อัปเดตล่าสุด 2018-12-29 10:06:06

ตอนที่ 3 ใต้คลุมโปง: 3

จู่ ๆ ปลายเท้าที่โผล่พ้นชายผ้านวมออกไปก็กลับยะเยือกเย็นขึ้นทันควัน ผมอาศัยจังหวะนั้นค่อย ๆ หดปลายเท้าเข้าใต้ผ้าห่ม

ใจสั่น สั่นจนได้ยินเสียงเต้นตุบ ๆ ระรัวในอก อวัยวะค้างตรึงทั้งที่อยู่ในท่าควรเมื่อย เนื่องจากพับงอทั้งแขนขาทว่ากลับทนได้ขึ้นมาเสียเฉย ๆ

“ฮือ...” เสียงคล้ายผู้ชายร้องไห้แว่วมาจากที่ไม่ไกล แทบจะรู้สึกได้ว่ามันดังจากมุมหนึ่งข้างตู้เสื้อผ้า !

เสียงนั้นหวีดแหบและโหยหวนขึ้นในเวลาต่อมา ราวกับว่าเจ้าของเสียงทรมานเจ็บปวดสาหัส

อะไรกัน อะไรกันวะเนี่ย? !

“หาเจอแล้วเหรอ” คราวนี้เป็นเสียงผู้ชายค่อนข้างสุขุม ดังมาจากทางหน้าประตูห้อง ตามด้วยเสียงรองเท้าหนังบดพื้นปูกระเบื้องตรงเข้ามา “แล้วทำไมไม่เปิดไฟ”

สิ้นคำ ความมืดในห้องถูกขจัดด้วยแสงไฟ...แสงไฟอีกอย่าง เป็นแสงขาว ทั้งที่ตอนเข้ามาผมจำได้ว่าไฟทั้งห้องมีแต่เสียงสีนวล !

เพราะว่าผ้านวมไม่หนานัก เมื่อภายนอกเปิดไฟสว่าง จึงพอมองเห็นเงาของสิ่งต่าง ๆ เลือนรางคล้ายเวลาดูหนังตะลุง

“คนไข้หนีเข้าไปซ่อนในตู้ครับ” เสียงผู้ชายที่ตอบนั้นดังมาจากมุมข้างตู้เสื้อผ้าจริง ๆ จากในนี้ ผมเห็นเงาร่างผอมเพรียวของเจ้าตัว กำลังยื้อยึดกับร่างผอมกว่าที่ขดซุกอยู่แทบพื้น ร่างนั้นยังสะอึกสะอื้นสลับกรีดเกรี้ยว

ผู้ชายที่เดินเข้ามาจากหน้าประตูชี้นิ้วบอก “ช่วยกันพาขึ้นไปบนเตียง”

เตียงที่ว่า ระบุด้วยปลายนิ้วที่วาดมาตรงจุดที่ผมนอนอยู่ !

ถึงตอนนี้ ผมสั่นเทิ้มไปแล้วทั้งร่าง มนุษย์แปลกประหลาดที่ปรากฏตัวในห้องคล้ายไม่รับรู้ว่ามีผมอยู่ที่นี่

เป็นเพราะคลุมโปงอยู่หรือ หรือเพราะผมนอนนิ่งไม่ต่างจากศพที่นางพยาบาลหน้าห้องเข็นมาเพื่อครู่ ผมอยากหนี อย่างน้อยขยับหลบให้ที่นอนมีที่ว่างเหลือสำหรับ ‘คนไข้’ แต่ถ้าขยับแล้วคนพวกนั้นเกิดเอะใจเห็นผมเข้าล่ะ !

อย่างเชื่องช้า อาศัยจังหวะที่ชายทั้งคู่ก้มไปช่วยกันลากตัว ‘คนไข้’ จากที่พื้น ผมค่อย ๆ กระถดโดยพยายามไม่ให้ร่างกายหลุดพ้นไปจากโปงผ้า

ตู้เสื้อผ้าอยู่ทางซ้าย โอกาสที่ ‘คนไข้’ จะถูกวางลงบนเตียงฝั่งนั้นจึงมีมากกว่า ร่างใต้ผ้าคลุมของผมค่อย ๆ เคลื่อนกระดืบไปทางขวาจนแทบสุดขอบ

ในที่สุดเสียง ฝุบ ! ก็ดังขึ้น เบาะนอนยวบลง ร่าง ‘คนไข้’ ถูกโยนลงมาแล้วเรียบร้อย

เจ้าตัวดิ้นตะกายสุดชีวิตอย่างหมายให้พ้นไปจากเตียง ดิ้นแต่ละทีก็ปัดป่ายมือเท้ามาถูกผมอย่างแรง ผมหดหนีไม่ได้มากเพราะจวนตกพื้น ไม่แน่ใจว่าถ้าตัวเองตกพื้น ทุกคนที่อยู่ในห้องจะมองเห็นผมหรือไม่

ระหว่างที่พยายามรักษาร่างกายไม่ให้คนนอนข้างคว้าถูก จู่ ๆ ชายผ้ามุมหนึ่งก็เลิกขึ้น มือคนข้าง ๆ ถูกสอดเข้ามาอย่างหมายจะหลบเข้ามาอยู่ด้วย แสงสว่างในนี้มีไม่มาก ทว่ายังพอเห็นถนัดว่ามือนั้นผอมดำและแผ่แบนแทบเหมือนหนังหุ้มกระดูก ผิวหนังบนมือนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลถลอกและเปิกเปิงเป็นหนองกรัง

ทั้งที่กลัว สัญชาตญาณเอาตัวรอดยังสั่งให้ผมปิดปากสนิทแล้วพยายามดึงชายผ้าคืน ต้องยื้อยุดอย่างยิ่งเพราะแรงคลั่งของอีกฝ่ายมีมากกว่า จังหวะหนึ่งเจ้าตัวเลิกผ้าสูงจนผมสามารถมองออกไปเห็นบรรยากาศข้างนอกถนัด

ชายที่เข้ามาใหม่อยู่ในชุดกาวน์ เป็นบุรุษสูงวัยรูปร่างผ่าเผย ขณะเดียวกันก็ยิ่งใหญ่จนน่าระแวง กำลังหันข้างเพื่อสูบของเหลวใสเข้าในกระบอกไซริงค์ ขณะที่ชายผู้ช่วยอยู่ในชุดบุรุษพยาบาล กำลังหันหยิบเครื่องมือไปอีกทางเช่นกัน

ออกแรงดึงผ้านวมลงก่อนที่สองรายนั้นจะหันมา ทว่าคู่ตัวสู้ยังมีแรงมากกว่า ไม่ช้าคนไข้ก็ก้มหัวลอดเข้ามาในผ้าห่ม !

ผมถึงกับผวาถอย ยังดีที่ยึดเตียงไว้ได้ก่อนจะกลิ้งตก ขนลุกขนพองไปหมด เพิ่งเห็นถนัดว่าอีกฝ่ายมีสภาพห่างไกลจากความเป็นมนุษย์ปกติยิ่งนัก !

ความผอมทำให้หน้าตอบไปตามริ้วกะโหลก คิ้วเข้มหนาแทบเชื่อมต่อกัน ดวงตาโหลเบิกโพลง ปากอ้ากว้างเหลือฟันมีคราบดำไม่กี่ซี่ จมูกแหลม ส่วนผมบนศีรษะคล้ายถูกกระชากหลุดจนเหลือบางเป็นหย่อม ๆ แต่ละหย่อมแซมด้วยสีเงิน ใต้เชิงผมมีรอยสักคล้ายลงอักขระยืดยาวเชื่อมจากฝั่งซ้ายไปขวานั้นดูคุ้นตาอย่างประหลาด

“อ๊ากกก.. !”

ผมยกมือปิดหูทันทีที่เจ้าตัวอ้าปากร้อง มือยื่นโผมาตรงหน้าอย่างพยายามจะจับยึดผมไว้ ผมคงถูกรวบไว้ทั้งตัวแล้ว ถ้าไม่เพราะบุรุษพยาบาลและหมอช่วยกันดึงปลายเท้าหมอนี่กลับไปได้เสียก่อน

ผ้าคลุมโปงตกปิดเรียบร้อย แต่เตียงยังเขย่า อึดใจนั้นผมสติวับจนแทบไม่อาจจับได้ว่า มันเขย่าเพราะอาการสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวของตัวเอง หรือเพราะแรงดิ้นรนต่อสู้ของคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ กันแน่

จากใต้ผ้าห่ม ผมสังเกตเห็นว่าคนไข้ถูกนายแพทย์และบุรุษพยาบาลจับมัดข้อมือข้อเท้าทั้งสี่ข้าง คนถูกมัดพยายามเด้งตัว อ้าปากกัดมือของใครก็ตามที่เบี่ยงเข้ามาใกล้

“เอาล่ะ” นายแพทย์พูดหลังจากฉีดยาให้คนไข้เรียบร้อย เพียงไม่ช้าร่างที่อาละวาดอยู่ก็ค่อย ๆ นิ่งลง ทว่าดวงตายังเบิกโพลงอยู่เหมือนหลับไปทั้งอย่างนั้น

บุรุษพยาบาลถอนใจหนัก “น่าสงสารนะครับเป็นนักเขียน กำลังรุ่งแท้ๆ ไม่น่ามาเล่นยาพวกนี้เลย”

“เขาว่าพวกนักเขียนมักอยากได้บรรยากาศน่ะ” นายแพทย์วางเครื่องมือลง ปากถาม “แล้วอีกรายนั่นเป็นยังไงบ้างแล้ว”

“รับยาไปแล้ว สงสัยหลับปุ๋ยอยู่ครับ” คนตอบตอบคล่องแคล่ว

เพราะทุกอย่างเริ่มสงบลง สติผมค่อย ๆ คงคืน ความกลัวยังมี ทว่าที่อยากรู้นั้นมากกว่า

มือของผมค่อย ๆ เคลื่อนไปใต้หมอนเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดเว็บเบราเซอร์เพื่อพิมพ์คำค้น ‘ประวัติ โรงแรม ซัน ริเวอร์ แกรนด์ โฮเต็ล แอนด์ คอนเวนชัน เซ็นเตอร์’

ผลลัพธ์ที่ได้สองลิงก์แรกเป็นหัวข้อจากเว็บบอร์ดชื่อดัง จากนั้นจึงเป็นเว็บไซต์จองโรงแรมต่าง ๆ รวมถึงเว็บไซต์ของโรงแรมเอง

ลองกดไปที่ลิงก์แรก ไม่พบหน้าที่คุณกำลังหา

ลิงก์ที่สองก็เช่นกัน ไม่พบหน้าที่คุณกำลังหา

อะไรวะเนี่ย ! ยังกับข้อมูลส่วนนี้เคยมีคนเล่าไว้ แต่กลับมีใครบางคนไล่ลบจนหมดเกลี้ยง

มีเสียง “อ...อือ” ดังขึ้น ผมค่อย ๆ ดึงสายตาไปยังคนบนเตียง

คนไข้ที่ถูกจับฉีดยามีอาการสงบลง กระนั้นดวงตาเหลือกโพลงก็ยังค่อนข้างหลุกหลิกคล้ายดวงวิญญาณข้างในร่างพยายามรวบรวมกำลังต่อสู้ สายตานั้นนั้นจดจ้องมาทางผม คล้ายพยายามสบ ขณะเดียวกันริมฝีปากก็ขยับขมุบขมิบ อันทำให้กระจ่างขึ้นว่าเสียงครางดังกล่าว ที่แท้น่าจะเป็นความอุตสาหะในการสวดมนตร์บางบท...

พลันนั้น จู่ ๆ แสงจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือของผมก็กะพริบติด ๆ ดับ ๆ ผมเบิกตา ภาวนาอย่าให้เครื่องเป็นอะไร ก็พอดีมันสว่างขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้ หน้าจอเว็บไซต์จากลิงก์ที่กดไว้กลับเป็นกลายเป็นเข้าถึงได้อย่างน่าอัศจรรย์

ลิงก์แรก เจ้าของกระทู้เล่าประสบการณ์คล้าย ๆ กับที่ผมเจอ สองชั่วโมงก่อนเข้าพัก เจ้าตัวถูกผู้โดยสารบนเครื่องบินลำเดียวกันทักทีเล่นทีจริงว่า ซัน ริเวอร์มีประวัติไม่ค่อยดี ทว่าเพราะไม่ใช่คนเชื่อเรื่องผีจึงไม่ใส่ใจ ยิ่งมาพบสภาพโรงแรมใหญ่โตหรูหรา มีทั้งห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง และสวนน้ำขนาดใหญ่ ร้านอาหารชื่อดังอีกมากมาย ก็ยิ่งคิดว่าเรื่องที่ได้ฟังเป็นเรื่องเหลวไหลมากกว่า ไม่คิดว่าจะเจอดีตั้งแต่คืนแรกที่เข้ามาพัก

เจ้าของกระทู้ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ห้องข้าง ๆ ดังน่ารำคาญจนต้องโทรไปแจ้งฟร้อนท์ออฟฟิศ ทว่ารายนั้นกลับบอกว่า ชั้น 14 ที่พักอยู่มีคนเข้าพักแค่ 6 ห้อง และห้องติดกับห้องเจ้าของกระทู้ไม่มีคนพักเลย

แน่นอน ได้รับข่าวอย่างนั้นเป็นใครก็เริ่มหวั่นไหว ยังงุนงง ไม่ทันได้ตั้งตัว จู่ ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องดังลั่น ผลคือเจ้าของกระทู้รีบเก็บของหนีออกจากโรงแรมแทบไม่ทัน

กระทู้ที่สอง เจ้าของกระทู้พบสิ่งผิดปกติตอนที่เข้าห้องอาบน้ำ ทั้งที่พักคนเดียวแต่ได้ยินเสียงฝีเท้าคนอื่นในส่วนห้องนอน นึกว่าแม่บ้านเอาผลไม้ต้อนรับมาให้ แต่ปรากฏว่าพอออกมากลับไม่พบใคร ไม่มีผลไม้ด้วยซ้ำ เจ้าของกระทู้มีอาชีพนักเขียน หลังจากอาบน้ำเสร็จมานั่งเงียบ ๆ ทำงาน สักพักกลับมีเสียงคนเคาะประตูดังขึ้น จึงเปิดไปดู กลับไม่พบใครนอกจากแม่บ้านที่เข็นรถขนของคันใหญ่คลุมผ้าขาวผ่านไป ครั้นถามว่าได้เคาะประตูห้องหรือไม่ ก็ได้รับคำปฏิเสธ เจ้าของกระทู้เริ่มหลอนนิด ๆ ตั้งใจว่าจะปิดไฟนอน แต่ปรากฏว่าจู่ ๆ เตียงกลับถูกเลื่อน ตกใจจะหยิบโทรศัพท์ออกจากใต้หมอน ก็พบว่ามีเหรียญวางไว้อยู่

เนื่องจากเดินทางมาหลายแห่ง เจ้าของกระทู้จึงรู้ว่านี่คือการ ‘ซื้อที่’ แต่จะว่าผู้เข้าพักคนเก่าวางเหรียญไว้แล้วแม่บ้านลืมเก็บก็ไม่น่าจะเป็นไปได้

ด้วยความตกใจกลัว เจ้าของกระทู้ตัดสินใจเก็บของจะออกจากห้อง อย่างไรก็ตาม ตอนที่เปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบของ เธอก็ถูกรู้สึกคล้ายถูกผลักตกเข้าไปในตู้ จากนั้นบานประตูตู้ปิด ไม่ว่าจะเขย่าอย่างไรก็เปิดออกไม่ได้...

หัวกระทู้จบลงอย่างค้างคาเพียงแค่นั้น คนเข้ามาอ่านจึงเข้ามาเรียกร้องกันใหญ่ว่าให้เล่าต่อ ถึงแม้จะเป็นแค่นิยายก็ยังอยากอ่านเพราะว่าสนุกดี

หากถึงอย่างไร ไม่มีข้อความจากเจ้าของกระทู้อีกเลย หลายวันผ่านไป คนที่เข้ามารอจึงเริ่มพิมพ์คำก่นด่า หาว่าผีไม่หลอก แต่ถูกเจ้าของกระทู้หลอก ความคิดเห็นพุ่งขึ้นไปเกือบสองร้อย กระทั่งความเห็นที่ 212 จึงมีผู้เล่าว่า ดูเหมือนเจ้าของกระทู้จะเข้าพักที่โรงแรม ซัน ริเวอร์ แกรนด์ โฮเต็ล แอนด์ คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ โรงแรมนี้แต่เดิมเป็นโรงพยาบาลเอกชน ชื่อ โรงพยาบาลธารทิวา แต่เกิดอุบัติเหตุก๊าซพิษรั่ว ทำให้มีผู้ป่วย แพทย์ และพยาบาลจำนวนหนึ่งเสียชีวิต ทางโรงพยาบาลพยายามปิดข่าว กระทั่งปี 40 เจอพิษเศรษฐกิจจึงต้องปิดตัวลงไป ต่อมากลุ่มทุนใหม่ซื้อตัวอาคารไปพัฒนาเป็นโรงแรมและห้างสรรพสินค้า และยังคงมีเสียงเล่าลือถึงความเฮี้ยนเสมอ

ตัวเจ้าของกระทู้เป็นนักเขียนนวนิยายสยองขวัญ มีชื่อเสียงในกลุ่มนักอ่านสมัยใหม่ เดินทางมาเข้าพักที่โรงแรมนี้ในชั้น 14 (หรือที่จริงคือชั้น 13 เพราะทางโรงแรมไม่แสดงชั้นนี้) แต่ปรากฏว่าหายตัวไปตั้งแต่คืนแรกที่เข้าพัก ทางโรงแรมคิดว่าลูกค้าชิ่งหนีเพราะไม่มีเงินจ่าย ทิ้งไว้แต่กระเป๋าสัมภาระและเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ในตู้

อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบความเห็นนี้อ้างว่าเป็นบรรณาธิการของเจ้าของกระทู้ ระบุว่าตั้งแต่วันที่นักเขียนของตนเข้าพักในโรงแรมนี้จนปัจจุบัน ยังคงไม่มีใครพบเจ้าตัวอีกเลย จึงคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับอาถรรพ์ของที่นี่จริง ๆ

หลังจากความเห็นนี้ ความเห็นถัด ๆ ไปเข้ามาตอบในทำนองลบหลู่ บางความเห็นท้าทายซ้ำว่า

‘ไหน ๆ คุณก็อ้างว่าตัวเองเป็นบรรณาธิการเรื่องผีแล้ว น่าจะลองหยิบ ‘เรื่องจริง’ นี้ไปใช้เป็นวัตถุดิบซะเลยนะคะ คนในกระทู้รออ่านขนาดนี้ เขียนออกมาแล้วคงขายดีหรอก

ปล. หวังว่าส่งนักเขียนคนใหม่ไปเซอร์เวย์แล้วจะไม่หายตัวไปในตู้เหมือนกัน 555

อ่านถึงตรงนี้ หัวใจเหลวเป็นน้ำ อาการแข็งเกร็งทั้งร่างกลับอ่อนปวกเปียกแทบสิ้นแรง ทั้งที่ขุมขนยังลุกชัน กวาดสายตาลงไปเห็นชื่อผู้ตอบที่อ้างตัวว่าเป็นบรรณาธิการอีก แต่คราวนี้ผมไม่กล้าอ่านแล้ว...ไม่กล้าอ่านแล้วว่าเจ้าตัวตอบว่าอะไร

จังหวะนั้นเอง เพราะมัวหวาดกลัวและจมดิ่งกับสิ่งที่ได้อ่าน จึงไม่ทันระวังผ้านวมที่ห่มอยู่ จู่ ๆ มันถูกกระชากเลิกขึ้น เปิดร่างผมสู่แสงกระจ่างต่อหน้าต่อตาแพทย์และพยาบาลคู่เก่า

ผู้ที่ตวัดผ้าขึ้นคือบุรุษพยาบาลนั่นเอง เมื่อได้เห็นใบหน้าที่แท้จริง พบว่ามันเป็นสีเขียวแกมม่วง ช่วงตาลึกเป็นรอยคล้ำ มีเส้นเลือดแตกระแหงเป็นริ้วรอบคล้ายหินอ่อน ช่วงปากสีดำมีน้ำลายฟูม ไม่ผิดกันกับผู้เป็นนายแพทย์

เจ้าตัวยิ้มหวานหยด -- อันที่จริง ยิ้มน้ำลายและเลือดหยด -- อกเสื้อยู่ยี่เห็นปักชื่อไว้ว่า อนุสรณ์ เกิดสำราญ’ มือข้างหนึ่งแบยื่นมาตรงหน้าผม บนมือเขียวอมม่วงและเต็มไปด้วยริ้วเลือดเช่นกัน มียาแก้แพ้ที่ผมทำตกไปแต่ต้น

“ดื้อจังเลยนะครับ แอบเอายาไปทิ้ง อย่างนี้เมื่อไหร่จะหายล่ะ คนดูแลมันเหนื่อยนะ รู้รึเปล่า รู้รึเปล่า รู้รึเปล่า รู้รึเปล่า... !”

. . . . . . . . . . .
 

“ทำไมผมถึงอยากเป็นนักเขียนน่ะเหรอครับ...”

ผมทวนคำถามจากพิธีกรสาวบนเวทีเสวนา เวลานี้ แม้แต่เสียงที่ตัวเองพูดก็ยังฟังสะท้อนสะท้านกลับไปกลับมาในโสตประสาทเพราะอาการนอนไม่พอ แต่ทว่า ด้วยหน้าที่ ผมพยายามยิ้มตอบ

“มันเริ่มตั้งแต่สมัยยังเด็ก ผมเป็นคนช่างจินตนาการ แล้วก็ไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า เวลาดูหนังแล้วรู้สึกว่ามีเรื่องอยากทำให้มันเป็นภาพแบบนั้นบ้าง แต่การเป็นผู้กำกับหรือผู้อำนวยการสร้างคงอยู่ไกลเกินฝัน ผมเลยเลือกจะปล่อยภาพในหัวออกมาเป็นตัวหนังสือ ฝันหวานว่าสักวันตัวเองจะกลายเป็นนักเขียนนามอุโฆษ มีชีวิตเรียบง่ายแต่หรูสบาย”

วรรคนิดหนึ่ง กวาดตามองผู้ฟังที่นั่งอยู่ด้านล่าง ทั้งที่รู้สึกแสบเพราะดวงตาแห้งเต็มที

“แต่ความจริงเหรอ นักเขียนอาชีพน่ะไม่ต่างจากการติดคุกสักเท่าไหร่ คุณแทบจะไม่มีโอกาสได้ยื่นเท้าไปไกลกว่าตารางงาน หรือวิ่งหนีให้ทันเด้ดไลน์หรอกครับ”

“พบว่าความจริงเป็นอย่างนี้ แต่คุณเชิงเทียนก็ยังรักในอาชีพนี้อยู่ ?” พิธีกรขยับไมค์ถาม

ผมกระแอมเพราะเหมือนมีเมือกเหนียวหนืดรัดคอ เอื้อมไปหยิบแก้วน้ำเย็นบนโต๊ะกระจกเตี้ย ๆ ข้างหน้าขึ้นมาดูด ก่อนตอบ

“เพราะเราสามารถทำให้คนอ่านติดตามความฝันของเราได้ ไม่ว่ามันจะเป็นตุเป็นตะยังไงก็ตามละมั้งครับ”

คู่สนทนาหัวเราะร่า ทัดผมยาวข้างหู

“มีฝัน แสดงว่าหลับไม่สนิทใช่มั้ยคะ มิน่าวันนี้ตาโบ๋เชียว”

ผมยักไหล่

“ก็อย่างที่บอกละครับ ไม่ว่าจะหนีไปไกลแค่ไหน คุณก็ยังเป็นนักโทษของเด้ดไลน์และสำนักพิมพ์เสมอ เมื่อคืนผมไม่ได้นอนทั้งคืนจริง ๆ ละ ปั่นต้นฉบับเรื่องสั้นผีได้เรื่องนึง หวังว่าพวกคุณได้อ่านแล้วจะชอบมันนะครับ”

. . . . . . . . . .
จบตอน "ใต้คลุมโปง"
โปรดติดตามตอนต่อไปใน
"อุณหภูมิปะทุ"


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น