อัปเดตล่าสุด 2019-02-16 10:00:09

ตอนที่ 27 ตาไม่หลับ 3 (อวสาน)

“พี่ พี่...”

ในความมืดมน เสียงเรียงคล้ายดังจากที่ห่างไกล สัมผัสที่หัวไหล่ปลุกให้ชายหนุ่มค่อยๆ เปิดตา

จักษุประสาทยังไม่อาจรับแสงจัด เชิงเทียนต้องหยีตาและเบี่ยงหน้าหนี

ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนสักแห่งที่สว่างจ้า ตรงหน้ามีเงาดำ ๆ เลือนรางปรากฏอยู่

“พี่เชิงเทียนปะคะ ทำไมพี่ก็มาอยู่ที่นี่ !”

เพราะถ้อยนั้นเอง ความรู้สึกตัวจึงหวนมา เชิงเทียนกะพริบตาถี่ ๆ ม่านมัวที่คลี่คลุมเงาดำตรงหน้าค่อยคลายออก

เขาแทบเบิกตา เด็กสาวตรงหน้าคือคนคุ้นเคย “น้อ...นุ...”

รายนั้นวาดยิ้ม คงฟังไม่ถนัดหรอก เพราะแม้แต่คนออกเสียงเองก็ยังรู้สึกว่าเสียงที่เปล่งออกไปค่อนข้างเบาพร่า เป็นผลจากอาการริมปากระแหงและคอแห้งเป็นผง อย่างไรก็ดี นุสราคงปะติดปะต่อได้ว่าเขารู้ รู้ว่าเป็นเธอ

นักเขียนหนุ่มใช้ศอกดันท่อนบนลุกขึ้นเล็กน้อย ขณะที่กวาดสายตาสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณยังต้องหยีตานิดหนึ่ง เพิ่งสำเหนียกว่าสาเหตุใช่เพียงแสงจัด หากที่นี่ยังมีกระแสลมที่พัดตีตลอด

ใช่ เขาไม่ได้อยู่ในอาคารอันมีลักษณะเป็นท่อใหญ่ยักษ์ขดไปมาอีกต่อไป ทว่าเป็นพื้นราบปูด้วยโลหะเรียบด้าน สุดพื้นที่มีผนังก่อขึ้นเตี้ย ๆ ล้อมไว้ ด้านหลังคือห้องเล็ก ๆ ตัวผนังใช้วัสดุแบบเดียวกับที่ปูพื้น จึงดูคล้ายหล่อพร้อมกันขึ้นมา ลักษณะของสิ่งเหล่านี้ดูรวม ๆ แล้วชวนคิดว่า นี่คือยานอะไรสักอย่างที่กำลังแล่น !

นึกขึ้นได้ ชายหนุ่มดึงสายตากลับมาที่คนปลุก “จริงสิ นี่น้องมองเห็นพี่เหรอ”

นุสราหัวเราะเหมือนเขาเล่นมุกขำ ต่อเมื่อเชิงเทียนยังทำหน้างงกึ่งจริงจัง เจ้าหล่อนก็พยัก “เห็นซีพี่ !”

เห็น ทวนคำในใจ แล้วใจก็แล่นย้อนไปในกระแสกาล เชิงเทียนคิดถึงคำที่นักแสดงชายในทีวีบอก

“ใช่ ! ในที่สุดคุณก็มา เฉพาะคนที่อ่านถึงจะ--”

‘เฉพาะคนที่อ่าน’ นั่นน่าจะหมายถึง เฉพาะคนที่อ่านงานของเราจึงจะเห็นเรา !

แปลก นี่มันกฎบ้าอะไร เชิงเทียนกระตุกคิ้วมุ่น แต่แล้วก็จำเขี่ยความคิดนั้นทิ้งลงชั่วคราว เขาจำได้...เราอยู่ในฝัน ไม่แปลกที่โลกในฝันจะมีกฎแปลก ๆ อีกอย่าง นี่ไม่ใช่เวลาจะมานั่งหาคำตอบ สิ่งที่ควรรู้มากกว่าคือ ทำอย่างไรเราจึงจะตื่น จึงจะออกไปจากที่นี่ได้

“แล้วเราโผล่มาที่นี่ได้ยังไง...” ริมปากแห้งขยับแผ่วอย่างจะคาดคั้นคำตอบจากตัวเอง ภาพเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายก่อนฟื้นวาบขึ้นหลังม่านตา ภาพการยื้อแย่งอาวุธระหว่างนุสราและพรรพี จากนั้นกระสุนแล่นขึ้นสู่เพดานลิบลิ่ว เสียงระเบิด ตามมาด้วยสนั่นหวั่นไหวคล้ายโลกถล่ม...

“ไม่รู้สิคะ” เสียงนุสราดึงเขากลับมาที่ ‘ยาน’ “ตอนแรกหนูอยู่ในอาคารท่อประหลาด บางทีมันอาจจะครอบที่นี่ไว้ พอมันพังก็เลย--”

“เป็นไปไม่ได้” เขาค้านก่อนที่เธอจะพูดจบ “ถ้าเป็นอย่างนั้น แถวนี้ก็น่าจะมีซากท่อเกลื่อนอยู่ อีกอย่าง ไม่รู้สึกเหรอว่านี่เรากำลังอยู่บนอะไรสักอย่างที่กำลังเคลื่อนที่”

“บนฟ้า?” อีกฝ่ายต่อคำขณะกวาดสายตารอบตัว น้ำเสียงยังแสดงอาการไม่อยากจะเชื่อ

เชิงเทียนยันตัวนั่ง เมื่อท่อนบนค่อย ๆ ตั้งฉากกับพื้น เสียงลมตีผับ ๆ ก็ยิ่งดัง พร้อม ๆ กับเขาค่อย ๆ เห็นสิ่งแวดล้อมถนัด

บนพื้นโลหะ ‘ยาน’ นี้หาได้มีแค่เขากับนุสรา ถัดออกไปยังมีร่างใครอีกหลายคนแน่นิ่งอยู่ห่าง ๆ กัน ชายหนุ่มเพ่งพินิจทีละราย นั่นพรรพี นั่นเหมาะ หมอก บางทีอาจมีคนอื่นอีก

คงเพราะเห็นว่าเขาจับตาอะไร นุสราจึงบอก “ทุกคนยังอยู่ครบเลยพี่”

เขาไม่ตอบ ถามซ้อนว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้น เล่าให้พี่ฟังแต่แรกได้มั้ย”

เด็กสาวพยักหน้า แววตาเริ่มคว้างลึกเข้าในกลางความคิด

“ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เหมือนจู่ ๆ หนูก็โผล่เข้ามาอยู่ที่นี่ พ่อกับแม่ก็มา--”

“พ่อกับแม่...” คนทวนคำขนลุกเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในช่วงต้นที่เขา ‘โผล่’ เข้ามาในโลกปริศนาใบนี้

จากเนื้อข่าวในโลกของความจริง เชิงเทียนรู้ว่านุสราคือลูกสาวของอนุสรณ์กับวิฬาร์ศนี ตอนนี้ทั้งสองถูกใครยิงเข้าจนตาย นุสราคงยังไม่รู้ จึงไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนใดๆ เลย

เธอตอบว่า “ใช่ค่ะ พวกเรามะงุมมะงาหราอยู่กลางทะเลทรายนั่น ไม่รู้จะไปที่ไหนหรือจะทำยังไงดี มันเหมือนมีคนจับพวกเรามา ระหว่างนั้นจู่ ๆ มีผู้ชายคนหนึ่งโผเผผ่านมา พ่อรีบวิ่งเข้าไปหา ปรากฏว่าแกเจ็บหนัก เห็นพวกเราเข้าก็ดูจะดีใจมาก ทั้งที่น่าจะรู้ว่าพวกเราไม่มีทางช่วยได้เลย แกยิ้ม จับมือพ่อเขย่าแล้วพูดว่า--”

“ในที่สุดคุณก็มา !”

“ในที่สุดคุณก็มา ?!” คราวนี้เสียงเชิงเทียนดังขึ้น แต่ก็ยังควบคุมให้ได้ยินกันแค่สองคน ราวกับสัญชาตญาณเตือนว่ามีบางอย่างไม่น่าไว้ใจกำลังจับตาอยู่

เด็กสาวพยักอีก เล่าต่อว่า “ผู้ชายคนนั้นบอกว่า ในที่สุดคุณก็มา เพราะหนังสือเล่มนั้น หาหนังสือเล่มนั้น คนร้ายเฝ้ามันอยู่

“ไม่พูดเปล่า แกยัดเข็มทิศใส่มือเรา พยักเพยิดให้เราเดินไปตามทิศที่ลูกศรชี้อยู่ กำชับว่า--”

“ทางออกมีจำกัด ! ทางออกมีจำกัด !”

“--จากนั้นก็ขาดใจลงไปเลย พ่อพลิกดูก็เจอว่าแกถูกใครสักคนยิงมาที่หลัง”

ถ้อยนั้นกระตุกภาพคล้าย ๆ กันเข้ามาในหัว ทว่าผู้ที่เชิงเทียนเห็นกลับเป็นอนุสรณ์ อนุสรณ์ผู้ไม่เห็นเขา แต่มีรอยกระสุนข้างหลัง กับทั้งชายนักแสดงที่เห็นเขา และแล้วก็ถูกระดมยิงจนตายในลักษณะเดียวกัน นี่มันบ้าอะไร !

“เราเดินทางต่อมาตามทิศที่ผู้ชายคนนั้นบอกไว้ จนเริ่มเห็นอาคารท่อประหลาดนั่นอยู่ลิบ ๆ เรารีบมุ่งตรงไปเพราะคิดว่ามันคือที่หมายแน่ ๆ แต่จู่ ๆ ก็มีใครไม่รู้กราดยิงลงมาจนพวกเราแตกกระเจิง พ่อกับแม่บอกให้หนูเอาตัวรอดแล้วค่อยไปเจอกันในอาคาร หนูทำตามได้ไม่ยากเพราะพวกเขาช่วยล่อมันเอาไว้ หนูเองจับทิศได้ว่าคนร้ายน่าจะอยู่บนหอคอย ก็เลยรีบหาทางปีนขึ้นไปจนเจอมือปืน จัดการจนมันตกไปที่พื้นข้างล่างแล้วแย่งปืนมาได้ จากนั้นก็รีบวิ่งกลับลงมาเพราะคิดว่าพ่อกับแม่น่าจะใกล้ถึงแล้ว--”

ถ้าเป็นโลกแห่งความจริง เชิงเทียนคิดว่าเขาน่าจะสงสัยและซักว่าเธอหาทางขึ้นไปถึงหอคอยได้อย่างไร แล้วไม่กลัวคนร้ายเลยหรือ แต่คงเพราะเป็นฝัน เขาจึงไม่คิดไปไกลขนาดนั้น พยักตามง่าย ๆ พลางนึกถึงภาพดังที่ตัวเองได้เห็นก่อนหน้า คำพูดเผลอหลุดจากปากว่า “ไม่คิดเลยนะว่าจู่ ๆ กลับต้องมาอยู่ในที่ใหม่แบบนี้”

“พี่เทียนพูดเหมือนว่าตัวเองก็อยู่ในอาคารนั่นมาก่อน แล้วจู่ ๆ ก็โผล่มาที่นี่เหมือนกัน”

เขาจ้องตาเธอ ผงกศีรษะ “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเข้ามายังไง” เหมือนอยู่ในฝัน...

“ไม่น่าเชื่อเลย” นุสราอุทาน “แต่ไม่ว่ายังไง เราก็ควรรีบไปหาหนังสือนั่นก่อนนะคะ มันน่าจะยังอยู่แถวนี้”

“รู้ได้ยังไง”

“ก็พวกเราที่ติดอยู่ที่เก่าโผล่มาอยู่ที่นี่เหมือนกันหมด” คนพูดใช้สายตากวาดแทนนิ้วมือ ประโยคท้ายเบาลงระแวดระวัง “แล้วตอนนี้ก็ดูเหมือนจะเริ่มตื่นขึ้นมากันแล้ว...”

เชิงเทียนกวาดตาตาม ร่างที่ทอดห่างไปเริ่มกระดุกกระดิกขึ้นมาจริงๆ เหมาะ หมอก พรรพี

“น้องต้องซ่อนตัว” คำเขากระตือรือร้นขึ้น เป็นผลให้นุสรางุนงง

“คะ?”

“ก็ในเมื่อทุกคนในอาคารนั้นต่างก็โผล่มาที่นี่ คนร้ายที่น้องยิงตกลงมาก็น่าจะ--”

อาจเพราะเด็กสาวตามอ่านหนังสือของเขามานาน แม้ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวก็เหมือนรู้จักไปโดยปริยาย เธอจึงตามความคิดทันว่าเขากำลังจะพูดอะไร ชิงตอบว่า “อยู่ค่ะ แต่มันไม่ได้ร้ายเท่าที่เราคิดหรอก”

ต่อสายตาตั้งคำถามของเขา เธอเฉลย “คนร้ายใส่หน้ากากที่หนูแย่งปืนมา ที่แท้ก็คือผู้หญิงคนนั้น”

มองตามปลายนิ้วของเธอไป เชิงเทียนอุทานค่อย “พรรพีงั้นเหรอ !”

นุสรายักคอ “ตอนที่ลงมาหาพ่อแม่ในอาคารข้างล่างอีกครั้ง หนูเจอเธอซ่อนตัวอยู่ในโลงแก้ว พอหนูเผลอเธอก็โผล่มาแย่งปืนคืน ตอนนั้นละ หนูเห็นว่าที่ขาของเธอมีแผลรอยกระสุนถากด้วย มันเป็นรอยเดียวกับไอ้คนร้ายบนหอคอย !”

ดวงตาของเชิงเทียนกลอกลานไปมา นี่แสดงว่าเขาคาดเดาผิดไป หมอกไม่ใช่คนร้ายที่ถูกยายลูกหนูซัดตกลงมาจากหอคอย พรรพีต่างหาก อย่างไรก็ดี ภาพสุดท้ายในสถานที่เก่ายังไม่ทำให้วางใจ “แต่นอกจากคนยิง ยังมีมือระเบิด-- !”

ไม่ทันจบประโยค จู่ ๆ มีเสียงฝีเท้ากระทบพื้นโลหะหนัก ๆ ดังขึ้น ทั้งเชิงเทียนและคู่สนทนาสะดุ้ง จ้องตากันอย่างส่งสัญญาณ จากนั้นก็แสร้งหมอบลงสลบไสลพร้อมเพรียง

เชิงเทียนหลับตา อยากเปิดตาเพื่อติดตามสถานการณ์ แต่ก็ยังหวาดกลัวเกินกว่าจะทำได้ ถึงตอนนี้ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า แม้จะเขียนเรื่องตื่นเต้นมามากหลาย ท้ายสุดเขาก็ยังเป็นเพียงชายนิ่ม ๆ ขี้ขลาด

ระหว่างที่ใจสั่นระทึกด้วยความกลัว ได้แต่เพียรระงับความกลัวไม่ให้เผลอข่มตาจนหยีกระตุกหรือร่างสั่นเทิ้ม หัวคิดก็คุ้ยควานหาเงื่อนงำในทรงจำอย่างอุตสาหะ

ตกลงทั้งหมดนี่มันเกิดอะไร เรากับคนพวกนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงแน่

สถานที่แปลกประหลาด มีกฎสำคัญเกี่ยวกับหนังสือเล่มหนึ่ง และการอ่าน...

“ใช่ ! ในที่สุดคุณก็มา เฉพาะคนที่อ่านถึงจะ--”

ถึงจะเห็นเรา !

เขาขนลุก ดวงไฟสว่างกลางหัว หนังสือนั่นน่าจะเกี่ยวกับเรา !

และ ใช่แล้ว ! หนังสือเล่มเดียวที่เกี่ยวกับเขาและดูน่าจะมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ประหลาดนี่มากที่สุด ดูจะไม่พ้น ใต้คลุมโปง !

อาการสั่นยิ่งสั่นหนักขึ้น ใต้คลุมโปง...ที่แท้มันปิดบังอะไรอยู่ !

ทบทวนย้อนไป คนที่โผล่เข้ามาที่นี่ล้วนเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนั้นไม่ทางตรงก็ทางอ้อม นุสราอ่านหนังสือเขาแน่นอน จากนั้นพ่อของเธอก็กลายเป็นฆาตกรฆ่าหั่นศพภรรยา หนีไปจนสุดหล้า แต่แล้วก็ถูกนายพีรพลผู้จัดการโรงแรมอีสต์ลอดจ์ฆ่าตาย พีรพลเองเป็นพี่ชายของพรรพี หญิงที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในรถคันที่มีหนังสือใต้คลุมโปงเก็บไว้อยู่ เธออาจอ่านมัน แล้วจากนั้น...

นึกออกแล้ว ! หมอกกับเหมาะก็ถูกพบเป็นศพในคืนเดียวกันกับที่อนุสรณ์ถูกฆ่า ชายท่าทางเหมือนนักเลงทั้งคู่ตายในสภาพถูกทึ้งเครื่องในหายไปหมด หายหมดเหมือนถูกปอบควักกินไส้ !

เหลือก็แต่ชายนักแสดง เจ้าตัวเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังไงกันแน่

ในความสงสัย ความกระจ่างหนึ่งเริ่มฉานฉายคล้ายแสงไล้ขอบฟ้ามืด

จริงสิ นักแสดงคนนั้นหน้าตาเหมือนใครสักคน

คนคนนั้นก็คือ...

ก็คือ...

ความคิดตลบกลับทันที เหมือนโลกพลิกคว่ำคะมำหงาย ถ้าใต้คลุมโปงเกิดขึ้นเพราะชายผู้นี้ การที่ทุกคน...รวมทั้งตัวเชิงเทียน ถูกจับมาอยู่ที่นี่ ก็อาจเพราะ...

คราวนี้ มิใช่เฉพาะภาพเหตุการณ์ในความจริง สิ่งที่เกิดในโลกประหลาดนี้ก็ค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรียบเรียงในหัว

จากที่นุสราบอก พรรพีคือมือปืนบนยอดหอคอย ใช่ ! แต่พรรพีไม่ใช่คนร้ายที่แท้

ทุกคนถูกบอกให้พยายามไปที่อาคารท่อเพื่อหาหนังสือเล่มนั้น ถูกบอกว่าทางกลับบ้านมีพื้นที่จำกัดเท่านั้น ที่แท้ พรรพีก็อาจเป็นแค่หนึ่งคนที่ถูกหลอกเช่นกัน เธอคือคนแรกที่ไปถึง ยังหาหนังสือไม่เจอ สิ่งที่เจอเป็นเพียงอาวุธ เธอจึงสวมเสื้อคลุมแล้วใช้อาวุธป้องกันไม่ให้ใครเข้าใกล้อาคาร

คนที่นำข่าวนั่นมาบอกต่างหากคือคนร้าย

คือคนที่ต้องการให้ทุกคนฆ่ากันเอง

คือ--

“ถูกต้องแล้ว !”

เสียงดังขึ้นตรงหน้า เชิงเทียนเกือบกระตุกลืมตาด้วยความตกใจ ยังดีที่บังคับตัวเองไว้ได้

นี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ ใครคนนั้นไม่ได้พูดกับเรา

เขาพยายามบอกตัวเอง แม้กระจ่างใจด้วยเรื่องบ่างอย่าง แต่ก็ยังอยากให้ตัวเองคิดผิด ยังไม่อยากให้เป็นใครคนนั้น ขอให้เป็นใครก็ได้ที่มองไม่เห็นเรา !

เหมือนฟ้าผ่าลงมา ทั้งที่จริงเป็นเพียงสัมผัสจากลมหายใจของใครสักคนรินรดผิวหน้า

“ถูกต้องแล้ว คุณเธียร !”

ด้วยเสียงเรียกนั้น ชายหนุ่มเบิกตาทันที ภาพที่เห็นกลายเป็นใบหน้าที่ก้มลงมาจ่อหน้าของเขา สถานที่เปลี่ยนใหม่กลายเป็นห้องนอนอันมืดสลัว สลัวจนแทบมองไม่เห็นหน้าตาของผู้ก้ม แต่เสียงนั้นก็ยังทำให้เขาจินตนาการภาพชัดเจน

ใช่ เขารู้แล้วว่านักแสดงหนุ่มผู้นั้นหน้าตาเหมือนใคร

ชายในฝันที่ถูกบุรุษพยาบาลและนายแพทย์ฉีดยา !

นี่คือความเชื่อมโยง นักแสดงคนนั้น ชายที่ถูกฉีดยาในฝัน จากนั้น ชายที่ดึงทุกคนไปในสถานแปลกประหลาดและหลอกให้ทุกคนฆ่ากันเอง !

นักเขียนหนุ่มนิ่งค้างอยู่บนฟูกนอนคล้ายต้องคำสาป นอนตาไม่หลับทั้งที่ทั่วร่างเย็นชืดเหมือนศพคนตาย

ชายผู้ปลุกเขายืดกายขึ้นไป ยังเห็นใบหน้าไม่ชัด เฉพาะรอยยิ้มกว้างเปี่ยมฟันขาวเท่านั้นที่เฉิดฉายน่าชิงชัง

ทั้งที่กลัวแสนกลัว ชายหนุ่มยังพยายามบังคับตัวเองเปล่งคำถาม “คุ...คุณทำทั้งหมด คุณ...ทะ...ทำ...ทำไม”

“จุ๊ ๆ ๆ” อีกฝ่ายส่ายหน้า ทำคล้ายเขาเป็นเด็กน้อยไม่รู้สีสา “ยังจำไม่ได้อีกเหรอ”

คน ‘จำไม่ได้’ มุ่นคิ้ว พยายามพยุงตัวขึ้น กวาดสายตาไปรอบตัว นี่มันห้องนอนของเรา ห้องนอนเล็ก ๆ ที่มีเรานอนแค่ลำพัง โต๊ะเขียนหนังสือยังตั้งอยู่ที่ปลายเตียง...

เห็นเขาคิดไม่ออกจริง ๆ อีกฝ่ายเฉลยว่า “พระเธียรได้วิชาจากพระเตื้องไปโข จากนั้นสึกไปเรียนไสยดำแถบชายแดนเขมรพร้อมตั้งตัวเป็นใหญ่ ที่เขาต้องการเป็นใหญ่ ก็เพราะเรียนรู้จากพระดนูนั่นละ ความยิ่งใหญ่จะทำให้ไม่มีใครกล้าเหยียดหยามข่มเหงเขาอีก แต่คนเรา พอได้คืบ ก็อยากมีศอก ต่อไปและต่อไปเรื่อย ๆ”

นักเขียนหนุ่มรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาในกะโหลก ราวกับว่ามีใครไชเข็มแทงสมองของเขา เด้วยความเจ็บนั้นนั่นเอง ทำให้ความทรงจำค่อย ๆ ย้อนคืน

...พระเตื้องรู้จุดมุ่งหมายของทิดเธียร รู้ว่ารายนั้นจะใช้อวิชชาทำเรื่องเลวร้าย ทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ใคร ๆ ก็ยอมรับนับหน้า นับวันสิ่งที่เธียรปรารถนานั้นลุกลามออกไป เจ้าตัวรู้ว่าแค่การใช้ ‘เสียง’ จะไม่ทำให้มีสาวกกว้างพอ จึงเริ่มหันมาจับปากกา จากนายเธียรธรรมดา ในไม่ช้าภาพลักษณ์จะถูกตัวหนังสือชุบชูให้กลายเป็น ‘หมอเธียร’ ที่เก่งกล้าเรื่องโหราและอาคม ยิ่งตลาดยอมรับเรื่องทำนองนี้ง่ายเท่าไหร่ เธียรก็จะแทรกซึมเข้าไปได้กว้างและไวขึ้นเท่านั้น จากตัวหนังสือ ไม่ช้าสื่ออื่นจะช่วยโหม เจ้าตัวจะแพร่ไปในอากาศได้ดุจเชื้อโรค ต่างเพียงเชื้อโรคทางกายนั้นมนุษย์ต้านได้โดยภูมิธรรมชาติ ทว่าเชื้อโรคทางปัญญาและจิตใจต้องอาศัยการศึกษาและค่านิยมที่ถูกต้องของสังคม ซึ่ง...พระเตื้องไม่แน่ใจว่าในประเทศนี้ ภูมิอย่างหลังจะแข็งแรงมากพอ

นักบวชผู้สำนึกในบาปแล้วจึงเฝ้าเสาะค้นหาวิธีมาต่อกร จนในที่สุด การต่อกรครั้งสุดท้ายทำให้ทั้งตัวเองและนายเธียรเจ็บหนัก สาวกพาตัวเธียรเข้ารักษาในโรงพยาบาลธารทิวา ขณะเดียวกัน พระเตื้องก็ติดต่อเพื่อนของเขา อาจารย์ผู้เป็นบิดาของนายบารมี เพื่อฝากฝังภารกิจสุดท้ายในการทำลายนายเธียรให้สิ้นซาก การนั้น ท่านอาจารย์ไหว้วานนายอนุสรณ์เข้าไปกำจัดนายเธียรถึงห้องพักผู้ป่วย

“--มีแต่มึงเท่านั้นที่หยุดมันได้ ฤกษ์ผาที่กูดู บอกว่ามึงเท่านั้นจะเป็นคนดึงประตูปิด และขังมันไว้ตลอดไป !”

“แล้วเขาก็จะ...ตาย...”

“ไม่หรอก มันจะไม่ตาย มันห่างไกลจากคำว่าตายมากนัก...”

เพราะความแข็งกล้าในอาคมที่สั่งสมมา ท่านอาจารย์เกรงว่าจะไม่สามารถทำลายวิญญาณของเจ้าตัวได้ จึงใช้วิธีกักกันมันไว้ในแดนพิสดาร แดนที่เจ้าตัวจะได้ยิ่งใหญ่เจิดจ้าเพียงลำพังอย่างแท้จริง

แดนฝันประหลาดนั่น !

ขณะเดียวกัน อาถรรพ์ของเธียรดลบันดาลให้ธารทิวาถึงแก่พินาศ อนุสรณ์พาวิฬาร์ศนีหนีมาซ่อนตัวที่บ้านเกิดในกรุงเทพ มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนคือนุสรา ส่วนตัวเองก็เปลี่ยนงานเรื่อยไปเพื่อความปลอดภัย ไม่คิดเลย สิบสี่ปีผ่านไป วิญญาณของเธียรจะหวนกลับมาเอาคืน

ด้วยโครงสร้างของโรงพยาบาลเดิม ธารทิวาเปลี่ยนคราบใหม่กลายเป็น โรงแรม ซัน ริเวอร์ แกรนด์ โฮเต็ล แอนด์ คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เชิงเทียนได้รับเชิญให้ไปพูดที่นั่น ไปพักที่นั่น ในห้องนั้นเอง ระหว่างที่ความคิดของเขากำลังเปิดช่องแสวงพล็อตใหม่ ปรารถนาของเธียรได้ฉวยโอกาสนั้นแทรกเหตุการณ์ของตัวเองเข้ามาในฝันเขา ครั้นเขาเอาไปเขียนเผยแพร่ อาถรรพ์ดังกล่าวก็ขจรขจาย กลายเป็นอาวุธที่ผีร้ายใช้ควบคุมคนในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งที่ตัวมันเองยังถูกคุมขังกลางฝันเปลี่ยว

อนิจจา ไม่คิดเลยว่าหนังสือที่เขาเพียงตั้งใจเขียนเพียงเพื่อหาเงิน จะกลายเป็นพาหะนำ ‘โรค’ อย่างแท้จริง !

ค่าที่มันต้องการตัวอนุสรณ์ เธียรใช้สาวกหนังสือของเขาต่างทาส เหมือนวิญญาณปอบที่ฉวยร่างคนล่าเหยื่อ เมื่ออนุสรณ์หนีไปถึงตราด และกำลังจะล่วงไปสู่มือตำรวจแทน ปอบก็ให้วิญญาณร้ายของพรรพีไปสร้างเรื่องในบริเวณใกล้เคียง เพื่อเรียกตำรวจไปให้พ้นทาง จากนั้นอาศัยมือของพีรพลล้างแค้น เก็บอนุสรณ์มาไว้ในแดนประหลาด พร้อมกับคนอื่นๆ

เพื่ออะไร...เพื่ออะไรนะ...

“ว่ายังไง ยังจำไม่ได้ ?” ชายผู้ไร้หน้าถอยห่างไปแถวตู้เสื้อผ้า กอดอกพิงผนังตรงจุดที่มีกระจกเงาบานยาวผนึกอยู่ “ยังยอมรับไม่ได้อีกรึ”

ยอมรับ ?  ผู้ฟังทวนความในใจ ยอมรับว่าอะไร

“ยอมรับว่า ‘ใคร’ คือ ‘ชายคนนี้’ ”

เสียงลงต่ำแฝงความนัย คนพูดถอยหลังอีกนิด เชิงเทียนเห็นใบหน้าเจ้าตัวถนัดขึ้นเนื่องจากจุดนั้นพอจะมีลำแสงตกกระทบ

เมื่อนั้นเอง ชายหนุ่มขนลุกหวือ เข้าใจแล้วว่าอาการ ‘หัวโกร๋น’ เป็นเช่นไร

‘ชายคนนี้’ คือเงาในกระจกของเขาเอง !

‘เธียร’ ยอมรับซะที แกนั่นละที่เป็นคนขังคนพวกนั้นไว้ในฝันของตัวเอง”

“ม่ะ...ไม่จริง ไม่จริง ! แกเป็นใคร !”

“ฉันก็คือแก คือคนที่เอารายละเอียดชีวิตของตัวเองมาแต่งเรื่อง ฝันว่าจะใช้หนังสือเป็นสื่อที่ทำให้ตัวเองยิ่งใหญ่ทำให้ใคร ๆ ก็นับหน้าถือตาเจ้าของนามปากกา ‘เชิงเทียน’ !”

“อะไร นี่มันอะไรกัน !” เธียรยกมือขึ้นกุมศีรษะ ดวงตาเกลือกกลิ้งไปมา ความคิดเคว้งควานเพื่อค้นหาเรื่องจริง

เขาในบานกระจกเงายังยิ้มเยาะต่อไป “เธียร แกจำไม่ได้เหรอว่าจริง ๆ แล้วอนุสรณ์ วิฬาร์ศนี นุสรา แล้วก็คนในโลกประหลาดใบนั้นคือใครกันแน่ !”

อนุสรณ์ วิฬาร์ศนี ที่จริง...ที่จริงคนพวกนั้น...

เข็มอีกเล่ม อีกเล่ม และอีกเล่ม พุ่งเสียบเข้ากลางสมองจนเขาหูตาพร่าพราย ปวดแปลบ เจ็บแปล๊บ มันแทบเหมือนอสนีบาตฟาดลงกลางศีรษะ

ท่ามกลางแสงวาบบาดตา เงาของใครหลายคนเริ่มทาบเข้ามาในชื่อเหล่านั้น ในภาพเหล่านั้นที่เขาเห็นในฝัน ในแดนประหลาดที่ไม่มีอยู่จริง

อนุสรณ์ ไอ้ฆาตกรร้าย ! พริบตานั้นเจ้าตัวถูกแทนที่ด้วยภาพพ่อของเขาเอง พ่อที่เกลียดชังขัดขวางฝันของเขา พ่อที่เสียดแทงแม่เป็นชิ้น ๆ ด้วยคำพูดระยำตำบอน ทุกครั้งที่แม่ – วิฬาร์ศนี – พยายามจะอยู่เคียงข้างและพิทักษ์ฝันของลูกน้อยเช่นเขา

ระหว่างที่ค่าต้นฉบับยังไม่มีมากพอ เขาได้แต่มองคนที่ตนปักใจอยู่ไกลห่าง ไม่กล้าบอกรัก ไม่อาจเสนอตัวเข้าไปช่วยเหลือได้ด้วยซ้ำ ช่างน่าอดสูยิ่งกว่าที่ช่างแต่งหน้าเจ้าสาวนามหลิวเผชิญอยู่ด้วยซ้ำ เพราะถึงอย่างไร ต่อให้ดูโง่แค่ไหน แต่เธอก็ยังมีเงินพอจะเจือจานหญิงในฝันของตัวเอง

ในขณะที่เธียรต้องเก็บกดความรู้สึกไว้ ระบายออกได้เพียงช่องทางมืด ในโลกโซเชียลที่เขาจะเป็นใครก็ได้ สวมทับชื่อของใครก็ได้ หน้าของใครก็ได้ เพื่อลวงให้อีกฝ่ายหลงใหลและหลงรัก ไม่ต่างจากที่ไอ้บั๊มทำ ก่อนจะถูกจับได้

ใช่ ไอ้บั๊มหัวปั่น เพราะประสบการณ์การถูกจับได้ของตัวเขาเอง อีกฝ่ายนั้นเลวร้ายไม่ต่างกับตัวเฉลยในเรื่องสั้น ‘ใคร...ในแชท’ หรอก แม้ไม่ใช่พ่อของเขา แต่มันก็พยายามเข้ามาวุ่นวายเพื่อจะเปิดโปงเขา เพื่อจะครอบครองเขา เธียรปวดประสาทจนอยากฆาตกรรมมันไว้ในโลงแก้ว

แต่...นั่นสิ อย่างเขาหรือจะมีเรี่ยวแรงพอ ในเมื่อเขายังต้องมัธยัสถ์จนแทบจะกัดเนื้อกินตัวเอง เงินที่ยังมีทุกวันนี้คือเงินที่ยืมจากพี่ชาย พี่ที่ถูกเขาผลักให้เป็นความหวังของพ่อแทนตัวเอง แต่ท้ายที่สุด เจ้าตัวก็ยังใช้มีดอีกเล่มปักกลางอกพ่อ พี่คือหนังซ้ำที่พ่อมองเห็นตัวเอง ชายละโมบผู้โกงเงินจากที่ทำงานจนถูกไล่ออก ทว่าพี่หนักกว่า ถึงกับถูกดำเนินคดี และทั้งหมดนี้ก็เพราะคนทั้งครอบครัวฝากภาระไว้ที่เจ้าตัวลำพัง

เธียรกำลังจะพ่ายทุกการเดิมพัน ทางเดียวที่เขาทำได้คือไปปรึกษาพระในวัดห่างไกลแถบอีสาน พระผู้ที่มีคนบอกว่าสามารถดลบันดาลความสำเร็จให้ได้ดังฝัน อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แม้แต่พระก็ช่างโป้ปดจนเขาอยากจะเอามีดปักคอ

ความฝันกำลังฆ่าทุกคนที่เขารักให้ตายลงอย่างช้า ๆ เขานั่นเองคือผีร้ายตนนั้น ผีที่ดึงทุกคนเข้าไปเก็บไว้ในแดนฝันประหลาด โดยบอกกับตัวเองว่า อีกไม่ช้าฝันของเราจะตระการในโลกจริง เมื่อเรายิ่งใหญ่พอ ทุกคนจะต้องศิโรราบและยอมรับว่าคิดผิดที่เคยปรามาสเราไว้ เป็นแบบที่เราอยากให้พวกนั้นเป็นในโลกฝัน อีกแค่ไม่ช้า ! ตอนนี้ความสำเร็จใกล้เข้ามาแล้ว เราเริ่มมีคนอ่านติดตามแน่นหนา เริ่มมีสำนักพิมพ์ที่อยากร่วมงานด้วยมากหน้า เริ่มมีคนติดต่อขอเรื่องราวไปลงละคร อีกนิดเดียวเท่านั้น อีกนิดเดียว...

“ก็เพราะแก... !” เป็นครั้งแรกที่นักเขียนหนุ่มออกปาก เสียงนั้นสากระคายออกมาตั้งแต่ข้างในท้อง ปลายนิ้วชี้ตวัดไปยังภาพในกระจกเงา “ก็เพราะแก ! ไอ้ตัวก๊อปปี้ !”

ใช่แล้ว ! อีกนิดเดียวเท่านั้นทุกอย่างจะมีอันสัมฤทธิ์ เรื่องของเขาเริ่มเป็นที่เรียกหาของนักอ่าน เป็นที่ชื่นชมของนักวิจารณ์ มันเป็นงานที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและสัญลักษณ์ ไม่ใช่สักแต่เล่า คำสั่งพิมพ์ซ้ำควรจะมีเข้ามา ถ้าเพียงแต่จะไม่มีมัน ไอ้ตัวก๊อปปี้ !

ผลงานของเธียรถูกละเมิดลิขสิทธิ์ทุกชิ้น ! เมื่อกรอกชื่อเรื่องลงในเซิร์ชเอ็นจิ้น ไม่มีชิ้นไหนไม่ถูกห้อยท้ายด้วยตัวอักษร PDF และไม่มีชิ้นไหนเช่นกันที่หาฉบับผิดกฎหมายไม่ได้ในโลกออนไลน์ระยำ !

ขณะที่การติดตามทางกฎหมายเป็นไปได้เชื่องช้า สถานการณ์การละเมิดลิขสิทธิ์ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดค่อย ๆ ตัดลมหายใจและลู่ทางของเขาไปทีละน้อย เหมือนปอบที่ค่อยๆ กัดกินลำไส้และชีวิตของเขา ประตูสำหรับให้พ่อ แม่ และใครต่อใครออกมาจากฝัน ลดเหลือน้อยลงทุกที เพราะในที่สุดฝันจะยังเป็นแค่ฝัน เขาจะยิ่งใหญ่เดียวดายเพียงในโลกนั้น เฉกเดียวกับที่พระเตื้องสาปแช่งให้นายเธียรออกไปไหนไม่ได้ ตายก็ไม่ได้ เกิดใหม่ก็ไม่ได้ !

ชายหนุ่มสะบัดนาฬิกาปลุกขว้างใส่กระจกเงาใหญ่บานนั้น เสียงเพล้ง! เปรื่องปร่าง เงาสะท้อนบิดเบี้ยวไป ถึงกระนั้นก็ยังเห็นชัดว่าเป็นชายผู้มีดวงหน้ารูปกลม ทว่าเงามืดของรัตติกาลและความยากแค้นระบายจนดูบางส่วนซูบเว้าน่าพรั่นพรึง ผมบาง และโดดเด่นด้วยคิ้วอันเข้มหนาที่ทอดต่อกัน ปลายยาวแทบจดเหนือใบหู

ชายผู้นั้นลุกขึ้นจากเตียง ก้าวใกล้มายังบานกระจก

มือข้างหนึ่งยกหยิบเศษกระจกชิ้นหนึ่งที่แตกหัก กำแน่นจนส่วนคมบาดลึกในฝ่ามือ

เมื่อเคลื่อนมาแตะด้านในข้อมืออีกข้าง คมของมันสะท้อนเงาวับบาดเข้าตา หากทว่าเธียรไม่แม้หยีหลบ เขาแพ้มาเกินพอ

นี่อาจเป็นทางเดียวที่จะกลับไปสู่โลกแห่งชัยชนะ !

นาทีต่อมา ต่อมา และต่อๆ มา ตั้งแต่เลือดหยดแรกค่อย ๆ รินจากข้อมือตราบจนหยดสุดท้าย ดวงตาที่จ้องตอบมาจากเงากระจกยังคงเบิกค้าง...

. . . . . . . . . .
จบ
ขอได้รับคำขอบคุณ
ปราปต์

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น