อัปเดตล่าสุด 2019-02-22 10:10:24

ตอนที่ 5 อุณหภูมิปะทุ: 1

อุณหภูมิปะทุ
[นอนไม่หลับ...เพราะมันร้อน]

  

กลางสวนค่อนข้างห่างไกล บ้านแต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกัน ส่วนใหญ่เสียงยามวิกาลที่ได้ยินคือต้นไม้ไกวสีหลังคาและฝาบ้าน ชวนจินตนาการถึงมือแห้ง ๆ อันมีเล็บแหลมคมของปีศาจ พยายามไต่ตะกายขึ้นมาที่ห้องนอน เสียงแมลงกลางคืน แมงมุมตีอก จิ้งจก นกฮูก เสียงสะอื้นของนกพิราบ การคร่ำครวญของตุ๊กแก งานวัดผะแผ่ว เสียงแว่วคล้าย ๆ หมาหอน ล้วนแต่เป็นเสียงที่ได้ยินแล้วต้องชะงักร่าง สัญชาตญาณแรกคือหาทิศทางว่ามันมาจากไหน และสัญชาตญาณลำดับสองสำหรับหนูคือ...มันกำลังจะบอกอะไร

อาจเพราะตระกูลพ่อเป็นชาวสวน มีแมกไม้คล้ายปราการล้อม ความเชื่อเก่าแก่ที่เริ่มหายไปทุกวัน ๆ ยังหลงเหลืออยู่ที่นี่ บ่มเพาะให้พ่อมีความคิดแปลกกว่าคนทั่วไป และความคิดนั้นก็ถูกถ่ายสู่แม่และหนู

จิ้งจกร้องทักต้องระวังอย่าออกจากบ้าน

ตุ๊กแกร้องกลางวันจะเกิดเหตุร้าย

หากมีเสียงร้องทักยามวิกาล อย่าขานรับเด็ดขาด

พิราบร้องตอนกลางคืนจะมีคนกล่าวโทษถึง

แมงมุมตีอกอาจมีคนถึงฆาต !

อย่างไรก็ตาม ที่ทำให้หนูตัวสั่นมากสุดไม่ใช่เสียงพวกนั้น และแม้สิ่งที่มัน ‘บอก’ จะไม่ร้ายแรงเท่าเสียงพวกนั้น หนูก็ยังไม่วายหวาดผวา

แมวร้องบนหลังคา จะมีเรื่องแปลก ๆ ให้ได้เห็น

ใช่แล้ว แมวร้อง ! หนูพยายามบอกตัวเอง เสียงดังแง้...แง้ว...เริ่มจากแผ่ว แล้วแหลมลั่นขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือแมว ! ไม่ใช่ภาพที่ปรากฏขึ้นในหัว

เพราะเสียงที่ว่าช่างเหมือนเด็กทารกก็ไม่ปาน หนูจินตนาการเห็นทารกปริศนาหน้าตาน่ากลัวนอนแบ็บอยู่กลางเบาะ เฉพาะริมฝีปากแหลม ๆ เท่านั้นจะอ้าร้องเพราะความหิวโหย ในปากมีเขี้ยว ผู้ได้ยินจะขนลุกหวือไปด้วยความพรั่นพรึง เสียงนั้นเริ่มจากเสแสร้งชวนเวทนา ก่อนเกรี้ยวกราดขึ้นด้วยโทสะครั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รับความสนใจ ในที่สุดเจ้าของเสียงจึงค่อย ๆ เปิดเปลือกตา ใต้เปลือกนั้นมีรูม่านตาเป็นขีด สะท้อนแสงแดงวาวกลางเงามืด และแล้วเนื้อตัวเป็นสีเทาอันเพียบด้วยคราบน้ำเลือดน้ำเหลืองก็จะค่อย ๆ เขยื้อน ลุกจากเบาะผ้าเน่าเหม็น คืบคลานไปตามชายคา จึงได้ยินเสียงหลังคาสังกะสียวบลงดังแกรก...แกรก...

หนูรีบเร่งฝีเท้าขึ้นบันไดเข้าห้องนอน จังหวะที่ปิดประตูห้อง เสียงร้องนั้นดังขึ้นจนแทบสะดุ้ง นึกว่าต้นกำเนิดเสียงแอบเข้ามาในห้องนี้ แสงไฟเจ้ากรรมก็กะพริบหรี่เชื่องช้า แต่ละทีก็เห็นเงาวอบแวบน่าประหวั่นคล้ายเด็กนั่นคลานอยู่ในห้อง กว่าไฟจะติด ใจก็แทบตกใต้ตาตุ่ม

แกอ่านเรื่องผีมากเกินไปแล้ว ! กวาดสายตารอบห้องแล้วกุมอกบอกตัวเอง นี่มันก็แค่เสียงแมว แมวบนหลังคาข้างนอก !

ห้องอันว่างเปล่าของหนูมีขนาดไม่ใหญ่นัก ตั้งอยู่ด้านหน้าของตัวบ้าน เมื่อก้าวจากประตูรั้วเข้ามาตามทางเดินอิฐบนดินที่มักชื้นตลอดกาล ภาพแรกของตัวบ้านที่จะได้เห็นก็คือห้องของหนูนี่ละ แต่เดิมบ้านนี้มีแค่ชั้นเดียว ต่อมาเพราะสมาชิกเพิ่ม คุณปู่จึงให้ลูกชายทั้งสองคือพ่อและลุงช่วยกันต่อเติมชั้นสอง ว่ากันว่าลุงนั้นเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณปู่ เพราะหน้าตาดีและหัวดีกว่าพ่อมาก ลุงเป็นคนออกความเห็นให้ยกพื้นชั้นสองสูงขึ้นจากชั้นหนึ่งไปมากจนดูแปลกประหลาด ตอนแรกชาวบ้านเห็นแล้วก็หัวเราะกันในลักษณะบ้านที่ดูไม่สมประกอบ ต่อเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ ใคร ๆ จึงรู้ว่าลุงมองการณ์ไกลขนาดไหน ลำพังถ้าใช้ความสูงของชั้นล่างเท่านั้น น้ำท่วมอาจปริ่มเลยพื้นชั้นสองขึ้นมาจนคนในบ้านไม่เป็นอันอยู่ ต้องย้ายหนีออกไปจ้าละหวั่นเหมือนคนแถวนี้แน่ ๆ

เนื่องจากห้องค่อนข้างแคบ เครื่องเรือนในห้องจึงมีแค่โต๊ะเขียนหนังสือโปร่ง ๆ กับเก้าอี้ตัวเดียว ถัดมาก็เป็นฟูกบาง ๆ วางกับพื้น

หนูเคยพยายามกระเง้ากระงอดให้พ่อแต่งห้องให้ใหม่ แหม เด็กผู้หญิงที่ไหนก็อยากมีห้องสวย ๆ นี่คะ ห้องที่แปะวอลเปเปอร์สีขาวอมชมพู มีรูปเจ้าหญิงหรือเทพธิดา มีตัวอักษร NUSARA ที่มาจากชื่อนุสราของหนูแปะอยู่ข้าง ๆ มีดวงดาว มีตุ๊กตาตัวโตขาว ๆ ขนปุย ๆ แล้วก็ติดแอร์ แต่พ่อบอกว่าถ้าจะทำแบบนั้นต้องรีโนเวทใหม่ทั้งหมด ฝาไม้ตีแบบเก่านี่มีแต่จะเอาไอเย็นออก ปิดวอลเปเปอร์ก็ไม่ได้ อย่างน้อย ๆ ต้องตีไม้อัดข้างในแล้วค่อยตกแต่งกันอีกที

แต่นี่ไม่ใช่เรื่องจำเป็น โดยเฉพาะกับครอบครัวเราซึ่งต้องรัดเข็มขัดกันสักหน่อย เนื่องจากมีพ่อทำงานแค่คนเดียว ในฐานะกองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แม้แม่ที่เป็นแม่บ้านจะปีนตัดผลไม้หรือทำขนมกระจุกกระจิกขายบ้าง แต่นั่นก็ไม่มากพอที่เราจะจับจ่ายได้สบาย ห้องของหนูจึงยังเป็นห้องเก่าน่าเฉาใจอยู่อย่างนี้

ยังดีที่พ่อยอมให้หนูใช้จ่ายกับหนังสือบ้าง เงินเก็บที่มีแปรสภาพเป็นนิยายประเภทหลอนหลอกตั้งใหญ่ตรงมุมห้อง -- แน่นอน โดยเฉพาะของคุณเชิงเทียน ถ้าคุ้ยหาเล่มไหนไม่เจอก็แสดงว่าแม่แอบหยิบไปอ่าน เล่ม ‘ใต้คลุมโปง’ ก็เช่นกัน หนูหาอยู่หลายวันไม่เจอ จนออกปากถามแม่ถึงทำลอยหน้าบอกว่าแม่อ่านอยู่ ใกล้จะจบแล้ว หนูได้แต่ถอนยใจเบื่อ ก็เวลาเห็นหิ้วหนังสือเข้าบ้านทำไร แม่ชอบบ่นว่าหนูใช้เงินฟุ่มเฟือยทุกที

เวลานี้ แค่เหลือบสายตาเห็นหน้าปกผี อารมณ์สยองก็ยิ่งยะเยือก

หนูรีบดับไฟ โจนลงใต้ผ้านวม ลมพัดมาอีกหวือ พายอดไม้สะบัดใบดังซู่ซ่า กิ่งก้านมันสีฝาบ้านดังแกรกกราก จากนั้นก็เงียบลง ทิ้งไว้เพียงความร้อนตอนกลางคืนที่ทำให้ร่างใต้ผ้านวมเปียกแฉะ และเสียงร้องแง้...แง้ว...ของแมวหลอน

มันเป็นแมว ไม่ใช่ผี

ถึงเป็นผี แต่ห้องที่ติดกันนี่ก็เป็นห้องพระใหญ่ ถัดไปก็ห้องพ่อแม่ ผีมันเข้ามาทำอะไรเราไม่ได้แน่ ๆ

อยากให้ตัวเองรีบหลับ หนูข่มตา นึกได้ว่าควรใช้วิธีนับแกะ

ค่อนข้างแย่ ไม่รู้ว่าเพราะอากาศร้อนจัด หรือเสียงที่ยังดังคลอข้างนอก ภาพแกะจึงค่อย ๆ ถูกหลอมกลายร่างเป็นแมว และแล้วก็ค่อย ๆ กลายเป็นทารกตาแดงรายนั้น

แกะตัวที่หนึ่ง

แมวตัวที่สอง

ศพเด็กรายที่สาม...

. . . . . . . . . .
 

“รีบกิน ๆ ซะ อย่ามัวเอ้อระเหย ตื่นก็สายเนี่ย--”

เช้าถัดมา อากาศร้อนยิ่งกว่าเมื่อคืน และแม่ก็หน้ายุ่งกว่าทุกทีจนหนูแทบเข้าหน้าไม่ติด

บ้านเรามีสมาชิกแค่สามคน พอมีใครคนหนึ่งอารมณ์บูด บรรยากาศในบ้านจึงเสียไปง่าย ๆ โดยเฉพาะแม่ซึ่งกางตัวเองไปในทุกรายละเอียดของบ้าน แค่หนูหาขวดพริกไทไม่เจอ พ่อไม่รู้ว่าถุงเท้าอยู่ไหน ใคร ๆ ก็ต้องเรียกหาแม่

ถ้าบอกว่าพ่อของหนู นายอนุสรณ์ สำราญเกิด เป็นชายร่างใหญ่ใจดีสมกับเป็นกุ๊กของร้านอาหารจีนชื่อดัง แม่ก็แทบจะเป็นฝั่งตรงข้าม ทั้งร่างผอมแห้งจนแทบเดินเข้าซอกแคบได้สบาย หน้าบึ้งเหมือนคนอารมณ์บูดตลอดเวลา จนบางทีหนูก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคนใจดีอย่างพ่อถึงชอบคนดุร้ายอย่างแม่ได้ พอถาม พ่อบอกว่า ความรักของพ่อเริ่มจากความสงสาร สมัยที่พ่อทำงานอยู่ต่างจังหวัดแถบภาคอีสานแล้วได้พบแม่ ความเป็นอยู่ของแม่ค่อนข้างยากลำบาก หมู่บ้านที่แม่อยู่ กระทั่งสมาชิกในบ้านของแม่เองก็ไม่ค่อยชอบแม่นักด้วยเรื่องบางอย่าง นี่อาจเป็นสาเหตุที่ตั้งแต่โตมา หนูแทบไม่เคยได้ข้องแวะกับญาติฝั่งแม่ หรือแม้แต่เฉียดไปในจังหวัดใกล้ ๆ บ้านเก่าแม่เลย

ขณะที่ปูมหลังในครอบครัวทำให้แม่กลายเป็นผู้หญิงหน้ามุ่ย ขี้หงุดหงิดและเสียงแหลมเหมือนพร้อมจะอาละวาดตลอดเวลา ความสัมพันธ์ในครอบครัวพ่อกลับทำให้พ่อเป็นอิสระเหมือนนก พ่อไม่เคยอิจฉาที่ปู่รักลุงมากกว่า ด้วยเห็นว่าเพราะอย่างนี้สิตัวเองจึงไม่ถูกคาดหวังมากนัก ได้เป็นอย่างที่ตัวเองอยากจะเป็น ได้ทำอย่างที่ตัวเองอยากจะทำ และได้ไปสู่ที่ที่อยากจะไป ไม่ใช่ขลุกอยู่แต่ในบ้านสวนแห่งนี้

แม้ตั้งแต่ลุงตายไปเพราะโรคร้าย จะทำให้พ่อต้องย้ายกลับมาที่บ้านสวนหลังเดิม แต่ทุกวันพ่อก็ยังมีโอกาสออกไปข้างนอก พบปะผู้คนใหม่ ๆ ไม่ซ้ำหน้า ต่างจากแม่ที่ตั้งแต่ย้ายมาอยู่นี่ ก็ต้องอุดอู้อยู่ในแต่ในบ้าน นิสัยมองโลกในแง่ร้ายกดดันให้ไม่ชอบสุงสิงกับใคร คิดวนเวียนอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง แม่กลายเป็นหญิงเจ้าระเบียบเกินคำว่าเจ้าระเบียบ เครียดในเรื่องไม่น่าเครียด ทำงานหนักทั้งที่จริงพ่ออยากให้อยู่บ้านมีความสุขเฉย ๆ ข้าวของไม่ต้องสะอาดนักก็ไม่เป็นไร อาหารไม่ต้องอร่อยนักก็ไม่เป็นไร

เพราะวันนี้แม่ท่าทางอารมณ์ไม่ดี พ่อเลยรีบซดกาแฟแล้วสะกิดแขนหนู “รีบไปกันดีกว่า”

บ้านเรามีเก๋งเก่า ๆ คันหนึ่ง พอขึ้นมานั่งข้างเบาะคนขับในรถ หนก็ถาม “แม่เป็นอะไรเหรอพ่อ”

พ่อถอนหายใจ ส่ายหน้า “แม่บอกว่าได้ยินเสียงแมวตอนกลางคืน เลยนอนแทบไม่หลับ”

“หนูก็ได้ยิน แต่ยังนอนหลับ” ทั้ง ๆ ที่หนูก็กลัว

พ่อคงได้ยินคำที่ดังแค่ในความคิดของหนู จึงบอกว่า “แม่คงกลัวมากกว่าที่หนูกลัว”

“กลัวแมวเนี่ยนะ” หนูหลุดปากไปโดยลืมนึกว่า เมื่อคืนกว่าตัวเองจะนอนได้ก็แทบขนหัวลุกไปหลายรอบเหมือนกัน

พ่อไม่ได้ตอบทันที มีท่าทางเหมือนครุ่นคิดบางอย่าง กึ่งระวัง ๆ ตัวจนผิดสังเกต

รอจนเลี้ยวออกจากประตูรั้วมาตามถนนแคบ ๆ ในซอย ซึ่งตัดผ่านเรือกสวนออกไปยังถนนใหญ่ พ่อจึงพูดว่า “แม่ไม่ชอบ...แมวน่ะ สมัยอยู่บ้านนอก แม่เขา...เคยฆ่าแมวตาย...”

“ตอนสาว ๆ น่ะเหรอ”

“ทำนองนั้น” พ่อตอบเหมือนบอกปัด

แต่หนูยังขัดข้อง “ถ้าตอนสาว ก็แสดงว่ารู้ความแล้ว ทำไมแม่ยังทำแบบนั้นอีกล่ะพ่อ”

“คนเรา...ถึงรู้ความ แต่บางครั้งก็ทำพลาดน่ะลูก ตอนนั้นแม่เขาไม่พร้อมจะเลี้ยงมัน ก็เลยต้องฆ่า”

“แปลกจัง แค่ไม่พร้อมจะเลี้ยงแมว ทำไมถึงกับต้องฆ่า ถ้าเป็น--”

พ่อหัวเราะร่วน ๆ ออกมาเหมือนจะกลบคำพูดที่กำลังจะหลุดจากปากหนู “เป็นความเชื่อของชาวบ้านแถว ๆ บ้านแม่เขาน่ะลูก”

“ความเชื่ออะไรอีกคะ”

“พ่อก็ไม่รู้ซี” สังเกตได้ว่าพ่อกัดกรามขรึมลง

“อย่าบอกนะว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้คนแถวบ้านแม่มองว่าแม่เป็นคนไม่ดี”

“พ่อ...” คำพูดกระอักกระอ่วน “พ่อคิดว่าอย่างนั้น...”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น