงของคนข้าง ๆ สบถดังจนเขาต้องเหลียวมา

ไอ้หมอกน้องชายหน้านิ่วกว่าเก่า กำลังกระแทกปุ่มวางสายบนสมาร์ทโฟนรุนแรง

เพื่อนสองรายที่เจ้าตัวโทรไปตามคงมีปัญหาอะไรอีก พี่ชายคิดพลางออกปากถามขรึม ๆ “มีอะไร”

“พวกมันมาไม่ได้ บอกว่าติดงานด่วน”

เหมาะดึงสายตากลับ ไม่ถามอะไรต่อ ได้แต่นั่งฟังเสียงบ่นงึมงำของผู้เป็นน้องต่อไป

เขากับไอ้หมอกอายุห่างกันห้าปี นิสัยค่อนข้างแตกต่าง ไม่รู้ว่าถ้าพี่หมัดยังอยู่ พี่ชายที่แก่กว่าเขาสามปีจะเหมือนใครมากกว่าระหว่างเขากับไอ้หมอก

ตอนที่พี่หมัดเกิด พ่อกับแม่ยังไม่พร้อมเลี้ยง จึงต้องยกไปให้ลุงช่วยดูแล ส่วนพ่อกับแม่ตะลอนทำงานงก ๆ เป็นพนักงานทำความสะอาดอยู่ในจังหวัดชัยภูมิ พอพี่หมัดอายุย่างสิบขวบก็ต้องกลับมาอยู่ในอาณัติพ่อกับแม่ เพราะลุงแกป่วยตาย ความเป็นอยู่ในบ้านยิ่งลำบากเพราะตอนนั้นไอ้หมอกเกิดมาแล้ว พ่อจึงตัดสินใจส่งพี่หมัดไปบวชเณรที่วัดให้พระช่วยเลี้ยง ไม่ทันพ้นเดือน เณรหมัดก็กลับถูกอาถรรพ์จนมีอันเป็นไป

เหตุที่เกิดกับพี่หมัดนั้นเหมือนพายุร้ายที่พัดกระหน่ำใส่พ่อกับแม่ ทั้งสองเสียใจและหมดศรัทธาในความดีงาม พ่อใช้เงินก้อนสุดท้ายพาเมียและลูกเดินทางหนีความทรงจำมาตั้งหลักใหม่ในตราดตามคำชวนของพรรคพวก จากพนักงานทำความสะอาด พ่อกับแม่เริ่มงานสกปรกที่เพื่อนเสนอให้ มันทำเงินได้มากกว่า และอนิจจา ทุกอย่างกลับไปได้สวยนับแต่นั้น !

ด้วยเหตุนี้ ชีวิตวัยเด็กของเขากับไอ้หมอกจึงต่างกันราวหน้ากับหลังมือ ขณะที่เหมาะเคยชินกับการมีน้ำอดน้ำทน หมอกกลับเติบโตขึ้นมาในวันที่ครอบครัวเริ่มสุขสบาย

พ่อหาเงินก้อนมาวางมัดจำเช่าบ้านเป็นหลักแหล่งได้ ทักษะสีเทาของพ่อค่อย ๆ ขยายไปพร้อม ๆ กับเงินในกระเป๋า น้องชายของเหมาะได้สิ่งที่อยากได้มาง่าย ๆ เหมาะเองก็รักน้อง พ่อถึงกับว่าเขาว่าตามใจมันจนเคยตัว กลัวว่าต่อไปหมอกมันจะหยิบหย่ง เอาตัวไม่รอด

โชคดีที่น้องชายไม่เป็นอย่างนั้น ถึงมันจะปฏิเสธงานสมบุกสมบัน แต่ไอ้หมอกก็ฉลาดพอจะหางานสบายที่ทำให้ทั้งตัวเองและครอบครัวมีกิน และตอนนี้กำลังลุไปสู่ขั้น ‘เกินกิน’ โดยไม่ต้องเรียนหนักอย่างไอ้พวกโง่ที่ถูกหลอกต้อนเข้ามหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ !

“ไอ้พวกนั้นไม่มา แล้วมึงจะเอายังไงต่อ” เหมาะถาม หลังจากให้เวลาน้องชายไตร่ตรอง

ไอ้หมอกใจร้อน แต่มันไม่ใช่คนโง่ ถ้าได้ตกตะกอนแล้ว เขาเชื่อว่ามันจะหาทางออกที่ดีได้ เหมือนที่มันหาทางออกให้ครอบครัวของพวกเรา

“ตามต่อ เป็นไงเป็นกัน วันนี้รถนั่นต้องอยู่ในมือเรา !” หมอกมาดหมาย

ปกติ หลังจากรถถูกขโมยมาแล้วก็จะมีชะตากรรมคล้าย ๆ กับพวกซากรถที่ผ่านอุบัติเหตุมา มันอาจถูกนำทะเบียนไปสลับใช้กับรถอีกคัน แยกชิ้นอะไหล่ขาย หรือหากเป็นพวกซากรถก็จะมีการซ่อม หรือนำซากแต่ละส่วนจากคันต่าง ๆ มาประกอบกันใหม่ ก่อนขายเป็นรถมือสองในที่สุด

โตโยต้า อัลทิส คือรุ่นที่ไอ้หมอกโปรดปราน

มันเป็นรุ่นที่ตลาดมืดต้องการมากเป็นอันดับต้น ๆ เช่นกัน

  . . . . . . . .

 

รูจมูกของสาวอวบพะเยิบพะยาบพักหนึ่ง ต่อเมื่อยืนยันกับตัวเองได้ว่าในรถมีกลิ่นแปลก ๆ อยู่จริงก็นิ่วหน้า กลิ่นเหม็นยังกะอะไรเน่า ลอยมาจากเบาะหลัง...

ยังคงไม่อยากเยี่ยมสายตาไป พรรพีทำหน้าเบ้ ค่อย ๆ ลดมือจากพวงมาลัยลงกดปุ่มเปิดหน้าต่างด้านหลัง บอกตัวเองว่า ท่าทางรถจะอับ

ตอนนี้สองข้างถนนเริ่มพริบพรายด้วยแสงไฟของหมู่อาคาร รถแล่นเข้าใกล้เขตตัวเมืองมากขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีพรรพีก็พบว่าโรงแรมที่พี่ชายทำนั้นอยู่ห่างไปอีกไม่ไกล นี่ยังกับว่ามีอะไรจูงเราไปหาพี่พลงั้นละ

อาจเพราะร้านส่วนใหญ่ปิดไปแล้ว ที่ยังเปิดอยู่ก็ไม่เหมาะที่คนเป็นสาวเป็นนางจะไปนั่งคนเดียว ถ้าหยิบอาหารจากร้านสะดวกซื้อ เธอก็คงต้องแวะไปหาที่นั่งกินสักแห่งก่อน เพราะทนขับรถกลับบ้านไม่ไหว

ใจประหวัดถึงพี่ชาย พีรพลบอกว่าคืนนี้มีธุระสำคัญที่โรงแรม ไม่รู้ป่านนี้จะทำเสร็จและเข้านอนรึยัง

เจ้าตัวเป็นชายผอมแห้ง หน้าตาก็เหี่ยวแห้งไร้เสน่ห์ พรรพีเคยคิดว่ามนุษย์เราอาจไม่จำเป็นต้องเก๋ที่รูปลักษณ์ หากสร้างจากบุคลิกท่าทางก็ได้ แต่นั่นละ พี่ชายของเธอไม่เคยอินัง

พีรพลเป็นพวกเด็กเนิร์ดหน้านิ่ง ถ้าเฉียด ๆ ไปทางโอตาคุมังงะหรือโอตะไอดอลสาว ๆ ก็ยังจะดูเข้าเทรนด์ แต่นี่กลับเป็นติ่งนิยายไทย นักเขียนไทย ซึ่งดูไม่ชิค ไม่ชวนพูดถึง ไม่แปลกที่เจ้าตัวจะเป็นพวกเข้าสังคมยาก จับวางตรงไหนก็แช่อยู่ตรงนั้น สนิทสนมกับพวกหนอนหนังสือในอินเตอร์เน็ตที่ไม่เคยเห็นตัวจริง พวกที่คงมีหน้าตาท่าทางแปลก ๆ ไม่แพ้กัน

พอเธอบ่น เจ้าตัวก็หาเรื่องสวนว่าเธอต่างหากที่โง่ ต้องวิ่งตามกระแสตามคนนั้นคนนี้เรื่อยไปอย่างไร้ตัวตน ปล่อยให้คนอื่นกดทับ แม้แต่รูปร่างตัวเองยังไม่พอใจเพราะเสียงและสายตาของคนอื่น ถ้าสักวันลดความอ้วนแล้วตายขึ้นมาจะทำอย่างไร

ประสาทแท้ๆ !

ระยะหลังพีรพลยิ่งประสาทไปกว่าที่แปลกอยู่แล้ว เจ้าตัวมักจะเหม่อลอย บ่อยครั้งเมื่อพรรพีมองผ่าน ๆ จะเห็นคล้ายแก้วตาเจ้าตัวหายไป กลายเป็นตาขาวทั้งดวงราวกับภูตผีปีศาจ เป็นพี่ชายที่ถูกอะไรบางอย่างครอบงำเอาไว้หมดสิ้น ! ต่อเมื่อกะพริบตา หญิงสาวจึงจะพบว่าเธอแค่ตาฝาด และแล้วก็ต้องหันหนีเมื่อพี่เลื่อนสายตามาสบในเชิงตั้งคำถาม

เราคงตาฝาด เมื่อบอกตัวเองอย่างนั้น คำถามใหม่ยังคงไม่วาย...

แต่ทำไมถึงตาฝาดซ้ำ ๆ กันตลอด !

ไม่มีคำตอบ และเพื่อจะหาคำตอบ พรรพีจึงลอบสังเกตการณ์พี่ชายเข้าไปใกล้เข้า

มาคิดดูก็แปลก ถ้า ‘อะไร’ นั่นได้ครอบงำกัดกินพี่ชายของเธอจริง ๆ มันคงมีอำนาจดึงดูดให้เธอป้วนเปี้ยนสนใจคล้ายถูกสะกดอีกด้วย ก็แต่ไหนมา พรรพีคิดแต่ว่าพี่เป็นคนน่าเบื่อจนไม่น่าเสียสายตามองด้วยซ้ำ

พี่ชายเองก็คงรู้ตัวและเริ่มรำคาญ วันหนึ่งเมื่อหันมาปะทะสายตาเธออย่างจงใจ จนพรรพีเป็นฝ่ายสะดุ้งรีบเสหนี เจ้าตัวก็ก้าวเข้ามาเนิบช้าเหมือนผีล่องลอย ยื่นหนังสือนั่นมาให้

“อยากอ่านก็บอก ไม่ต้องมาทำเป็นมองบ่อย ๆ กูขนลุก !”

ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวจึงจำรับ ‘ใต้คลุมโปง’ มาอ่านอย่างแกน ๆ และจวบวันนี้ก็เพิ่งจบเรื่องสั้นเรื่องแรกแล้วปล่อยให้มันดองอยู่ในลิ้นชักรถอย่างนั้น

ปลายนิ้วปัดก้านบังคับเปิดไฟซ้าย ถนนข้างหน้ามีทางเล็ก ๆ แยกไปต่างหาก จวบจนหมุนพวงมาลัยเลี้ยวเข้ามาแล้วทั้งคัน พรรพีจึงเพิ่งสำเหนียกได้ว่า เธอไม่น่าใช้ทางนี้เลย...

เพราะเคยชินกับการมาช่วงกลางวัน เคยชินว่ามันคือทางลัดที่ร่นระยะทางได้มากโข จึงลืมเฉลียวใจไปว่า ทางกลางวันกับกลางคืนนั้นต่างกันมาก เนื่องจากซอยเล็ก ๆ นี้ค่อนข้างเปลี่ยว แม้อยู่กลางเมืองแต่สองข้างทางก็ยังเป็นซุ้มเซิงเพราะที่ดินถูกทิ้งร้าง

ว่ากันว่านี่คือจุดที่คนจรจัดและพวกมิจฉาชีพมักเข้ามาใช้ซ่อนตัวกระทำการนานาในเวลาหลังพลบ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นลงข่าวบ่อย ๆ ว่าอาชญากรรมหลายประเภทเกิดขึ้นที่นี่ จนหนหนึ่งเจ้าของคอลัมน์ระบุว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่เร่งแก้ปัญหา นี่จะเป็น ‘ซอยแห่งความตาย’ อย่างแท้จริง !

หญิงสาวกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ พอความกลัวเรื่องใหม่ย่างกรายเข้ามา ก็พลอยลืมว่าตอนแรกกลัวอะไร สายตาเผลอเลื่อนสำรวจกระจกมองหลังเหนือศีรษะ เกือบสะดุ้งเมื่อนึกได้ว่าตัวเองกลัวอะไรอยู่ก่อน โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีใครนั่งอยู่เบาะหลัง แถมไกลออกไป ทางเปลี่ยวร้างก็ยังมีแสงไฟจากหน้ารถอีกคันสาดมาจากที่ไกล ๆ

อย่างน้อยก็ยังมีคนใช้ทางนี้เหมือนกัน มันอาจไม่ได้อันตรายขนาดนั้นก็ได้...

เสียงแสกสากดังลอดเข้ามาจากช่องหน้าต่างที่เปิดระบายอากาศไว้ กิ่งไม้ข้างทางระข้างตัวรถ ล้อบดพื้นดินที่ถูกปรับไว้พอสัญจรได้ แสงไฟหน้ารถสาดตัดความมืดเบื้องหน้าดูเป็นลำ ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าโลกสว่างขึ้นแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน กลิ่นเหม็นเขียวจากภายนอกกลับลอยปะปนเข้ามากับกลิ่นเหม็นไหม้ และกลิ่นคาวของอะไรบางอย่าง...

ความรู้สึกยะเยือกเริ่มไต่ลาม อาจเพราะการล่วงล้ำไปในความมืดไร้จุดสุดสิ้นละม้ายแดนสนธยา ถนนไม่ได้มาตรฐานทำให้รถค่อนข้างขโยกเขยก เสียงดังกึกกักบนเบาะหลังคล้ายมีของชิ้นใหญ่วางอยู่ ของที่มันเอนมาพิงหลังเบาะเธอตั้งแต่แรก

บ้าน่า เคยขับมาทางนี้ตั้งกี่ที ไม่เห็นจะเคยมีอะไร !

ปลอบใจตัวเอง เพียรบอกตัวเองว่าอีกไม่ช้าก็จะเห็นตัวตึกคอนโดมิเนียมสูงใหญ่ที่พี่ชายทำงานอยู่

อย่างไรก็ตาม ทุกคำปลอบใจชะงัก

ปลายเท้าแทบกระทืบเบรกจนตัวโยน ทันทีที่ภาพหนึ่งปรากฏเบื้องหน้า

. . . . . . . .

 

“มันหยุดทำไมอีกวะ !”

ไอ้หมอกพึมพำจากเบาะนั่งข้างอย่างไม่ไว้ใจ

ขณะนี้ รถของเหมาะกำลังเคลื่อนล้ำเข้ามาถึงช่วงซอยลัด สองข้างทางรกร้างเหมือนป่าย่อม ๆ ชายหนุ่มจงใจทิ้งระยะห่างจากเป้าหมายอัลทิสสีขาวคันนั้นพอประมาณ นั่นหมายความว่า ถ้าสารถีคันหน้ายังนิ่งต่อไป รถของเขาจะถูกบังคับให้ขับเลย เพราะไม่มีข้ออ้างจะจอดรอหรือหันหัวรถแยกหลบเข้าข้างทางก่อน

“ใกล้เข้าไป” น้องชายเป็นฝ่ายตัดสินใจ “ตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน !”

เหมาะเหลือบสายตามองน้อง “แต่เพื่อนมึงยังไม่มานะ”

คนนั่งคู่กันเดาะลิ้นอย่างรำคาญ เพราะรถยังเคลื่อนเชื่องช้าต่อไป อันแสดงว่าพี่ชายยังไม่เชื่อใจตัวเองนัก

“เพื่อนมึงยังไม่มา--”

“มันอยู่แถวนี้พอดี !” คนเป็นน้องสวนเสียง “แล้วพวกเรามีตั้งสองคน จะกลัวอะไร !”

“เรายังไม่เห็นว่าใครเป็นคนขับ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามันมาทำอะไรที่นี่” มือข้างหนึ่งของเขายกชี้ไปทางหน้าต่างข้างตัว “มันน่าวางใจนักรึไง”  

“หมายความว่าไง”

เหมาะกัดกราม “มึงไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับถนนนี่รึไง มันเป็นที่ที่--”

“โอ๊ย แค่เรื่องเล่าลือ กูไม่อยากฟัง !”

“อาทิตย์ที่แล้วก็เพิ่งมีคนขับรถชนตายที่นี่”

ไอ้หมอกยังคงส่ายหน้า สายตาจับเฉพาะอัลทิสคันเป้าหมายที่ค่อย ๆ อยู่ใกล้เข้ามาในคลองตา

เหมาะถอนหายใจเสียงดัง คิ้วยังมุ่น “ทำไมมันจอดนิ่งอย่างนั้น”

“หยุดรถ”

“หืม”

“มึงหยุดรถ !”

นั่นเองเหมาะจึงจำตามน้อง ปลายเท้าสวมรองเท้าผ้าใบกดลงห้ามล้อ ไม่ต้องรอให้รถจอดสนิท คนข้างกายก็ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วเปิดประตูถลาลงไปรวดเร็ว


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น