อัปเดตล่าสุด 2018-12-26 09:31:18

ตอนที่ 2 ใต้คลุมโปง: 2

ทำไมผมถึงชอบเขียนเรื่องลึกลับหลอกหลอนน่ะเหรอครับ 

ก็เพราะมันคือแฟนตาซีที่ช่วยให้หนีจากความจริงอันกดดัน เราสามารถใช้ความรุนแรงในโลกที่ต่อต้านความรุนแรง เห็นคนหนีตาย คนที่ชีวิตพังกว่าเรา ได้ชี้นิ้วเหมือนคนฉลาดกว่าว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้นล่ะวะ มึงควรทำอย่างนี้สิโว้ย ! ยิ่งเรื่องที่เสพน่ากลัวมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งถูกดึงหลุดจากโลกเน่า ๆ ที่คลุมเราอยู่ได้มากเท่านั้น

ผมเขียนเรื่องน่ากลัวจากสิ่งที่ตัวเองกลัว เริ่มจากภูตผี ปีศาจ วิญญาณ แม้แต่สถานพิศวง คุณคงคิดว่าพอโตขึ้น รอบรู้และมีเหตุผลมากขึ้น นักเขียนคงยิ่งหาญกล้า เลิกกังวลกับเรื่องไร้สาระจนอาจเป็นปัญหาให้หาเรื่องมาเขียนไม่ได้

เปล่าเลย

อาจเพราะยิ่งโต เราก็เรียนรู้ว่าชีวิตนั้นเปราะบางขนาดไหน แค่เจาะเลือดนิดหน่อยก็หน้ามืด แค่ขึ้นที่สูงก็ใจหวิว ดำน้ำไม่กี่นาทีก็อึดอัดแทบขาดใจ ยังไม่นับเชื้อโรคร้ายที่เล็กจิ๋วจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คนเราตายกันง่าย ๆ เพราะอย่างนี้ละ ยิ่งโต ผมกลับยิ่งมีเรื่องอยากเขียนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ตัวเองก็กลายเป็นคนขี้ขลาดที่อยู่คนเดียวได้ลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่อารมณ์ ไอเดีย และชิ้นงาน ไม่ใช่จะประสานกันได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเมื่อคุณผลิตงานออกมามากถึงจุดที่ใคร ๆ เริ่มจับไต๋ได้ว่าจังหวะจะโคนจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ภาษาจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และผลสรุปของเรื่องก็มักจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ผมบ่นเรื่องนี้กับพี่สร้อยไม่ได้ โปรเจคต์ที่เพิ่งได้มายังเป็นความลับของอีกสำนักพิมพ์ ระหว่างทานอาหาร ครั้นเธอถามว่าผมกำลังกังวลใจอะไรรึเปล่า จึงได้แต่ยิ้มปูเลี่ยนแล้วโบ้ยตอบไปอย่างอื่น

“อุตส่าห์มาถึงนี่ จริง ๆ น่าจะค้างหลายวันหน่อย จะได้พาเที่ยวด้วยกัน” ผมเดาไม่ออกว่าพี่สร้อยพูดไปอย่างนั้นหรือเธอต้องการให้ผมอยู่จริง ๆ ใครกันจะอยากมีตัวภาระติดสอยตลอดเวลา

“พี่คงอยู่ที่นี่อีกหลายวันค่ะ พอดีมีญาติที่เขากำลังจะแต่งงานพอดี เลยลาพักยาวมันซะเลย ขี้เกียจไป ๆ กลับ ๆ กะจะไปไหว้หลวงพ่อที่วัดทุ่งสีโหด้วย เขาว่าศักดิ์สิทธิ์ คุณเทียนเคยได้ยินชื่อมั้ยคะ”

ผมส่ายหน้า พยายามตัดบทเพื่อให้พี่สร้อยเรียกพนักงานเก็บเงิน จะได้รีบกลับขึ้นไปทำงานต่อ ผมมีเวลาปั่นต้นฉบับเรื่องสั้นชุดนี้แค่ไม่นาน

อย่างไรก็ดี ยิ่งกดดันกลับยิ่งคิดไม่ออก

ในที่สุด ผมได้แต่นั่งท้องร้องโครกครากอยู่บนคอห่านในห้องพัก จ้องแอปปลิเคชั่นเอเวอร์โน้ตที่ถูกเปิดไฟล์หน้าใหม่ค้างไว้ มีข้อความ 3-4 บรรทัดเรียงราย แต่ถึงอย่างนั้นก็แทบไม่ต่างกับ ‘ไม่มีอะไร’ เลย

แทนสมุดจดที่มักทำหาย ผมหันมาใช้แอปปลิเคชั่นนี้เพื่อบันทึกความคิด แบ่งไฟล์เป็นพล็อต แคแรกเตอร์ หรือหากเรื่องไหนมีคอนเซปต์ค่อนข้างชัดแล้วก็จะแยกไปเปิดเป็นเรื่องของมันเองโดยเฉพาะ เมื่อคิดอะไรได้ก็จดเพิ่มเข้าไป โทรศัพท์มือถือจึงกลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 อย่างแท้จริง

เมื่อคุณเป็นนักเขียนอาชีพ สิ่งที่จะเผชิญก็คือ คุณต้องเป็นมืออาชีพ ! ไม่ว่าใครให้โจทย์อะไรมาก็ควรสามารถทำต่อได้ โดยเฉพาะได้ภายในเวลาอันจำกัด ! งานจำพวกที่นั่งคิดเองฝันเองแล้วค่อย ๆ ถักทอโดยไม่ต้องสนใจอะไรนั้นมีอยู่จริง แต่พึงระลึกว่าคุณเจ๋งพอที่ทุกคนจะมาง้อหรือไม่ มาสนใจ มารอคอยในขณะที่วันหนึ่ง ๆ มีหนังสือใหม่ออกตลาดเป็นสิบ ๆ ปก ที่สำคัญ ความต้องการเงินของคุณสามารถรอได้ขนาดนั้นด้วยรึเปล่า สำหรับผมซึ่งมีภาระต้องเลี้ยงดู ทั้งตัวเอง ทั้งครอบครัว ทั้งอนาคตของตัวเอง ผมยอมปลดอวัยวะส่วนหนึ่งให้ถูกบดกลืนไปกับระบบตลาดเพื่อความอยู่รอด ปลอบขวัญว่าการตลาดใช้งานเรา เราก็ต้องรู้จักใช้งานการตลาดให้เป็นเช่นกัน เรื่องหน้าชื่นอกตรมชนิดหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ งานดี ๆ ไม่ช่วยให้คุณเติบใหญ่หรืออยู่ได้ งานดีที่มีการตลาดดี ๆ ต่างหากจะช่วยให้คุณเติบใหญ่และอยู่ได้ อย่างสบาย และมีโอกาสยั่งยืนกว่า

เพราะอย่างนี้ ผมจึงรับงาน ‘ตลาด’ เพื่อขยายฐานคนอ่านของตัวเอง แต่ก็มีข้อแม้ว่างานชนิดนั้นต้องฝากฝังบางอย่างที่เป็นตัวเรา ความคิดของเราไว้ได้ ใช่ ศิลปินไม่ควรทรยศตัวเองจนเกินไป และ ยิ่งใช่ แบรนดิ้งคือสิ่งสำคัญ !

งานที่เราถักทอด้วยความต้องการของตัวเองนั้นทำไม่ยาก ความยากคือขั้นตอนที่คุณต้องนำเสนอเพื่อให้ตลาดรักสิ่งที่คุณรักด้วย ตรงข้ามกับการทำงานแบบที่การตลาดคิดโจทย์มาให้ คุณหายห่วงไปได้เปลาะหนึ่ง ความยากขึ้นอยู่กับว่า คุณจะนำโจทย์ที่ได้ มาสานเพื่อสร้างงานต่ออย่างไรให้ยังเป็นตัวเอง

พูดเสียยืดยาว ผมกำลังจะบอกว่าโน้ตต่าง ๆ และนิสัยหูตากว้างไกลนี่ละจะกลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ

หลายครั้ง โจทย์ที่ได้ก็อยู่ห่างไกลชนิดแทบตรงข้ามกับความสนใจของตัวเอง สิ่งที่ผมจะเริ่มทำทุกครั้ง คือค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างขะมักเขม้น คุ้ยจนกว่าจะพบประเด็นที่ตัวเองสนใจและ ‘รู้สึก’ ต่อมันจริง ๆ จากนั้น ถ้ายังไม่มีประกายต่อไปเกิดขึ้นในหัว ผมจะงมเข้าไปในมหาสมุทรความคิดที่ตัวเองบันทึกไว้ หาวัตถุดิบที่พอจะใช้เชื่อมโยงกันได้ วิธีนี้ช่วยให้ผมรอดพ้นจากเส้นตายมาได้เสมอ

งานโจทย์มักจะต้องนำเสนอเรื่องย่อหรือพล็อตคร่าว ๆ เป็นลำดับแรก แต่สิ่งที่ผมชอบทำก่อนก็คือ นำข้อมูลและความคิดแต่ละส่วนมาจัดเรียงกัน มองหาว่าจะนำมันมาเล่าอย่างไร วิธีนี้คล้ายเรากำลังเพ่งเดาความเป็นไปในหนังสักเรื่อง มันคืองานศิลปะ และสนุกกว่านั่งคิดพล็อตไปโทงๆ อย่างหลังนี้แห้งแล้งแถมดูเป็นงานฟังก์ชั่น พอเริ่มเห็นขั้นตอนแล้วผมจึงจะนำมันไปย่อเป็นแนวทางส่งสำนักพิมพ์

ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ว่า กระนั้น สิ่งที่พอเรียบเรียงได้ยังดูขัดกัน ยังไม่เห็นแง่งามอันจะแสดงความเป็นตัวเองเชื่อมลงในงานได้ พลิกตรงนั้น ตัดแล้วเพิ่มตรงนี้ ก็ยังดูไม่ใช่ ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวจนเส้นเลือดแถวขมับเต้นดังตุ้บ ๆ รู้แล้วว่าทางตัน ความเครียดปิดประตูทุกบาน ผมอาจจะต้องทิ้งมันไปก่อน ทำหัวให้ว่าง รออารมณ์กระจ่าง แล้วค่อยนึกถึงมันอีกที

ตัดสินใจง่าย แต่ทำจริงไม่ง่ายหรอกครับ โดยเฉพาะเวลาที่เส้นตายพาดใกล้คออย่างนี้ ผมพยายามเอามันออกจากหัวโดยอาบน้ำอุ่นนานๆ ขัดตัว จากนั้นก็เปลี่ยนอิริยาบถไปเอกเขนกหน้าจอทีวี

ช่วงไพรม์ไทม์แต่ละช่องก็ออกหมัดเด็ดกันทั้งนั้น แต่ละครไทยส่วนใหญ่ยังมีเนื้อหาคล้าย ๆ กัน แม้แต่ข่าวก็คล้าย ๆ กัน พิธีกรแต่ละรายเหมือนตัวก๊อปปี้สรยุทธ จังหวะจะโคน พูดยกมือยกไม้ และท่านั่งยกโย่ยงหยก ส่งเสียงดังน่ารำคาญ ในที่สุดผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนไปยังช่องภาพยนตร์แทน แม้วันนี้โปรแกรมจะถูกจัดไว้เป็นหนังผีก็เถอะ

เหมือนคนทำงานเขียนส่วนใหญ่ เราดูหนัง นอกจากเพราะชอบ แต่มันยังเป็นการเพิ่มคอนเท้นท์ในหัวของเราเองด้วย เราจะพบวิธีการเล่าแบบใหม่ ๆ เรื่องราวที่น่าสนใจ พบมุกที่ใช้ไปแล้ว แต่สามารถต่อยอดได้ดีกว่า หรือบางทีก็ตื่นระทึกว่าทำไมคนอื่นถึงทำได้ดีขนาดนั้น (แล้วหันกลับมานั่งซึมเซากับงานตัวเอง)

หนังเรื่องนี้ผมเคยดูไปแล้ว เป็นหนังผีฝรั่งเหมือนส่วนใหญ่ คือให้ผลสรุปโยงไปที่ซาตาน และเช่นเดียวกับเรื่องอื่น ๆ ที่ลงอีหรอบนี้ ความน่ากลัวที่ถูกปูมาแต่ต้นจะตกฮวบลงทันที บางทีอาจเพราะในสายตาคนเอเชียอย่างผม ซาตานตัวดำมีเขา ตาแดงฉาน มันดูตลก ไม่ต่างจากที่คนต่างขาติก็คงรู้สึกว่าผีกระสือเป็นผีเอาฮามากกว่านั่นละ

อย่างไรก็ดี ทั้งที่ดูไปแล้ว และรู้ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ระหว่างทางผมก็ยังอดสะดุ้งไม่ได้ ความสยองของหนังได้นำอารมณ์ประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อช่วงเย็นย้อนมา ทั้งที่ก่อนหน้าเลือนรางไปแล้วเพราะมัวถูกหลอนด้วยเรื่องต้นฉบับ

กว่าหนังจะจบก็ปาไปเกือบห้าทุ่ม ผมเริ่มหาว จึงกดปิดทีวี เข้าห้องน้ำ ก่อนดับไฟเข้านอน

เมื่อหลับตา ความคิดหาหลับได้ไม่

ตัวละครที่คิดไว้เป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ถูกหน้าที่การงานบังคับให้เดินทางไปเข้าพักเพียงลำพังกลางโรงแรมต่างจังหวัด เหตุประหลาด ๆ เกิดขึ้นกับเขาตั้งแต่เข้าไปในนาทีแรก ๆ แต่แล้วทุกอย่างก็เงียบหาย ถ้าด้นสดต่อไปมีหวังจะกลายเป็นนิยายสายอาชีพมากกว่า

ควรจะหาเหตุการณ์ระทึกเพิ่มเข้าไปอีก

ผมบอกตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็คิดไม่ออก มุกผีส่วนใหญ่ถูกใช้ไปหมดแล้วจวบถึงปัจจุบัน

กระสับกระส่ายอีกพักผมก็ลุกไปเข้าห้องน้ำอีกที ขณะฉี่ถึงนึกได้ว่ายังไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุก โชคดีนะนี่ที่ไม่หลับไปซะก่อน

ออกจากห้องน้ำ มองหาโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างหัวเตียง จำได้ว่าวางไว้ตรงนี้ แต่ไม่มี

กวาดสายตาหาอยู่นานจึงพบว่า ของที่ตามหากลับปรากฏอยู่บนเตียง

เป็นไปได้ไง วางตรงนี้แสดงว่าเมื่อกี้เราต้องนอนทับ ทำไมไม่เห็นรู้สึกตัวเลย

ทั้งที่ยังงุนงง ผมก้าวไปหยิบมันขึ้นมาตั้งนาฬิกาปลุกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง อันที่จริงตั้งแต่ออกจากงานมาเขียนหนังสืออยู่กับบ้าน ผมตื่นเกือบ ๆ สิบโมงทุกวันเพราะเวลาเขียนหนังสือที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่ในช่วงดึก อย่างไรก็ดี พรุ่งนี้มีนัดขึ้นเวทีราวสิบโมง หวังว่าคืนนี้ผมจะหลับสนิทและไม่ต้องง่วงไปคุยกับพิธีกร

ลงไปนอนอีกพัก ยิ่งคิดว่าควรจะหลับ ประสาททุกขดกลับยิ่งตื่น อยากจะลองนับแกะ แต่นับไปแค่ไม่ถึงตัวที่สาม ความคิดก็วนกลับไปยังต้นฉบับที่ยังทำไม่สำเร็จ ทำไงดีวะเนี่ย

อยากมียานอนหลับชนิดที่เอาเข้าปากก็หมดสติได้เลย...

จริงสิ ถึงยานอนหลับจะไม่มี แต่ยาชนิดอื่นที่ให้ผลเหมือนกันก็พอจะมีอยู่ !

เห็นว่าค้างคืนเดียวผมเลยไม่ได้พกยาอะไรมาด้วย ต้องจดไว้ซะแล้วว่าทีหลังต้องหัดพกอะไรมาด้วย แต่โรงแรมใหญ่ขนาดนี้อาจมีให้ก็ได้

ไม่ถนัดต่อสายลงไป -- อันที่จริงการโทรศัพท์นับเป็นกิจกรรมที่ผมเกลียดมากที่สุด -- ในที่สุดจึงเปิดไฟ หยิบโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าแล้วลุกไปยังประตูห้อง กระจกเงาบนผนังด้านข้างส่องให้เห็นชุดที่สวม เป็นเสื้อยืดกางเกงขายาว ดูไม่เข้ากับสถานที่ แต่พนักงานคงเข้าใจ ก็ในเวลาอย่างนี้

ที่ล็อบบี้ช่วงเวลานี้ไม่ค่อยมีคนแล้ว แม้โถงอันตกแต่งไว้งดงามจะยังเปิดไฟสว่างจึงให้ความรู้สึกวังเวงชอบกล โชคดี ที่เคาน์เตอร์มีพนักงานประจำอยู่สองราย ไม่ใช่โล่งร้างอย่างในหนังผี พอผมแจ้งความต้องการ เธอก็หายไปพักหนึ่งแล้วกลับมาใหม่พร้อมยาแก้แพ้สองเม็ด อวยพรให้ผมหายไว ๆ ผมต้องแสร้งทำจมูกฟืดฟาดนิดหน่อยตามคำโกหกว่าแพ้อากาศจนต้องมาขอยา

จังหวะขึ้นลิฟต์นั่นเอง เลข 14 ฉุดความรู้สึกพรั่นพรึงขึ้นในใจอีกครั้ง พยายามส่ายหัวไม่คิดมาก ถึงกระนั้นระหว่างยืนในลิฟต์กระจกตามลำพังก็ยังหวิว ๆ เกือบจะรู้สึกว่าลิฟต์เคลื่อนช้ากว่าปกติ ก็พอดีประตูเปิดบนชั้นที่ต้องการ

เลี้ยวไปยังทิศของห้องพัก เสียงฝีเท้าตัวเองดังสะท้อนนิด ๆ เนื่องจากพื้นทางเดินระหว่างห้องของโรงแรมนี้ใช้วิธีปูกระเบื้องดินเผา แทนที่จะลาดพรมซับเสียงอย่างโรงแรมส่วนใหญ่

ตอนที่เดินมาถึงกลางทาง มีเสียงดังกึก ๆ กึก ๆ แว่วมาจากที่ไกล ๆ ครั้นเหลียวกลับไปก็พบว่า สุดทางเดินอีกฝั่ง หญิงในชุดขาวกำลังเข็นรถเข็นคันใหญ่คลุมผ้าขาวไว้ทั้งคันตรงมา คาดว่าน่าจะเป็นแม่บ้านที่กำลังจะนำอุปกรณ์ทำความสะอาดต่าง ๆ ไปเก็บ แต่ก็น่าแปลกว่าทำไมมาเข็นเอาป่านนี้

จากที่ไกล ๆ ผมประเมินได้เพียง เธอน่าจะมีรูปร่างเล็ก อยู่ในวัยกลาง และดัดผมหยิกดำเป็นลอน ชวนให้นึกถึงป้าแก่หลอน ๆ ในหนังจีนคืนผีเดือด  ริมฝีปากค่อนข้างอูมนั้นยกมุมขึ้นเล็กน้อย จะว่ายิ้มก็ไม่ใช่ เม้มปากก็ไม่เชิง ดวงตาเป็นประกายกึ่ง ๆ ระหว่างความมาดหมายและเป็นมิตร ดูขัดแย้งชวนไม่ไว้ใจ

คงเพราะป้าอยู่ไกลจนเราเห็นไม่ถนัด

พยายามปลอบใจตัวเองอย่างนั้นแล้วใช้บัตรแตะประตู แต่สัญญาณไฟเขียวกลับไม่ขึ้น แตะอีกทีก็ยังไม่ขึ้น กลับเป็นสีแดง แดงเหมือนเลือด !

“ประตูมีปัญหาเหรอคะ”

ผมสะดุ้งเมื่อเสียงนั้นดังขึ้นเบา ๆ เบาแต่ชัดเจนเหมือนดังข้างหู ! อาการสะดุ้งติดจะผงะระหว่างหันหาที่มาของเสียง

น่าแปลก ! ไม่รู้จะดีใจหรือตกใจดีที่ปรากฏว่าเจ้าของเสียงยังอยู่ตั้งไกล แม้จะเข็นรถเข็นใกล้เข้ามา แต่ก็ยังไกลเกินกว่าจะใช้เสียงทำนองนั้นได้

ผมไม่ตอบ ลมเย็นเฉียบเป่าปลายขนบนต้นคอจนตัวแข็ง

เสียงกึก ๆ จากล้อรถกระทบพื้นกระเบื้องยังดังต่อมา ระยะห่างน้อยลงทำให้เริ่มเห็นชัดว่า ผ้าขาวที่คลุมอยู่บนรถเข็นนี้ มีลักษณะนูนและยุบเหมือนกับ...

ใช่ เหมือนมีคนนอนอยู่ข้างใต้ !

วินาทีนั้นเองผมจึงสำเหนียกขึ้นมาว่า ป้าชุดขาวเหมือนนางพยาบาลกำลังเข็นรถขนศพมากกว่า ขาดเพียงแต่สวมหมวกปีกอีกอย่างเดียวเท่านั้น !

อารามตกใจจนลืมตัว ผมหันหลบเข้าหาบานประตู มือสั่นกำเคาะบานไม้คล้ายมีเพื่อนอยู่ข้างใน อึดใจที่นึกได้ว่าทริปนี้มีตัวคนเดียว จู่ ๆ สัญญาณไฟเขียวก็วาบขึ้น และแล้วประตูค่อย ๆ แง้มออกดังแอ๊ด...

ภาพตรงหน้าคือช่องประตูที่ค่อย ๆ กว้างออก ด้านในมืดมนจนมองเห็นเป็นสีดำสนิท สีดำที่กลืนกินทุกอย่างจนน่าพรั่นพรึง

หากถึงอย่างไร เพราะเสียงรถเข็นด้านข้างใกล้เข้ามาเต็มที ผมจึงตัดสินใจแทรกตัวเข้าในห้อง ปิดประตูแล้วรีบเสียบบัตรในช่องเพื่อให้ดวงไฟกระจ่าง

เสียงหลอดไฟดังอืด...เหมือนบัลลาสต์เสีย แสงนวลกะพริบหรี่เหมือนจะไม่มีวันสว่าง

พลันนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นด้วยจังหวะเดียวกับที่ผมเคาะเมื่อครู่

เบิกตาโพลง และถึงกับชักปลายเท้าถอยหลังโดยอัตโนมัติเมื่อมีเสียงกลไกลดังขึ้นคล้ายตัวล็อกถูกปลด แล้วจากนั้น ท่ามกลางแสงไฟวูบวาบจนยากจะมองเห็นอะไรชัด ผมเห็นบานประตูค่อย ๆ เปิดกว้างออก !

เท้าถอยห่างมาจนสะดุดกระเป๋าสัมภาระที่วางอยู่หน้าบานกระจก ร่างของผมแอ้งแม้งลงกับพื้น จังหวะนั้นเองแสงไฟในห้องเรืองพรึบตามปกติ สภาพห้องยิ่งปกติ บานประตูที่เห็นแง้มเมื่อครู่ก็กลับปิดสนิท !

ผมยังเบิกตา งงงวยกับสิ่งที่เกิด พอได้สติจึงรีบเด้งลุกไปคว้าคันจับโลหะของบานประตูเพื่อตรวจดูว่ายังล็อกอยู่หรือไม่ แทบถอนหายใจเมื่อพบว่ามันยังล็อก

ส่ายหน้า ท่าจะเครียดจนหลอน ทางที่ดีควรรีบกินยาให้ง่วง จะได้หลับไปซะที

ปรากฏว่าเพราะล้มเมื่อครู่ ยาในกำมือกลับร่วงลงไปที่ไหนสักแห่ง

อย่างไรก็ตาม กวาดตามองพื้นแถวนั้นกลับไม่มี ใต้โต๊ะใต้เก้าอี้ก็ไม่มี ส่วนตู้เสื้อผ้าเป็นแบบวางราบกับพื้นสนิท ไม่มีทางที่ยาจะกระเด็นหลบเข้าไปใต้นั้นได้อยู่แล้ว

งั้นก็เหลืออย่างเดียว...

ผมค่อย ๆ เงยหน้า ลากสายตาตรงไป ใต้เตียง !

จู่ ๆ อาการขนลุกซู่ที่ต้นแขนก็หวนกลับมา ไม่รู้ว่ามันคือสังหรณ์ หรือเพราะผมดูหนังผีมากไปจนนึกเปรียบว่า ใต้เตียงที่จะต้องนอนคืนนี้ ดูจะมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าแค่ยาแก้แพ้

ในที่สุด นิสัยขี้ขลาดก็มีอันชนะไป ไม่กงไม่กินมันก็ได้วะ !

ก่อนดับไฟ ผมนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงค่อย ๆ ออกแรงดันเตียงให้ขยับ...เล็กน้อย

แค่เล็กน้อย เพราะเตียงใหญ่หนักมาก อีกอย่าง ผมยังปอดแหกว่า ถ้าขยับมาก บางอย่างใต้เตียงจะยื่นหน้าออกมาให้เห็น !

แทบจะถอนหายใจโล่งอกเมื่อทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จากนั้นจึงก้าวไปหยิบกระเป๋าสตางค์ล้วงเหรียญขึ้นมาเหรียญหนึ่ง

พี่ที่ไปเที่ยวด้วยกันตลอดเคยทำให้ดู พร้อมแนะว่าเวลาไปหลับนอนในที่ที่ไม่ไว้วางใจ ให้ขยับเตียงนิดหนึ่งเพื่อไม่ให้ไป ‘ทับที่’ และวางเหรียญไว้ใต้หมอนเพื่อเป็นการ ‘ซื้อที่’ ด้วย

อยากสวดมนต์ แต่แค่นั่งประนมมือหลับตาก็ยังกลัวว่าเมื่อเปิดตาขึ้นจะมีอะไรไม่น่าอภิรมย์โผล่มาให้เห็น อีกทั้งไอเย็นลึกลับบางอย่างก็คอยจะลอยพันตัว โดยเฉพาะบริเวณต้นคอจนขนลุกซู่ ในที่สุดจึงอาศัยรีบกราบสามครั้งที่หมอน วิ่งไปดับไฟโดยเหลือไว้เฉพาะไฟในห้องน้ำ แล้วรีบกลับมานอน

โดดขึ้นเตียงได้ก็รีบดึงผ้านวมคลุมถึงหัว อาการเจ็บวาบขึ้นที่น่องเพราะกดทับโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกง

โอ๊ย ! ถึงจะเจ็บก็ยังลังเล รู้สึกไม่ไว้ใจพอจะดึงผ้าห่มออก

ที่นี่มีอะไรแปลก ๆ แน่นอน ทำไมตอนแรกเราไม่ตรวจให้ดี ๆ ก่อนฟะ !

ถึงตอนนี้ การรู้กลับไม่ใช่เรื่องดี เผื่อมันเป็นอย่างที่คิดจริง ๆ จะยิ่งนอนไม่หลับทั้งคืน

เพราะอย่างนี้ มือที่ล้วงโทรศัพท์มือถือออกจึงวางมันลงใต้หมอน จากนั้นพยายามปิดตาอยู่ใต้ผ้าห่มนวม

นอน ๆ ๆ นอนไม่หลับก็คิดเรื่องงานดีกว่า...

ระหว่างที่เปลือกตาปิดแน่นเพราะความเครียด จู่ ๆ เสียงครางแหลมจากบานพับกลับดังขึ้นท่ามกลางเสียงหึ่ง ๆ ของแอร์เก่า

กล้ามเนื้อที่บีบเปลือกตาเข้าหากันพลันคลาย ไม่ถึงกับเปิด เพียงแต่ปิดลงเฉย ๆ ร่างก็นิ่งชะงักไปทุกส่วน ราวกับทุกเซลล์ช่วยกันเพ่งหาต้นกำเนิดเสียง

น่าจะเป็นเสียงตู้ ประตูตู้กำลังเปิด...

อย่างไรก็ดี พอตั้งใจฟัง ห้องกลับเหลือแต่เสียงแอร์ ร่างจึงค่อยๆ ผ่อนลง

ไม่มีอะไร เราแค่หูฝาด--

ไม่ทันจบคำ เสียงปัง ! กลับดังอีก จินตนาการเห็นภาพบานประตูที่ถูกเปิดเมื่อครู่ถูกกระแทกปิด


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น