อัปเดตล่าสุด 2019-02-08 09:17:14

ตอนที่ 22 หลั่งไหลเป็นสายน้ำ: 2

อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้

แรงที่พระดนูใช้กระแทกเณรหมัดให้พ้นทางไปจากกระไดกุฏิหลวงน้าเตื้องนั้น อันที่จริงไม่ได้หนักหนากระไร หากทว่ามันกลับเป็นแรงที่กระแทกซ้ำชนิดฝังลงใจเณรหมัดจนยิ่งขัดข้อง

ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะอยู่สนใจพิธีกรรมบนกุฏิหลวงน้าเตื้องต่อไป ตลอดเวลานั้น ภาพในหัวของเณรหมัดจึงมีแต่พฤติกรรมแย่ ๆ ของพระดนู พร้อมกับคำที่หลวงน้าเตื้องถามว่า “มึงมาอยู่นี่เป็นจั๋งได๋”

เณรน้อยหารู้ตัวไม่ว่าไต่กลับลงมาเดินดงตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้สติอีกที ก็พบว่ามือไล้ไปตามยอดหญ้าเหม็นเขียวที่ขึ้นอยู่ชายป่า รำไรอยู่เบื้องหน้านั้นได้แก่กุฏิของพระดนูที่ซ่อนอยู่ใต้ไทรใหญ่อีกต้น

ไทรต้นนั้นแตกรากผุดลำขึ้นจากดิน เกิดเป็นซอกห้องหลายห้อง มองผิวเผินละม้ายมีหลายต้นผุดโตแก่งแย่งกัน เถาวัลย์พันระย้อยระย้า คล้ายแพธรรมชาติกรองเส้นแสงที่ทอลงมาแต้มดินอีกชั้น ฝุ่นหรือหมอกอันลอยอยู่ชั่วตาปีย้อมให้บรรยากาศดูวังเวงขมุกขมัวเหมือนตัวเองเดินหายมาในแดนลับแล

กุฏิที่ว่านี้มีลักษณะไม่ต่างจากกุฏิอื่น เณรหมัดคิดจะถอยกลับ ทว่าเสียงที่ฝังใจจำกลับดังขึ้นมา  

“มื้อนี้มึงเบิ่งถืก มึงจังเลือกถืก แล้วมึงก็ต้องรู้จักมองยาว ๆ ไป คนจังบักเธียร มันสิมีปัญญาหยัง ที่มันยังอยู่นี่เพราะพ่อขี้เหี้ยนของมันสั่งเสียให้คอยดูแลอุปัฎฐากหลวงพ่อเจ้าอาวาสเป็นการตอบบุญแทนคุณเพิ่น หลวงพ่อเพิ่นเมตตาทำดีนำ มันกะเดินไปทั่ววัด หาเบิ่งนั่นเบิ่งนี่ปันว่ามันดีหลาย กูฮู้ควมในมันจังซี้ มันเลยตอบโต้อีหยังกูบ่ได้”

หากความลับทำให้พระเธียรไม่อาจหาญสู้พระดนู

ก็แล้วถ้าเณรหมัดสืบรู้ความลับของพระดนูบ้างเล่า !

อันที่จริง เณรน้อยคิดว่าพระส่วนใหญ่ที่นี่ต่างก็รู้พฤติกรรมแหกเหล่าแหกกอของพระดนูกันทั้งนั้น แต่ไม่รู้ทำไมจึงไม่มีใครกล้าตักเตือนหรือตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการจับสึกและขับไล่ออกไป เณรหมัดจึงคิดว่ามันอาจเกี่ยวกับประวัติเบื้องหลังของพระดนูที่เขายังไม่รู้ก็เป็นได้

คิดดังนั้น แทนที่จะหันกลับ เณรน้อยจึงเหลียวมองรอบกายแทน ครั้นแน่ใจว่าไม่มีใครอื่นอยู่แถวนี้ ก็ตัดสินใจลอบเร้นขึ้นไปบนกุฏิ

ลึกไปด้านในชาน ประตูกุฏิหับไว้แต่ไม่ได้ใส่กุญแจ ทุกกุฏิเป็นอย่างนี้เพราะหลวงพ่อเจ้าอาวาสเห็นว่าภิกษุไม่ควรเก็บของมีค่าใด ๆ  

เปิดประตูเข้าไป ที่พักของพระดนูค่อนข้างรก แม้แต่มุ้งก็ไม่ได้ม้วนขึ้น ข้าวของระเกะระกะรายรอบเตียงไม้ที่ตั้งชิดด้านในสุด เหลือเฉพาะพื้นว่างหน้าเตียงนอน ไม้กระดานปูพื้นตีค่อนข้างห่างจนเป็นรูเห็นทะลุไปถึงพื้นดินข้างใต้ ไม่ต่างจากกุฏิที่เณรหมัดพักอยู่

ผู้บุกรุกรีบปิดประตู ก้าวไปเลิกมุ้งขึ้นแล้วสอดตัวเข้าข้างใน มองหาข้าวของสำคัญที่พระดนูอาจซ่อนไว้ ยิ่งภาพเมื่อยามที่ถูกพระดนูข่มขู่ย้อนมา เณรหมัดก็ยิ่งรู้สึกว่าจะต้องหยิบบางสิ่งคืนไปให้ได้เป็นการตอบแทน

นอกจากไม่ได้เก็บของ พระดนูท่าจะหาได้ทำความสะอาดที่พักมานาน เณรหมัดเป็นโรคแพ้ฝุ่นและแพ้อากาศ เข้ามาอยู่ในมุ้งพักเดียวก็เริ่มแสบจมูก น้ำมูกใส ๆ ย้อยไหลจนต้องคอยสูดกลั้นถี่ อาศัยแสงไฟที่พอจะมีเล็ดลอดเข้ามาตามร่องฝาไม้ ส่องดูสมบัติที่พระดนูงำไว้ พบตั้งแต่เครื่องหอมที่พระไม่ควรใช้ ของกินที่มีมดดำขึ้น เรื่อยไปถึงเศษปัจจัยอันกระดอนรอบกระป๋องโลหะสีแดงสำหรับใส่คุ้กกี้

เณรตาดีเพ่งมอง มองอย่างที่เจ้าของกล่องนั่นละสอน เดี๋ยวนี้ข้างในกล่องคงไม่ใช่คุ้กกี้เสียละมัง

ปลายนิ้วน้อยค่อยเลาะงัดฝากล่องกลม ผ่อนแรงมิให้เสียงปุปะดังเรียกความสนใจใครเข้า เมื่อเผลอขยับกล่องก็มีเสียงดังก๋องแก๋ง เณรหมัดตาโต กลัวก็กลัว ขณะเดียวกันก็ใจกล้าด้วยรู้ว่าตนเจอของสำคัญเข้าให้แล้ว

เป็นเช่นคาด ในกระป๋องมีของแข็งบรรจุอยู่ คว้าออกมาดูปรากฏว่ามันคือสร้อยนาคที่เริ่มจับดำ มีพระเครื่องเลี่ยมทองจิ๋ว ๆ ห้อยอยู่องค์หนึ่ง นอกจากนี้เป็นเศษเงินนับรวมกันไม่กี่ร้อย

เณรหมัดตัดสินใจเก็บสร้อยนาคไว้ในชายพก ของสิ่งนี้ละจะทำให้พระดนูเจ็บใจได้เท่ากับที่เขาเจ็บใจ ว่าแล้วรีบปิดกระป๋อง ควานหาของสำคัญอื่นต่อ ของที่พอจะคลี่หมอกอันคลุมเครือประวัติของรายนั้นให้ชัดขึ้น

เสียงครืนครานเริ่มลั่น ฟ้าครึ้มคงใกล้กลั่นฝนเต็มแก่ เณรหมัดยังเด็กเกินกว่าจะทันฉุกใจว่าถ้าฝนตก ดินนุ่มรอบกุฏิย่อมเปลี่ยนเป็นโคลน ถึงตอนนั้นหนีออกไปคงไม่วายประทับรอยตีนเป็นหลักฐานให้ใครตามจับได้ไม่ยาก

ด้วยเหตุนั้น เด็กน้อยจึงยังลนลานคุ้ยค้นข้าวของ พระดนูเป็นใครมาจากไหนแน่ ทำไมจึงอยากยิ่งใหญ่ ทำไมจึงไม่เป็นที่เปิดเผย มันต้องมีอะไรสิน่า

อึดใจนั้นเอง มือน้อยฉวยได้เศษกระดาษแผ่นหนึ่งลึกเข้าไปใต้เตียง มันไม่ใช่เศษกระดาษธรรมดา เมื่อส่องไฟพบว่าเป็นรูปภาพเด็กน้อยรายหนึ่งยืนหน้ากล้องลำพัง รูปร่างอวบยุ้ย อายุคงสักสามขวบ แก้มห้อยย้อยบ่งสุขภาพสมบูรณ์ ผมบางทำให้เจ้าหนูดูน่าขันแกมน่าเอ็นดูยิ่งขึ้นไปอีก จมูกเล็ก ริมฝีปากบางยาว ตากลมโต ลักษณะเด่นคือคิ้วเข้มหนาแทบทอดต่อกัน แต่ละข้างยาวเกือบจดตีนผมเหนือใบหู

คงเพราะคิ้วของบักหำน้อยนี่ เมื่อโตขึ้นมาเป็นพระ พระดนูต้องโกนคิ้วหมดจด หมดคิ้ว หน้าตาจึงพลอยเปลี่ยนไปมาก

เณรหมัดดึงรูปภาพขึ้นมาพินิจใกล้ ใช้นิ้วชี้ข้างหนึ่งปิดคิ้วเจ้าตัว

ระยะห่างเพียงแทบจดจมูกคงทำให้เผลอสูดฝุ่น เณรหมัดเริ่มคันริก ๆ ในรูจมูก ปีกจมูกเริ่มพะเยิบพะยาบ พร้อม ๆ กับอ้าปาก ตาหยี

รู้ดีว่าอีกไม่ช้าคงจามลั่น เณรหมัดรีบยกมือตะครุบปาก

จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังขึ้นบนกระไดหน้ากุฏิ

 . . . . . . . . .

 

นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ

เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี

ฟ้าครืนครานเริ่มดังจนพื้นสะท้านสะเทือน น่ากลัวว่าของที่วางเกลื่อนบนกุฏิพระดนูจะกระดอนขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เณรหมัดยังเงี่ยหูจนได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ นั้นชัดแจ้ง ชัดจนวาดภาพในหัวได้ว่า เจ้าของฝีเท้าคงกำลังย่างใกล้เข้ามาทุกขณะ !

ประตูกุฏิพระดนูค่อย ๆ วาดออกดังแอ๊ด... เป็นเสียงแอ๊ด...ที่แหลมจนแทบกระซวกแทรกเข้ามาแทงใจเณรหมัด วินาทีนั้นชายมุ้งทิ้งน้ำหนักลงนิ่งทันเวลาพอดี เณรน้อยแทบกลั้นลมหายใจ เกรงว่าลมจากปลายจมูกจะทำให้ข้าวของในห้องเคลื่อนไหวจนผู้เข้ามาใหม่ผิดสังเกต

เดี๋ยวนี้ ร่างผอมในผ้าเหลืองของเณรหมัดแอบซุกลึกเข้ามาใต้เตียงพระดนู ยิ่งหวาดกลัวก็ยิ่งถอยลึกเข้าไปจนสุด มือข้างหนึ่งแตะของบางอย่างที่วางอยู่บนพื้นใต้เตียง จากจุดนี้พอมีแสงส่องเข้ามาให้เห็นว่า มันคือเทปคาสเซ็ตต์เพลง ตลับหนึ่ง ชื่อชุดทีของเสือของเสือ ธนพล อินทฤทธิ์ เจ้าของเพลงดังที่เณรหมัดก็ร้องได้ อย่างเพลง ชีวิตหนี้และรักคงยังไม่พอ กับอีกตลับคือชุดร็อกอำพันของ เป้ ไฮ-ร็อก กับ พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร

ขอบเตียงด้านบนบังอยู่ เณรหมัดจึงมองเห็นเพียงช่วงล่วงตั้งแต่เอวของผู้มาใหม่ลงมา และถึงกระนั้นก็ยังไม่ชัด เพราะมุ้งขาวและเงามืดพรางตาดุจม่านหนาอีกชั้น

เท้าผอมสกปรกยกข้ามธรณีประตูเข้ามาด้านในทั้งสองข้าง เสียงวางเท้านั้นดังสะเทือนเลื่อนลั่นในความรู้สึกของผู้ซ่อนตัว แม้เมื่อประตูถูกผลักปิดตามเก่า เสียงปัง ! ก็ยังสะท้อนสะท้าน

เจ้าของเท้าเคลื่อนไปทางขวา หยุดข้างมุ้ง มันน่าขัดใจที่มองออกไปไม่เห็นว่าเจ้าตัวกำลังทำอะไร นอกจากนั้นตั้งแต่บวชเข้ามา เณรหมัดก็ไม่สนิทสนมกับพระดนู จึงยากจะคาดเดาว่าในเวลาเช่นนี้เจ้าตัวเข้ามาทำอะไร

ระหว่างที่ภาวนาขอให้รายนั้นอย่าก้มมาหยิบของใต้เตียง จู่ ๆ เจ้าตัวก็หมุนตัวกลับ ก้าวไปยังบานประตูกุฏิ

เณรหมัดโล่งอกจนพ่นลมหายใจพรวดออกมา ไม่ทันระวังว่ามันจะเร้าอาการจั๊กจี้ในรูจมูก จึงหลุดจามออกมาเสียงดัง !

เหมือนเวลาหยุดเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ แม้แต่ฝุ่นที่รอยฟุ้งอยู่ในห้องก็แขวนค้าง

เณรหมัดอยากเขกกบาลตัวเอง หน้าเหยด้วยอารามอยากร้องไห้ นึกโทษฟ้าว่าทีอย่างนี้ทำไมไม่ผ่าลงมาเสียงดัง ๆ เผื่อจะช่วยกลบเกลื่อนเสียงจาม

เข็มนาฬิกากลับมากระดิกอีกรอบ พร้อม ๆ กับพระดนูหมุนตัวกลับมาเชื่องช้า...

หัวใจเณรหมัดเต้นกระหน่ำอยู่ในอก เต้นแรงเหมือนมันจะทะลักออกมาก็มิปาน พระดนูนั้นเป็นอันธพาลอย่างยิ่ง ถ้าหากเจ้าตัวจับได้ว่ามีคนล่วงล้ำเข้ามาในที่ส่วนตัวเช่นนี้ แล้วยิ่งอยู่ตามลำพังเช่นนี้ เห็นทีผู้บุกรุกคงไม่รอด ยิ่งนึกถึงกล้ามแขนอันล้อมด้วยรอยสักดูน่ากลัว เณรหมัดก็ถึงกับกลืนน้ำลายด้วยอาการเสียววาบสะพรึงใจ

น้ำมูกใสค่อย ๆ ไหลออกจากรูจมูกเข้าปากของเณรหมัด มันมีรสเค็มปะแล่ม แต่คงไม่เค็มเท่าเลือด ถ้าพระดนูโมโหจนทำร้ายเขา เลือดย่อมจะเค็มยิ่งกว่านี้ !

อย่างไรก็ดี แทนที่พระดนูจะพรวดเข้ามากระชากตัวเณรหมัดออกไป เจ้าตัวกลับหมุนคืนไปหน้าประตู พูดเสียงเบาว่า

“ได้ยินสีกามิ่งบอกอยู่เหมือนกันว่าลูกชายแพ้อากาศ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น เณรไปเอายาที่กุฏิหลวงพี่ได้”

จบลงเท่านั้น ผู้พูดก็ดึงประตูเปิด

เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง! ทันใด แล้วลมแรงดุจพายุหมุนก็พัดวนเข้ามาจนเณรหมัดหนาวสั่นไปทั้งตัว

เณรน้อยเม้มปาก น้ำมูกยังมีรสเค็ม ยิ่งไปกว่านั้นเด็กน้อยบอกตัวเองได้ว่า นั่นบ่ใช่พระดนู

เป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็สุดรู้ ผู้เปิดเข้ามารับรู้ว่าเขาบุกรุกเข้ามาที่นี่ คือพระเธียร !

พระเธียรที่เณรหมัดเพิ่งจะประกาศตัวเป็นศัตรูไปเมื่อวันก่อน !

ทั้งที่เสียวใจยิ่ง หากคงด้วยอาการสงบนิ่งของอีกฝ่ายทำให้ใจชื้น เณรหมัดตัดสินใจมุดออกจากมุ้ง ร้องว่า “อย่าฟ้าว[1]พระเธียร !”

ร่างในผ้าเหลืองของพระเธียรหยุดชะงักกลางชานหน้า เมื่อหันกลับมา ใบหน้านั้นดูเรียบเฉย แต่ก็มีรัศมีผ่องสง่าน่าประหลาด อาจจะเพราะยืนอยู่นอกห้องมืดก็เป็นได้

รัศมีนั้นเองช่วยคลายความเครียดกังวลทั้งหมดในใจเณรน้อย ร่างเล็กรีบลุกถลาเข้าไปใกล้ พูดราวกับไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีชนักปักหลัง “หละ  หลวงพี่...ผมมีเรื่องสิถาม”

ในระยะใกล้เข้า พระเธียรต้องก้มมองมา

เณรหมัดมั่นใจมากขึ้นเมื่อถามต่อว่า “พระดนูเพิ่นเป็นไผ เพิ่นมาแต่ไสหือ”

 . . . . . . . . .

 

อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ

เว้นจากการนั่งนอนเหนือเตียงตั่ง ที่เท้าสูงเกิน ภายในมีนุ่นหรือสำลี

กุฏิที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสให้เณรหมัดใช้จำวัดนั้น อยู่ทางด้านหน้าของหมู่ที่พักของสงฆ์ หากเดินจากโบสถ์หรือศาลาก็ใช้เวลาไม่นาน อยู่ไม่ไกลจากกุฏิของหลวงพ่อเจ้าอาวาส กับทั้งทางเดินก็ปราศสุมทุมรกเรื้อเช่นกุฏิที่ห่างเข้าไปในเขตป่าช้าด้านหลัง อย่างกุฏิของหลวงน้าเตื้องหรือของพระดนู กระนั้น พื้นที่ด้านในกุฏิก็มีลักษณะเหมือน ๆ กัน คือเป็นห้องโล่ง กว้างราว ๆ สามสิบกว่าตารางวา มีเตียงไม้ให้ด้วยเพื่อป้องกันพระผู้ใหญ่ลุกนั่งลำบาก

ตอนที่นางมิ่งมารดาของเณรหมัดเห็นสภาพ นางย่นคอนิดหนึ่งอย่างเกรงว่าลูกชายจะไม่สบายตัว เหตุเพราะแม้ครอบครัวนางจะยากจน บางครั้งถึงกับอดมื้อกินมื้อ แต่ที่พักก็ยังมีฟูกรองนอน เมื่อหลวงพ่อเจ้าอาวาสเดินกลับกุฏิ นางมิ่งจึงสะกิดสามีว่าอย่ากระนั้นเลย เราแอบเอาฟูกยัดนุ่นบาง ๆ มาถวายเณรลูกชายดีกว่า เว้นศีลสักข้อหนึ่งจะหนักหนากระไรนัก นางไม่ได้หวังเกาะชายผ้าเหลืองลูกขึ้นสวรรค์ แค่ขอพอหายจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรังเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ บนเตียงเณรหมัด จึงปรากฏฟูกนุ่ม ๆ ผืนหนึ่งปูรองอีกชั้น เณรหมัดควรจะหลับสบาย เพราะอากาศยามฝนตกก็เย็นสบาย ทว่ากลับตรงข้าม ล่วงเฉียดสี่ทุ่มเข้าไปทุกที เณรน้อยกลับยังไม่มีท่าทีว่าจะหลับลง

ทุ่งสีโหเป็นพื้นที่นอกตัวเมืองของจังหวัดชัยภูมิ ในคืนฝนตกเช่นนี้ โดยเฉพาะในเขตวัดกันดารเช่นนี้ แม้เป็นเวลาแค่สามทุ่มก็กลับมืดสนิทไร้แสงไฟจนคล้ายหลุมนรก จะมีก็แต่แสงแวบวาบของอสนีบาตอันนำมาซึ่งเสียงสนั่นทั่วปฐพี แม้บานประตูหน้าต่างจะหับสนิท แสงขาวก็ยังลอดเข้ามาจนแสบตา ลมแรงพาละอองฝนหนาวเหน็บฟุ้งกระจายเข้ามาเหมือนมีใครเอาน้ำสาด

อากาศลักษณะนี้เองทำให้เด็กแพ้อากาศน้ำมูกยืดตั้งแต่หัววัน ยิ่งล่วงดึก ฝนหนัก อากาศหนาว โพรงจมูกของเณรหมัดก็บวมพองจนต้องหายใจทางปาก น้ำมูกใส ๆ หลั่งไหลเป็นสายน้ำแข่งกับฝนที่พร่างพรู

ในความมืดสลัว แสงฟ้าวาบวับส่องให้เห็นว่ามือผอมบางเคลื่อนไปคลำแถว ๆ ข้างหัวนอนอีกครั้ง ต่อเมื่อคว้าได้ม้วนกระดาษทิชชู่ที่เหลือแต่แกน เจ้าของมือก็ถึงกับสบถ “ห่ามึงเอ้ย !”

แค่สบถ น้ำมูกยังพลอยย้อยตามออกมา มันย้อยยาวจนไม่สามารถสูดกลับเข้าไปได้ กลายเป็นสายแปะใต้รูจมูก เหมือนนำร่องให้น้ำมูกค่อย ๆ ยืดตามออกมาได้ง่ายเข้า

เณรหมัดรีบลุกนั่ง หงายหน้าไว้ป้องกันไม่ให้น้ำมูกไหลลงจากรู ขณะเดียวกันก็ใช้มือข้างหนึ่ง ดึงชายมุ้งยกขึ้นข้ามหัวตัวเองอย่างระวังไม่ให้มุ้งเปื้อน จากนั้นค่อย ๆ ลุกออกควานหาเศษผ้า หรือเศษกระดาษสำหรับใช้ทำความสะอาดแก้ขัด

โรคภูมิแพ้นี้เณรหมัดเป็นมาตั้งแต่เล็ก สมัยก่อนอาการหนักกว่านี้ ถึงกับขึ้นผื่นลมพิษก่อนนอนทุกคืน คันยิก ๆ เหมือนอสรพิษมีพรายฟองร้ายอยู่ใต้ผิวหนัง เด็กชายหมัดทั้งร้องไห้ทั้งเกาจนได้เลือด เดือดร้อนพ่อกับแม่ต้องเร่งหาคารามายด์มาทาให้ หรือไม่ก็ใช้ใบพลูตำขยำกับเหล้าขาวเอาโปะตามตัวลูกชาย บักหมัดรำคาญก็รำคาญ แต่ไม่ทำก็ไม่ได้เพราะหาไม่ผื่นร้ายจะไม่ยุบ ต้องนอนทนกลิ่นเหม็นและเศษใบพลูทิ่มตำเนื้อตัวแทบทุกคืน

เนื่องจากครอบครัวไม่มีเงินมาก พ่อแม่ไม่อาจเว้นงานพาลูกชายไปรักษา หรือให้หมอช่วยวิเคราะห์สาเหตุได้ถูกจุด สุดท้ายบักหมัดจึงต้องเผชิญอาการดังกล่าววนเวียนอยู่อย่างนั้นจนหายไปเอง จะเหลือก็แต่สภาพน้ำมูกมาก เป็นหวัดง่าย แล้วพอถึงฤดูหนาว ผิวฝ่ามือก็ลอกถึงชั้นเนื้อแดง ๆ ข้างใต้ เป็นที่เดือดเนื้อร้อนใจของพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่พบเห็น ครั้นนางมิ่งได้ฟังคำพระเตื้องว่า ถ้าพาเจ้าหมัดมาบวชเสีย เคราะห์ร้ายของนางจะสูญสลาย นางมิ่งจึงพลอยหวังใจว่ามันจะทำให้อาการเจ็บป่วยของลูกหายขาดด้วย

ใช้เศษผ้าขนหนูเหลืองเช็ดน้ำมูกเก่า น้ำมูกใหม่ก็ไหลออกมาอีก เณรหมัดงุ่นง่านใจ คิดว่าขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้คงไม่ได้นอนทั้งคืนแน่ โยมแม่ก็ไม่ให้ยามา...

เมื่อนั้น คำพูดของพระเธียรสะท้อนขึ้นในหัว  

“ได้ยินสีกามิ่งบอกอยู่เหมือนกันว่าลูกชายแพ้อากาศ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น เณรไปเอายาที่กุฏิหลวงพี่ได้”

สิ้นเสียงในหัว เสียงฟ้าลั่นก็สะท้านแทน เณรหมัดตัวสั่น ถึงอย่างนั้นก็ลองก้าวไปแง้มบานประตู ลอบดูเห็นสายฝนกระหน่ำท่ามกลางแสงวูบวาบ

ในกุฏิมีร่มพับเก่า ๆ อยู่คัน พอจะอาศัยฝ่าฝนออกไปได้ แต่กุฏิพระเธียรอยู่ไกลเหลือเกิน ถ้าเดินก็ต้องผ่านกุฏิพระดนูด้วย ถึงเณรหมัดจะคิดว่า มืดป่านนี้พระดนูน่าจะหลับไปแล้ว แต่สร้อยที่แอบขโมยมาก็ยังเป็นตัวการให้อดกลัวไม่ได้

คว้าไฟฉายมาเปิด ฉวยร่มพับมากาง แค่ยื่นมันออกไปนอกช่องประตู ลมหอบหนึ่งก็พัดหวือมาแทบพาร่มและร่างน้อยลอยหาย เณรหมัดอดไม่ได้ที่จะจินตนาการว่ามันอาจหาใช่ลม ทว่าเป็นใครสักคนที่แอบมายืนอยู่หลังประตูนอกชาน ครั้นเห็นเขาเยี่ยมหน้าออกไปก็แสร้งกระชากร่มอย่างแรง

บางทีจะเป็นผีป่าช้าที่ลุกขึ้นมาเวียนวนอย่างคนเล่าลือ

หรืออีกที...อาจจะเป็นพระดนูที่รู้แล้วว่าใครคือหัวขโมยสร้อย !

ทั้งยังกลัว ๆ กล้า ๆ เณรหมัดตัดสินใจย่างเท้าข้ามธรณีประตูออกมานอกชาน วาดลำแสงไฟฉายส่องใส่ คล้ายมันมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขจัดภัยร้าย

ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ! ทั้งผี ทั้งหลวงพี่จอมพาล !

เณรหมัดถอนหายใจ เอียงร่มกันฝนที่ซัดเข้ามาทางด้านข้าง จากนั้นสาดแสงออกไปในความมืดนอกกุฏิ ลำแสงเล็ก ๆ แค่นี้แทบไม่ช่วยให้สว่างขึ้นเลย โดยเฉพาะเมื่อถัดออกไป รอบอาณาล้วนล้อมด้วยม่านฝนหนา

น้ำมูกไหลเข้าปาก หากเณรน้อยกำลังสนใจดึงร่มต้านลมมากกว่า เท้าผอมไต่ลงกระไดมาทีละขั้น ครั้นน้ำมูกเริ่มสร้างความรำคาญ เขาก็แลบลิ้นเลียเสียให้หมดไปที

จะว่าไป เขานี่ช่างไม่ผิดผีเร่ร่อนที่เที่ยวกินมูตรหนองของสกปรก

 

 

[1] อย่าฟ้าว แปลว่า เดี๋ยว


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น