อัปเดตล่าสุด 2019-02-09 09:44:44

ตอนที่ 23 หลั่งไหลเป็นสายน้ำ: 3

สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ

เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

ว่ากันว่าทุ่งสีโหนี้มีอาถรรพ์ มันตั้งอยู่บนพื้นที่ที่นักรบกาลก่อนสู้ประจันกันตายเป็นเบือ เมื่อใครผ่านมาแถวนี้ จึงมักพบว่ามีเหตุการณ์แปลก ๆ อาทิกลางวันแสก ๆ กลับเห็นชายแขนขาขาดเดินหายเข้าไปกลางดง ครั้นก้าวตามก็ไม่พบใคร ที่ร้ายคือพอคนพบเดินทางกลับถึงบ้านแล้วส่องกระจก กลับเห็นว่ามีชายผู้นั้นก้าวตามติดมาด้วย ต้องขอให้พระเกจิช่วยอัญเชิญดวงวิญญาณกลับไป แต่ก็นับว่ายากนัก ในเมื่อดวงวิญญาณเหล่านี้ทุกข์ทรมาน และต้องการออกไปจากทุ่งสีโห ยิ่งไล่ ดวงวิญญาณนั้นก็ยิ่งโทโสเดือดดิ้น

หลายสิบปีก่อน หลวงปู่ผู้คงอาคมจึงตัดสินใจมาบำเพ็ญภาวนาที่นี่ อาศัยบารมีคุ้มภัย ขณะเดียวกันก็สวดมนตร์อุทิศบุญกุศลให้ผู้ยังวนเวียนหาทางออกมิได้ เสียงเล่าลือถึงความเฮี้ยนของทุ่งสีโหค่อย ๆ ซบซา ผู้มีจิตศรัทธาต่างตามมาศึกษาวัตรปฏิบัติตามหลวงปู่ จากดงรกร้างเริ่มมีสิ่งก่อสร้างของสำนักสงฆ์ ก่อนกลายเป็นวัดทุ่งสีโห ว่ากันว่าเคยมีพระหนุ่มปฏิบัติตัวไม่ดี แอบจิบสาโทตอนดึก พอพระอื่น ๆ ตื่นมาเมื่อฟ้าสาง ก็เห็นว่าจิตของพระหนุ่มนั้นมีอันเปิดเปิงเหมือนถูกผีร้ายดลบันดาลให้ไม่สมประดี

จวบเดี๋ยวนี้ นาน ๆ ทีญาติโยมที่มาเยี่ยมเยียนวัดยังพบว่ามีเรื่องแปลก ๆ แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของรูปหล่อบูชาและพระในวัดยิ่งขจรขจาย คนนอกหลายคนเข้ามาลองดี หลายคนเลือกมาทำบุญที่นี่เพราะเชื่อว่าได้กุศลสูงกว่าที่อื่น เพราะแค่จะก้าวเข้ามาในอาณาอันทึบสลัว ก็ต้องอาศัยน้ำใจกล้าและศรัทธามากยิ่งแล้ว

จะว่าไปก็น่าแปลก เหตุใดวัดที่มีชื่อเสียงถึงเพียงนี้ กลับยังปล่อยให้มีนักบวชนอกรีตอย่างพระดนูอยู่ได้

ความคิดของเณรหมัดสะดุดลง เพราะตีนเหยียบเลนลื่นเกือบหงายหลัง ต้องรีบกางแขนทรงตัว ไม่ทันระวังร่มจึงหลุดกระดอนห่าง กอปรกับถูกลมฝน มันกลิ้งไหว ๆ ไปทางพงรก

เณรหมัดถอนหายใจจนน้ำมูกย้อย ตอนนี้ฝนเม็ดเล็กลงแล้วแต่ลมยังกล้า ถ้าหยีตาก็พอจะมองฝ่าม่านฝนสีเงินไปเห็นฉากหลังได้มากขึ้น เณรน้อยกวาดไฟฉายตามร่มไป พลันนั้นลำแสงเริ่มกะพริบวาบ ๆ ก่อนดับสนิท

บักห่านี่ !

ตีนเปล่าย่างดินยวบ ๆ ตามไปว่องไว ยื่นมือดึงก้านร่มกลับมา ทว่าขอบลวดมุมหนึ่งคงเกี่ยวกิ่งไม้ ออกแรงดึงเท่าไหร่มันก็ขัด เณรหมัดจึงก้มไปหมายจะเขี่ยกิ่งออก ต้องผงะเมื่อแสงฟ้าวูบวาบให้เห็นว่า ไม่ใช่กิ่งไม้

มันคือมือคน !

มือนั้นหดพรวดกลับเข้าพงไม้ เณรหมัดกระถดถอยแล้วกะพริบตาดูชัด ๆ อีกที

แน่นอน มือนั่นหายไปแล้ว ทิ้งค้างไว้เพียงความเสียวสะท้าน และภาพที่เณรหมัดพยายามบอกตัวเองว่าตาฝาด ถึงกระนั้นก็มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด

เณรน้อยดึงร่มคืนมา คราวนี้แค่ออกแรงนิด ๆ ร่มก็ติดมือราวจะปลิว ร่างในผ้าเหลืองหมุนกลับแล้วรีบโกยอ้าวห่างไปอย่างไม่คิดชีวิต

ท่ามกลางแสงฟ้าและสายฝน เสียงครืนครานเริ่มละม้ายเสียงข่มขู่ของเจ้าของมือที่เขาไม่เห็นตัว นี่ถ้าเณรหมัดเพียงแต่หันหลัง คงได้เห็นมันกำลังลอยลิ่วตามมาติด ๆ เสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงเหตุการณ์ประหลาด ถึงภูตผีและวิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่ในสถานแห่งนี้ กังวานไปในมาโสตประสาทของเณรน้อย

เพื่อจะลบเสียงนั้น เณรหมัดบริภาษตัวเองว่า บักโง่ใหญ่ มัวแต่อยากฮู้เรื่องพระดนูเลยลืมขอยา พระเธียรกะจักแม่นหยัง บ่บอกบ่เตือนให้เอายามานำ !

ใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นหลังคากุฏิอีกหลังอยู่ถัดไปไม่ไกล ถึงตอนนี้แม้เณรหมัดจะหวั่นพระเธียร แต่ก็ไม่หวั่นไปกว่าเจ้าของมือที่โผล่มาไม่มีปี่ขลุ่ย จึงตั้งใจว่าจะก้าวเลียบไปข้างกุฏิเพื่อสืบต่อไปที่กุฏิพระเธียร พอดีพอร้ายจะขอให้พระเธียรช่วยพากลับไปส่งที่พัก หรือไม่ก็จะขอพักที่กุฏิพระเธียรด้วยกันเสียเลย รายนั้นคงไม่ว่าอะไร

อย่างไรก็ดี ยังไม่ทันแล่นถึงชายคากุฏิหลังใกล้ ตาไวของเณรน้อยพลอยเห็นชายผ้าเหลืองสะบัดอยู่ห่างออกไปแทน

ไม่ใช่ใครตากผ้าไว้ แสงฟ้าพอให้มองเห็นว่าจีวรผืนนั้นค่อย ๆ เคลื่อนไปเหมือนใครกำลังเดินลึกเข้าป่าช้า

พระดนูรึ

แกออกไปทำอะไรดึก ๆ ดื่น ๆ ป่านนี้ !

เณรหมัดก็เหมือนเด็กน้อยส่วนใหญ่ พอความอยากรู้อยากเห็นแทรกขึ้นมา ความกล้าก็ขจัดอารมณ์กลัวไปสิ้น ที่สั่นอยู่ก็กลับมั่นคง ที่ตั้งใจอยู่เดิมก็เหหันในพลันเหมือนลืมไปสนิทว่าเดินไกลมาถึงนี่ทำไมแน่

คราวนี้ ต่อให้ฝนจะยังตก เณรหมัดก็ตัดสินใจหุบร่มและยอมให้ตัวเปียก มั่นใจว่ากิริยาลับ ๆ ล่อ ๆ ของพระดนูท่าจะไม่ใช่เรื่องดี เณรหมัดอยากรู้ แต่ก็ไม่อยากให้พระดนูหันมาเห็นตัวเองง่าย ๆ

ร่างสูงผอมของคนตรงหน้าจ้ำไปอย่างมีจุดมุ่งหมายแน่วแน่ ค่าที่มิได้วอกแวกหวาดหวั่นแต่อย่างใดเลย พลอยให้ผู้ติดตามก็หาญกล้าพอจะไม่สนใจเงาตะคุ่มอันคุกคามอยู่รอบทิศ มือน้อยปัดกิ่งไม้ที่บังอยู่ให้พ้นหน้า แล้วจ้ำต่อ จ้ำต่อ

ระหว่างนั้น แต่ละก้าวที่ย่างไปบนดินเละแทบเป็นเลน บทสนทนาเมื่อบ่ายแก่ระหว่างพระเธียรกับตนก็ย้อนวนกลับมา

“หละ  หลวงพี่...ผมมีเรื่องสิถาม พระดนูเพิ่นเป็นไผ เพิ่นมาแต่ไสหือ”

ตอนนั้น พระเธียรมองตาอย่างทะลุรู้ว่า คำที่เณรหมัดใช้เรียกนั้น หาได้เป็นเพราะเคารพนับถืออย่างแท้จริงไม่ หากเพียงแต่ยึดไว้เพื่อเรียกร้องความช่วยเหลือ เฉกเดียวกับตอนที่เลือกข้างพระดนู ก็เพราะการอยู่ข้างเดียวกับพระดนูจะทำให้เณรหมัดใช้ชีวิตอยู่ในวัดนี้อย่างสะดวกสบายกว่า

ให้ถึงอย่างไร พระเธียรก็ยังยอมตอบว่า “ไม่มีใครรู้แน่ว่าพระดนูเป็นใครมาจากไหน หลวงน้าเตื้องพาเขาเข้ามา ทุกคนเข้าใจว่าพระดนูเป็นญาติของคนรู้จักแก ตัวหลวงพี่--” พระเธียรพยักหาตัวเอง “--ก็ต้องสละกุฏิไปอยู่กุฏิอื่นเพื่อให้พระดนูได้อยู่ใกล้กับหลวงน้าเตื้อง”

เณรน้อยประหวัดถึงหลวงน้ารูปร่างผอมผู้ที่คนโจษจันกันว่าเปี่ยมอาคม รู้ฟ้า รู้ดิน ตอนนี้ หลวงน้าเตื้องก็กลายเป็นคนเดียวอีกที่รู้ประวัติของพระดนูผู้ลึกลับและร้ายกาจ

“พระดนูเพิ่นคือบ่มาลงโบสถ์ทำวัตรเช้าวัตรแลงจักเที่ย หลวงพ่อเจ้าอาวาสกะคือบ่ว่าหยังเพิ่น”

ต่อคำถามของเณรหมัด พระเธียรตอบว่า “หลวงพ่ออายุมากแล้ว แกเหนื่อยจับตา”

“เลยทำเป็นบ่ฮู้บ่เห็น”

พระเธียรนิ่วหน้าตำหนินิดหนึ่ง “ทำไมไม่คิดว่าหลวงพ่อแกอาจไม่เห็นจริง ๆ”

เณรน้อยฉงน “หลวงพ่อบ่เห็นพระดนู หมายควมว่าจั๋งได๋”

“เณรยุ่งเรื่องผู้ใหญ่มากไปแล้ว” พระเธียรส่ายหน้า “รู้ไว้แต่ว่า เรื่องบางอย่าง เห็นแล้วก็อย่าพูดไป พระดนูอยู่ในความดูแลของหลวงน้าเตื้อง หลวงน้าจะคอยกำชับดูแลคนของแกเอง เข้าใจรึยัง”

ด้วยเหตุนี้ ปริศนาเกี่ยวกับพระดนูจึงยังเป็นปริศนาอยู่อย่างนั้น

และเพราะไม่รู้ที่มาที่ไป ทุกครั้งที่คิดถึงพระดนู ในหัวเณรหมัดจึงมีเพียงภาพเจ้าของร่างสูงใหญ่ในผ้าเหลือง ผู้ที่ข้างแขนมีรอยสักล้อม กิริยากักขฬะ เที่ยวลอบมาแย่งของกินถึงในห้อง ขู่เอาเงินและข้าวของจากญาติโยม ทว่าสามารถสำรวมได้ทันทีที่อยู่ต่อหน้าหลวงน้าเตื้อง ราวกับว่าหลวงน้ามีมนตร์อันสามารถควบคุมเจ้าตัวได้

จะว่าไปพระดนูช่างไม่ต่างจากผีปอบ ตอนนี้เหมือนเป็น อีกหน่อยยิ่งจะต้องเป็น ! ทำตัวผิดฝาผิดครูคล้ายมีวิญญาณร้ายสิงสู่ข้างใน วันร้ายคืนร้าย ใคร ๆ อาจเห็นพระดนูนอนไหลตาย ร่างกายไม่เหลือตับไตไส้พุง !

ในที่สุด ร่างของพระดนูก็หายไปในพงไม้หนึ่งลึกเข้ามาในป่าช้า เณรหมัดเร่งฝีเท้าตามไปแต่กลับไม่เห็นอีก เห็นแต่กระท่อมไม้ไผ่หลังน้อยใต้ต้นไทรยักษ์ ไม่รู้ใครมาสร้างหลบไว้หรือสร้างไว้ด้วยเหตุใดแน่

บริเวณนี้ไม่มีที่หมายอื่นใด พระดนูลับจากพงไม้ก็คงหายเข้าไปในนั้นนั่นเอง เณรหมัดตัดสินใจจะเข้าไปสอดตาดู แต่เพื่อป้องกันเจ้าตัวรู้ทัน จึงแอบอ้อมไปทางท้ายกระท่อมแทน

เนื่องจากต้นไทรแผ่กิ่งก้านมโหฬารดุจหลังคา สายฝนจึงถูกกรองจนน้อยนักจักสาดลงมาถึงพื้นดิน ภาพชัดขึ้น เสียงก็ชัดขึ้น ยิ่งก้าวเข้าไปใกล้ เณรหมัดก็ได้ยินเสียงดังกึก ๆ กึก ๆ เป็นจังหวะ สลับกับเสียงคนร้องแปลกๆ...

 . . . . . . . . .

 

อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ

เว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากร่วมประเวณี

อึดใจถัดมา ภาพที่เณรหมัดมองเห็นผ่านรูไม้กระท่อม ทำให้ดวงตาของเด็กน้อยต้องเบิกโตด้วยความตกใจ

แม้อายุยังน้อย แต่หูตาเณรหมัดไม่น้อยเหมือนอายุ ที่ผ่านมา เณรหมัดเคยเห็นพ่อทำแบบนี้กับแม่ เคยได้ยินผู้ชายแถวบ้านพูดกันเรื่องพรรค์นี้แล้วหัวเราะฮาป่า ขณะที่อีนางผู้อยู่ร่วมวงสนทนาก็หัวเราะเช่นกัน แต่ด้วยอาการขวย แล้วตีบ่าฝ่ายชาย ร้องว่าบ้า !

เณรหมัดรู้ และรู้ยิ่งไปกว่านั้นว่า พระสงฆ์องค์เจ้าไม่ควรทำการเช่นนี้ !

มือน้อยยกขึ้นอุดปาก หากตายังเปิดกว้างแทบไม่กะพริบ

กึ่งกลางกระท่อมแคบมีคนสองคนกอดก่ายกันอยู่ ที่นอนข้างใต้คือหญิงคนเดียวกับที่มาหาพระดนูเมื่อวันก่อน ส่วนฝ่ายชายที่ขึ้นคร่อมขยับเขย่าเป็นจังหวะก็คือ...

อา...

แม่นแล้ว เสียงครางยาวของเจ้าตัวยิ่งยืนยัน

นี่คือหลวงน้าเตื้อง !

 . . . . . . . . .

 

มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ

เว้นจากการทัดทรงตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับและดอกไม้ของหอม เครื่องทาเครื่องย้อม ผัดผิวให้งามต่าง  ๆ

เพราะเป็นหลวงน้า เณรน้อยจึงยิ่งตระหนก เผลอก้าวกระถดโดยอัตโนมัติ

อาการตกหล่มในตะลึงทำให้ไม่ทันสำเหนียกว่า จู่ๆ มีกลิ่นหอมเย็นคุ้น ๆ ลอยเจือมากับกลิ่นฝน ป่าหญ้า และโคลนดิน ต่อเมื่อกลิ่นดังกล่าวเข้มเข้า เณรหมัดจึงสะดุดใจว่า นี่คือกลิ่นเดียวกับกลิ่นเครื่องหอมที่เขาคุ้ยพบในกุฏิพระดนู !

พลันนั้น ถ้ามีผม ผมของเณรหมัดก็คงลุกตั้งทั้งหัว หัวกลมล้านเลี่ยนสะบัดหันตามทิศที่กลิ่นนั้นโชยมา เป็นจังหวะเดียวกับที่ท่อนไม้ใหญ่ถูกเหวี่ยงซัดเข้าหน้าจนเณรน้อยล้มหงาย

แล้วแน่นิ่งไปเพียงเท่านั้น

 . . . . . . . . .

 

ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ

เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า

คงเพราะเสียงผลัวะ ! ที่ดังขึ้น ผู้เสพเมถุนกันอยู่ภายในกระท่อมจึงชะงักกิจกระสันด้วยอาการตกใจ เสียงครางกระเส่าและจังหวะโยกคลอนของกระท่อมหยุดลงทันที

เมื่อนั้น ดวงตาของหลวงน้าเตื้องลอบมองผ่านรูไม้ออกมา ขานเบาแผ่วว่า “เกิดอีหยังขึ้นวะ !”

พระดนูตอบด้วยเสียงเหี้ยมดังอย่างไม่เกรงใครว่า “บักเณรหมัด ! มันเสือกกะโหลกมานี่”

“ห่าขัวมึง !”

มีเสียงผลุบผลับข้างในกระท่อม แล้วเพียงอึดใจหลวงน้าเตื้องที่มีแต่สบงติดตัวก็เปิดประตูชะโงกหัวออกมา หน้าตาประกาศความตื่นกังวล ยิ่งได้เห็นร่างของเณรหมัดที่นอนคว่ำลงไปกับรากไม้ ที่หัวมีแผลใหญ่ฉกรรจ์ ดวงตาของหลวงน้าเตื้องก็แทบเหลือกถลน

“ฉิบหายแล้วบักดนู !”

“บ่ฉิบหายดอกหลวงน้า”

“เอ้า เว้าจังซั่นได้จังได๋ กะเห็นอยู่ว่ามันตายห่าไปแล้วเนี่ย !”

หญิงคู่ขาของหลวงน้าห่มผ้า แล้วพลอยโผล่หน้าตามออกมาด้วยสีหน้าพรั่นพรึง ถึงกระนั้นก็กระหายใคร่รู้

พระดนูตอบว่า “เอาบักน้อย ๆ นี่เสี่ยง[1]ไว้ บ่มีไผมาเห็นดอก”

หลวงน้ายังลนลาน “ขั่นพ่อแม่ของมัน ขั่นหลวงพ่อหรือผู้อื่นมาถามหามันล่--”

คำตะกุกตะกักนั้นดูจะหายเข้าไปในคอผู้พูด ตาโตของหลวงน้าเตื้องที่เพ่งมองมาทางพระดนูผู้ช่วยยิ่งเบิกโตขึ้น

ท่าทางของหลวงน้าชักหัวคิ้วปราศขนของพระดนูชนกัน ร่างกำยำที่คล้องเพียงอังสะมีลักษณะแข็งเกร็งด้วยอาการเตรียมพร้อม และแล้วสะบัดหน้ามาทางด้านหลังอย่างรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติแน่

อย่างไรก็ดี สิ่งผิดปกติที่ก้าวมายืนใกล้หาได้ยี่หระ ใบหน้าทรงกลมนั้นยังผ่องใสคล้ายนักบวชผู้กำลังรักษาศีล แม้แต่คำพูดก็เชื่องช้าแช่มชัด

“ไม่มีปัญหาหรอกหลวงน้า”

“บักพระเธียร !” คนที่ตะลึงกลัวกลายเป็นพระดนู ไม้ยาวในมือแกร่งถูกกระชับเข้า ทว่าครั้นสายตาสลับสบกับสายตาของหลวงน้าเตื้อง แล้วได้รับสัญญาณให้เย็นไว้ พระดนูก็ได้แต่กัดกรามนิ่ง

หลวงน้าสะกดอารมณ์ตน ถามพระเธียรว่า “บ่เป็นหยังจั๋งได๋  เณรตายไปทั่งคน !”

ดวงตากลมโตในเบ้าลึกของพระเธียรกลอกลงมองไปที่ศพเณรหมัด ประกายบางอย่างเรืองชัดคล้ายเห็นแสงธรรม “ลองเปิดชายผ้าของเณรหมัดดูสิ พระดนู”

ผู้ได้รับคำชวนยิ่งมุ่นคิ้วหนักไม่วางใจ แต่เพราะหลวงน้าเตื้องพยักเป็นเชิงสั่งให้ทำตาม จึงจำยอมก้มลงไปค้นดูแต่โดยดี

พลัน ดวงตาของพระดนูพลอยเบิกขึ้นเมื่อปลายนิ้วแตะของบางอย่าง วี่แววสงสัยเปลี่ยนกลายเป็นโทโส ทันทีที่กระชากของสิ่งนั้นออกมาพรวดพราด ปากสบถ “บักเณรระยำ !”

พระเธียรอธิบายต่อว่า “ผมเห็นเณรหมัดปีนเข้าไปที่กุฏิของท่านดนูเมื่อช่วงบ่าย ท่าทีมีพิรุธเลยแอบส่องดู จนรู้ว่าเณรกำลังขโมยของนั่น”

เจ้าของสร้อยนาคฟังแล้วคำรามใส่ศพว่า “สมควรแล้วมึง !”

หลวงน้าเตื้องยังไม่เข้าใจ “แล้วมันสิบ่มีปัญหาจั๋งได๋”

พระเธียรวาดรอยยิ้มแตะริมปาก หากมันยังเรืองรองมิเท่าในตา ชั่วอึดใจนั้นเอง มือข้างที่ซ่อนอยู่ข้างหลังแต่ต้น ถูกยกตวัดขึ้นเสียบมีดกลางอกพระดนูว่องไว คมมีดสะท้อนสายฟ้าจนเกิดประกายวูบ

ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน ร่างของพระดนูค่อย ๆ งอเข่าคุกลงกับพื้นทั้งยังงงงวย

พระเธียรตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นไม่ผิดเดิม “ก็ถ้าพรุ่งนี้มีคนมาเจอศพสองคนนี้ เขาก็จะคิดว่า อ้ายเณรสารเลวนี่ขโมยสร้อยนาคมาจากกุฏิพระดนู พอพระดนูรู้แล้วตามมาเอาเรื่องถึงนี่ สองคนนี้ก็ต่อตีกันเองจนตกตายไปตามกันยังไงล่ะครับ”

ทั้งหลวงน้าและสีกาที่ซุกตัวอยู่ด้านหลังรับฟังด้วยอาการขนหัวลุก มิใช่เพียงแต่ถ้อยความอันดูราบคาบเกินพอดี ทว่าน้ำเสียงเจ้าของถ้อยความก็สงบราบคาบอย่างยิ่ง จะมีก็แต่ดวงตาใต้โหนกคิ้วที่ดูจะยาวเชื่อมต่อกันทั้งสองข้างของพระเธียรเท่านั้น มันมีเปลวโชตลุกสะบัดอย่างหาความสงบนิ่งมิได้

ด้วยริมฝีปากสั่นกระพือ หลวงน้าเตื้องค่อย ๆ สูดลมรวบรวมกำลังใจและสติ ถามว่า “ณะ...เณรหมัดนำมาฮอดนี่....ได้จั๋งได๋”

“เณรหมัดแพ้อากาศน่ะครับ” พระเธียรตอบอย่างขอไปที ก้มลงใช้จีวรของตนเช็ดปลายด้ามมีดบนอกแดงฉานของพระดนู “เรื่องของเณรหมัดไม่น่าสนใจหรอกครับ หลวงน้าควรจะสนใจมากกว่า ว่าจะสอนอะไรให้ผมได้บ้าง แลกกับความลับสำคัญนี้” คนพูดใช้สายตาแทนนิ้วชี้ลงไปที่ศพทั้งสองในผ้าเหลือง

“สอน...” หลวงน้าเตื้องทวนคำสนเท่ห์ ขณะเดียวกันจุดหนึ่งในดวงตาก็ฉายความระแวงยิ่งยวด “สอนอีหยัง...”

 . . . . . . . . .

 

มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ

เว้นจากการพูดเท็จ คำไม่เป็นจริง และคำล่อลวง อำพรางผู้อื่น

งานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดทุ่งสีโหมีพ่อค้า ข้าราชการ และชาวบ้านมาร่วมกันอักโข ทั้งนี้ แม้วัดทุ่งสีโหจะเป็นวัดเล็ก ๆ แต่คุณงามความดีของหลวงพ่อเจ้าอาวาสก็ขจรขจายจนเป็นที่นับถือกันทั่วไป นอกจากนั้น ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งลี้ลับในวัดก็ยังเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์อันดี จากวัดที่มีผู้นับถือแค่ชาวบ้านรอบ ๆ ตั้งแต่เกิดเหตุพระกับเณรฆ่ากันตายที่ป่าช้าท้ายวัดเมื่อสามปีก่อน คนก็ลือกันไปไกลว่าอำนาจหลวงพ่อพระประธาน รวมถึงดวงวิญญาณในหัวทุ่งนั้นเข้มขลังนัก เมื่อมีผู้เข้ามาทำเรื่องมิดีมิงามในวัด จึงมีอันต้องหักล้างกันแล้วตกตายไปในที่สุด

ระยะหลัง พระเตื้องเป็นผู้ดูแลหลวงพ่อเจ้าอาวาสเพียงลำพัง แกบอกกับศิษยานุศิษย์ว่า เริ่มกังวลใจตั้งแต่เห็นหลวงพ่อเจ็บหน้าอกเมื่อช่วงสวดมนต์ข้ามปี ท่านไม่ยอมไปโรงพยาบาล กว่าจะถึงมือแพทย์อาการก็ทรุดจนเกินรักษา หลังจากมรณภาพ ร่างของท่านถูกนำมาตั้งไว้ที่ศาลาใหญ่หลังใหม่เพื่อบำเพ็ญกุศล ก่อนที่จะถึงกำหนดพระราชทานเพลิงศพในวันนี้

นับเป็นช่วงเวลาหนึ่งปีเต็มที่ร่างของท่านช่วยกวักเรียกปัจจัยจากผู้ศรัทธาทั่วสารทิศ ทั้งที่สมัยยังอยู่ ท่านมักปฏิเสธการทำบุญด้วยเงิน และว่าวัดอันเป็นที่อยู่ของสงฆ์นั้นไม่จำเป็นต้องเจริญนัก หากแต่ผู้เข้ามาอยู่และผู้เข้ามาเยี่ยมต่างหากที่ต้องมีจิตใจอันเจริญด้วยกุศล

ท่ามกลางความคลาคล่ำ พระเตื้องต้องวิ่งวุ่นเกือบตลอดทั้งงาน กว่าจะเริ่มนิ่งลงได้ก็เจียนค่ำ ตอนนั้นเองสายตาสะดุดเข้ากับแขกรายหนึ่งในงาน แขกผู้มิได้พบกันมานานช้า

ทันทีที่เห็นพระเตื้อง สีกามิ่งก็ยกมือไหว้

นมัสการจ้า หลวงพี่”

สิ่งที่น่าสนใจกว่าการผัดหน้าทาปาก คือสายสร้อยทองคำที่ข้อมือของนาง มันสะท้อนแสงแวบทำเอาแสบตา

พระเตื้องทักว่า “เจริญพร เหลียวเบิ่งไกล ๆ ก็ว่าอยู่ว่าแม่นโยมมิ่งบ่หนอ สามปีเปลี่ยนไปหลายอยู่เด้”

ผู้ถูกทักยิ้มเอียงอาย แต่ก็ภาคภูมิอยู่ในที ทำนองรู้ว่าการเปลี่ยนของตนนั้นเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

“มาเฮ็ดบุญให้หลวงพ่อติ”

“จ้า” สีกามิ่งพยักหน้า นัยน์ตาซาบซึ้ง “ย้อน[2]หลวงพ่อกับหลวงพี่แท้ ๆ ที่ซอยให้ชีวิตฉันกับลูกผัวดีขึ้นป่านนี่”

“หืม” พระเตื้องร้องงง อดหยั่งเชิงไม่ได้ว่า “โยมคือบ่คึดแหนบ่ ว่าย้อนอาตมากับหลวงพ่อนี่ละ เฮ็ดให้เณรหมัดลูกชายของโยมตาย”

“บักหมัดมันเป็นเด็กน้อยบ่ดี คั้นเลี้ยงแล้วบ่ดีก็บ่ฮู้สิเสียเหี่ยเสียแฮงเลี้ยงไปเฮ็ดหยัง”

รอยอาลัยพาดในดวงตาผู้เป็นแม่แค่เล็กน้อย แต่แล้วก็ถูกกลบด้วยแววยินดีอันเป็นธรรมชาติ “อิฉันเข้าใจที่หลวงพี่เคยว่าอยู่ ย้อนมีบักหมัดนี่ละ เลยพ้อแต่แนวบ่ดี ตั้งแต่บ่มีมันมานิ...กะค่อยอยู่ค่อยกิน อยู่ดีมีแฮงขึ้นเรื่อย ๆ”

“จังซั้นติ” แม้พูดดังนั้น พระเตื้องยังมีสีหน้าคล้ายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

อีกฝ่ายทำเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ปากว่า “เดี๋ยวนี้พระเหมเราบ่ได้อยู่นี่แล้วติ”

ชื่อนั้นทำเอาผู้ฟังสะดุดหน้าซีดลงไปเล็กน้อย พยักโดยไม่ตอบเป็นคำ

นางมิ่งไม่ทันสังเกต คงเพราะมัวสนใจกับเรื่องของตัวเองมากกว่า จึงรีบพูดต่อไปว่า “ว่าแล้วดั้ว เดี๋ยวนี้เพิ่นไปดังอยู่แถวอำเภอที่ฉันอยู่พุ่น”

“คลองใหญ่ จังหวัดตราดน่ะติ” พระเตื้องคิด “ได้ยินว่าพวกเจ้าพากันย้ายไปหาอยู่หากินอยู่พู้นติ”

“จ้าหลวงพี่ เดือนก่อนคนฮู้จักเพิ่นชวนไปกราบ บอกว่าเพิ่นเป็นคูบาเก่า  เก่งเรื่องคาถาอาคมหลาย ฉันกะว่าคุ้น  ๆ อยู่ แต่บ่คิดว่าสิแม่นคนเดียวกัน บวชอยู่นี่แท้  ๆ แต่ก็ย้อนพากันเว้าขวนพ่อเราเรื่องเป็นขี้เฮี้ยนบ่เซาเนาะ เราเลยสึกไปหาหม่องใหม่ เป็นตาเสียดายคนเก่ง  ๆ เนาะค่ะ”

เพราะสีกามิ่งจับจ้องอย่างจะขอความเห็น ในที่สุดพระเตื้องจึงจำกลบเกลื่อนอารามหนักใจแล้วตอบว่า

“บางเที่ย คนเฮานี่ก็เฮ็ดบ่ถึกย้อนบ่ฮู้เนาะโยม กว่าสิฮู้ว่าหยังเป็นหยัง กะสายไปแล้ว”

“แม่นจ้า เลยว่าเป็นตาเสียดายนี่ละ”

ผู้ฟังดูจะไม่ได้ตั้งใจฟังคู่สนทนาอีกต่อไปเช่นกัน คำพูดถัดจากนั้นของพระเตื้องค่อนข้างเบา แววตาเหม่อลอยอันบ่งความแน่วแน่ก็ละม้ายกำลังบอกตัวเองมากกว่า

“ที่เฮาพอจะเฮ็ดได้ กะคือพะยามแก้ไขสิ่งที่มันผิดมันพลาดไปให้มันกลับมาถึกถูกต้อง...”

. . . . . . . .
จบตอน "หลั่งไหลเป็นสายน้ำ"
โปรดติดตามตอนสุดท้ายใน

"ตาไม่หลับ"

 

 

 

[1] เสี่ยง แปลว่า ซ่อน

[2] ย้อน แปลว่า เพราะ


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น