อัปเดตล่าสุด 2019-02-22 10:41:04

ตอนที่ 15 มื้อสุดท้าย: 3

สิ่งที่ปรากฏต่อตาพรรพีคือ เงาร่างผอมดำที่ค่อย ๆ เคลื่อนจากข้างทางเข้ามายังลำแสงไฟหน้า ร่างนั้นงองุ้มคล้ายคนชราขณะกระย่องกระแย่งผ่านไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะมองเห็นรถคันเบ้อเริ่มที่จอดสาดไฟอยู่ ขุมขนทั้งร่างของหญิงสาวคงไม่ลุกชัน ถ้าไม่ทันสังเกตว่าบริเวณหน้าท้องของรายนั้นเต็มไปด้วยโลหิตแดงฉาน บางอย่างค่อย ๆ ร่วงหล่นพื้นที่ละชิ้นละชิ้น เพื่อพินิจดี ๆ จะพบว่ามันคือเครื่องในยับเยิน ท้ายที่สุดลำไส้ปล่อยยวงขดออกมายืดยาวลากพื้นดิน

เธออยากก้มหลบ อยากดับไฟ อยากทำอะไรก็ได้ให้เจ้าของร่างตรงหน้าไม่เกิดฉุกใจแล้วได้สติหันมาเห็น อย่างไรก็ตาม คล้ายกับขุมขนที่ลุกชันกลายเป็นตรวนยาวยึดร่างเธอไว้ พรรพีไม่อาจขยับ ลำไส้และกระเพาะยิ่งบีบรัดจนเหมือนมันกำลังคืบเคลื่อนเป็นจังหวะเดียวกับร่างตรงหน้า ขณะเดียวกันก็ขับน้ำย่อยออกมากัดกินเนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ จนแทบเป็นรู

รู้สึกหนาว รู้สึกสะท้าน รู้สึกเหมือนร่างกายเป็นท่อนหินที่คลอนสั่นจวนเจียนจะถล่ม !

จังหวะที่ร่างดังกล่าวกำลังจะข้ามถนนพ้นมุมรถอีกฝั่ง สายตาของเธอก็เปลี่ยนโฟกัสไปยังบางอย่างห่างออกไป

บนถนนข้างหน้า เงามืด ๆ ปรากฏตะคุ่มทีละหนึ่งทีละหนึ่ง แต่ละร่างค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาบนถนน งุนงง เหม่อลอย คล้ายไม่รับรู้และถูกสะกดไว้ บางร่างก้าวใกล้เข้ามาทางนี้ แต่สายตาเหมือนมองไม่เห็นใด ๆ ทางนี้ เมื่อถึงจุดหนึ่งเท้าก็สะดุดก้อนหิน ทำให้ศีรษะหล่นจากคอลงมาครึ่งค่อน เลือดไหลเป็นทางยาว

พลันนั้นเอง หญิงสาวนึกถึงข่าวที่เธอไม่คิดว่าตัวเองจะยังจำได้

‘พ่อค้าถูกฟันคอดับ คาดปล้นรถ !’

เจ้าของคอไม่มีทีท่าว่าจะเก็บศีรษะของตนกลับวางขึ้นไป ยังคงก้าวตรงเข้ามาข้างรถ ปล่อยให้ศีรษะโยกไกวไปมา ไกลออกไปหญิงอีกรายมีรูใหญ่บริเวณตาซ้าย

‘นักศึกษาสาวถูกคู่ขาจ่อยิงโหด !’

และยังถัดไป ถัดไป และถัดไป

‘กระบะชนต้นไม้ดับสี่กลางดึก คาดอาถรรพ์ถนนตราด’

‘ศพโผล่ หั่นเป็นท่อน’

‘ชนโหด ดับสอง คาดปมค้ายา’

ฯลฯ

ทั้งที่เป็นสาวสมัยผู้แทบไม่เหลือความเชื่อใดเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วินาทีนั้นพรรพีกลับค่อย ๆ ยกมือขึ้นประนมสั่นเทา น้ำหูน้ำตาพรากลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตัวเองเกิดรู้จักข่าวพวกนั้นมาได้ยังไง ทั้งที่จริง ปกติแค่เห็นภาพประกอบโหดๆ หญิงสาวก็ปิดข่าวเหล่านั้นแล้ว ไม่เสียเวลาอ่านพาดหัวให้กลัวด้วยซ้ำ อีกอย่าง ถ้าเธอรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน รู้ว่ามันเกิดขึ้นที่นี่ เธอคงไม่หลงขับเข้าขับออกมาทุกบ่อย

“อยะ...อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย ลูกช้างแค่หิว แค่หิวเองค่ะ...”

เสียงท้องร้องดังสวนขึ้นมา พรรพีก้มตัวงอลงไปเพราะอาการแสบจี๊ดเสียดแทงเหมือนปลายมีด พยายามกัดฟันและเม้มปากไว้ไม่ให้เสียงกรีดดังออกมา กลัวว่าร่างต่าง ๆ ข้างนอกจะเผลอได้ยิน

ทันทีที่กะพริบไล่น้ำตา ภาพตรงหน้ากลับหายสิ้น เหลือเพียงแสงไฟสองลำสาดไปในความมืดของถนนข้างหน้า หญิงสาวขยี้ตา กวาดสายตาไปด้านข้างโดยไม่กล้าหันมองด้วยซ้ำ เมื่อพบว่าไม่มีร่างแปลกประหลาดใด ๆ จึงรีบปล่อยเท้าออกจากห้ามล้อ กระทุ้งคันเร่งให้ไปต่อ ก่อนที่อะไรจะโผล่มาให้เห็นอีก

. . . . . . . .

 

ร่างสูงของไอ้หมอกวิ่งตัดไฟหน้าอ้อมมาเปิดประตูรถ ครั้นปีนกลับที่นั่งแล้วกระแทกประตูปิดปังใหญ่ มันก็ตะคอกใส่เหมาะด้วยใบหน้ายุ่ง เหงื่อแตกเป็นเม็ด

“ออกรถตามมันไปเร็ว !”

เหมาะกระแทกคันเร่ง ถ้าเป็นทุกทีคงหัวเราะน้องชาย แต่ครั้งนี้เขารู้สึกไม่วางใจสถานการณ์ชอบกล

“เมื่อกี้มันจอดทำไม” ชายหนุ่มถามหลังจากรถเริ่มเลื่อน

“ไม่รุ !” คนตอบตอบฉุน ๆ

“หรือมันจะเริ่มรู้ตัว”

“รู้ตัวก็ช่าง” หมอกยกมือปัดเศษใบไม้ที่ปลิวมาติดหัวไหล่ “ตามมาถึงขั้นนี้แล้ว ไอ้พวกนั้นก็อยู่แค่ไม่ไกล” 

หมอกหมายถึงเพื่อนของมัน

เหมาะพ่นลมหายใจ สายตากลับมาจับบนทางข้างหน้า ทางเปลี่ยวที่มีเพียงแสงไฟจากท้ายรถคันหน้านำทาง และดูจะเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวในแดนนี้ มันจะไปไหนของมันนะ

ไม่มีบทสนทนาใดอีก เหมาะยังนิ่ง ส่วนหมอกกระวนกระวายอยู่บนเบาะข้าง ลุกลี้ลุกลนว่าเป้าหมายจะมาไม้ไหนอีกรึเปล่า

รถแล่นต่อไปอีกพัก มีแต่ทางตรงลิ่ว ๆ ไม่มีทางแยกหรือกระทั่งทางเลี้ยว ต่อเมื่อกะระยะได้ว่าซอยแคบทอดใกล้ถนนใหญ่เข้าไปทุกที เสียงไอ้หมอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ไอ้พวกนั้นบอกว่ามาซุ่มอยู่ใกล้ ๆ โรงแรมอีสต์ลอดจ์--” ไม่ต้องมีคำอธิบาย เป็นอันเข้าใจกันว่าหมายถึงคอนโดสูงใหญ่ที่ถูกใช้เป็นทั้งหอพักและโรงแรมอย่างผิดกฎหมาย มันตั้งอยู่แทบจะติดกับหน้าปากซอยนี้

หมอกพูดต่อไปว่า “ก่อนจะออกปากซอย เราจะจัดการมันหลังตึกนั่นละ !”

จบคำ น้องชายหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายอย่างมุ่งมั่น

  . . . . . . . .

 

กลิ่นเหม็นอวลจัดขึ้นเรื่อย ๆ คราวนี้ไม่ใช่กลิ่นจากข้างนอก ทว่าเป็นกลิ่นเหม็นเค็มขมเหมือนของเน่าจากข้างในรถนี่เอง พรรพีคลื่นไส้เต็มแก่ อยากเปิดหน้าต่างทุกบานเพื่อให้อากาศภายนอกทะลักเข้ามาเจือจาง หากเพราะเหตุการณ์น่าสยดสยองเมื่อครู่ หญิงสาวจึงได้แต่อัดอั้นตัวเองไว้ รีบขับไป ใกล้จะถึงอีสต์ลอดจ์แล้ว

บุ๋ง ๆ...บุ๋ง ๆ... !

หญิงสาวจินตนาการภาพอวัยวะในช่องท้องของตัวเองกำลังเดือดปุดอยู่ท่ามกลางน้ำกรดร้อน ลำไส้และกระเพาะระริกพล่านด้วยอาการทุรน

พลัน จู่ ๆ เครื่องเสียงที่ปิดเงียบอยู่กลับมีไฟวาบขึ้น พร้อมกับเสียงเพลงดังขึ้นเอง

พรรพีสะดุ้งผวา อยากยกมือกดปิด แต่ก็กลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ เสียงจากวิทยุดังและเบา ชัดและพร่าสลับไป คล้ายมีใครกำลังกดจูนหาช่องสัญญาณหนึ่ง อึดใจต่อมาจึงหยุดแช่ที่ช่อง... ไม่มีบอกบนหน้าจอว่าคลื่นอะไร !  

เสียงที่ดังออกมานั้นกระจ่างชัดเหมือนมีคนมานั่งพูดใกล้ ๆ -- อันที่จริง -- นั่งอ่านใกล้ ๆ

“--ปกติผมมัวแต่ทุ่มเวลาให้กับงานเขียน เหมือนซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมโปงที่อบอุ่นและคุ้นชิน แทบไม่เคยได้ออกไปเที่ยวที่ไหน--”

สิ่งที่เสียงนั้นอ่าน คือเรื่องสั้น ‘ใต้คุลมโปง’ ของนายเชิงเทียน !

สัญญาณบ้านี่ลอยมาจากไหน !

พรรพีแทบจะมองหน้าปัดเครื่องเสียงด้วยตาเหลือก

จังหวะนั้นเอง ราวกับเห็นทางรอด ไฟแสงจันทร์บนถนนใหญ่สุดปลายทางและแสงไฟจากหน้าต่างโรงแรมอีสต์ลอดจ์เริ่มพร่างอยู่ลิบ ๆ พรรพีแทบน้ำตาไหล กำลังจะพุ่งรถต่อไปยังปากซอย ทว่าจู่ ๆ กลับมีรถคันหนึ่งแล่นเบียดแซงมาจากข้างหลัง เบียดชนิดผิวข้างรถแทบสีกันเป็นสะเก็ดไฟ

ทันทีที่พ้นช่วงตัวรถของเธอ อีซูสุดีแมกซ์สีเข้มคันนั้นก็ปาดขวางด้านหน้า พรรพีต้องกระทืบเบรกมิด ใบหน้าของเธอคงกระแทกพวงมาลัยจนดั้งหัก ถ้าหากเข็มขัดนิรภัยไม่รั้งตัวไว้รุนแรง

ระหว่างที่ยังงงงวย และหัวใจตื่นระทึกราวจะกระเด็นพ้นอก ประตูรถกระบะคันดังกล่าวก็เปิดออกทั้งสองฝั่งหน้า ผู้ก้าวลงมาคือบุรุษร่างสูงใหญ่ท่าทางขึงขัง คนที่ตำแหน่งสารถีมีใบหน้ารุงรังด้วยหนวดเครา ขณะที่อีกรายเกลี้ยงเกลากว่า ถึงกระนั้นก็มีแววตา ‘เอาเรื่อง’ กันทั้งคู่ ดูไม่น่าไว้วางใจ

ชายหน้าตาเกลี้ยงเกลาถือสมาร์ทโฟนประกบข้างหู แต่ก็ปราดเข้ามาถึงประตูรถด้านข้างเธอว่องไว พรรพีสัมผัสถึงสังหรณ์ร้าย รีบกดปิดหน้าต่างกระจก ทว่าไม่ทันมือใหญ่ของรายนั้นยื่นเข้ามากดแทรกไว้

บุ๋ง...บุ๋ง...

พยายามสะกดใจ แต่คำถามที่ดังออกไปก็ยังสั่น “มะ...มีอะไรคะ”

“ลงจากรถเดี๋ยวนี้ !”

“ทะ...ทำไม--”

“ลงมา !” เจ้าตัวตะคอก

ก่อนที่คนตะคอกจะทุบกระจกรถจนแตกเป็นเสี่ยง ชายไว้หนวดก็พรวดพราดมาถึงตัวเพื่อน กระตุกแขนว่า “ใจเย็น ๆ ดิวะ เขาอาจจะไม่รู้เรื่องก็ได้ !”

“ฉะ...ฉันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องจริง ๆ”

ชายหน้าเกลี้ยงที่ดูหุนหันกว่าตั้งท่าจะโฮกฮากใส่เธออีก ทว่าดูเหมือนปลายสายโทรศัพท์จะมีคนพูดพอดี ความตั้งใจจึงผลัดไป

“กูเจอมันแล้ว”

พรรพีไม่มีทางได้ยินเสียงจากอีกฝั่ง หากพอเดาได้ว่าคำตอบคงไม่น่าพอใจ ใบหน้าคนฝั่งนี้จึงนิ่วเข้า คำใหม่เต็มไปด้วยโทสะ “ไอ้เหี้ย ! กูได้ตัวมันแล้วเนี่ย ไอ้คนขโมยรถ !”

“ว่ะ...ว่าไงนะ” 

“คุณได้ยินไม่ผิด” ชายหน้าหนวดเป็นฝ่ายตอบแทน “นี่เป็นรถน้องชายผม มันถูกขโมยไปเมื่อสองเดือนก่อน”

. . . . . . . .

 

ทันทีที่ได้ยินคำนั้นของเหมาะ หญิงสาวหน้าขาวค่อนข้างอวบที่นั่งอยู่ในรถก็อ้าปากหวอด้วยความอึ้งงง

ก็น่าสงสารหล่อนอยู่หรอก ท่าทางจะซื้อของโจรมาแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ !

อย่างไรก็ตาม คงด้วยอารามสับสนระคนหวาดกลัวชายแปลกหน้า ยายนั่นรีบกดปิดกระจกว่องไว กดเท้าลงบนคันเร่ง

“เฮ่ย !” ไอ้หมอกรีบวิ่งไปขวางหน้ารถอย่างไม่กลัวตาย ขณะเดียวกัน เหมาะก็สอดมือเข้าไปในช่องหน้าต่างที่ยังเหลืออยู่เพื่อกดกระจกไว้

ยายนั่นผวาถอยนิดหนึ่ง หน้าเผือดลงไปมาก

“ฉะ...ฉันไม่รู้ แต่ตอนนี้ฉันจ่ายเงินซื้อมือสองมาแล้ว มันก็ต้องเป็นของฉัน”

“รับซื้อของโจรคุณก็มีความผิด !” เหมาะกระตุ้นสติ ใบหน้าของเขายังเรียบเฉยกว่าน้องชายที่เต็มไปด้วยความโมโหโทโส

หญิงสาวในรถสลับสายตาระหว่างเขากับน้อง เห็นได้ชัดว่าตัวสั่นเทิ้ม “ละ...แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าพวกคุณพูดความจริง คุณอาจจะโกหก--”

“อย่างกูเนี่ยนะจะโกหก มึงรู้มั้ยว่ากูเป็นใคร กูเป็นผู้ก่อตั้งยาลดน้ำหนักขิงระทวย รวยขนาดนี้กูจะมาหลอกมึงเหรอ!”

“ตะ...แต่ก็หลอกจริงๆ นะ” เจ้าหล่อนอุบอิบทั้งยังสั่น เหมือนตกใจจนไม่เหลือสติ “ขิงระทวยเคยกินแล้ว น้ำหนักไม่เห็นจะลด”

“อีสัตว์!” ไอ้หมอกแหกปากลั่น ทับกำปั้นลงบนกระโปรงรถ “เดี๋ยวมึงก็รู้ว่าใครถูกใครผิด ตำรวจกำลังจะมา !”

มันหมายถึงเพื่อนตำรวจที่นัดกันตั้งแต่วันก่อน แต่พอมาวันนี้กลับอ้างติดภารกิจด่วน มาช่วยจับโจรไม่ได้

ผู้ฟังดวงตาหลุกหลิก ดวงหน้าเลิ่กลั่ก “ม่ะ...ไม่ได้นะ”

“ทำไม !” ไอ้หมอกกระชากเสียง มือใหญ่สองข้างยังยันกระโปรงรถไว้อย่างไม่เกรงความร้อน  “กลัวขึ้นมาเราะ !”

“ฉันแค่หิว ไม่ได้อยากจะมีเรื่อง”

หลังจากฟังทั้งคู่โต้ตอบกันไปมา เหมาะบอกด้วยเสียงทุ้มทว่ามีอำนาจ “ลงมา”

“ม่ะ...ไม่...”

“ลงม้า!” ไอ้หมอกชี้หน้า

หญิงในรถตัวสั่น “พะ...พวกคุณบังคับฉันเอง--”

. . . . . . . .

 

ประตูรถถูกผลักเปิด พร้อม ๆ กับความทรงจำเริ่มทะลักเข้ามาจากทุกทิศ

มันคล้ายกับว่า ความกลัวสุดขีดเมื่อครู่ได้เปิดประตูให้ภาพเหตุการณ์ครั้งเก่า และอารมณ์หวาดกลัวสุดขีดครั้งเก่า บ่าท้นจนพรรพีตระหนักถึงทุก ๆ อย่างที่เคยลืม !

ความรู้สึกคล้ายเข็มน้ำแข็งเล่มใหญ่พุ่งเสียดเข้าเนื้อหัวใจรุนแรง ขุมขนลุกซู่เมื่อรถมือสองที่เธอซื้อมาพุ่งเข้าชนต้นไม้ท้ายซอยลัด ซอยที่พรรพีขับมากลางดึกเพื่อชวนพี่ชายไปหาอะไรกินประทังความหิวกลางดึก !

เสียงโครมกึกก้อง แต่เสียงท้องร้องก็ยังดัง ถุงลมนิรภัยระเบิดพุ่งใส่หน้าเธอ พรรพียังมึนงงไปอีกหลายนาที ก่อนจะรู้สึกเจ็บตรงนั้นตรงนี้ พยายามขยับตรงนั้นตรงนี้แต่ทำไม่ได้ ร่างของเธอถูกล็อกไว้ในห้องโดยสาร ลนลานหาทางออกเพราะเริ่มได้กลิ่นน้ำมันและเหม็นไหม้

แต่เพราะหน้ารถบุบรุนแรง ประตูฝั่งหน้าจึงเปิดไม่ได้ หญิงสาวค่อยคืบคลานไปยังเบาะหลังเพื่อหาทางเปิดออกให้เร็วที่สุด ระหว่างนั้นก็พยายามร้อง

“ช่วยด้วย !”

แต่ต่อให้กรีดเสียงเท่าหร่ ในดึกเช่นนั้น ในที่เปลี่ยนเช่นนั้น ก็ยากจะมีใครเข้ามารับรู้ !

ในที่สุด ก่อนที่ประตูเบาะหลังฝั่งคนขับจะถูกผลักออก เสียงบึ้ม ! ก็ระทึกก้อง ไฟโหมท่วมคันรถเพียงชั่วพริบตา แล้วชิ้นส่วนหลายอย่างก็กระดอนกระจาย หนึ่งในนั้นคือป้ายทะเบียนที่ถูกเผาไหม้และปลิวหายไปในพงรก ตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบเศษซากในที่เกิดเหตุ จึงไม่มีใครรู้ว่านี่คือรถเลขทะเบียนอะไร ไม่รู้ว่าผู้ตายคือใคร และผู้สื่อข่าวไม่สามารถให้รายละเอียดได้...

ชายทั้งสองผู้เป็นเจ้าของรถคนก่อน จึงเข้าใจผิดและตามมาเอารถคืน

รถ...ที่เธอใช้ขับวนเวียนไปกลับทุกคืนด้วยความหิวโหย !

ถึงตอนนี้ พรรพีเข้าใจแล้วว่าที่เบาะนั่งด้านหลัง กลิ่นเหม็นมีต้นตอจากอะไร อะไรที่เมื่อเธอเลี้ยวรถแล้วมันเอนมาซบหลังเบาะเธอ ทำให้เธอรู้สึกคล้ายถูกจ้องจากด้านหลัง

ศพของเรานั่นเอง !

แก้วตาของหญิงสาวค่อย ๆ กลายเป็นฝ้าขาว และแล้วก็กลืนหายไปกับตาขาวในที่สุด ร่างกายเผาไหม้กลายเป็นเนื้อหนังดำเกรียม มีอวัยวะภายในบางส่วนเยิ้มหยดออกมาจากแผลเปิด กรดจากกระเพาะพุเป็นฟอง นี่เอง...ตัวการที่ทรมานเธอเหลือใจ ฉีดฝังความรู้สึกลึกล้ำจนแม้ตาย ก็ยังเวียนว่ายไม่จบไม่สิ้น

“อะ...อะไรวะเนี่ย !”

ชายหน้าหนวดที่ยืนชิดประตูรถของเธอฝั่งคนขับร้องเหวอ กระโดดถอยออกไปจนล้มลงแอ้งแม้ง ชายหน้าเกลี้ยงกว่าที่ดักยืนอยู่หน้าหม้อรถยังไม่ทันเห็นเธอถนัด จึงงุ่นง่านไปยังคนล้ม บ่นว่า “อะไรของมึงเนี่ย-- !”

จังหวะที่รายนั้นก้าวไปก้มประคองผู้มาด้วยกันให้ลุกยืน พรรพีก็ถือโอกาสโจนเข้าใส่

“เฮ่ย !”

“ไอ้หมอกระวัง !”

‘ไอ้หมอก’ แหงนเอี้ยวมา พรรพีอาศัยวินาทีที่คอเจ้าตัวยืดยาวขึ้นนั้น ฝังคมเขี้ยวตัวเองลงไปแล้วสูบจนสุดแรง !

   . . . . . . . .

 

หมวดมานิตและจ่าตุลย์แอบซุ่มอยู่ในรถเก๋งข้างอาคารหอพักอีสต์ลอดจ์ ดึกขนาดนี้รอบบริเวณเหลือเพียงไฟแสงจันทร์ แทบไม่มีใครเข้าออกตัวอาคารแล้ว ทุกอย่างเงียบเหงาดูไม่น่ามีอันตราย ถึงกระนั้นทั้งคู่ก็ยังไม่อาจปิดตาลงได้ วินาทีใดวินาทีหนึ่งบุคคลเป้าหมายอาจปรากฏตัว

อันที่จริง วันนี้หมวดมานิตกับจ่าตุลย์รับปากไอ้หมอกไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะ หมอนี่มันกว้างขวางในหมู่คนมีสี เพราะแต่ไรมาพ่อแม่พี่ชายล้วนทำงานที่ต้องอาศัยเส้นสายกรุยทาง ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน อัลติสใหม่อ่องของไอ้หมอกถูกขโมย และแล้วมันเผอิญพบว่ามีคนขับรถคันดังกล่าวโฉบไปมาล่อตาหลายคืน ในที่สุดมันจึงวางแผนนัดหมายไอ้เหมาะพี่ชายและสหายในเครื่องแบบออกมาล่าโจร นายตำรวจทั้งสองอือออเพราะเคยได้รับของกำนัลจากมัน ไม่คิดว่าจู่ ๆ จะได้รับคำสั่งสายฟ้าแลบเสียก่อน

เบื้องบนได้รับรายงานว่า คนร้ายคดีใหญ่เดินทางจากกรุงเทพมาที่นี่เพื่อหนีไปยังประเทศกัมพูชา ข้อมูลล่าสุดปรากฏว่ามันเข้าพักที่หอนี้ คาดว่าจะดอดออกมาช่วงวิกาล เขาทั้งคู่จึงมานั่งในรถซุ่มดูเงียบ ๆ จนถึงดึกดื่น

“ไม่เห็นจะมีวี่แววเลยนะหมวด” จ่าตุลย์เดาะลิ้นบ่น

คู่สนทนายังนิ่ง ไม่แม้แต่กวาดสายตาออกจากปากทางด้านหน้าประตูรั้ว อีกฝ่ายจึงว่าต่อ “เป็นไปได้มั้ยว่ามันหนีออกไปแล้ว”

“ไม่น่านะจ่า ตั้งแต่เรามาตอนทุ่มกว่าก็ยังไม่เห็นมีใครหน้าตาแบบนั้นนี่”

หน้าปัดนาฬิกาตรงคอนโซลหน้ารถบอกเวลาตีหนึ่งสามสิบหกนาที

“มันอาจปลอมตัว”

คราวนี้หมวดเงียบลงใหม่ ทว่าเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยอาการชั่งใจ อันแสดงว่าเริ่มไม่แน่ใจขึ้นมาเหมือนกัน

คดีนี้สังคมค่อนข้างจับตา เพราะเหตุที่คนร้ายก่อนั้นเลือดเย็นนัก หากพวกเขาปล่อยให้มันหนีรอดไปได้จริง ๆ เบื้องบนก็คงจะ--

หมวดหนุ่มกลืนน้ำลายหนืดเหนียวในคอ กระแอมว่า “จ่ารู้จักผู้จัดการที่นี่ใช่มั้ย”

“ครับหมวด” คู่หูพยักรับ “นายพีรพล วันนี้แกก็อยู่ที่นี่--”

คำพูดขาดตอนเพราะจู่ ๆ เสียงกรีดร้องก้องขึ้นจากที่ใดที่หนึ่งไม่ไกลจากตัวรถ เป็นเสียงผู้ชายโหยหวนด้วยความหวาดกลัวทรมาน จ่าตุลย์ตาสว่างทันควัน ขณะที่หมวดมานิตรำพึงเครียด “เสียงใครกันวะนั่น”

คนนั่งข้างกันเงี่ยหู คราวนี้เสียงดังและชัดขึ้นอีก

“เอาไงดีครับหมวด”

หมวดมานิตเป็นคนขี้เก๊ก ชายหนุ่มกัดกรามทำเข้ม ก่อนบอก “จ่าออกไปดูหน่อยแล้วกัน บางทีจะเป็นพวกขี้ยาทะเลาะกัน ผมจะอยู่จับตาเป้าหมายที่นี่ก่อน”

“ครับพ้ม”

จ่าแก่เปิดประตูรถหายลับไปกับความมืด มานิตไม่หันไปมองแม้แต่ข้างหลังเจ้าตัว สายตายังจับจ้องบริเวณประตูอาคารอีสต์ลอดจ์ ใจเริ่มระทึกเมื่อนึกขึ้นมาว่า นี่ถ้าไอ้คนร้ายในโรงแรมมันหนีไปแล้วจริง ๆ จะเกิดอะไรขึ้น...

เวลาเคลื่อนไปเชื่องช้า หมวดมานิตเริ่มกระสับกระส่าย จ่ามัวทำอะไร ทำไมยังไม่กลับมาซะที ! คิดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มต้องสะดุ้งอีกครั้งเพราะเสียงดังใหม่ และคราวนี้ มันเป็นเสียงคุ้น ๆ

“ช่วยด้วย ! ช่วยด้วย !”

“จ่าตุลย์ !”

ใจกระตุกวาบ ปกติจ่าแกเหมือนหมาแก่ ยิ่งแก่ยิ่งเอาเรื่อง ตั้งแต่ทำงานมาด้วยกันยังไม่เคยได้ยินแกร้องเสียงหลงอย่างนี้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น !

ทั้งที่ยังเป็นห่วงหน้าที่ ในที่สุดหมวดมานิตต้องตัดสินใจหันกลับแล้วเปิดประตูวิ่งลงจากรถ จุดที่รถจอดแอบอยู่คือต้นไม้ริมทางติดกับโรงแรม อาคารสูงทอดบังแสงจากดวงไฟริมทาง ก่อเงายาวจนถนนแคบด้านหลังมืดหายไปในรัตติกาลและป่าร้าง

ดึงไฟฉายกระบอกเล็กขึ้นมาหมุนเปิด แสงไฟกำลังสูงสาดเป็นลำเข้าไปในพงหญ้า “จ่า ! จ่าตุลย์ !”

“หมวด...อ๊ากกก !”

“จ่า !” ดวงตาเบิกขึ้น มือใหญ่คว้าปืนขึ้นกระชับพร้อม สองเท้าวิ่งเข้าไปตามทิศทางที่เสียงคู่หูก้องขึ้น

แสงจากไฟฉายกวาดให้เห็นแค่พงหญ้าและหมู่ไม้ ปลายฤดูไม่ค่อยมีฝนแล้ว กระนั้นหมู่ไม้แถบนี้ก็ยังดกเขียวจนดูน่ากลัว เสียงสวบ ๆ ของพื้นรองเท้าหนังผู้หมวดหนุ่มบดพื้น ดังตัดกับเสียงแมลงกลางคืน เสียงตุ้บตั้บคล้ายมีคนต่อตี ตลอดจนเสียงดังอั้ก ๆ เหมือนจ่าตุลย์กำลังสำลักลมหายใจ ขณะเดียวกันมีกลิ่นหญ้าเหม็นเขียวและกลิ่นคาวบางอย่างคลุ้งจัด ยิ่งวิ่งต่อไปก็ยิ่งคลื่นเหียน

“จ่า ! จะ-- !”

คำเรียกสะดุด ปลายเท้าก็หยุดชะงัก

กลางวงไฟเบื้องหน้า ร่างใครบางคนนอนเหยียดยาวอยู่กับพื้น ใครบางคนที่หมวดมานิตคิดว่าน่าจะเป็น -- ใช่แล้ว จ่าตุลย์ ! ท่อนล่างเพื่อนร่วมงานทอดยาวชักกระตุก ขณะที่ท่อนบนถูกอีกร่างหนึ่งนั่งหันหลังบังอยู่

“หยุด ! หยุดนะมึง !”

ตะโกนออกไปแล้วชายหนุ่มก็รีบเรียกสติคืน สาวเท้าเข้าใกล้ร่างดังกล่าวอีกก้าวใหญ่ ๆ

ในระยะใกล้ขึ้น มานิตพินิจถนัดว่าเจ้าของร่างที่นั่งหันหลังมานั้นคือหญิงสาวผมยาวร่างอวบ เสื้อนอนแขนสั้นกับกางเกงขายาวขาดเป็นริ้วและมีบางส่วนเป็นรอยไหม้ คงเพราะเห็นแสงไฟสาดจับไปยังจ่าตุลย์ที่นอนอยู่ข้างหน้า เธอจึงค่อย ๆ หันมาในลักษณะอันชวนให้ขนหัวลุก

หมวดมานิตไม่ได้ตาฝาด แก้วตาของเธอไม่มีสี ดวงตาเป็นสีขาวโพลงวะวาบ ครึ่งใบหน้าซีกล่างเปื้อนของเหลวแดงฉาน -- ของเหลวกลิ่นคาวจัด ! ริมฝีปากแยกออกจากกันปรากฏเขี้ยวแหลมคม

หมวดหนุ่มตกตะลึง เท้ากระตุกถอยหลังโดยอัตโนมัติ ขณะที่ร่างนั้นค่อย ๆ ลุกยืนพร้อมรอยยิ้มกริ่ม ยิ้มที่ให้ความรู้สึกคล้ายสัตว์ร้ายเห็นอาหารโอชา

ก่อนที่เขาจะทันใช้อาวุธในมือ หรือแม้แต่ทันวิ่งหนี เสียงสุดท้ายที่หมวดมานิตได้ยินคือ

บุ๋ง...บุ๋ง... !  

 . . . . . . . . . . .
จบตอน "มื้อสุดท้าย"

โปรดติดตามตอนต่อไปใน
"เรียลลิตี้รอบดึก"


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น