อัปเดตล่าสุด 2019-02-13 10:04:38

ตอนที่ 26 ตาไม่หลับ: 2

เมื่อวิ่งมาหยุดตรงหน้าปากทางเข้าอาคาร ปากท่อรูปวงกลมนั้นมีขนาดมโหฬารมากกว่าที่คิดไว้ จุดสูงสุดของมันน่าจะกะได้ราวตึกสี่ชั้น ปากท่อไม่มีประตูปิด และเนื่องจากท่อเป็นสีเทาเข้ม ข้างในเองก็ดูจะไม่มีแหล่งกำเนิดแสงใด ๆ เชิงเทียนจึงแลลึกเข้าไปได้เพียงไม่กี่เมตร ทุกอย่างถูกความมืดดำกลืนหาย มองดูคล้ายมันคืออุโมงค์สู่มิติมหากาฬอีกแห่ง มากกว่าจะเป็นช่องทางอันขดเลื้อยซับซ้อนจนมองรวม ๆ กันด้านนอกเห็นเป็นตัวอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งมีหอคอยคลับคล้ายปล่องท่อชูสูงขึ้นไปในอากาศ

เชิงเทียนกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ตัดสินใจชักเท้าเข้าไปในปากท่อ หลังจากมองหาและได้คำตอบว่า นี่น่าจะเป็นทางเดียวที่เขาสามารถเข้าถึงตัวนุสราได้

ผนังโลหะของตัวท่อมีลักษณะเรียบและลื่นมากราวกับถูกขัดเป็นมัน กอปรกับทางเดินโค้งขึ้นด้านข้างตามลักษณะของวงกลม แต่ละก้าวจึงต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ต่อเมื่อออกก้าวที่ 3-4 จึงจะเริ่มคุ้นชินว่าต้องลงน้ำหนักอย่างไร ยกฝ่าเท้าแบบไหนเพื่อให้ร่างกายคงมั่น

ในที่สุดชายหนุ่มถูกกลืนเข้าในความมืดเต็มตัว มันช่างเป็นความมืดอันน่าสะพรึงกลัว ด้วยความแปลกประหลาดของลักษณะสถาน และการคาดเดาไม่ได้โดยสิ้นเชิงว่าจะมีอะไรซุกซ่อนอยู่ในนี้บ้าง เมื่อนั้นเองสัมผัสต่าง ๆ ล้วนตื่นตัวขึ้นมาแทน เชิงเทียนรู้สึกคล้ายหูชูกางกว่าปกติ คอยเงี่ยรับเสียงแม้เพียงน้อยหนึ่งเท่าเข็มหมุดหล่น รูจมูกเปิดกว้างรับกลิ่นแปลกปลอมที่อาจโชยมาพร้อมละไอเย็นคล้ายมีเครื่องปรับอากาศ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่สัมผัสดูจะมีเพียงกลิ่นหนัก ๆ ของโลหะอันถูหล่อขึ้นเป็นตัวท่อ และเสียงฝีเท้าเบาค่อยของตัวเอง ที่ค่อยคืบเขยื้อนไปภายในอย่างเชื่องช้า

ด้วยนิสัยฟุ้งซ่านอย่างนักเขียน เชิงเทียนคาดการณ์ว่า ถ้านี่คือฝัน เส้นทางนี้ก็ไม่น่าจะยาวนานเกินวัน เท่าที่เขาจำได้ ตั้งแต่เกิดมาเหตุการณ์ในแต่ละฝันมักกินเวลาเพียงชั่วระยะหนึ่ง ครอบคลุมเหตุการณ์หนึ่ง อาจไม่มีจุดตั้งต้นหรือจุดจบที่แน่ชัดด้วยซ้ำ ความพิเศษของฝันคือ เมื่อเราฝัน เราจะมีความทรงจำแปลกประหลาดเกิดขึ้นเอง เราจะรู้ว่าเรากำลังอยู่ที่ไหน ถ้าเราฝันว่าตัวเองเป็นหมา เราก็อาจคุ้นชินกับการเป็นหมา ราวกับว่าเราเป็นหมามาแล้วตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ความทรงจำที่ถูกสร้างขึ้นอัตโนมัตินี่เอง เป็นเชื้อเพลิงขับดันให้คนเราย่างเท้าลงสู่สถานการณ์ในฝันได้โดยไม่ต้องรีรอการปูเรื่องอย่างในหนังในละคร

อย่างไรก็ดี นี่อาจเป็นฝันแปลกที่ไม่ได้สร้างความทรงจำพื้นฐานให้เขาด้วย เชิงเทียนไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน มีเพียงตัวละครแวดล้อมที่พอคุ้นหน้ามาบ้าง แต่มันกำลังจะนำไปสู่อะไร เขาเริ่มสงสัยขึ้นทุกที

ทุกอย่างยังคงเงียบเชียบราวกับทั้งโลกเหลือเพียงเขาลำพัง ไม่มีวี่แววของแสงสว่าง ความเคลื่อนไหว เสียงหรือกลิ่นอื่นใดนอกจากกลิ่นโลหะที่ยังรักษาระดับความเข้มข้นเท่าเก่า เชิงเทียนรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังดูหนังผีอินดี้ของประเทศลับแลสักแห่ง ประเทศที่เขาไม่เคยเห็นชื่อในโลก ขนบและการสร้างบรรยากาศหลอกหลอนของมันช่างพิศวงงงงวย ไม่เชิงน่ากลัวหรือสร้างความรู้สึกสะพรึงหลอกหลอน ไม่น่าประหวั่นว่าจะมีจังหวะตุ้งแช่ แต่ความน่ากลัวของมันกลับเป็นการกดดันด้วยความเปลี่ยวเปล่าไม่รู้ทิศ ไม่มีอะไรทั้งสิ้นนอกจากตัวเอง โลกที่มีแต่ตัวเราเองมันน่ากลัวอย่างนี้นี่เอง...

เพื่อผูกสัมพันธ์กับบางสิ่งในจักรวาล เชิงเทียนหันกลับไปมองข้างหลัง โลกสว่างไสวภายนอกปากท่อหดเล็กจนเหลือเพียงหัวไม้ขีดแล้ว เป็นกำปั้นที่บอกให้รู้ว่าเขายังอยู่ในสถานที่เดียวกับอะไรบางอย่าง แต่มันคืออะไร...

หันคืนมา สะดุ้งเล็กน้อย ทั้งที่ภาพซึ่งปรากฏขึ้นเป็นเพียงลำแสงเขียวเรืองจาง ๆ จากทางด้านขวา เขาตกใจเพราะแน่ใจว่าเมื่อครู่ ก่อนที่จะหันไปดูภาพปากท่อ แสงนี้ยังไม่มีอยู่เลย

หรือว่ามันจะเพิ่งเปิดสว่าง

เราไม่ได้ยินเสียงใครกด ไข หรือแม้แต่เสียงขณะดวงไฟกระจ่างขึ้นมาเลยสักนิด

ลักษณะลำแสงนั้นสว่างเสมอกันทุกขณะจิต ไม่กะพริบ ไม่เข้มขึ้นหรือจางลง นอกเสียจากว่าเมื่อฝีเท้าชักพาลึกต่อไปนั่นละ แสงจึงค่อยสว่างขึ้น แต่ก็ยังเป็นระดับความสว่างเพียงสลัวราง

ในที่สุดเชิงเทียนพบว่า จุดที่แสงสว่างออกมานั้นคือสามแยก ทางซ้ายยังมืดจนมองอะไรไม่เห็น ขณะที่ทางขวา ห่างลึกออกไปมีดวงไฟเขียวผนึกอยู่ด้านบนสุดของตัวท่อ ดวงที่หนึ่ง ดวงที่สอง ดวงที่สาม และดวงถัด ๆ ไป... แต่ละดวงอยู่ห่างกันพอควรในระยะเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวท่อบวกกันสองครั้ง

แน่นอน ในความมืด แสงไฟแม้เพียงริบหรี่ก็ช่วยให้อุ่นใจ เชิงเทียนจึงเลือกเลี้ยวขวา ทุกอย่างในทางฝั่งนี้ยังเหมือนเดิม

ชั่วขณะที่เริ่มคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมใหม่ ปลายเท้าของเขาเผลอเหยียบของเหลวชนิดหนึ่งที่กองอยู่บนพื้น ชายหนุ่มตกใจเกินกว่าจะอ้าปากร้อง ร่างของเขาลอยขึ้น ก่อนตกก้นกระแทกลงอีกที ไม่เพียงเท่านี้ เพิ่งสำเหนียกว่าพื้นในท่อฝั่งนี้มีลักษณะลาดลงในลักษณะเวียนเป็นวง วงที่ตีเกลียวแคบและชันขึ้นเรื่อย ๆ

ร่างของชายหนุ่มหมุนวนจนไม่อาจกำหนดทิศหรือจับเกาะอะไรได้ทั้งสิ้น พยายามกางเล็บจิกพื้น แต่เล็บเขาก็ทื่อเกินไป ขณะที่พื้นก็เรียบและลื่นเกินไป อวัยวะภายในของเขาคล้ายลอยขึ้นหัว ทิ้งไว้เพียงช่องท้องว่างโหวงเสียววาบ

ท้ายที่สุด ท่อเริ่มลาดน้อยลงก่อนค่อยๆ ลดสู่สภาพที่ราบ อย่างไรก็ตาม ร่างที่ไถลมาด้วยอัตราเร่งก็ยังไม่สามารถหยุดลงทันที กว่าเชิงเทียนจะหยุดได้ ก็ต่อเมื่อร่างของเขาแล่นไปชนเข้ากับอะไรบางอย่าง

“โอ๊ย !” เสียงร้องดังขึ้น เผยให้รู้ว่าสิ่งที่เขาปะทะนั้นไม่ใช่เสาหรือข้าวของ

คน !

คนผู้ชายร่างสูงใหญ่กว่าเขา แรงกระแทกทำให้เจ้าตัวล้มจ้ำเบ้าลงกับพื้น

“ห่าไรวะเนี่ย !” เสียงหงุดหงิดขับความถมึงทึงของเจ้าตัว ครั้นทะลึ่งลุกอีกที ในแสงสีเขียวเลือนจาง เชิงเทียนสังเกตเห็นกล้ามเนื้ออกอันซ่อนอยู่ในเสื้อยืด กล้ามเนื้อแขนและขาที่บางส่วนปรากฏรอยสักดูน่ากลัว

นักเขียนหนุ่มเกือบจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นแสดงอาการขอโทษ ทว่าน่าแปลก ท่าส่ายสายตาไปทางนั้นทีทางนี้ที ดุจจะเฉลยว่าเจ้าตัวมองไม่เห็นเขา

เหมือนที่นายอนุสรณ์ไม่เห็นเรา !

ในที่สุดชายดังกล่าวลุกปัดกางเกงงุ่นง่าน จากนั้นก้าวเลียบข้างร่างเชิงเทียนย้อนไปด้านหลัง ตรงจุดนั้นมีร่างของชายอีกผู้ทอดร่างอยู่ข้างท่อพอให้ไม่ไหลร่วงลงมา ไฟทอแสงพอให้เห็นใบหน้าที่ดูคล้ายคลึงกับชายคนแรก แตกต่างกันที่คนหลังนี้มีใบหน้าอ่อนเยาว์กว่า

“มึงต้องนอนรอตรงนี้ก่อน ไอ้หมอก” ผู้สูงวัยกว่าก้มบอกคนที่น่าจะเป็นน้องชาย

เชิงเทียนเคลื่อนกายไปใกล้เข้า ระแวดระวังว่าชายชื่อหมอกอาจมองเห็นเขา แต่ท่าทางจะไม่  

“ตะ...แต่...” หมอกตะกุกตะกัก ไม่แม้แต่โงหัวขึ้นมา

“มึงเจ็บเกินไป เดินไม่ไหวหรอก” ผู้พี่ก้มมองส่วนท้องของอีกฝ่าย เรียกให้เชิงเทียนไล่สายตาลงตาม หมอกสวมเสื้อโปโลสีอ่อนกับกางเกงสแล็ค บุคลิกโดยรวมดูเจ้าสำอางกว่าพี่ ตอนนี้ที่หน้าท้องเจ้าตัวมีของเหลวสีดำเห่อเปรอะเป็นคราบกว้าง

“ดีที่ตอนตกลงมามึงกระแทกไม่แรง กูบอกแล้วให้อยู่ติดกันไว้ เสือกทะเร่อทะร่าออกไปจนโดนดีเข้าจนได้”

พี่ชายเดาะลิ้นจึ๊กจั๊กแล้วสรุปว่า “กูจะไปหาคนช่วย แล้วจะรีบกลับมาหามึง” ประโยคสุดท้ายกัดกราม แววตาวาม “กูจะจับตัวไอ้คนที่ทำมึงมาเล่นงานให้ได้ !”

สำเนียงที่เจ้าตัวใช้นั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าผิวสัมผัสของท่อโลหะ เย็นจนเชิงเทียนรู้สึกเสียววับในใจ

“พี่...เหมาะ” หมอกพูดด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นคล้ายเจียนหมดแรงเต็มแก่ “รีบ...มา”

คำตอบของรายพี่คือการพยักหน้า ตีมือลงบนไหล่น้องชายเบา ๆ

เหมาะลุกขึ้นเดินลึกเข้าไปด้านใน เชิงเทียนมองแผ่นหลังเจ้าตัวสลับกับชายชื่อหมอก ค่อย ๆ ลดกายลงไม่ให้เกิดเสียง เพื่อเพ่งดูบริเวณหน้าท้องของหมอกให้ชัดขึ้น

กึ่งกลางผ้าที่ถูกโลหิตย้อมเป็นสีเข้ม มีรูวงกลมเล็ก ๆ

หมอนี่เพิ่งถูกยิงมา !

ลุกผละจากชายที่หายใจพะงาบอยู่ เชิงเทียนชะเง้อหาเหมาะ ปรากฏว่ารายนั้นก้าวลึกไปว่องไวจนแทบไม่เห็นตัวแล้ว

ชายหนุ่มตัดสินใจเร่งก้าวตามไปทันที

. . . . . . . . .

 

ทางถัดจากช่วงที่หมอกนอนเจ็บอยู่นั้นมีลักษณะโค้งไปด้านซ้ายอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิน่าตอนแรกเชิงเทียนจึงมองไม่เห็นเหมาะ ชายหนุ่มพบว่าเส้นทางนี้ยังคงมีลักษณะไม่ผิดไปจากปากท่อที่เขาผ่านมา นี่ถ้าไม่มีตัวละครอื่นอยู่ร่วมกัน เชิงเทียนคงหลงทางอย่างไม่มีหลักหมาย -- อันที่จริง กระทั่งอย่างนี้ก็ยังยากจะรู้หลักหมาย

พยายามจ้ำไปให้ทันเหมาะ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เขาก็เริ่มได้ยินเสียงสนทนาแผ่วออกมาจากโค้งด้านหน้า

“--ถ้าไม่มีอะไรพอจะช่วยเราได้ แล้วคนอื่นล่ะ” นี่เสียงเหมาะ

เสียงตอบเบากว่า ในจุดที่ยืนอยู่นี้เชิงเทียนไม่สามารถได้ยินอะไรของคนตอบเลย จึงต้องสาวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้น

“--หนูมาคนเดียว พ่อแม่น่าจะยังมาไม่ถึง”

เมื่อภาพและเสียงเริ่มชัด เชิงเทียนเบิกตา

เด็กสาวร่างเล็กที่ยืนอยู่ต่อหน้าเหมาะคือเธอ น้องลูกหนู !

การปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างฉุดขนอ่อนที่ท้ายทอยลุกชัน พยายามชะเง้อมองผ่านร่างเหมาะที่ยืนบังอยู่ครึ่งค่อน เพื่อพินิจนุสราให้ถนัดขึ้น ในที่สุดบอกได้ ไม่มีปืน !

ยายลูกหนูเก็บซ่อนปืนไว้ที่ไหนกันนะ

ระหว่างที่เขายังหาคำตอบไม่ได้ เหมาะพูดกับเด็กสาวต่อ “น้องชายพี่บาดเจ็บ เราต้องหาคนไปช่วย”

“ในนี้มีคนอื่นอยู่ แต่หนูไม่รู้ว่าพวกนั้นจะยินดีช่วยมั้ย”

“ทำไม”

“หนูไม่คิดว่าพวกมันเป็นคนดีนัก”

“คงต้องลองดูก่อน นำไปแล้วกัน”

ทั้งที่ไม่รู้จักหน้าคร่าตากันมาก่อน เชิงเทียนยังสัมผัสได้ว่าหมอกกับเหมาะไม่น่าไว้ใจ แล้วนี่ยายลูกจะเดินทางไปพร้อมกับหมอนี่...

หันรีหันขวาง ไม่รู้จะสื่อสารยังไง เหมาะกับหมอกมองไม่เห็นเขา อนุสรณ์ก็มองไม่เห็นเขา ดูจะมีแต่นักแสดงหนุ่มรายนั้นที่เห็น เขาจึงไม่แน่ใจเลยว่านุสราจะมองเห็นเขาหรือไม่

ยังตัดสินใจไม่ได้ เจ้าหล่อนก็เริ่มออกเดินไปพร้อมกับชายร่างใหญ่

จังหวะที่ทั้งสองเดินขึ้นสู่ระนาบเดียวกันและหันหลังมา เชิงเทียนเพิ่งตระหนักว่านุสราร้อยปืนยาวไว้กับเชือกที่หลังเสื้อ ด้วยเหตุนี้ คนที่ยืนอยู่ต่อหน้าสาวน้อยเช่นเหมาะจะไม่มีทางเห็นมัน

เฉพาะช่วงที่อยู่เบื้องหน้ากันเท่านั้น...

“ทำไมตรงนี้ไฟเป็นสีแดง” เสียงเหมาะดังขึ้นทั้งที่ยังเดินคู่อยู่กับเด็กสาว

เชิงเทียนเอะใจ ลอบมองออกไป ทว่าสิ่งที่เห็นเป็นเพียงคนทั้งสองหันไปด้านขวา ตรงนั้นคงมีจุดแยกหรือทางเลี้ยว เส้นทางต่อจากนั้นคงเปิดไฟสีแดงเหมือนตอนที่เราเจอทางไฟเขียวครั้งแรก

“ตอนที่เดินออกมาหนูเดินตรงมาจากทางนี้” นุสราชี้เข้าไปตามทางตรง “แล้วไฟแดงนี่ก็ยังไม่เปิด มันเป็นทางมืด ๆ”

“มันเพิ่งเปิดเหรอ” เสียงเหมาะใช้ความคิด “งั้นเราลองเข้าไปดู”

ทั้งสองเดินเลี้ยวเข้าพร้อมกัน เหมาะยังคงไม่เห็นสิ่งที่ยายลูกหนูซ่อนไว้ เชิงเทียนรีบก้าวตามไป แต่ยังไม่ทัน เสียงใหม่ก็ดังอีก

“โอ...นี่มันอะไร !”

“ไม่รู้ค่ะ”

‘อะไร’ คืออะไรกันนะ

ตอนนี้เชิงเทียนแทบเปลี่ยนเป็นวิ่ง เมื่อถึงทางแยกก็เลี้ยวไปด้านขวาโดยไม่ลังเล

ปลายเท้าชะงักนิดหนึ่ง ถึงตรงนี้ ปรากฏว่าสองคนหน้าหายไปอีกแล้ว

ที่สำคัญ พื้นที่ข้างหน้าก็มีลักษณะต่างไป ในช่วงสิบเมตรแรก มันยังคงเหมือนท่อช่วงที่ผ่าน ๆ มา เปลี่ยนเพียงสีของดวงไฟเท่านั้น ทว่าถัดจากนั้นทิ้งไว้เพียงความมืดดำ

ที่แท้ ‘อะไร’ นั่นคือความมืดดำหรือ

ทำไมสองคนนั้นตัดสินใจก้าวเข้าไป

คำตอบกะพริบวาบขึ้นตรงหน้า เชิงเทียนขนลุกทั้งตัวพลางชะงักตะลึง

สิ่งที่กระจ่างกลางความมืดมีลักษณะเป็นโลงแก้วยืนตั้ง แสงไฟกะพริบติด ๆ ดับ ๆ แล้วสว่างยาว ขณะนี้เหมาะกับลูกหนูก้าวแยกกัน เหมาะวนไปด้านซ้าย ส่วนเด็กสาวก้าวไปด้านขวาของโลงแก้ว

“นี่ใคร” เหมาะรำพึง ขณะที่เชิงเทียนสืบเท้าเข้าไปใกล้อีกนิด เริ่มเห็นถนัดว่าบริเวณที่โลงดังกล่าวตั้งอยู่ ท่อได้เปิดกว้างออกสู่พื้นที่ละม้ายโถงกลาง เขายังมองไม่เห็นขอบเขตผนังด้านข้างของมันเพราะมีโลงตั้งบังอยู่ด้านหน้า และอาจเพราะความสนใจของเขาก็จับอยู่เฉพาะสิ่งนั้น...

โลงแก้วนี้มีขนาดใหญ่กว่าโลงปกติ เมื่อเข้าไปใกล้ถึงจุดหนึ่งพบว่าภายในมีร่างของใครบางคนหลับตาอยู่ เป็นหญิงสาววัยราวยี่สิบกลางๆ รูปร่างค่อนข้างเจ้าเนื้อ สวมชุดรัดรูปสีเข้ม

เพราะเหมาะกับลูกหนูเริ่มก้าวอ้อมไปถึงด้านหลัง ทั้งสองจึงไม่เห็นว่า จู่ฝาโลงแก้วค่อย ๆ แง้มออกทางด้านขวาละม้ายประตูเปิด เชิงเทียนเอะใจ กำลังจะร้องขึ้นเมื่อร่างของหญิงข้างในเปิดตาผลึงแล้วขยับก้าวออกมา ทว่าไม่ทันที่เจ้าตัวพุ่งเข้าแย่งปืนได้จากข้างหลังของนุสราแล้ว !

“โอ๊ะ !”

“เฮ่ย !”

ท่ามกลางเสียงตะลึงตกใจของเหมาะกับเด็กสาว ‘ศพ’ ที่กลับเคลื่อนไหวได้หัวเราะลั่น “เสร็จฉันละ !”

เชิงเทียนตกใจจนไม่อาจขยับตัว ถึงกระนั้นก็บอกตัวเองได้ว่า หญิงรายใหม่นี้เขาเคยเห็นมาก่อนเช่นกัน

เจ้าหล่อนคือหญิงสาวผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุบนถนนเปลี่ยว อันเป็นทางลัดสู่โรงแรมอีสต์ลอดจ์ที่จังหวัดตราด ถ้าจำไม่ผิด เธอชื่อนางสาวพรรพี

“นี่เธอมีปืน... !” เหมาะตกใจที่พบว่าสหายใหม่ของตนมีอาวุธติดมาด้วยโดยที่ตนไม่รู้ อย่างไรก็ดี นุสราหาได้สนใจไม่ ยังหันแย่งปืนจากพรรพีอย่างไม่กลัวอันตราย

แม้พรรพีจะตัวใหญ่กว่า แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีแรงน้อยกว่า จังหวะหนึ่งเจ้าหล่อนร้อง “โอ๊ย !” เมื่อพานท้ายปืนที่กระชากกันไปมานั้นกระแทกเข้าที่ต้นขาอย่างแรง เชิงเทียนลดสายตาตามลงไป ปรากฏว่ากางเกงสีเข้มที่เธอสวมอยู่นั้นมีช่วงหนึ่งขาดเป็นทางยาวคล้ายถูกอะไรถาก สิ่งที่ถากก็คงจะถูกผิวเนื้อข้างในของเธอด้วยเช่นกัน รอยเลือดแดงเข้มจึงกระจายตัวอยู่แถวนั้น

นุสรากำลังอยู่ในฐานะได้เปรียบ อย่างไรก็ดี ขณะที่เจ้าตัวกำลังจะดึงปืนไป พรรพีก็พยายามสอดนิ้วเข้าโกร่งไก--

เปรี้ยง !

เสียงกระสุนลั่นสะท้านทั่วอาคารท่อ พรรพีและลูกหนูหวีดร้อง แม้แต่เหมาะก็ตะโกน “เฮ้ย !”

ไม่แน่ใจว่ากระสุนนัดนั้นฝังลงที่ใด ทว่าเพียงอึดใจ เสียงบึ้ม ! ก็คำรามก้อง เพดานโถงที่สูงลิบขึ้นไปจนแทบมองไม่เห็นนอกจากดวงไฟสีแดงนั้นเริ่มมีชิ้นส่วนโครงสร้างหล่นลงมา เหมาะร้องว่า “มันกำลังจะพัง !” เชิงเทียนเองก็รู้ว่าต้องรีบหนีออกจากที่นี่ ทว่าการทลายราบลงมานั้นรวดเร็วยิ่ง เสียงเลื่อนลั่นพร้อมฝุ่นควันคลุ้งจนมองอะไรไม่เห็น เสียงคนร้องสลับกันไปกับเสียงปืน เสียงระเบิด เสียงการต่อตี

ทั้งหมดนี้ค่อย ๆ เงียบหายไปพร้อมกับสติรับรู้ของทุก ๆ คนในที่นั้น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น