อัปเดตล่าสุด 2019-02-07 09:29:40

ตอนที่ 21 หลั่งไหลเป็นสายน้ำ: 1

หลั่งไหลเป็นสายน้ำ
[นอนไม่หลับ...เพราะภูมิแพ้]

 

ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ

เว้นจากการรับทองและเงิน

ป่าช้าท้ายวัดทุ่งสีโหนั้นมีไทรใหญ่ยืนตระหง่านแตกสาขาอยู่ทั่วไป บางต้นห่มพันแพรแดง มีเครื่องเซ่นสรวงวางไว้กับพื้น ถัดเข้าไปคือหมู่สถูปเจดีย์เก่าคร่ำ แตกกร่อนไปตามกาล บรรยากาศดูร่มครึ้มชั่วนาตาปี แม้จะอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานอันแสนกันดารแห้งแล้ง ควันจาง ๆ ลอยคว้างปกคล้ายเมืองลับแล จะแยกก็ลำบากแท้ว่าคือหมอกหรือละอองฝุ่น

หมู่กุฏิของพระสงฆ์กระจายกันอยู่แถบนั้น แต่ละกุฏิตั้งห่างกันชั่วตะโกนเรียก ตัวกุฏิเป็นเรือนไม้เก่ากว้างยาวราว 30 กว่าตารางวา ตัวเรือนยกสูงจากพื้นชั่วศีรษะ เมื่อปีนกระไดขึ้นไปจะพบชานหน้าไม่กว้างนัก แม้แต่ตัวที่พักอันตีไม้ไว้แค่พอประทังก็าได้กว้างใหญ่ เนื่องจากแต่ละกุฏิมีภิกษุประจำอยู่รูปเดียว

พระเตื้องเป็นพระวัยสี่สิบสอง ร่างผอม ผิวคล้ำ เบ้าคิ้วคด กุฏิของแกอยู่ลึกใกล้เข้าไปในเขตป่าช้าเช่นเดียวกับกุฏิพระรูปอื่น ถึงกระนั้นหัวกะไดกุฏิก็ไม่เคยแห้ง ด้วยว่าญาติโยมมาเยี่ยมเยียนไม่เคยขาด บ้างก็ขอหวยขอพร บ้างก็มาให้แกช่วยสะเดาะเคราะห์อันจับหนักมิรู้สิ้น

แต่เดิมแกเป็นลูกชายนักการโรงเรียนประจำอำเภอ พ่อแม่เชื่อเรื่องโหรา หลังจากได้รับคำทำนายว่าลูกชายจะเติบใหญ่ก้าวไกลในผ้าเหลือง พ่อกับแม่ก็พาแกมาฝากหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดทุ่งสีโหรูปก่อน ให้ช่วยดูแลตั้งแต่แกอายุได้แค่สิบสอง เณรเตื้องถูกพ่อแม่สั่งสอนให้สนใจด้านโหราพยากรณ์เช่นกัน จากนั้นขยายสู่ไสยอันกว้างขึ้น บ้างก็ว่าแกได้วิชาจากพระเขมรมาขมัง หากเพราะรักษาวัตรจึงไม่อาจสำแดงฤทธิ์ อย่างไรก็ดี เท่าที่คอยให้ความช่วยเหลือชาวบ้านทุ่งสีโหเสมอมา ก็ทำให้ใครต่อใครพากันศรัทธานับถือ สมดังที่พ่อแม่แกปลูกฝังมาตั้งแต่ต้น

สายวันนี้มีฝนหยดจ๋อม ๆ แต่แขกเหรื่อของกุฏิยังมีไม่ขาด พระเตื้องนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งหน้าชาน มีญาติโยมลดหลั่นมาตามขั้นกระได หลังจากดูกระดานที่ขีด ๆ เขียน ๆ ด้วยมือตัวเองอยู่พัก พระเตื้องก็เว่าทักทิดจิ๋วแข่งกับเสียงจ๋อมของหยดฝนว่า “มึงดวงบ่ดี เจ้ากรรมนายเวรเพิ่นมาถามทวง”

ทิดจิ๋วเป็นคนงมงายเรื่องโชคลาง ฟังอย่างนั้นก็ถึงแก่หน้าซีด “อีหลีติหลวงพี่”

พระหนุ่มรูปร่างล่ำสันอีกรายที่ยืนเกาะกรอบประตูกุฏิดูท่าจะขี้โวยวาย ได้ยินโยมว่าอย่างนั้นก็เอ็ดเสียงดังใหญ่ว่า “อ้าว นี่พระเด้นี่ สิตั๋วคนจังได๋”

ทิดจิ๋วเองก็นักเลงเก่า แต่มัวนึกหวาดเคราะห์ภัยจึงไม่มีแก่ใจจะฉุนโกรธ ถึงแก่ยกมือไหว้ขอโทษพระดนู จากนั้นถลาเกาะแข้งพระเตื้องเจ้าของกุฏิ ออดต่อว่า “หลวงพี่ พอมีทางแก้บ่ บอกข่อยแหน่ ตอนนี้ในบ้านก็มีแต่ข่อยนี่ละ เมียข่อยเหมิด[1]แล้วตั้งแต่ปลายปี ถ้ามาเป็นอีหยังไปอีก ลูกข่อยสิเฮ็ดจั่งได๋”

พระเตื้องถอนหายใจแล้วว่า “ก็ให้พาลูกมาบวชหม่องนี่ล่ะ จัดงานใหญ่ ๆ เจ้ากรรมนายเวรมันสิได้ยิน มันสิได้รู้ว่าเฮากำลังจะเฮ็ดบุญไปให้มัน”

ทิดจิ๋วยกมือไหว้ท่วมหัว ร้องว่า “นี่ถ้าบ่ได้หลวงพี่ ข่อยก็ยากเด้เนี่ย หลวงพี่กะซ่อยหาฤกษ์ให้แหน่ ข่อยก็บ่รู้สิเพิ่งไผ่แล้วอีหลี”

พระเตื้องไม่ทันพูดกระไร พระดนูพระหนุ่มร่างใหญ่ก็โวยอีกว่า “บวชพระเขาต้องเบิ่งฤกษ์สึก ทิดจิ๋วก็เคยบวช คือเฮ็ดคือคนบ่ฮู้”

ทิดจิ๋วหน้าก่ำอย่างเริ่มมีน้ำโห แต่เถียงไม่ขึ้นเพราะคงนึกได้เหมือนกันว่าพระดนูพูดถูก

คนแก่คนเก่าเล่าลือเชื่อถือว่าฤกษ์สึกสำคัญกว่าฤกษ์บวช เพราะการบวชเป็นการก้าวจากที่ต่ำไปสูง แต่สึกนั้นประหนึ่งจากสูงมาต่ำ ต้องระวังเป็นพิเศษ ที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ สึกมาถึงกับประสาทไปก็มี แต่ทั้งนี้ทั้งนี้ บางรายก็ถือว่าฤกษ์สะดวกสำคัญที่สุด เพราะพระพุทธองค์ไม่เคยทรงสอนว่าต้องให้หาฤกษ์สึกเลย

พระเตื้องมุ่นคิ้วนิ่วหน้ามองกระดานอยู่อีกพักก็จรดชอล์กเป็นตัวเลขและตัวอักษร ชี้ว่า “เอาเป็นมื้อนี่ละกัน”

ทิดจิ๋วตาโตติดประกาย ยกมือไหว้เหมือนดอกบัว บอก “โอ๊ย เป็นจั่งบุญหลายหลวงพี่” ทักถามเรื่องความเป็นอยู่อีกไม่กี่คำก็คลานถอยมายังกระได กะให้ลูกศิษย์ลูกหารายต่อไปเข้าขอความช่วยเหลือบ้าง

ยังไม่ทันหย่อนตีนลงกระไดขั้นบนสุด คนถอยก็ต้องชะงักเพราะเสียงกระแอมจากพระดนูที่ยังยืนอยู่ที่เก่า ครั้นเงยหน้าเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม นักบวชหนุ่มผู้มีรูปหน้าแป้นติดจะเหลี่ยมด้วยขากรรไกรและโหนกแก้มก็ยิ้มหมิ่น อันบ่งว่าเป็นคนจำพวกไม่เคยไว้หน้าใคร

พระดนูว่า “หลวงพี่เพิ่นซ่อย บ่คิดสิเฮ็ดบุญเฮ็ดทานนำเพิ่นแหน่ล่ะทิดจิ๋ว”

ทิดผู้เขียมเค็มกระตุกริมปากนิดหนึ่ง สบตาพระเตื้องสลับกับพระผู้น้อย แต่รายหลังรั้งให้สบนานหน่อยด้วยคำต่อว่า “ตอนแรกทิดบอกเองบ่แม่นติ ช่วงนี้เฮ็ดอีหยังก็ซวย ไปไสก็พ้อแต่แนวบ่ดี”

เป็นอันว่าทิดจิ๋วจำต้องควักกระเป๋าถวายปัจจัย หนแรกจะให้แค่ใบฟ้า แต่เพราะพระดนูจับตาแล้วกระแอมอีก จึงต้องเปลี่ยนเป็นแดง

พระดนูขันหึหึ มองโยมที่กะบึงกะบอนถอนตัวกลับไป พอดีสายตาสบเข้ากับบางอย่างด้านล่างห่างจากกุฏิพระเตื้องพอสมควร จึงผลุนผลันลงกระไดมาอย่างไม่สนใจว่ามีโยมผู้ชายหรือสีกานั่งขลุกอยู่ แต่ละรายต้องเป็นฝ่ายเบี่ยงหลบเพราะเกรงบาป

หนึ่งในนั้นคือร่างน้อยในผ้าเหลือง เณรหมัดต้องถัดตัวขึ้นไปบนชาน ที่ตั้งใจว่าจะหลบมาแอบดูพิธีกรรมประหลาด ๆ ที่นี่ จึงมีอันตกอยู่ในสายตาเจ้าของกุฏิ เณรหมัดหันตาม เห็นว่าพระดนูกระวีกระวาดลงไปหาสีกาวัยใกล้ ๆ ยี่สิบไล่เลี่ยกัน ไม่ทันเห็นว่านางเป็นใคร เณรหมัดก็ต้องหันกลับมาเพราะได้ยินพระเตื้องถามว่า “เณรหมัดติ มาแต่เฮิ่ง”

เณรหัวใสยิ้มแหย ๆ ตอบว่า “ตั้งแต่ทิดจิ๋วเพิ่นเข้ามาไหว้หลวงลุงจ้า”

เดี๋ยวนี้บักหมัดบรรพชาเป็นเณรได้สามวันแล้ว ที่วัดทุ่งสีโหมีแต่ภิกษุรุ่นใหญ่ หย่อนลงมาหน่อยก็มีแต่พระดนูกับพระเธียรที่อายุยี่สิบต้น ๆ แถมทั้งสองรูปยังไม่มีอัธยาศัยชอบพอเล่นหัวกับเด็กน้อยอีกด้วย เณรหมัดขลุกอยู่กับหลวงพ่อเจ้าอาวาสนานเข้าก็ระอา นอกจากแกจะขี้บ่นแล้วทั้งเนื้อทั้งตัวยังเหม็นน้ำหมาก ท้ายสุดจึงลอบหนีวิ่งเล่นตามประสา และเลยเยี่ยมหน้ามาสังเกตการณ์ที่กุฏิคึกคักนี้

นางมิ่งแม่เณรหมัดชอบมาเยือนที่นี่เหมือนกัน หลายทีตัวลูกชายก็ติดสอยมาด้วย แม้หวาด ๆ การทำพิธีของพระเตื้อง แต่ก็เรียกได้ว่าคุ้นหน้าคุ้นตากันมากกว่าพระรูปอื่น

พ่อแม่เณรหมัดนั้นหันหลังให้งานไร่งานนาแล้วไปค้าแรงเป็นภารโรงของตึกในตัวเมือง ความเป็นอยู่ไม่ถึงกับดี และยิ่งไม่ดีเมื่อนางมิ่งคลอดเจ้าหมอกลูกชายคนที่สามมาเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้แม้แต่เจ้าเหมาะ น้องชายวัยเจ็ดขวบของเณรหมัดก็ต้องทำงานช่วยพ่อแม่หาเงินตัวเป็นเกลียว

คงเห็นว่าเณรหมัดขวยอาย พระเตื้องจึงถามเสียเองว่า “มึงมาอยู่นี่เป็นจั๋งได๋บ่เห็นหน้าจักเที่ย”

แขกคนถัดจากทิดจิ๋วจึงมีอันต้องนั่งรอ หันมาทางเณรหมัดอย่างจะคะยั้นคะยอให้ตอบเสียให้จบเรื่อง เพื่อตัวเองจะได้เริ่มเรื่องเสียที

อย่างไรก็ดี เณรหมัดไม่หาญพูด

จะตอบว่าดีก็ไม่ได้ ในผ้าเหลืองย่อมจะไม่โกหก

. . . . . . . . .

 

วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ

เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล

ความเป็นอยู่ที่ไม่ดีของเณรหมัด มีสาเหตุจากพระดนูนั่นเอง

หลวงพี่ร่างใหญ่ผู้มีลายสักพร้อยบนสองแขน มักจะหาโอกาสรังแกบักเณรทุกทีที่ไม่อยู่ในสายตาพระผู้ใหญ่ มือสากกร้านคอยแต่จะดึงหู ดึงจมูก บางทีถึงกับแสร้งกระตุกจีวรจนเณรหมัดผ้านุ่งร่วง ครั้นเณรน้อยตะครุบผ้าไม่ทัน คนกระตุกก็จะขันเอิ๊กอ๊าก ต่อเมื่อพระผู้ใหญ่ผ่านมา พระดนูก็จะแสร้งตีขลุม ทำทีสั่งสอนว่าเณรหมัดแต่งกายไม่เรียบร้อย   

เณรน้อยไม่รู้ว่าพระดนูเป็นใครมาจากไหน พื้นนิสัยของเณรไม่ใช่เด็กหัวอ่อน แต่ขณะเดียวกันก็ยังโอนอ่อนให้พระสงฆ์องค์เจ้าตามการสอนสั่งของทั้งพ่อแม่ แต่พระดนูปลิ้นปล้อนตอหลดตอแหลแม้ในผ้าเหลือง เณรหมัดคาดการณ์แต่ในใจว่าเหตุใดหนอ พระหนุ่มจึงหยาบหยามน้ำใจทรามได้ถึงเพียงนี้

วันก่อน หลังจบจากนั่งสมาธิช่วงบ่าย หลวงพ่อเจ้าอาวาสอนุญาตให้กลับไปพักได้ เณรหมัดดุ่มดั้นผ่านมาถึงกุฏิตน ก็สดับเสียงแสกสากจากบนกุฏิหลังน้อย ครั้นรีบถลาขึ้นไปเพราะนึกว่ามีหมาปีนขึ้นไปหาอาหาร ก็ปรากฏว่าหมาตัวนั้นนุ่งผ้าเหลือง แขนใหญ่อันล้อมด้วยรอยสักมังกรเริง กำลังรื้อคุ้ยข้าวของในหีบข้างที่นอนของเณรหมัดอย่างถือวิสาสะ ไม่นำพาแม้จะได้ยินเสียงลงฝีเท้าขึ้นมาถึงหน้าประตู

ตอนนั้น พระดนูเพียงปรายตามา เห็นว่าเป็นใครยังบ่น “มึงมีอยู่ท่อนี่ติ”

‘แค่นี้’ ที่ว่า ได้แก่เครื่องอัฐบริขารและขนมนมเนยอีกไม่กี่ห่อ พระดนูหงุดหงิดผิดหวัง ทั้งที่คนหงุดหงิดควรจะเป็นเจ้าของกุฏิที่ถูกรุกรานมากกว่า มือใหญ่ของพระดนูโยนสบู่และยาสีฟันไปทาง เณรหมัดรีบก้มตะครุบเพราะกลัวมันผลุบร่วงร่องพื้นกระดานที่ตีไว้แค่ห่าง ๆ

“เอาก็ได้วะ” พระดนูเว้าพลางหยิบซองขนมกรุบกรอบไปแกะกิน

เณรหมัดตาโตร้องว่า “แต่มันเลยยามเพลแล้ว !”

พระดนูทำเสียงจึ๊กจั๊ก พยักพลางกวาดหน้าไปทั่ว “เหี้ยเณร มึงบ่แหน่ว่ามีคนอยู่บ่”

เจ้าตัวไม่ต้องพูดมากกว่านั้น เป็นอันรู้ความหมายว่า ถ้ามึงบ่บอก ผู้ได๋สิฮู้จักนำ !

สายตานั้นกวาดมาหยุดจ้องเณรหมัด แววตาคาดคั้น จุดกึ่งกลางความคาดคั้นทำให้เณรน้อยรู้สึกสะดุ้งเสียวใจ อุบอิบว่า “ผมบ่บอกผู้ได๋ดอก”

“เออ” พระดนูตอบไม่ดัง และโดยแทบไม่ปริริมฝีปาก จึงเป็นลักษณาการละม้ายการขู่คำรามของสัตว์ร้าย

เณรหมัดคงตื่นเต้นใจไปกว่านั้น หากไม่เพราะเสียงแอดอาดดังขึ้นที่ขั้นบันไดหน้ากุฏิอีก ผู้ที่โผล่เข้ามาคือภิกษุรุ่นราวคราวเดียวกับพระดนู ทว่ารูปร่างสันทัดและติดจะผอมบางกว่า จมูกเรียวทว่าริมปากค่อนข้างกว้าง ดวงตาในเบ้าลึกติดจะเฉยเมย

เณรน้อยอุทานชื่อผู้มาใหม่ว่า “พระเธียร !”

พระหนุ่มรายนี้ค่อนข้างคุมกิริยา เจ้าตัวยื่นถุงพลาสติกให้พลางมองหน้าเฉพาะเณรหมัด คำพูดเป็นภาษากลางต่างจากทุกคนในวัด ต่างกระทั่งคนรอบๆ ทุ่งสีโหนี้ “หลวงพ่อให้เอานมมาให้ เผื่อหิวตอนบ่าย”

หลังจากเณรรับไว้ ผู้มาใหม่หมุนกายกลับ

ปลายเท้าของเจ้าตัวชะงักเพราะเสียงดังจากพระดนูว่า “กูบ่ได้ย่านมึงบอกหลวงพ่อดอก”

พระเธียรไม่ได้หันกลับมา แต่ตอบทั้งยังยืนนิ่งว่า “ผมไม่ได้อยากให้ท่านกลัว แต่ท่านเองก็ไม่ควรทำอย่างนั้น”

“เสือก !” พระดนูตวาด “มึงบ่ต้องมายุ่งเรื่องผู้อื่น ไปเลียตีนหลวงพ่อขอเพิ่นให้ได้สวดงานศพพู้น สิได้เอาเงินไปปัวพ่อขี้เฮี้ยน[2]มึง !”

พระเธียรสะบัดหน้ามา เป็นจังหวะเดียวกับที่กล่องยาสีฟันของเณรหมัดถูกพระดนูขว้างใส่เบ้าตาเจ้าตัวพอดี

เณรหมัดใจหวำ ไม่ใช่แค่เพราะการกระทำของพระดนู ทว่าคำของพระดนูนั้นนับว่าล่วงเกินอีกฝ่ายอย่างยิ่ง

แม้จะอายุไม่เท่าไหร่แต่เณรหมัดก็ได้ยินผู้ใหญ่พูดกันจนรู้ความ บิดาของพระเธียรนั้นเป็นคนจรมาจากภาคกลาง ป่วยเรื้อรังเดินทางเข้ามาที่ตำบลนี้ หามีผู้ใดรู้ไม่ว่าเมียแกหนีไปไหน เหลือก็แต่ลูกชายที่ก้าวตามพ่อมาน่าสงสาร ต่อมาหลวงพ่อเจ้าอาวาสจึงนำตัวเด็กหนุ่มมาชุบเลี้ยงไว้ ชาวบ้านเกรงใจหลวงพ่อจึงไม่กล้าออกท่าสะอิดสะเอียนพระเธียรมากนัก ขณะเดียวกันก็ไม่กล้าเข้าใกล้ด้วยกลัวโรคร้ายจะติดต่อ พระเธียรต้องทนสายตาและท่าทีเดียดฉันท์เพราะต้องการดูแลพ่อ จวบเมื่อปลายเดือนก่อนนี่เอง ชายขี้เรื้อนสิ้นลมลงแถวป่าช้าท้ายวัด เณรหมัดคิดว่าพระดนูก็รู้แก่ใจ แต่แสร้งลำเลิกขึ้นมาเพื่อด่าทอโรคร้ายของพ่อพระเธียรเสียแหละมาก

เห็นได้ชัดว่าพระเธียรตัวสั่น ความโกรธดูจะมีมากกว่าความตกใจ เณรหมัดจึงพอจะเดาได้ว่า เจ้าตัวคงจะถูกกระทำเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง

เมื่อหันมองพระดนู เณรหมัดพบว่ารายนี้กำลังแยกมุมปากกระหยิ่มไม่ยี่หระ เสียแต่ว่าเจ้าตัวไม่มีคิ้ว หาไม่พระดนูคงยกคิ้วสูงเป็นทำนองท้าทาย

ทั้งที่อกไหม้ไส้ขม แต่ผู้ถูกท้าไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากสูดลมสงบใจอย่างผู้เพียรระงับตน แสร้งกดสายตามาที่เณรหมัด คำพูดราบเรียบไร้อารมณ์ว่า “หกโมงอย่าลืมไปทำวัตรเย็นที่โบสถ์นะเณร”

เณรหมัดกำลังจะรับคำแต่โดยดี แต่เพราะมีสายตาข่มขู่ของพระดนู จึงต้องแสร้งเชิดหน้าตอบ “ฮู้แล้ว ! คิดว่าผู้อื่นโง่หลายติ !”

พระดนูอุทานชอบใจว่า “บ๊ะบักนี่ ! ถ้ามื่อได๋กูได้เป็นใหญ่ สิให้มึงเป็นผู้ซ่อยหย่างนำก้นกูต้อย ๆ เลย”

ว่าแล้วคนพูดก็หัวเราะเขื่อง ไม่สนเณรหมัดที่งุดหน้าไม่กล้าจ้องพระเธียร

พระเธียรทำเสียงหยันในลำคอว่า “หึ ความยิ่งใหญ่ชนิดนี้หรือที่ท่านต้องการ”

พระดนูตอบว่า “แล้วเจ้าอยากเป็นใหญ่แบบได๋”

ไม่ทันที่พระเธียรจะตอบ พระดนูก็ต่อคำอีกว่า “ของข่อยคือมีคนหย่างนำหลัง บ่แม่นไปหย่างนำหลังผู้อื่น”

พระเธียรจึงมีอันงันไปคล้ายถูกตุ๊ยท้อง เห็นได้ชัดว่าน่าจะไม่ใช่คนหัวไว จึงต้องใช้เวลากว่าจะควานคำโต้

“ผมไม่ได้เดินตามใคร ผมเดินตามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และตามพระธรรมคำสอนของพระองค์--”

“แต่ก็อยากเป็นใหญ่คือกัน !” พระดนูยกมือกอดอกว่าไปนั่น ยิ้มหยันมองอีกฝ่ายที่เบิกตาจ้องนิ่ง

พระเธียรตะกุกตะกักตอบ “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”

พระดนูยักไหล่ไม่อินัง “บ่มีคนแนม[3]เจ้าดอก เพิ่นพากันสงสัยซื่อ ๆ พ่อเจ้ากะเหมิดไปแล้ว ถ้าเจ้าบ่อยากสืบทอดเป็นเจ้าอาวาส แล้วสิหน้าด้านหน้าทนอยู่นี่ไปเฮ็ดหยัง ในเมื่อมีแต่คนเขาซัง[4]

พระเธียรเชิดคางขึ้นเล็กน้อยเมื่อตอบว่า “ผมมีเหตุผลของผม” จากนั้นก็สะบัดหน้าก้าวจากไป ไม่สนใจแม้ว่าพระดนูจะหัวเราะเยาะลั่น มันช่างเป็นเสียงหัวเราะที่สั่นกระทั่งหัวใจของเณรหมัดจนอยากปิดหู

เณรน้อยลอบกลืนน้ำลาย มองชายจีวรพระเธียรที่สะบัดลับไปแล้วได้แต่หวาดเสียว ไม่รู้ว่าต่อไปรายนั้นจะแว้งกลับมาเล่นงานตนหรือไม่ เมื่ออยู่พ้นรัศมีของพระดนูตัวแสบ

พระดนูคงจะรู้ทันความคิด ร่างสูงจึงลุกขึ้นมาตบไหล่เณรน้อยหนัก ๆ จนคนถูกตบแทบจะทรุดกองพื้น

“บ่ต้องย่านไปดอก มื้อนี้มึงเบิ่งถืก[5]  มึงจังเลือกถืก แล้วมึงก็ต้องรู้จักมองยาว ๆ ไป คนจังบักเธียร มันสิมีปัญญาหยัง ที่มันยังอยู่นี่เพราะพ่อขี้เหี้ยนของมันสั่งเสียให้คอยดูแลอุปัฎฐากหลวงพ่อเจ้าอาวาสเป็นการตอบบุญแทนคุณเพิ่น หลวงพ่อเพิ่นเมตตาทำดีนำ มันกะเดินไปทั่ววัด หาเบิ่งนั่นเบิ่งนี่ปันว่ามันดีหลาย กูฮู้ควมในมันจังซี้ มันเลยตอบโต้อีหยังกูบ่ได้”

เณรหมัดขยับไหล่ให้พ้นจากการเกาะกุม ยังคงไม่ชอบใจอีกฝ่ายอยู่นั่นแล้ว แต่ก็ไม่กล้าพอจะพูดอะไร

พระดนูเห็นอย่างนั้นก็แสร้งยันไหล่จนเณรเซถลาลงกอง มือข้างหนึ่งโยนซองขนมเล่นแล้วหัวเราะว่า “ขนมนี่ กูขอละกันนะ บ่ายแล้ว เณรอย่างมึงต้องกินแต่น้ำ !”

 

[1] เหมิด แปลว่า ตาย

[2] ขี้เฮี้ยน แปลว่า ขี้เรื้อน

[3] แนม แปลว่า สนใจ

[4] ซัง แปลว่า ชิงชัง รังเกียจ

[5] เบิ่งถึก แปลว่า มองถูก


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น