อัปเดตล่าสุด 2019-02-22 10:52:53

ตอนที่ 19 เรียลลิตี้รอบดึก: 3

ร่างกายเริ่มสั่นไปทั่วสรรพางค์ สำรวยแหงนหน้ากวาดสายตาไปรอบด้าน ทุกด้านยังมีเพียงห้องพักเปล่า !

ดวงตาหลุกหลิก ดวงใจลนลาน เป็นไปไม่ได้ ‘มัน’ มีอิทธิพลเหนือเฉพาะคนที่อ่าน แต่เรายังไม่ได้อ่าน !

พลันนั้นนั่นเอง อีกเสียงดังแทรกขึ้นจากอีกมุมใจ

แต่ถ้าคนที่เกี่ยวข้องกับที่นี่อ่านล่ะ !

เขาจำได้ เหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับเมียรัก กับทั้งครอบครัวของเขา

ก่อนที่เธอจะถูกมันควบคุมไว้จนไม่อาจสื่อสารได้ คู่ชีวิตของเขาบอกว่า เธอได้อ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนั้น เล่มที่ลูกสาวเป็นคนนำเข้ามาในบ้าน ! เธอบอกว่ามันเกี่ยวกับนักเขียนหนุ่มที่เดินทางไปเข้าพักในโรงแรมผีสิงแห่งหนึ่ง ในคืนแรกที่เข้าพักนั่นเอง เจ้าตัวได้พบกับภาพเหตุการณ์หลอนประหลาดอันแทบทับกับเหตุการณ์ในชีวิตของสำรวยได้

ใช่

เพราะเขาคือนายอนุสรณ์ผู้นั้น !

ตลอดเวลาที่วิฬาร์ศนีเล่า เขาขนลุกร้อนสลับหนาว เหมือนจะเป็นไข้ เหมือนใกล้จะตาย รู้ว่า ‘มัน’ หาทางกลับมาจนได้ ใช่ ! วิธีไหนก็ไม่สำคัญ สำคัญตรงที่มันกลับมา !

เขามั่นใจว่ามันกลับมา โดยอาศัยหนังสือเล่มนั้นเป็นสื่อ เรื่องที่นายเชิงเทียนเขียนขึ้นนั้นตรงกับความจริงทั้งหมด ความจริงที่ควรจะมีเพียงเขา – นายอนุสรณ์ สำราญเกิด กับนายแพทย์คนดังกล่าว และมันเท่านั้นที่รู้ เพราะแม้แต่ท่านอาจารย์ เขาก็ยังถ่ายทอดรายละเอียดไม่ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น ส่วนนายแพทย์ท่านนั้นก็สิ้นใจไปตั้งแต่เหตุการณ์ก๊าซพิษรั่ว

คุณหมอรีบร้อนหนีจนตกบันได สภาพคอหักนั้น ไม่ว่าใครก็คิดว่า เหมือนแกถูกจับหักคอมากกว่า !

คุณหมอตายโดยที่ยังไม่ได้เล่าเหตุการณ์ในห้องนั้นให้ใครฟัง !

วิฬาร์ศนีเองก็ขลุกอยู่แต่ในบ้าน ใช้ชีวิตไปตามกิจวัตรประจำวันซึ่งไม่ต่างจากตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เธอไม่ได้ย่างใกล้ความผิดปกติใดนอกจากหนังสือเล่มนั้น อนุสรณ์ซักจนแน่ใจว่าเมียรักไม่มีทางได้รับ ‘เชื้อ’ จากทางอื่น คนที่อ่านจะถูกมันควบคุมไว้ทั้งดวงวิญญาณ อำนาจอาถรรพ์อาจแพร่มาในระหว่างหลับตานอน อนุสรณ์จำได้ว่าเมียบอก มันเริ่มจากฝันร้าย... และแล้วเธอเริ่มละเมอขึ้นมาหาแมวหาย การละเมอนั้นหนักหน่วงจนถึงขั้นหยิบมีดมาจ้วงแทงเขา !

เพราะรู้ว่ายายหนูก็อ่านหนังสือเล่มนั้นด้วยเหมือนกัน อนุสรณ์จึงหวาดกลัวว่าสักวันลูกรักจะตกเป็นเครื่องมือของไอ้ผีร้าย เขารีบส่งลูกไปอยู่บ้านเพื่อน คิดว่าถ้าลูกอยู่ห่างจากเขา ทำอะไรเขาไม่ได้ ไอ้ผีระยำก็คงไม่ครอบงำลูกเหมือนที่ครอบงำเมียเขา

และเพื่อจะช่วยเมีย อนุสรณ์จึงรีบเดินทางไปหาท่านอาจารย์

บ้านเลขที่ 9 ซอยสุรสีห์ 8/3 บนถนนเอกชัย ยังดูเหมือนเดิม เพียงแต่เก่าแก่ลงกว่าเดิม ลูกชายของท่านอาจารย์เป็นคนเปิดประตูออกมารับเขาในดึกนั้น อนุสรณ์กับบารมีอายุเท่า ๆ กันและเคยพบหน้ากันมาก่อน ทว่าสิบกว่าปีที่เขาห่างท่านอาจารย์มา รูปร่างหน้าตาของเขาคงเปลี่ยนไปจนบารมีจำไม่ได้ ตรงข้ามกับเจ้าตัวที่ยังเหมือนเดิม นอกจากนั้นอนุสรณ์ยังเห็นเด็กหนุ่มอีกรายวอบ ๆ แวบ ๆ อยู่ด้านในตัวบ้าน คงจะเป็นเจ้าบั๊ม ลูกชายที่ถอดแบบพ่อมาราวพิมพ์เดียว เขาน่าจะได้ทักทายและเท้าความยืดยาว ถ้าไม่เพราะกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ร้าย และถ้าไม่เพราะได้ข่าวร้าย ท่านอาจารย์เสียชีวิตไปหลายปีแล้วด้วยโรคประจำตัว !

นั่นเองพังความหวังของเขาจนราพณาสูร ! เขาไม่รู้เลย นอกจากท่านอาจารย์ จะยังมีใครจัดการผีร้ายตนนี้ได้อีก หรือต้องจัดการกับมันอย่างไร

หนนั้น การพบกันกับท่านอาจารย์เป็นความบังเอิญ ความบังเอิญที่ทำให้ชีวิตของเราพลิกไปตลอดกาล ! อนุสรณ์อยู่ในวัย ‘หนีบ้าน’ หนีเงาและความสำเร็จของพี่ชาย เขาไม่ได้อิจฉาพี่ แต่ต้องหาทางหนีออกไปก่อนที่ตัวเองจะอิจฉาพี่ ชายหนุ่มอาศัยหน้าที่การงานพาตัวเองห่างไปไกลแสน ระหว่างคว้างเคว้งระเหระหนอยู่ในแถบจังหวัชัยภูมิ ท่านอาจารย์ช่วยเขาไว้ ชายวัยกลางท่าทางเงียบขรึมผู้มักทอดสายตาไกล ราวกับว่านัยน์ตาเห็นอะไรที่ใครก็เพ่งไปไม่ถึง แกบอกว่าเห็นเขาแล้วคิดถึงลูก และเลยปฏิบัติต่อเขาเหมือนลูกแท้ ๆ

อนุสรณ์เองก็รักท่านอาจารย์ดุจพ่อแท้ ๆ ท่านบอกต้องห่างบ้านเพราะได้รับฝากภารกิจสำคัญไว้จากสหายผู้หนึ่ง รายนั้นเพิ่งสิ้นใจไปไม่นาน

อย่างไรก็ดี คลุกคลีด้วยกันพักใหญ่ ยังไม่เห็นท่านทำอะไรเสียที วันหนึ่งอนุสรณ์จึงถามท่านว่าภารกิจนั้นคืออะไร

“มันเป็นเรื่องสำคัญมาก” คำตอบเนิบช้า ทว่าสุขุมเหมือนทุกครั้ง “กูทำคนเดียวไม่ได้ เลยต้องมาอยู่รอคนที่พอจะทำได้”

“ใครกันครับ”

ท่านลากสายตามาจ้องเขานิ่งนาน จนอนุสรณ์มีอันขนลุก

“อย่าบอกนะว่า...”

“ใช่” เสียงแหบดังกลบหางเสียงเขา “มึง !”

คนฟังถึงกับเบิกตา

แม้จะเรียนด้านวิทยาศาสตร์มา อนุสรณ์ก็ยังต้องยอมรับว่าคาถาอาคมของท่านอาจารย์นั้นมีอยู่จริง และสิ่งที่ท่านแสดงให้เขาเห็นก็น่าจะเป็นขั้นเอกอุ ฉะนั้น ไฉนท่านจึงจะต้องมาพึ่งบุรุษพยาบาลธรรมดาอย่างเขา

“มึงเป็นคนเดินเข้ามาเจอกูตามฤกษ์ยามสำคัญ ตกฟากตามฤกษ์ยามสำคัญ มีแค่มึงเท่านั้นที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จได้”

ฟังแล้วยังกลัว ๆ เขาต้องพยายามกลั่นเสียงเพื่อถามว่า “งะ...งานอะไรเหรอครับ”

“มึงเคยได้ยินเสียงร้องแปลก ๆ ที่ดังมาจากห้องคนไข้ตรงหัวมุมชั้นสิบสามใช่มั้ย”

นิ่งคิดนิดหนึ่งแล้วเขาพยักหน้า จำได้ว่าวันแรก ๆ ที่ไปทำงานแล้วเดินผ่านแถวนั้น เสียงครวญแหบแหลมลอยมาจนขนตามแขนขาลุกวาบ ครั้นถามรุ่นพี่ในโรงพยาบาลก็ได้ความว่า “คนไข้ เป็นนักเขียนเรื่องโหราศาสตร์ที่ดัง ๆ นั่นไง ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน สติสตังเปิดเปิงจนสาวกต้องพามารักษาที่นี่ นี่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหายเลย...”

ท่านอาจารย์กระแอมในคอแล้วว่าต่อ “ภารกิจที่เพื่อนกูฝากมา คือต้องกำจัดมัน !”

“หะ...หา? !”

“มึงฟังไม่ผิด” คนพูดถอนหายใจ คล้ายกับว่างานที่กำลังถ่ายทอดนี้ก็หนักหนาสำหรับตัวเองเช่นกัน “มันเป็นพวกเล่นของสกปรก หลอกลวงคนจนตกเป็นทาส ที่สำคัญ มันต้องการเผยแพร่สำนักมืดของตัวเองออกไปในวงกว้าง...”

ท่านอาจารย์เล่าว่า สหายของท่าน -- หลวงน้าเตื้อง -- เผอิญรู้ความลับของมัน จึงหาทางหยุดยั้ง และได้ฟาดฟันกับมันจนต่างฝ่ายแทบเอาตัวไม่รอด มันร่อแร่จนสาวกต้องแห่เอาเข้าโรงพยาบาล ส่วนหลวงน้าเตื้องก็อาพาธหนัก ก่อนมรณภาพไม่กี่วัน ท่านอาจารย์ถูกตามตัวด่วน เพื่อขอให้ช่วยสืบสานปณิธานยิ่งใหญ่

“ไอ้สรณ์ มีแต่มึงเท่านั้นที่หยุดมันได้ ฤกษ์ผาที่กูดู บอกว่ามึงเท่านั้นจะเป็นคนดึงประตูปิด และขังมันไว้ตลอดไป !”

“แต่ผมจะทำได้ยังไง ผมเป็นแค่--”

“นี่ !” พร้อมคำนั้น ในมือท่านอาจารย์ยกแสดงขวดแก้วใบน้อย ภายในบรรจุของเหลวใสปรี่

“อาการของมันยังร่อแร่ สิ่งที่มึงต้องทำก็แค่ ฉีดน้ำมนต์นี่เข้าไปในตัวมัน !”

“แล้วเขาก็จะ...ตาย... ?” คำท้ายเปล่งยากลำบาก

หากถึงอย่างไร ท่านอาจารย์ส่ายหน้า ยากจะตัดสินว่าแววในดวงตาสะท้อนความรู้สึกใด สมหวัง หรือเศร้าสร้อย

“ไม่หรอก มันจะไม่ตาย มันห่างไกลจากคำว่าตายมากนัก...”

ทั้งที่กลัว ๆ กล้า ๆ ทว่าด้วยศรัทธาและความรักที่มีต่อท่านอาจารย์ อนุสรณ์รับปากจะเป็นผู้ ‘ดึงประตูปิด’

นับจากวันนั้น ชายหนุ่มหาทางพาตัวเองเข้าไปใกล้ ‘เป้าหมาย’ มากขึ้น โดยตีสนิทแล้วแลกเวรกับผู้ดูแลคนไข้ห้องนั้น มันไม่ใช่เรื่องยาก ในเมื่อพนักงานในโรงพยาบาลต่างหวาดกลัวลักษณาการของคนไข้รายดังกล่าวอยู่แล้ว ส่วนใหญ่บอกว่าชายผู้นั้นก้าวพ้นขั้นวิปลาสไปแล้ว ไปสู่โลกอีกใบที่มีแต่ความทรมาน และดูจะต้องการให้คนที่อยู่ใกล้หลุดไปเป็นเพื่อนเพื่อแบ่งเบาความทรมานนั้นด้วย !

อนุสรณ์ไม่ใช่คนใจเด็ดหรือหาญกล้านัก ครั้งแรกที่ได้เปิดประตูเข้าไปเห็นหน้าเจ้าของเสียงครวญครางน่าสยอง ขุมขนของเขาก็ลุกพองเหมือนถูกลมพ่น เดินตัวสั่นตามหัวหน้าเข้าไปจับตา เสียงของมันว่าน่ากลัวแล้ว หน้าตาเนื้อตัวของมันยิ่งน่ากลัวมากกว่าเสียง ทั้งผอมผุ พุพอง แทบไม่เหมือนคน แม้แต่หน้าผากใต้เชิงผมก็คาดล้อมด้วยรอยสักอักขระน่าประหวั่น

เข้า ๆ ออก ๆ ห้องนั้นกว่าเดือน เขาจึงทำใจกล้าและเริ่มมองตามันได้ลำพัง

ทุกครั้งที่มอง อนุสรณ์รู้สึกว่ามันกำลังท้าทาย กำลังจะกลืนเขาให้กลายเป็นพวกเดียวกัน เป็นร่างเดียวกัน ! เขาหวาดกลัว แต่พยายามทำไม่กลัว ทั้งชีวิตเขาเป็นลูกที่ไม่เอาไหนของพ่อ เป็นน้องที่ไม่เอาไหนของพี่ ครั้งนี้ทุกอย่างจะไม่ซ้ำรอย ท่านอาจารย์ให้ของดีเขาไว้คุ้มตัว บอกว่าเขามีฤกษ์แกร่งคุ้มหัว เขาจะต้องเป็นศิษย์ที่ ‘เอาไหน’ ให้ได้ !

และแล้ว วันนั้นก็มาถึง วันที่ท่านอาจารย์บอกว่า “ไม่มีฤกษ์ไหนดีไปกว่านี้ กำลังของมันจะอ่อนแอ แล้วอีวิฬาร์ก็อ่อนแอ มึงกำจัดไอ้สารเลวนั่น แล้วกูจะช่วยให้มึงพาอีวิฬาร์ออกไปจากที่นี่”

อาจารย์พูดอย่างนั้น เพราะรู้ว่ามันเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่จะทำให้เขากล้าตัดสินใจ

ความรักทำให้คนฆ่าคนได้ด้วยเหตุนี้ !

ใช่แล้ว ตั้งแต่ที่เดินทางขึ้นไปทำงานที่ชัยภูมิ อนุสรณ์ได้รู้จักกับวิฬาร์ศนี เธอเป็นสาวหน้าเศร้า ราวแบกความทุกข์ตรมทั้งหมดในโลกไว้บนบ่า พูดน้อย ยิ้มก็ยิ่งน้อย ลักษณะคล้ายถูกกดขี่ด้วยตราบาปบางประการ ทำให้เขาเห็นใจ และรู้สึกเชื่อมโยงกับเธอได้แม้ไม่ต้องพูดกันมาก

ท่านอาจารย์นั่นเองเล่าให้เขาฟังว่า วิฬาร์ศนีเคยหนีตามชายคนรักไปเมื่อแรกสาว ครั้นตั้งท้องก็ถูกทิ้ง ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครจึงจำทำแท้งด้วยตัวเอง หญิงสาวสลบไสลไปนาน ก่อนตื่นมาพบว่าตัวเองถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล ทั้งพ่อแม่และชาวบ้านรับรู้เรื่องของเธอทุกหัวระแหง คนในหมู่บ้านรังเกียจเธอที่เป็นหญิงใจแตก ทั้งยังเป็นอีแม่ใจบาปฆ่าลูกได้ลงคอ ไม่มีใครพูดถึงไอ้ชาติหมาที่หลอกแล้วเขี่ยเธอทิ้ง จากนั้นมา หญิงสาวต้องบากหน้าอยู่ในหมู่บ้าน -- อยู่บนโลกอย่างผู้ที่ถูกตัดสินแล้วว่ามีค่าน้อยกว่าคนทั่วไป

ความเอื้ออาทรที่มีต่อวิฬาร์ศนีฉุดให้อนุสรณ์เกิดความกล้าขึ้นมา กล้าเข้าไปทักถามเธอทุกครั้งที่เผอิญเจอกันในตลาด กล้าบอกเธอว่าเขาเองก็เคยมีความรู้สึกคล้าย ๆ กัน คือเป็นส่วนเกินของบ้าน เป็นคนที่ไม่มีใครยอมรับ วิฬาร์ศนีมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ แต่เมื่อนั้นเอง เขาพบว่าแววแสงในดวงตาเธอ คือแสงจากหลังประตูใจที่ค่อยถูกแง้มออก

เขาได้พบกับวิฬาร์ศนีอีกหลายครั้ง ทุกครั้งความสัมพันธ์ทางใจกระหวัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ท่านอาจารย์เตือนเขาว่านี่จะไม่ง่าย แล้วมันก็ไม่ง่าย เพราะต่อให้เขาแสดงความจริงใจ ทว่าคนในหมู่บ้านของเธอ โดยเฉพาะพ่อแม่ของเธอกลับมองไม่เห็นค่า ไม่ใช่ไม่เห็นค่าความจริงใจของเขา แต่ไม่เห็นว่าวิฬาร์ศนีมีค่าพอจะรับความจริงใจของเขา !

เธอถูกหาว่าทำตัวยั่วยวนจนชายต่างบ้านหลงใหล และจะก่อเรื่องให้ชาวหมู่บ้านต้องอับอายคนนอกอีกครั้ง หลังจากไม่พบหน้ากันหลายวัน อนุสรณ์ก็ทราบข่าวว่าหญิงคนรักถูกพ่อล่ามไว้บนเรือนดุจสัตว์เลี้ยง ดุจว่าโลกขณะนั้นมิใช่สังคมที่คุยกันด้วยสัญญาณในอากาศ ทว่าฝากจดหมายไปกับพิราบที่บินขึ้นในอากาศ !

ท่านอาจารย์บอกว่า ถ้าเขามั่นใจ ทางเดียวที่จะช่วยเธอ และทำให้เขาสมหวังได้ ก็คือต้องพาวิฬาร์ศนีหนีออกไปจากที่นี่ มันกลายเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ทำให้การ ‘กำจัด’ ดูเป็นสิ่งที่ควรกระทำมากขึ้น !

ในที่สุด หลังจากน้ำมนต์ขวดนั้นถูกฉีดเข้าในกายมัน หลังจากที่นายแพทย์สิ้นชีพ พร้อม ๆ กับโศกนาฏกรรมของโรงพยาบาลจนกิจการใหญ่ต้องล้มคว่ำ ท่านอาจารย์ตอบแทนเขาด้วยการแวะไปเยี่ยมวิฬาร์ศนีที่บ้าน แสร้งทักว่าเธอกำลังดวงตกและบอกให้พ่อแม่พาเธอมาทำพิธีที่วัดใกล้ท่ารถ

ด้วยเวลาไม่มากมาย วิฬาร์ศนีลอบเร้นออกมาได้ เธอมีแค่ตัวเปล่าขณะที่ตามเขาเข้ากรุงเทพ ไปอยู่ในบ้านอีกหลังที่อบอุ่นกว่า แม้จะถูกมองด้วยสายตากังขาในช่วงต้น แต่ในที่สุดก็เป็นที่ที่ปลอดภัย ที่ที่เขาบอกให้เธอฝังตัวไม่ออกไปไหน ส่วนเขาเองเปลี่ยนงานเรื่อยไปเพราะเกรงความผิดในอดีต

ไม่คิดเลย...ไม่คิดเลยว่าในที่สุดมันก็จะตามเจอตัวเขาและเธอจนได้ !

ถึงจุดที่เขาเจอทางตัน ท่านอาจารย์ตายไปแล้ว และแม้เขาจะพาเมียหนีออกจากบ้านไปพักในอพาร์ตเมนต์ห่างไกล แต่มันก็ยังตามมาครอบงำได้ วิฬาร์ศนีทุกข์ทรมาน เธอจึงขอให้เขาชำระบาปของเธอเสีย ก่อนที่เธอจะถูกมันใช้เป็นเครื่องมือทำลายเขา ต่อเมื่ออนุสรณ์ปฏิเสธ มีดเล่มนั้นก็ถูกเธอหยิบขึ้นเอง แล้วกระหน่ำแทงตัวเองจนล้มฟาดพื้น

เขาตกใจ ทำอะไรไม่ถูกไปพักหนึ่ง ความรู้จากครั้งเป็นบุรุษพยาบาลดูเหมือนเลือนสิ้น แล้วก่อนจะทันพาเธอลงจากเตียง ลมหายใจของเธอก็จากไปหมดสิ้น !

สิ่งที่เขาตัดสินใจจึงคือ ใช้ความรู้จากครั้งที่เป็นผู้ช่วยชำแหละหมูในตลาด หั่นร่างเธอเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วทยอยนำไปทิ้งในเบื่อเกรอะท้ายอพาร์ทเมนต์ จากนั้นก็รีบหาทางหนีออกมา หนีจนมาถึงที่นี่ จนถึงวันนี้ และรอเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงเพื่อหนีออกนอกประเทศ

พ้นความผิด

พ้นจากดินแดนที่ภาษาในหนังสือเล่มนั้นถูกใช้งาน !

ใช่ อีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น รถที่นัดหมายจะมารอข้างล่าง พาเขาออกไปทางชายแดนเขมร เราจะต้องหนีพ้นมือมันให้ได้ !  

กระแสความคิดสะดุดลง จู่ ๆ มีเสียงประตูตู้เสื้อผ้าดังขึ้นในส่วนห้องนอน ค่อย ๆ ดัง...ยังกับมีใครค่อย ๆ ผลักมันเปิด...

แทนที่จะหันไป ร่างของอนุสรณ์กลับแข็งค้างอยู่บนโซฟาอย่างนั้น อวัยวะที่ถูกใช้งานหนักสุดคือส่วนรับเสียง ใบหูแทบตั้งกระดิก

ปัง ! ปัง ! ปัง !

เขาแทบสะดุ้ง มีคนเคาะประตูห้องพักตัวละครในหนังอีกแล้ว ครั้งนี้ชายหนุ่มรายนั้นลุกขึ้นสลัดศีรษะด้วยอาการหัวเสียง เดินกระแทกเท้าปึงปังไปกระชากประตูเปิด

แปลก จังหวะและเสียงฝีเท้านั้น ราวทาบกับเสียงฝีเท้าที่มีอยู่จริงนอกจอ

จากพื้นไม้ในตู้เสื้อผ้า ก้าวออกมาสู่อาณาเขตห้องนอน แล้วตรงมาหยุดข้างหลังโซฟาที่เขานั่งอยู่ !

ก่อนที่ภาพในจอทีวีจะแสดงให้เห็นร่างที่ยืนอยู่หลังบานประตู อนุสรณ์ผวาคว้ารีโมทคอนโทรลกดปิด

ภาพดับ จอสี่เหลี่ยมผืนผ้าของโทรทัศน์กลายเป็นสีดำทันใด

วินาทีเดียวกันนั้นเอง ไม่ต้องเงี่ยหูเพื่อฟังชัดว่าในห้องมีเสียงฝีเท้าอยู่จริงหรือไม่ เงาสะท้อนบนหน้าจอโทรทัศน์แสดงภาพชายร่างสันทัดผู้หนึ่ง กำลังยืนเงื้อมีดปลายแหลมขึ้นในท่าพร้อมจ้วงลงมาที่เขา

ถ้าเห็นไม่ผิด อนุสรณ์คิดว่าเจ้าตัวคือผู้จัดการโรงแรมอีสต์ลอดจ์ที่เขาพักอยู่นี่เอง

. . . . . . . . . .

จบตอน "เรียลลิตี้รอบดึก"
โปรดติดตามตอนต่อไปใน

"หลั่งไหลเป็นสายน้ำ"

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น